ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกที่มุ่งสู่พลังงานสะอาด พลังงานแสงอาทิตย์ถือเป็นกุญแจสำคัญที่ถูกจับตามองมากที่สุด แต่ทว่าเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์แบบซิลิคอนที่เราคุ้นเคยกันดีนั้นเริ่มเข้าใกล้ขีดจำกัดสูงสุดในการพัฒนา ทั้งในเรื่องของน้ำหนัก ความแข็งเกร็งที่ไม่สามารถโค้งงอได้ และกระบวนการผลิตที่ใช้พลังงานสูง นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการวิจัยระดับโลกที่มีชื่อว่า PEARL ซึ่งกำลังจะเข้ามาพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์พลังงานด้วยนวัตกรรม “Flexible Perovskite Solar Cells” ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีการใช้วัสดุคาร์บอนมาเป็นตัวนำไฟฟ้าแทนโลหะ

บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกทุกรายละเอียดของโครงการ PEARL ตั้งแต่หลักการทำงาน ความก้าวหน้าล่าสุดในปี 2025 ไปจนถึงข้อมูลอ้างอิงจากแหล่งที่เชื่อถือได้ว่าทำไมนักวิจัยทั่วโลกถึงยกให้เทคโนโลยีนี้เป็นอนาคตของพลังงานที่จับต้องได้จริง

ทำความรู้จักกับโครงการ PEARL

ข้อมูลจากฐานข้อมูลโครงการวิจัยของสหภาพยุโรป (CORDIS) ระบุว่า PEARL คือโครงการวิจัยขนาดใหญ่ภายใต้การสนับสนุนของสหภาพยุโรปในกรอบ Horizon Europe ซึ่งชื่อ PEARL นั้นย่อมาจากเป้าหมายหลักของโครงการคือการพัฒนาโซลาร์เซลล์ Perovskite ที่มีความยืดหยุ่น ประสิทธิภาพสูง และมีความเสถียร โดยเปลี่ยนมาใช้วัสดุคาร์บอนที่มีต้นทุนต่ำในการนำกระแสไฟฟ้า

โครงการนี้เป็นการรวมตัวกันของพันธมิตรชั้นนำ 10 องค์กรทั่วยุโรป โดยมีผู้นำหลักอย่าง ศูนย์วิจัย TNO จากเนเธอร์แลนด์ ร่วมกับสถาบันวิจัย VTT จากฟินแลนด์ สถาบัน ICIQ จากสเปน และมหาวิทยาลัย Tor Vergata จากอิตาลี ซึ่งแต่ละหน่วยงานต่างระดมผู้เชี่ยวชาญระดับหัวกะทิเพื่อมาร่วมกันแก้ปัญหาคอขวดของเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์ในปัจจุบัน

ภารกิจหลักที่ท้าทายขีดจำกัด

เป้าหมายของ PEARL นั้นมีความทะเยอทะยานและชัดเจน โดยเอกสารข้อเสนอโครงการได้ระบุเกณฑ์ความสำเร็จไว้ในระดับที่สูงมาก เพื่อให้มั่นใจว่าเทคโนโลยีนี้จะสามารถนำไปใช้งานได้จริงในเชิงพาณิชย์ สิ่งที่โครงการมุ่งหวังประกอบด้วย

  • การสร้างประสิทธิภาพการเปลี่ยนพลังงาน (Efficiency) ให้สูงกว่า 25 เปอร์เซ็นต์
  • การลดต้นทุนการผลิตให้ต่ำกว่า 0.30 ยูโรต่อวัตต์ (EUR/Wp)
  • การสร้างความเสถียรในการใช้งานระยะยาวที่เหนือกว่ามาตรฐาน IEC
  • การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิตให้เหลือน้อยกว่า 0.01 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง

