เคยจินตนาการไหมว่าโลกจะเป็นอย่างไรหากเรามีไฟฟ้าใช้แบบไม่มีวันหมด ค่าไฟราคาถูกแสนถูก และไม่มีควันพิษลอยขึ้นไปทำลายชั้นบรรยากาศแม้แต่นิดเดียว นี่คือความฝันสูงสุดของนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกที่กำลังเร่งพัฒนาเทคโนโลยี “พลังงานฟิวชัน” หรือการสร้างดวงอาทิตย์จำลองขึ้นมาบนโลก

เมื่อช่วงต้นปี 2024 ห้องปฏิบัติการ JET ในสหราชอาณาจักรได้สร้างความฮือฮาด้วยการผลิตพลังงานความร้อนสูงสุดเป็นประวัติการณ์จากการทดลองฟิวชัน ซึ่งเป็นการยืนยันว่ามนุษยชาติเข้าใกล้ความจริงไปอีกก้าว แต่ท่ามกลางความตื่นเต้นนี้ มีอุปสรรคสำคัญประการหนึ่งที่เปรียบเสมือนกุญแจดอกสุดท้ายที่เรายังหาไม่เจอ หรือหาเจอแล้วแต่ยังมีไม่พอใช้งาน

กุญแจดอกนั้นคือสสารที่มีชื่อว่า “ทริเทียม” (Tritium)

ทริเทียมไม่ใช่แค่เชื้อเพลิงธรรมดา แต่มันคือหัวใจสำคัญที่จะทำให้เตาปฏิกรณ์ฟิวชันทำงานได้จริง ปัญหาคือทริเทียมเป็นธาตุที่หายากที่สุดอย่างหนึ่งในโลกและมีราคาแพงมหาศาล บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกโลกของทริเทียม ตั้งแต่พื้นฐานว่ามันคืออะไร ไปจนถึงวิกฤตความขาดแคลนที่อาจทำให้โลกต้องหยุดชะงัก พร้อมกับวิธีแก้ปัญหาที่นักวิทยาศาสตร์กำลังเร่งมือทำเพื่อไขประตูสู่อนาคตที่มนุษยชาติจะมีไฟฟ้าใช้แบบไร้ขีดจำกัด

ต้นกำเนิดของ “ทริเทียม” (Tritium)

ก่อนจะเข้าใจว่าทำไมทริเทียมถึงสำคัญและหายาก เราต้องมาทำความรู้จักกับต้นกำเนิดของมันก่อน ซึ่งก็คือธาตุพื้นฐานที่มีชื่อว่า “ไฮโดรเจน”

ในทางวิทยาศาสตร์ เรามีคำคำหนึ่งที่เรียกว่า “ไอโซโทป” ซึ่งฟังดูเข้าใจยาก แต่ถ้าให้เปรียบเทียบง่ายๆ มันก็คือ “พี่น้องฝาแฝด” ลองนึกภาพครอบครัวหนึ่งที่มีลูก 3 คน ทุกคนหน้าตาเหมือนกันเป๊ะคือนามสกุลไฮโดรเจนเหมือนกัน แต่สิ่งที่ต่างกันคือน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นตามสัมภาระที่แบกไว้

