ปตท. สนับสนุนการพัฒนาจังหวัดนครสวรรค์เป็นเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ต้นแบบ ด้านพลังงานสะอาด และเป็นแหล่งเรียนรู้การบริหารจัดการพลังงานอย่างยั่งยืน ด้วยนวัตกรรมพลังงาน อาทิ การผลิตไฟฟ้า จากพลังงานแสงอาทิตย์ การพัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน การบริหาร จัดการพลังงาน ตลอดจนนำยานยนต์ไฟฟ้าประเภทต่าง ๆ มาใช้ส่งเสริมการเดินทางและการขนส่งต้นแบบด้านพลังงานสะอาด และเป็นแหล่งเรียนรู้การบริหารจัดการพลังงานอย่างยั่งยืน

วันนี้ (17 สิงหาคม 2565) – นายชยันต์ ศิริมาศ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ และ ดร. บุรณิน รัตนสมบัติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่นวัตกรรมและธุรกิจใหม่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการศึกษาและพัฒนา Smart Energy ในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ ระหว่าง จังหวัดนครสวรรค์ และ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) โดยมีผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ โรงแรมโฟร์ทูซี เดอะชิค นครสวรรค์

นายชยันต์ ศิริมาศ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ กล่าวว่า จังหวัดนครสวรรค์มีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวม จำนวน 111,441 ล้านบาท เป็นอันดับ 2 ของภาคเหนือรองจากจังหวัดเชียงใหม่มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมต่อหัว จำนวน 121,070 บาทต่อคนต่อปี พื้นที่ทางการเกษตร จำนวน 4,700,565 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 78.36 ของพื้นที่จังหวัดมีโรงงานอุตสาหกรรม จำนวน 702 โรงงาน มูลค่าการลงทุน 92,831 ล้านบาท

จากโอกาสและศักยภาพของจังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดจึงได้กำหนดแนวทางการพัฒนาให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติแผนปฏิรูปประเทศ และนำหมุดหมาย จากร่างแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 มากำหนดทิศทางการพัฒนาจังหวัด โดยหนึ่งในประเด็นการพัฒนาจังหวัดที่สำคัญ คือ ด้านพลังงานทดแทน และโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกรองรับยานยนต์ไฟฟ้า จังหวัดนครสวรรค์ให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาด เพื่อให้สอดคล้องกับการประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ COP26 ที่จัดขึ้นที่ประเทศสกอตแลนด์ โดยใช้ BCG MODEL ในการพัฒนา ด้วยศักยภาพ ของจังหวัด ซึ่งอยู่ในพื้นที่ที่มีความเข้มของแสงอาทิตย์ เหมาะสำหรับการผลิตพลังงานทดแทนจากแสงอาทิตย์ ประกอบกับมีพื้นที่แหล่งน้ำที่เหมาะกับการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์แบบทุ่นลอยน้ำ หรือ Floating Solar เช่น บึงบอระเพ็ด บึงเสนาท ซึ่งมีความเหมาะสมที่จะพัฒนาเป็นแหล่งผลิตพลังงานทดแทนที่สำคัญและใช้ประโยชน์ร่วมกัน ได้ทั้งในภาคการเกษตร ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจในพื้นที่โดยรอบ 

สำหรับการผลิตพลังงานไฟฟ้าชีวมวลจากฟางข้าว ในแต่ละปีจังหวัดนครสวรรค์มีปริมาณฟางข้าวกว่า 1 ล้าน 7 แสนตัน สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้กว่า 160 เมกะวัตต์ต่อปี ช่วยลดการเผาเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร และในมิติของยานยนต์ไฟฟ้าที่กำลังจะเข้ามาทดแทนรถยนต์ที่ใช้พลังงานจากน้ำมันในอนาคตนั้น จังหวัดนครสวรรค์เป็นทางผ่านสู่ภาคเหนือและด้วยระยะทาง 239 กิโลเมตรจากกรุงเทพมหานครมาถึงจังหวัดนครสวรรค์เป็นระยะทางที่เหมาะสมสำหรับการจอดพักเพื่อชาร์จพลังงานไฟฟ้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งรถขนส่งเชิงพาณิชย์ ที่ไม่สามารถจอดพักได้บ่อยแต่จะจอดเฉพาะจุดที่จำเป็นเท่านั้น ดังนั้น การพัฒนาพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ให้เป็น EV Charging Station Hub จึงถือว่ามีความเหมาะสม และเป็นโอกาสในการพัฒนาเชิงพื้นที่และจะส่งผลไปสู่ภาคธุรกิจต่อเนื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย

ดร. บุรณิน รัตนสมบัติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่นวัตกรรมและธุรกิจใหม่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กลุ่ม ปตท. มีความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจเพื่อรักษาเสถียรภาพทางด้านพลังงานให้กับประเทศไทยตลอดจนต่อยอดธุรกิจด้วยการแสวงหานวัตกรรมเพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานแห่งอนาคต และรุกเข้าสู่ธุรกิจใหม่ที่ไกลกว่าพลังงาน

ความร่วมมือที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ นับเป็นโอกาสอันดีที่ กลุ่ม ปตท. จะได้นำเอาองค์ความรู้ด้านพลังงาน รวมถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรม มาสนับสนุนจังหวัดนครสวรรค์ โดย บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ในฐานะแกนนำ นวัตกรรม ธุรกิจไฟฟ้ากลุ่ม ปตท. (the innovative power flagship of PTT Group) ที่มีความเชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมพลังงาน พร้อมนำโซลูชั่น และเทคโนโลยี เข้ามา ตอบสนองความต้องการที่หลากหลายเพื่อให้ตอบโจทย์ทิศทางการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานของโลกโดยจะเข้าไปร่วมศึกษาและพัฒนาโครงการนวัตกรรมทางด้านพลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy) ที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ อาทิ การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) และในด้านการเดินทางและการขนส่งอัจฉริยะ (Smart Mobility) บริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้านยานยนต์ไฟฟ้าของกลุ่ม ปตท. จะเข้ามาช่วยสนับสนุน ให้มีการใช้งาน ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) การติดตั้งสถานีอัดประจุยานยนต์ไฟฟ้า (EV Charging Station) ครอบคลุมในพื้นที่ที่มีศักยภาพ ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด ในภาคส่วนต่าง ๆ เช่น หน่วยงานราชการส่วนท้องถิ่น ภาคขนส่งและการท่องเที่ยว เพื่อพัฒนาจังหวัดนครสวรรค์ให้พร้อมสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ต้นแบบด้านพลังงานสะอาด ที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ และสามารถเป็นแหล่งเรียนรู้ให้แก่ชุมชนอื่น ๆ เพื่อพัฒนา คุณภาพชีวิตของคนในสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมให้เติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืนได้ต่อไป

Source : Energy News Center

บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็กโก กรุ๊ป กดปุ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์โรงไฟฟ้าพลังน้ำ “น้ำเทิน 1” สปป.ลาว และจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จำนวน 514.30 เมกะวัตต์ สัญญาซื้อขาย 27 ปี พร้อมรับรู้รายได้ทันทีในไตรมาสที่ 3 ของปี 2565

นายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอ็กโก กรุ๊ป เปิดเผยว่า “โรงไฟฟ้าพลังน้ำ “น้ำเทิน 1” ซึ่งเอ็กโกถือหุ้น 25% ได้เริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์และจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบให้กับ กฟผ. เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2565 ที่ผ่านมา ซึ่งจะสามารถรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ของปี 2565 เป็นต้นไป ในขณะเดียวกัน โรงไฟฟ้าพลังน้ำแห่งนี้จะช่วยลดปริมาณการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ คิดเป็น 1.49 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี หรือคิดเป็น 40.34 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ตลอดอายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้า 27 ปี”

โรงไฟฟ้าพลังน้ำ “น้ำเทิน 1” ตั้งอยู่บริเวณแม่น้ำกะดิ่ง แขวงบอลิคำไซ สปป.ลาว เป็นโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบมีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ (Reservoir) ประกอบด้วยกังหันผลิตไฟฟ้าจำนวน 3 หน่วย มีกำลังผลิตติดตั้งรวม 650 เมกะวัตต์ โดยมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับ กฟผ. จำนวน 514.30 เมกะวัตต์ เป็นระยะเวลา 27 ปี และกับรัฐวิสาหกิจไฟฟ้าลาว (EDL) จำนวน 130.80 เมกะวัตต์ เป็นระยะเวลา 27 ปี