หัวใจสำคัญของเทคโนโลยี: Perovskite และ วัสดุคาร์บอนนำกระแสไฟ

เพื่อให้เข้าใจว่าทำไม PEARL ถึงเป็นนวัตกรรมที่น่าจับตามอง เราจำเป็นต้องทำความเข้าใจองค์ประกอบหลักสองส่วนที่เปรียบเสมือนหัวใจและกระดูกสันหลังของเทคโนโลยีนี้

ภาพที่ 1: ภาพจำลองเซลล์ต้นแบบ Perovskite แบบยืดหยุ่นที่ใช้วัสดุคาร์บอนสีดำในการนำไฟฟ้า (ที่มา: จำลองจากงานวิจัยในโครงการ PEARL)

1 Perovskite วัสดุเปลี่ยนโลก Perovskite คือโครงสร้างผลึกที่มีการจัดเรียงตัวแบบพิเศษ ซึ่งมีคุณสมบัติในการดูดซับแสงและเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้าได้อย่างยอดเยี่ยม ข้อดีที่เหนือกว่าซิลิคอนคือ Perovskite สามารถผลิตได้ในรูปแบบของ “สารละลาย” หรือหมึกพิมพ์ ทำให้เราสามารถพิมพ์แผงโซลาร์เซลล์ลงบนวัสดุต่าง ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นพลาสติกหรือแผ่นโลหะบาง ๆ ส่งผลให้แผงโซลาร์เซลล์มีน้ำหนักเบาและโค้งงอได้

2 วัสดุคาร์บอนนำกระแสไฟ (Carbon Conductor) ทางเลือกใหม่ที่ยั่งยืนกว่า ในแผงโซลาร์เซลล์ทุกชนิด จำเป็นต้องมีวัสดุที่ทำหน้าที่เปรียบเสมือน “ถนน” เพื่อให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปใช้งานได้ งานวิจัยจากสถาบัน ICIQ และโครงการ PEARL ชี้ให้เห็นปัญหาของเทคโนโลยีเดิมที่มักใช้โลหะมีค่าอย่างทองคำ (Gold) หรือเงิน (Silver) มาสร้างถนนสายนี้ ซึ่งนอกจากจะมีราคาแพงแล้ว โลหะเหล่านี้ยังมักจะทำปฏิกิริยาเคมีกับชั้น Perovskite ทำให้แผงเสื่อมสภาพเร็ว

โครงการ PEARL จึงแก้ปัญหาด้วยการใช้ “วัสดุคาร์บอน” มาทำหน้าที่เป็นตัวนำกระแสไฟแทน ซึ่งมีข้อดีมหาศาลดังนี้

  • ราคาถูกและหาได้ง่าย คาร์บอนมีต้นทุนต่ำกว่าทองคำและเงินอย่างเทียบกันไม่ได้ ช่วยลดต้นทุนรวมของแผงโซลาร์เซลล์ได้อย่างมหาศาล
  • ความเสถียรสูง คาร์บอนมีความทนทานต่อปฏิกิริยาเคมี ไม่ไปทำลายชั้น Perovskite
  • กันความชื้น วัสดุคาร์บอนที่ใช้มักมีคุณสมบัติกันน้ำ ซึ่งช่วยทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันความชื้นไม่ให้เข้าไปทำลายเซลล์ภายในได้อีกชั้นหนึ่ง

นวัตกรรมการผลิตแบบม้วนต่อม้วน (Roll-to-Roll Manufacturing)

อีกหนึ่งความโดดเด่นของโครงการ PEARL คือกระบวนการผลิต โดยทางศูนย์วิจัย TNO และ VTT ซึ่งเชี่ยวชาญด้านระบบการผลิตขั้นสูง ได้นำเสนอกระบวนการที่เรียกว่า Roll-to-Roll (R2R)

ภาพที่ 2: ภาพจำลองกระบวนการผลิตแบบ Roll-to-Roll ในห้องคลีนรูม ที่กำลังพิมพ์ชั้นวัสดุคาร์บอนลงบนแผ่นพลาสติก (ที่มา: จำลองจากเทคโนโลยีของสถาบัน VTT/TNO)