ทำความรู้จัก 3 พี่น้องตระกูลไฮโดรเจน

  • พี่คนโต ชื่อ โปรเทียม คนนี้คือไฮโดรเจนทั่วไปที่เราพบได้ในน้ำเปล่าทุกแก้ว ตัวผอมเพรียวที่สุดเพราะในตัวมีแค่ “โปรตอน” 1 ตัว ไม่มีสัมภาระส่วนเกิน นิสัยเรียบง่ายและเสถียรมาก
  • พี่คนกลาง ชื่อ ดิวเทอเรียม คนนี้หน้าตาเหมือนพี่คนโต แต่ตัวหนักกว่าเพราะแบกเป้หนักๆ ที่เรียกว่า “นิวตรอน” ไว้ 1 ใบ ดิวเทอเรียมหาได้ไม่ยากนัก โดยเราสามารถสกัดได้จากน้ำทะเล
  • น้องคนเล็ก ชื่อ ทริเทียม (พระเอกของเรา) น้องเล็กคนนี้คือตัวปัญหาและเป็นความหวังของโลก ทริเทียมตัวอ้วนที่สุดเพราะแบกเป้นิวตรอนไว้ถึง 2 ใบ การที่ต้องแบกของหนักเกินตัวทำให้ทริเทียมรู้สึกอึดอัด ไม่มั่นคง และอยากจะสลัดเป้นั้นทิ้งตลอดเวลา อาการอยากปลดปล่อยพลังงานและของหนักๆ ออกจากตัวนี่แหละ คือสิ่งที่เราเรียกว่า “กัมมันตรังสี”

ความพิเศษของทริเทียมคือมันไม่มีอยู่ในธรรมชาติทั่วไปเหมือนพี่ๆ หากปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ ประมาณ 12 ปี มันจะสลายตัวหายไปเรื่อยๆ ดังนั้นทริเทียมที่มีอยู่ในโลกตอนนี้เกือบทั้งหมดจึงเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมา

ตารางเปรียบเทียบความแตกต่างของพี่น้องไฮโดรเจน

ตารางด้านล่างนี้จะช่วยสรุปความแตกต่างให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของส่วนประกอบและราคา

ชื่อไอโซโทปองค์ประกอบภายใน (นิวเคลียส)ความหายากในธรรมชาติราคาโดยประมาณสถานะ
โปรเทียม1 โปรตอนพบได้ทั่วไป (99.98% ของไฮโดรเจนทั้งหมด)ต่ำมากเสถียร
ดิวเทอเรียม1 โปรตอน + 1 นิวตรอนพบได้น้อย (สกัดจากน้ำทะเล)ปานกลางเสถียร
ทริเทียม1 โปรตอน + 2 นิวตรอนหายากที่สุด (ต้องสังเคราะห์ขึ้น)สูงมาก (หลักล้านบาทต่อกรัม)กัมมันตรังสี

ทำไมต้องเป็นทริเทียม

หลายคนอาจสงสัยว่า ในเมื่อไฮโดรเจนมีตั้งหลายแบบ ทำไมเราไม่ใช้ตัวที่หาง่ายๆ มาทำพลังงาน คำตอบอยู่ที่ “ความยากง่ายในการจุดติดไฟ” และ “ความคุ้มค่า”

การสร้างดวงอาทิตย์บนโลกหรือพลังงานฟิวชัน คือการจับอะตอมมาชนกันให้รวมร่าง ซึ่งต้องใช้ความร้อนสูงระดับ 100-150 ล้านองศาเซลเซียส นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าคู่ผสมที่จุดติดไฟได้ง่ายที่สุดและให้พลังงานออกมาเยอะที่สุด คือการจับคู่ระหว่าง “พี่คนกลาง (ดิวเทอเรียม)” กับ “น้องคนเล็ก (ทริเทียม)”

กระบวนการให้กำเนิดพลังงาน

เมื่อเรานำดิวเทอเรียมและทริเทียมมาใส่ในเตาปฏิกรณ์และให้ความร้อนสูง ทั้งคู่จะวิ่งชนกันด้วยความเร็วสูงมากจนหลอมรวมกัน สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือกุญแจสำคัญ

  1. เกิดธาตุใหม่คือ “ฮีเลียม”
  2. นิวตรอน กระเด็นออกมาด้วยความเร็วสูง
  3. เกิดพลังงานมหาศาล พลังงานนี้จะถูกพาออกมาพร้อมกับเจ้านิวตรอนที่วิ่งเร็วจี๋ เราจะดักจับนิวตรอนพวกนี้เพื่อให้ความร้อนแก่น้ำ กลายเป็นไอน้ำไปปั่นไฟ