Source : Energy News Center

on-ion ร่วมกับ ReAcc ออกใบรับรองการใช้พลังงานหมุนเวียน หรือ Renewable Energy Certificates (RECs) ในรูปแบบของ Green Charging Network ผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มรายแรกในไทย

นายโทรณ หงศ์ลดารมภ์ Head of EV Charger Business บริษัท อรุณ พลัส จำกัด (ARUN PLUS) (ซ้าย) และ นายณัฐชาต เจิดนภาพันธ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท รีแอค จำกัด (ReAcc) (ขวา) เปิดเผยถึงความร่วมมือในการต่อยอดนวัตกรรมและแสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ ระหว่าง ออน-ไอออน (on-ion) ผู้ให้บริการสถานีอัดประจุสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (EV Charging Station) และ รีแอค (ReAcc) ตัวแทนให้บริการซื้อขายด้านพลังงานสะอาดและความเป็นกลางทางก๊าซเรือนกระจกผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์ม ว่าจะมีการออกใบรับรองการใช้พลังงานหมุนเวียน หรือ Renewable Energy Certificates (RECs) จาก ReAcc ในรูปแบบของ Green Charging Network เพื่อให้ผู้ใช้ EV ที่ใช้บริการชาร์จไฟฟ้าที่สถานีของ ออน-ไอออน มั่นใจได้ว่าพลังงานไฟฟ้าที่ได้รับเป็นพลังงานสะอาดที่มาจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน 100% และเป็นพลังงานหมุนเวียนที่ผลิตในประเทศไทยทั้งหมด

นอกจากนี้ผู้ใช้บริการผ่าน on-ion Mobile Application ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดจะได้รับสิทธิพิเศษ ต่าง ๆ ที่มอบให้เฉพาะสมาชิกออน-ไอออน โดยผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Line : @onionev

ทั้งนี้สถานีอัดประจุสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ออน- ไอออน (on-ion EV Charging Station) พร้อมบริการแล้วในพื้นที่ศูนย์การค้ากองทรัสต์อัลไล 6 แห่ง อาคารจอดรถ Energy Complex (EnCo) และในพื้นที่ EECi วังจันทร์วัลเลย์ จ. ระยอง ตลอดจนเตรียมขยายสถานีฯ บนทำเลศักยภาพทั่วไทย รองรับการเติบโตของตลาด EV และเพื่อสนับสนุนให้คนไทยใช้พลังงานสะอาด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

Source : Energy News Center

GULF ขายหุ้นโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมในทะเล ประเทศเยอรมนี Borkum Riffgrund 2 ในสัดส่วน 50% ให้แก่ Keppel Group มูลค่าการขาย 305 ล้านยูโร หรือประมาณ 1.1 หมื่นล้านบาท โดย GULF และ Keppel Group พร้อมเดินหน้าเป็นพันธมิตร เสริมความแข็งแกร่งธุรกิจต่อไปในอนาคต

บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (GULF) จำหน่ายหุ้นที่ถืออยู่ใน Borkum Riffgrund 2 Investor Holding GmbH (BKR2 Holding) ให้แก่ Neptune1 Infrastructure Holdings Pte. Ltd. ในสัดส่วน 50.01% ด้วยมูลค่าการขายทั้งสิ้น 305 ล้านยูโร โดย Gulf International Holding Pte. Ltd. (GIH) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ GULF ได้เข้าทำสัญญาผู้ถือหุ้น และสัญญาซื้อขายหุ้น เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ Neptune1 เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง Keppel Infrastructure Trust (KIT) และ Keppel Renewable Investments ซึ่งทั้ง KIT และ Keppel Renewable Investments ถือหุ้นโดย Keppel Corporation Limited (Keppel Corporation) (รวมเรียกว่า Keppel Group)