ลองจินตนาการถึงโรงพิมพ์หนังสือพิมพ์ที่มีกระดาษม้วนใหญ่วิ่งผ่านลูกกลิ้งเพื่อพิมพ์ข้อความและรูปภาพด้วยความเร็วสูง กระบวนการผลิตของ PEARL ก็มีลักษณะคล้ายกัน โดยใช้วัสดุฐานรอง (Substrate) ที่เป็นพลาสติกยืดหยุ่นม้วนยาว วิ่งผ่านเครื่องเคลือบที่ทำหน้าที่ “พิมพ์” ชั้นของ Perovskite และวัสดุคาร์บอนนำกระแสไฟลงไปอย่างต่อเนื่อง

วิธีการนี้ทำให้สามารถผลิตแผงโซลาร์เซลล์ได้ในปริมาณมากด้วยความรวดเร็ว (High Throughput) และใช้พลังงานในการผลิตต่ำกว่าแบบเดิมมาก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ราคาของโซลาร์เซลล์ชนิดนี้ถูกลงจนทุกคนสามารถเข้าถึงได้

ตารางเปรียบเทียบเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์

เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างและจุดเด่นของเทคโนโลยี PEARL ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ตารางด้านล่างนี้จะเปรียบเทียบคุณสมบัติระหว่าง โซลาร์เซลล์ซิลิคอนทั่วไป โซลาร์เซลล์ Perovskite แบบดั้งเดิม และ โซลาร์เซลล์ Perovskite ที่ใช้วัสดุคาร์บอนนำไฟฟ้าของ PEARL

หัวข้อเปรียบเทียบโซลาร์เซลล์ซิลิคอน (Silicon)Perovskite ดั้งเดิม (Standard)Perovskite คาร์บอน (PEARL Project)
วัสดุนำไฟฟ้าเงิน / อลูมิเนียมทองคำ / เงินคาร์บอน (Carbon)
ความยืดหยุ่นแข็ง เปราะ หักง่ายยืดหยุ่นได้ (ขึ้นอยู่กับฐานรอง)ยืดหยุ่นสูง โค้งงอได้
กระบวนการผลิตอุณหภูมิสูง / สุญญากาศSpin Coating (เหมาะกับแล็บ)Roll-to-Roll (อุตสาหกรรม)
ต้นทุนการผลิตปานกลาง – สูงสูง (เนื่องจากใช้ทอง/เงิน)ต่ำมาก
ความเสถียรสูงมาก (25 ปี+)ต่ำ (เสื่อมสภาพจากความชื้น)สูงขึ้น (คาร์บอนช่วยกันความชื้น)
น้ำหนักหนัก (ต้องมีกระจก)เบาเบามาก
ผลกระทบสิ่งแวดล้อมใช้พลังงานผลิตสูงกังวลเรื่องสารตะกั่ว/ตัวทำละลายต่ำ (เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกว่า)

ความคืบหน้าล่าสุดและก้าวสำคัญในปี 2024-2025

จากการติดตามรายงานความคืบหน้าของโครงการ PEARL พบว่าในปี 2024 ทีมวิจัยประสบความสำเร็จในการปรับปรุงสูตรเคมีของ Perovskite และชั้นนำพาประจุ (Transport Layers) ให้เข้ากันได้ดีกับวัสดุคาร์บอน โดยทางสถาบัน ICIQ ได้เผยแพร่งานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าการปรับแต่งพื้นผิวระดับโมเลกุล (Surface Engineering) สามารถลดแรงต้านทานระหว่างชั้นวัสดุ ทำให้การไหลของกระแสไฟฟ้าดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ผลลัพธ์ที่ได้คือ เซลล์ต้นแบบที่มีประสิทธิภาพ (Efficiency) สูงแตะระดับ 20-21 เปอร์เซ็นต์ สำหรับเซลล์แบบยืดหยุ่น ซึ่งถือเป็นก้าวกระโดดครั้งสำคัญ เพราะโดยปกติแล้ววัสดุคาร์บอนมักจะมีปัญหาเรื่องการนำไฟฟ้าที่ด้อยกว่าโลหะเล็กน้อย แต่ PEARL สามารถพัฒนาจนเอาชนะข้อจำกัดนี้ได้

นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังได้ทดสอบความทนทานตามมาตรฐาน ISOS protocols พบว่าเซลล์ยังคงทำงานได้ดีแม้ผ่านการทดสอบในสภาวะเร่งความเสื่อม (Damp-heat conditions) นานกว่า 1,000 ชั่วโมง ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าเทคโนโลยีนี้พร้อมแล้วที่จะก้าวออกจากห้องแล็บไปสู่โลกความเป็นจริง

การประยุกต์ใช้งานในโลกอนาคต

ด้วยคุณสมบัติที่ เบา บาง และ โค้งงอได้ ของโซลาร์เซลล์จากโครงการ PEARL ทำให้ขอบเขตการใช้งานของมันกว้างไกลกว่าแผงโซลาร์เซลล์แบบเดิมอย่างมาก

1 อาคารประหยัดพลังงานยุคใหม่ (BIPV) Saule Technologies หนึ่งในพันธมิตรภาคเอกชนของโครงการ ได้นำเสนอแนวคิดการนำแผ่น Perovskite ไปติดตั้งบนระแนงกันแดด (Sun Breakers) หรือกระจกหน้าต่างตึกสูง ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยบังแดด แต่ยังผลิตไฟฟ้าให้กับอาคารได้โดยตรง

2 ยานยนต์ไฟฟ้าและระบบขนส่ง หลังคารถยนต์ไฟฟ้า ตัวถังรถบรรทุก หรือแม้แต่ปีกเครื่องบินโดรน สามารถติดตั้งแผ่น Flexible Perovskite เพื่อช่วยชาร์จไฟเพิ่มระยะทางการวิ่งได้ โดยไม่เพิ่มน้ำหนักให้กับยานพาหนะมากจนเกินไป

3 อุปกรณ์พกพาและ Internet of Things (IoT) อุปกรณ์เซนเซอร์อัจฉริยะต่าง ๆ ที่ต้องติดตั้งในพื้นที่ห่างไกล สามารถใช้พลังงานจากแสงสว่างภายในอาคาร (Indoor Light) ผ่านแผง Perovskite ซึ่งมีความไวต่อแสงสูงกว่าซิลิคอน ทำให้สามารถทำงานได้แม้ในที่แสงน้อย

บทสรุป

โครงการ PEARL คือบทพิสูจน์ที่สำคัญว่าเทคโนโลยีพลังงานสะอาดกำลังก้าวไปอีกขั้น การผสมผสานระหว่างวัสดุอัจฉริยะอย่าง Perovskite ความแข็งแกร่งทนทานของวัสดุคาร์บอนนำกระแสไฟ และกระบวนการผลิตที่รวดเร็วแบบ Roll-to-Roll กำลังจะทลายกำแพงข้อจำกัดเดิม ๆ ของโซลาร์เซลล์ลงอย่างสิ้นเชิง ความสำเร็จของโครงการนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยให้เรามีพลังงานราคาถูกใช้ แต่ยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมโลกได้อย่างยั่งยืน ตามเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนที่ทั่วโลกกำลังมุ่งไป

นายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้มีมติเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 เห็นชอบหลักเกณฑ์กำหนดโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติใหม่ และให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป นั้น อ้างถึงหนังสือจากคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ถึงนายกรัฐมนตรีเลขที่ 031 /2568 (ลว.30 เมย. 2568)

ทั้บนี้ ภาคเอกชนขอแสดงความกังวลและขอความอนุเคราะห์โปรดพิจารณาทบทวนมติ กพช. ดังกล่าว 