เชื้อเพลิงผสมนี้เพียงแค่นิดเดียว สามารถให้พลังงานไฟฟ้าเทียบเท่ากับถ่านหินหลายรถบรรทุก นี่คือสาเหตุที่โลกยอมทุ่มเททรัพยากรทุกอย่างเพื่อตามหาและผลิตทริเทียมให้ได้

วิกฤตการขาดแคลนทริเทียม เมื่อโลกกำลังจะขาดแคลนเชื้อเพลิง

แม้อนาคตจะดูสดใส แต่เส้นทางนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ โลกกำลังเผชิญกับปัญหาใหญ่ที่เรียกว่า “Tritium Cliff” หรือ วิกฤตการขาดแคลนทริเทียม

ปัญหาคืออะไร

ปัจจุบัน ปริมาณทริเทียมสำรองทั่วโลกสำหรับการใช้งานภาคพลเรือนมีอยู่เพียง ประมาณ 25 ถึง 30 กิโลกรัมเท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับความต้องการของโรงไฟฟ้าฟิวชันในอนาคตที่ต้องใช้ปีละหลายสิบกิโลกรัมต่อโรง

สิ่งที่น่ากังวลกว่านั้นคือแหล่งที่มา ปัจจุบันเราไม่ได้มีโรงงานผลิตทริเทียมโดยตรง แต่เราได้ทริเทียมเป็น “ผลพลอยได้” จากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบ CANDU (แคนดู) ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในแคนาดา ปัญหาคือโรงไฟฟ้าเหล่านี้เก่าแก่มากและกำลังทยอยปิดตัวลงหรือเข้าสู่ระยะซ่อมบำรุงใหญ่ ทำให้กำลังการผลิตทริเทียมของโลกลดฮวบลงอย่างน่าใจหาย

กราฟปริมาณทริเทียมของโลกกำลังจะดิ่งลงในขณะที่ความต้องการใช้กำลังจะพุ่งสูงขึ้นเมื่อโรงไฟฟ้าฟิวชันอย่าง ITER เริ่มเดินเครื่อง นี่คือช่วงเวลาวิกฤตที่นักวิทยาศาสตร์ต้องเร่งหาทางออก ก่อนที่เชื้อเพลิงจะหมดโลก

สร้างระบบผลิตเชื้อเพลิงหมุนเวียนภายในเตาปฏิกรณ์

เมื่อเราพึ่งพาแหล่งผลิตภายนอกไม่ได้ และขุดหาจากธรรมชาติก็ไม่ได้ ทางรอดเดียวของมนุษยชาติคือ “โรงไฟฟ้าฟิวชันต้องผลิตเชื้อเพลิงใช้เอง”

แนวคิดนี้คือหัวใจสำคัญของโรงไฟฟ้าฟิวชันยุคใหม่ นักวิทยาศาสตร์ออกแบบให้ผนังด้านในของเตาปฏิกรณ์ทำหน้าที่เป็นโรงงานผลิตทริเทียมไปในตัว ระบบนี้เรียกว่า “แบลงเกต” (Blanket) หรือ ผนังบุภายในสำหรับผลิตเชื้อเพลิง

หลักการทำงานของแบลงเกต

ผนังภายในของเตาปฏิกรณ์จะถูกบุด้วยวัสดุพิเศษที่มีส่วนผสมของธาตุ “ลิเธียม” (ซึ่งเป็นธาตุเดียวกับที่อยู่ในแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือ) กระบวนการเปลี่ยนลิเธียมให้กลายเป็นทริเทียมเกิดขึ้นดังนี้