ปัจจุบัน BKR2 Holding ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 50 ใน Borkum Riffgrund 2 Offshore Wind Farm GmbH & Co. oHG (โครงการ BKR2) ร่วมกับ Ørsted A/S โดยภายหลังจากการจำหน่ายหุ้นดังกล่าว จะส่งผลให้ GIH มีสัดส่วนการถือหุ้นใน BKR2 Holding จาก 100% เป็น 49.99% หรือคิดเป็นสัดส่วน 25% ในโครงการ BKR2 ทั้งนี้ บริษัทฯ จะดำเนินการโอนหุ้นภายหลังการดำเนินการตามเงื่อนไขในสัญญาเสร็จสิ้น ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในไตรมาสที่ 4 ของปี 2565

สำหรับโครงการ BKR2 นั้นเป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมในทะเล (Offshore Wind Farm) ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 464.8 เมกะวัตต์ (ขนาดกำลังการผลิตส่งออก 450.0 เมกะวัตต์) ตั้งอยู่ในทะเลเหนือ (North Sea) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศเยอรมนี ซึ่งโครงการดังกล่าวได้เริ่มเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ตั้งแต่เดือนเมษายน 2562 โดยมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Power Purchase Agreement: PPA) และสัญญาบำรุงรักษา (Operation & Maintenance Agreement: O&M Agreement) กับกลุ่มบริษัท Ørsted เป็นระยะเวลา 20 ปี จากวันที่เปิดดำเนินการ นอกจากนี้ โครงการ BKR2 ยังมีอัตรารับซื้อไฟฟ้าแบบ feed-in tariff (FiT) ที่รับประกันโดยรัฐบาลประเทศเยอรมนี เป็นระยะเวลา 9.5 ปี หลังจากเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ และจะได้รับค่าไฟฟ้าตาม merchant price โดยมีการรับประกันราคาขั้นต่ำ สำหรับปีที่ 9.5 ถึงปีที่ 20 จึงส่งผลให้โครงการดังกล่าวมีเสถียรภาพทางรายได้ในระยะยาว

KIT เป็นกองทรัสต์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ โดยมีมูลค่าการลงทุนในธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานและบริหารสินทรัพย์ทั้งหมดประมาณ 4.7 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ในขณะที่ Keppel Corporation เป็นหนึ่งในบริษัทข้ามชาติชั้นนำของประเทศสิงคโปร์ ที่มีเครือข่ายการลงทุนมากกว่า 20 ประเทศทั่วโลก กระจายการลงทุนในธุรกิจพลังงาน โทรคมนาคม โครงสร้างพื้นฐาน อสังหาริมทรัพย์ตลอดจนภาคการคมนาคมขนส่ง โดดเด่นเรื่องการทำดาต้าเซ็นเตอร์ การพัฒนาเมืองแบบสมาร์ทซิตี้

นางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การขายหุ้นในครั้งนี้ นอกจากจะได้พาร์ทเนอร์ที่แข็งแกร่งอย่าง Keppel Group มาเป็นผู้ถือหุ้นร่วมกันแล้ว ยังเปิดโอกาสให้บริษัทได้ร่วมลงทุนด้วยกัน ในโครงการต่างๆ ที่มุ่งเน้นเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (energy transition) และพลังงานหมุนเวียนในอนาคตอีกด้วย ซึ่งสอดคล้องกับกลยุทธ์และทิศทางธุรกิจของบริษัทฯ ที่มุ่งสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

Source : Energy News Center

บริษัทในออสเตรเลียเปิดตัวเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจากแรงดันน้ำทะเลที่เหนือกว่าการใช้คลื่นทะเลทั่วไป สร้างกำลังไฟสูง ติดตั้งได้ทุกพื้นที่ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