โดยขอให้ คงการใช้โครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติแบบ Single Pool Gas แบบปัจจุบันที่เฉลี่ยเป็นราคาเดียวกันในทุกภาคส่วนไปก่อน ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

เอกชนค้านมติ กพช. ปรับราคาก๊าซฯใหม่ ห่วงสินค้าแพง-หนี้ครัวเรือนพุ่ง

เอกชนค้านมติ กพช. ปรับราคาก๊าซฯใหม่ ห่วงสินค้าแพง-หนี้ครัวเรือนพุ่ง

สร้างความเป็นธรรมในการใช้ทรัพยากรพื้นฐานของประเทศก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยถือเป็นทรัพยากรภายในประเทศที่เป็นสิทธิพื้นฐานของทุกคนและทุกภาคส่วน การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างใหม่ย่อมส่งผลให้ต้นทุนก๊าซฯ ของภาคอุตสาหกรรมสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับโครงสร้างปัจจุบันที่ใช้ Single Pool Gas ซึ่งเป็นราคาเฉลี่ยร่วมกันทุกภาคส่วน

บรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจในสภาวะที่เปราะบาง การปรับโครงสร้างใหม่ให้ภาคอุตสาหกรรมใช้ราคา Pool Price ในขณะที่สถานการณ์เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ จะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างและรุนแรงต่อประเทศ

ต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพ การปรับราคาจะทำให้ภาคอุตสาหกรรมมีต้นทุนการผลิตจากราคาเชื้อเพลิงสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องให้ราคาสินค้าที่จำเป็นต้องปรับราคาขึ้นตามต้นทุน ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น และปัญหาหนี้ภาคครัวเรือน การจ้างงานและการลงทุน

เอกชนค้านมติ กพช. ปรับราคาก๊าซฯใหม่ ห่วงสินค้าแพง-หนี้ครัวเรือนพุ่ง

เอกชนค้านมติ กพช. ปรับราคาก๊าซฯใหม่ ห่วงสินค้าแพง-หนี้ครัวเรือนพุ่ง

การปรับต้นทุนดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม การขยายโครงการลงทุนในประเทศจะชะลอตัว และกระทบกับการจ้างงาน

ดังนั้น เอกชนจึงขอความอนุเคราะห์ท่านโปรดพิจารณาคงการใช้โครงสร้างราคาแบบ Single Pool Gas ไปก่อน เพื่อช่วยประคองสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและบรรเทาผลกระทบต่อทั้งภาคธุรกิจ

Source : ฐานเศรษฐกิจ

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า หลังจากเข้ารับตำแหน่ง โจทย์สำคัญของรัฐบาลคือ การลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้กับประชาชน ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการลดค่าน้ำมันไปแล้ว 2 ครั้ง และมีการตรึงค่าก๊าซหุงต้มที่ 423 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัมไปจึงถึง 31 ม.ค.2569 รวมทั้งได้เตรียมนโยบายต่างๆ อย่าง Quick Big Win ที่จะนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ประโยชน์ทั้งในภาคเกษตรกรรม ภาคประชาชน ภาครัฐ เพื่อให้ภาพรวมของค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประเทศลดลง 

สำหรับค่าไฟฟ้าในงวดเดือนม.ค. – เม.ย.2569 ได้สั่งการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในการร่วมกันพิจารณาเพื่อให้ค่าไฟฟ้าในงวดดังกล่าวมีความเหมาะสม สอดคล้องกับสถานการณ์ และสภาพเศรษฐกิจ และไม่เป็นภาระกับประชาชน ซึ่ง กกพ. ได้พิจารณาตามข้อเสนอของ กฟผ. ที่คำนวณค่า Ft ตามราคาก๊าซธรรมชาติที่ ปตท. คาดว่าจะลดลงจากการที่ราคา LNG ปรับจาก 12.5 ดอลลาร์ล้านบีทียู ลงมาเหลือ 11.6 ดอลลาร์/ล้านบีทียู