  1. ใจกลางเตาเกิดปฏิกิริยาฟิวชัน ซึ่งจะปลดปล่อย “นิวตรอน” พลังงานสูงออกมาจำนวนมาก
  2. นิวตรอนเหล่านี้จะพุ่งไปชนกับผนังแบลงเกตที่มีลิเธียมฝังอยู่
  3. เมื่ออะตอมของลิเธียมถูกนิวตรอนชน มันจะเกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพทางนิวเคลียร์ กลายเป็น “ทริเทียม”
  4. ระบบท่อภายในผนังจะทำการดูดซับและสกัดทริเทียมที่เพิ่งเกิดใหม่นี้ เพื่อส่งกลับเข้าไปป้อนเป็นเชื้อเพลิงในเตาปฏิกรณ์ต่อไป

ด้วยวิธีการนี้ โรงไฟฟ้าฟิวชันจะกลายเป็นระบบปิดที่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ เราเพียงแค่เติมวัตถุดิบตั้งต้นที่หาได้ง่ายอย่างดิวเทอเรียมและลิเธียมเข้าไป เครื่องจักรก็จะทำการ สร้างทริเทียมออกมาใช้เอง อย่างต่อเนื่อง เกิดเป็นวัฏจักรพลังงานที่ยั่งยืน

ความปลอดภัยและการควบคุม

ทริเทียมไม่ได้มีแค่ประโยชน์ แต่ยังมีความท้าทายด้านความปลอดภัยที่ต้องจัดการอย่างเข้มงวด

การซึมผ่านวัสดุ (Permeation) ทริเทียมเป็นรูปแบบหนึ่งของไฮโดรเจน ซึ่งเป็นธาตุที่เล็กที่สุดในจักรวาล มันมีความสามารถพิเศษในการแทรกซึมผ่านเนื้อโลหะได้เหมือนน้ำซึมผ่านผ้า ท่อส่งก๊าซทั่วไปไม่สามารถกักมันไว้ได้ วิศวกรจึงต้องพัฒนาวัสดุศาสตร์ชั้นสูงเพื่อสร้างท่อและผนังที่มีการเคลือบผิวพิเศษ ป้องกันไม่ให้ทริเทียมเล็ดลอดออกมาสู่ภายนอก

กัมมันตรังสีกับสุขภาพ แม้รังสีบีตาจากทริเทียมจะมีพลังงานต่ำมากจนผิวหนังคนเรากันได้ แต่ความเสี่ยงจะเกิดขึ้นหากมีการสูดดมหรือรับประทานเข้าไป (เช่น ปนเปื้อนในน้ำ) มาตรฐานความปลอดภัยของโรงไฟฟ้าฟิวชันจึงเข้มงวดมากในเรื่องการจัดการระบบระบายอากาศ และระบบบำบัดน้ำ เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีทริเทียมหลุดรอดออกไปกระทบชุมชนและสิ่งแวดล้อม

สรุปสถานการณ์โลกและความคืบหน้าล่าสุด (2025)

เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนขึ้น เราได้รวบรวมข้อมูลสถานะล่าสุดของโครงการสำคัญที่เกี่ยวข้องกับทริเทียมมาไว้ในตารางด้านล่างนี้

ตารางสถานะโครงการฟิวชันและการจัดการทริเทียม

โครงการ / องค์กรประเทศหลักบทบาทสำคัญเรื่องทริเทียมสถานะปัจจุบัน
JET (Joint European Torus)สหราชอาณาจักรพิสูจน์แล้วว่าการเผาไหม้ทริเทียมให้พลังงานได้จริงและเสถียรสิ้นสุดโครงการแล้ว (หลังทำสถิติโลกสำเร็จ)
ITER (ไอเทอร์)ฝรั่งเศส (นานาชาติ)สนามทดสอบระบบ “ผ้าห่มเพาะพันธุ์” ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอยู่ระหว่างการก่อสร้างและปรับแผนงานเดินเครื่อง
Commonwealth Fusion Systemsสหรัฐอเมริกาบริษัทเอกชนที่มุ่งเน้นเตาขนาดเล็ก ใช้น้อยแต่ได้มากกำลังก่อสร้างโรงงานต้นแบบ SPARC
โรงไฟฟ้า CANDUแคนาดา / โรมาเนียแหล่งผลิตทริเทียมหลักที่เหลืออยู่ของโลกบางแห่งเริ่มปิดตัว / บางแห่งปรับปรุงอายุการใช้งาน

ความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามอง ในปี 2025 นี้ ทั่วโลกกำลังจับตามองไปที่ภาคเอกชน บริษัทสตาร์ทอัพหลายแห่งในอเมริกาและยุโรปกำลังพยายามสร้างเตาปฏิกรณ์ที่มีขนาดเล็กลงแต่มีสนามแม่เหล็กที่รุนแรงขึ้น วิธีนี้จะช่วยให้ใช้เชื้อเพลิงทริเทียมเริ่มต้นน้อยลง และลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนเชื้อเพลิงในช่วงเริ่มต้นได้

บทสรุป

เชื้อเพลิงทริเทียมคือบทพิสูจน์ความสามารถของมนุษย์ในการไขความลับของจักรวาล แม้มันจะเป็นเพียงไอโซโทปเล็กๆ ที่มองไม่เห็น แต่กลับแบกรับอนาคตทางพลังงานของโลกเอาไว้ การเปลี่ยนผ่านจากยุคเชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่ยุคฟิวชัน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่การสร้างเครื่องจักรที่ทันสมัย แต่ยังขึ้นอยู่กับว่าเราจะสามารถบริหารจัดการและ ผลิตเชื้อเพลิงล้ำค่าชนิดนี้ขึ้นมาทดแทน ได้ทันเวลาหรือไม่

หากเราทำสำเร็จ ทริเทียมจะไม่ใช่แค่ธาตุหายากในตารางธาตุอีกต่อไป แต่มันจะกลายเป็นกุญแจดอกสำคัญที่เปิดประตูสู่อนาคตที่ลูกหลานของเราจะมีไฟฟ้าใช้แบบไร้ขีดจำกัด สะอาด และยั่งยืนตลอดไป

นางสาวภัทรลดา สง่าแสง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน และ ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และความยั่งยืน พร้อมคณะผู้บริหาร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เข้ารับรางวัลองค์กรที่มีการบริหารจัดการที่เป็นเลิศ Thailand Corporate Excellence Awards 2025 ซึ่งจัดขึ้นโดยสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) และสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวม 6 รางวัล ประกอบด้วย รางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในสาขาความเป็นเลิศด้านการพัฒนาการบริหารจัดการขององค์กร (Corporate Improvement Excellence Award) และ SMEs Excellence Awards 2025 ประเภทธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง (ในนามผู้เสนอชื่อบริษัท เมซัน รอแยล จำกัด )

นอกจากนี้ ยังได้รับรางวัลระดับ Distinguished ใน 4 สาขา ได้แก่ สาขาความเป็นเลิศด้านการบริหารทางการเงิน (Financial Management Excellence Award) สาขาความเป็นเลิศด้านการจัดการทรัพยากรบุคคล (Human Resource Management Excellence Award) สาขาความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมและการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ (Innovation Excellence Award) และสาขาความเป็นเลิศด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Excellence Award)

 ทั้งนี้ รางวัลดังกล่าว พิจารณาจากการสำรวจความคิดเห็นจากผู้บริหารระดับสูงขององค์กรไทยและผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารธุรกิจ เพื่อประกาศเกียรติคุณแก่องค์กรที่มีความเป็นเลิศในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างยั่งยืน พร้อมเป็นต้นแบบที่ดีแก่องค์กรอื่นต่อไป