คลื่นทะเล (Sea Waves) เป็นแหล่งพลังงานไฟฟ้าทางเลือกประเภทหนึ่งที่อาจจะไม่ได้รับความนิยมมากนัก เนื่องจากว่าเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่เลือกใช้พลังงานจากคลื่นที่มีกระแสลมเป็นตัวแปรสำคัญและในบางครั้งกระแสลมอาจไม่มีความสม่ำเสมอเพียงพอ แต่บริษัท บริษัท เวฟสเวลเอเนอร์จี (Wave Swell Energy) จากออสเตรเลีย เลือกที่จะสร้างเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจากคลื่นสะเทือน (Ocean Swell) ที่อยู่ระดับใต้น้ำทะเลแทน เพราะให้กำลังไฟฟ้าที่ต่อเนื่องมากกว่าและสามารถติดตั้งได้ทุกพื้นที่ชายฝั่งทะเล

เครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบใหม่นี้มีชื่อว่ายูนิเวฟ 200 (UniWave 200) ที่บริษัท เวฟสเวลเอเนอร์จี (Wave Swell Energy) ซึ่งตั้งอยู่ในเมลเบิร์น รัฐวิคตอเรีย (Victoria) ของออสเตรเลียเป็นผู้ผลิต จากการพัฒนาและทดสอบติดตั้งใกล้ชายฝั่งของเกาะคิง (King Island) ที่อยู่ระหว่างตอนใต้ของเมลเบิร์นกับแทสมาเนีย (Tasmania) เป็นเวลากว่า 1 ปี โดยบริษัทมองว่าได้ผลลัพธ์ในการผลิตที่ดีมาก

หลักการทำงานของยูนิเวฟ 200 (UniWave 200) คือ การสร้างโพรงอากาศ (Blowhole) ในรูปของท่อ (Chamber) ขนาดใหญ่ที่คล้ายกับตัวแอล (L) ในแนวนอน โดยด้านยาวจะปล่อยให้คลื่นสะเทือนใต้น้ำเข้ามาภายในท่อ โดยแรงดันน้ำทะเลจะส่งผลให้เปลี่ยนความดันอากาศด้านสั้นของตัวแอล (L) ที่ตั้งฉากกับพื้น ในจังหวะต่อมา ความดันอากาศภายนอกจะเข้ามาจากรูด้านบนเหนือท่อ ซึ่งมีกังหันลมคอยรับอากาศอยู่ ดังนั้น อากาศจากภายนอกท่อที่เข้าสู่ระบบจะทำหน้าที่ปั่นกังหันลมทุกครั้งตามจังหวะการยกตัวของคลื่นทะเล ซึ่งเป็นการใช้พลังงานกลจากคลื่นทะเลได้เต็มประสิทธิภาพกว่าการใช้แรงจากคลื่นที่ระดับผิวน้ำที่มีแรงและความเสถียรน้อยกว่า

โดยการทดสอบที่เกาะคิง (King Island) เครื่องยูนิเวฟ 200 (UniWave 200) มีกำลังการผลิต 40 กิโลวัตต์ (kW) สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 1 เมกะวัตต์ชั่วโมง (MWh) เมื่อให้ระบบทำงานเป็นเวลา 24 ชั่วโมง แต่ทางบริษัทเชื่อว่าหากนำไปติดตั้งในบริเวณที่เหมาะสม จะยกระดับกำลังการผลิตได้สูงสุดถึง 200 กิโลวัตต์ (kW) 

ระบบการผลิตโดยเวฟสเวลเอเนอร์จี (Wave Swell Energy) เป็นระบบการผลิตไฟฟ้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง เพราะไม่ได้เป็นการรบกวนสมดุลทางธรรมชาติดั้งเดิม เพียงแต่อาศัยน้ำทะเลมาเข้าท่อระบบเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ อีกทั้งยังติดตั้งกลมกลืนไปกับธรรมชาติได้เป็นอย่างดี และหากติดตั้งเป็นระบบที่มีหลายเครื่อง ก็สามารถทำเป็นแนวชะลอคลื่นที่ช่วยแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งได้อีกด้วย โดยในตอนนี้บริษัทกำลังเร่งการทำงานให้พร้อมทำการผลิตในเร็ววันนี้ ส่วนโครงการที่เกาะคิง (King Island) จะติดตั้งไปจนถึงสิ้นปีนี้เป็นอย่างน้อย


ที่มาข้อมูล New Atlas

ที่มารูปภาพ Wave Swell Energy

Source : TNN Thailand