รวมทั้งพิจารณาจากค่าภาระต้นทุนคงค้าง (ค่า AF) ที่แม้จะยังมีหนี้คงค้าง แต่จำเป็นต้องใช้หนี้บางส่วนเพื่อรักษาวินัยทางการเงินควบคู่กันไปด้วย เป็นผลให้อัตราค่าไฟฟ้าปรับลดจาก 3.94 บาท ลดเหลือหน่วยละ 3.88 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) โดยคิดเป็นค่า Ft สำหรับเรียกเก็บในงวดประจำเดือนม.ค. – เม.ย.2569 ลดลงจากเดิม 15.72 สตางค์ต่อหน่วย เป็น 9.72 สตางค์ต่อหน่วย

“ผมได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินนโยบาย และมาตรการต่างๆ บนพื้นฐานกฎหมาย และหลักวิชาการเป็นสำคัญ เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ซึ่งที่ผ่านมา ได้มีการลดค่าน้ำมันไปแล้ว 2 ครั้ง และมีการตรึงค่าก๊าซหุงต้มที่ 423 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัมจนถึง 31 ม.ค.2569 ซึ่งในส่วนของค่าไฟฟ้าในงวดเดือนม.ค. – เม.ย. 2569 ผมได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานช่วยกันบริหารจัดการเพื่อปรับลดค่าไฟฟ้าให้ต่ำกว่าในงวดปัจจุบัน”

ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ และผลกระทบจากอุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัด เป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนได้อีกทาง ซึ่งจากการบริหารจัดการของ กฟผ. ปตท. และ กกพ. ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่สามารถช่วยลดค่าไฟฟ้าจากงวดปัจจุบันที่ 3.94 บาทต่อหน่วย เหลือ 3.88 บาทต่อหน่วย นอกจากนั้น ก็ได้เร่งนโยบาย Quick Big Win ซึ่งคาดว่าจะสามารถช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายค่าไฟให้กับภาพรวมของประเทศได้

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ทริสตัน เดปเป้ (Tristan Deppe) และ เจเรมี มันเดย์ (Jeremy Munday) ทีมนักวิจัยจากสาขาวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เดวิส (University of California, Davis) ในสหรัฐอเมริกา เผยผลงานที่เรียกเสียงฮือฮาให้กับวงการวิศวกรรม ด้วยการสร้าง ต้นแบบเครื่องยนต์ที่ใช้การแผ่ความร้อนในอากาศของโลก เป็นแหล่งกำเนิดพลังงาน

หลักการทำงานของเครื่องยนต์ใหม่จากอเมริกา

เครื่องยนต์สเตอร์ลิง (Stirling Engine) คืออะไร

เครื่องยนต์ดังกล่าวเรียกว่า เครื่องยนต์สเตอร์ลิง (Stirling Engine) ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ความร้อน ที่อาศัยการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของกระบอกลูกสูบ 2 ลูก ที่มีอุณหภูมิต่างกันเป็นตัวชักลูกสูบในวัฎจักรของเครื่องยนต์ และพลังงานที่เกิดขึ้นจะนำไปหมุนเพื่อปั่นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าหรือเครื่องจักรกลได้

โดยทั่วไปแล้ว เครื่องยนต์ประเภทนี้ มีจุดเด่นที่ความเงียบ และทนทาน แต่เพราะพลังงานที่ผลิตได้นั้นน้อยเมื่อเทียบกับความร้อนที่ต้องให้กับตัวเครื่องยนต์ ส่งผลให้ถูกใช้งานในวงจำกัด เช่น เรือดำน้ำที่ต้องลดเสียงรบกวนใต้น้ำให้น้อยที่สุด รวมถึงโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก

การออกแบบเครื่องยนต์สเตอร์ลิงแบบใหม่

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยทั้งสองพบว่า จากการแผ่รังสีความร้อนของอากาศภายในโลก ที่เกิดขึ้นจากดวงอาทิตย์ในช่วงกลางวัน ทำให้เกิดความต่างของอุณหภูมิกับช่วงกลางคืนมากถึง 10 องศาเซลเซียส และคิดเป็นกำลังการผลิตไฟฟ้าได้มากกว่า 6 วัตต์ต่อตารางเมตร

ด้วยเหตุนี้ ทั้งสองจึงได้สร้างต้นแบบเครื่องยนต์สเตอร์ลิงแบบใหม่ ที่แบ่งกระบอกลูกสูบ 2 ตัว ด้วยแผ่นฉนวนความร้อนจากวัสดุพิเศษที่เป็นลิขสิทธิ์เฉพาะ เพื่อให้สามารถใช้การแผ่รังสีความร้อนในอากาศ เป็นแหล่งพลังงานของเครื่องยนต์ และทำงานในช่วงกลางคืนได้

การทดสอบใช้งานเครื่องยนต์สเตอร์ลิงแบบใหม่

เครื่องยนต์ที่พัฒนาขึ้นได้นำไปทดสอบในเรือนกระจก ด้วยการทิ้งไว้กลางแดด เพื่อสะสมความร้อนตอนกลางวัน และเมื่อถึงกลางคืน กระบอกลูกสูบที่อยู่เหนือแผ่นฉนวนจะเย็นลง แต่กระบอกลูกสูบใต้แผ่นฉนวนจะยังร้อนเท่าช่วงกลางวัน ก็จะทำให้เกิดความต่างอุณหภูมิ และสร้างพลังงานขึ้นมา

ผลการทดสอบพบว่า เครื่องยนต์ที่สร้างขึ้น สามารถสร้างพลังงานได้มากกว่า 400 มิลลิวัตต์ต่อตารางเมตร (mW/m2) เพียงพอที่จะทำให้พัดลมขนาดเล็กทำงาน เพื่อสร้างกระแสลมช่วยพัดพาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่เป็นสารสำคัญสำหรับการเติบโตของพืชในเรือนกระจกในช่วงเวลากลางคืน

แม้ว่าผลงานดังกล่าวจะเป็นเพียงต้นแบบพิสูจน์แนวคิด (Proof-of-concept) แต่ทั้งสองเชื่อว่าหลักการใช้เครื่องยนต์สเตอร์ลิง จากการแผ่รังสีความร้อนจะกลายเป็นแนวทางการผลิตไฟฟ้าทางเลือก โดยเฉพาะการเสริมการผลิตไฟฟ้าในช่วงกลางคืนที่โซลาร์เซลล์ไม่สามารถทำงานได้

โดยปัจจุบัน ผลงานวิจัยได้ตีพิมพ์ผลงานในวารสารวิชาการชื่อดังอย่างไซแอนซ์ แอดวานซ์ (Science Advances) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

Source : TNN

นางมีนา ศุภวิวรรธน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารชื่อเสียงองค์กรและกิจการเพื่อสังคม บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เป็นผู้แทนรับมอบประกาศนียบัตรแบรนด์ที่มีมูลค่าสูงสุดในประเทศไทย (Thailand’s Most Valuable Brand 2025) ในงาน Asia Brand Gala 2025 ภายใต้ธีม “The Brand Frontier: Asia’s Rise to Global Dominance”  ที่จัดโดย Brand Finance จาก Mr. Alex Haigh Managing Director, Brand Finance Asia Pacific ณ ประเทศสิงคโปร์ นอกจากนี้ ปตท. ยังได้รับการจัดอันดับให้เป็นแบรนด์ที่มีดัชนีการรับรู้ด้านความยั่งยืน (Sustainability Perceptions Index 2025) สูงที่สุดในประเทศไทยต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 และติดอันดับ 12 ของโลกในกลุ่มธุรกิจ Oil & Gas อีกด้วย

Source : Energy News Center