Source : Energy News Center

กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ประกาศเรียกเก็บเงินโรงแยกก๊าซฯ ที่ผลิต LPG ส่งเข้ากองทุนฯ เพิ่มขึ้นเป็น 4.0729 บาทต่อกิโลกรัม พร้อมปรับลดเงินชดเชยราคา LPG เหลือ 0.3452 บาทต่อกิโลกรัม ชี้ไม่กระทบราคาจำหน่ายปลีก LPG ที่ตรึงราคาไว้ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ไปจนถึงสิ้นปี 2568  ด้านภาพรวมบัญชี LPG ติดลบรวม -40,194 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center – ENC) รายงานว่า นางไพลิน ฟุ้งเกียรติ ผู้อำนวยการสำนักการเงินและบัญชี และในฐานะรักษาการแทนผู้อำนวยการ สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ได้ลงนามเมื่อวันที่  8 ธ.ค. 2568 ประกาศ “การกำหนดอัตราเงินส่งเข้ากองทุน อัตราเงินชดเชย อัตราเงินคืนจากกองทุน และอัตราเงินชดเชยคืนกองทุนสำหรับก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG)” โดยกำหนดเปลี่ยนแปลงเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ในบัญชี LPG ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 ธ.ค. 2568 เป็นต้นไป

สำหรับประกาศดังกล่าวได้กำหนดให้โรงแยกก๊าซธรรมชาติ ส่งเงินเข้ากองทุนฯ สำหรับ LPG ที่ผลิตในประเทศเพื่อจำหน่ายเป็นเชื้อเพลิง ในอัตรา 4.0729 บาทต่อกิโลกรัม โดยปรับเพิ่มขึ้นจากเดิมที่กำหนดไว้ 3.9583  บาทต่อกิโลกรัม ทั้งนี้ไม่รวมถึง LPG ที่ผลิตจากโรงแยกก๊าซฯของ บริษัท ปตท. สผ. สยาม จำกัด อ.ลานกระบือ จ.กำแพงเพชร และ LPG ที่ผลิตจากโรงแยกก๊าซฯ ของ บริษัท ยูเอซี โกลบอล จำกัด (มหาชน) อ.กงไกรลาศ จ. สุโขทัย

อย่างไรก็ตามให้ บริษัท ยูเอซี โกลบอลฯ ส่งเงินเข้ากองทุนฯ ในอัตรา 2.6727 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้นจากเดิมที่กำหนดให้ส่งเข้า 2.5581 บาทต่อกิโลกรัม

พร้อมกันนี้ได้ปรับลดเงินชดเชยราคา LPG ลงเป็น 0.3452 บาทต่อกิโลกรัม จากเดิมชดเชยอยู่ 0.4598 บาทต่อกิโลกรัม ทั้งนี้ไม่รวม LPG จากการแยกก๊าซฯ ที่ซื้อหรือได้จากรัฐ ผู้รับสัมปทาน หรือผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) โดยโรงแยกก๊าซฯ ของ บริษัท ปตท. สผ.สยาม จำกัด โดยราคาขายปลีก LPG ยังคงเท่าเดิมที่ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ถึง 31 ธ.ค. 2568 หลังจากนั้นต้องรอคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) พิจารณาต่อไป

ส่วนเงินส่งเข้ากองทุนฯ สำหรับ LPG ที่ซื้อหรือได้มาจากโรงแยกก๊าซฯ ของ บริษัท ปตท. สผ. สยาม จำกัด ยังคงเท่าเดิมที่ 5.4049 บาทต่อกิโลกรัม   

ขณะที่ LPG ที่ได้รับอนุญาตให้ส่งออกไปต่างประเทศ ตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 และได้รับเงินชดเชยจากกองทุนฯ แล้ว ให้ส่งเงินชดเชยคืนกองทุนฯ 0.3452 บาทต่อกิโลกรัม ลดลงจากเดิมที่กำหนดให้ส่งเข้า 0.4598  บาทต่อกิโลกรัม

สำหรับบัญชี LPG ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ล่าสุด ณ วันที่ 7 ธ.ค. 2568 ภาพรวมติดลบอยู่ -40,194 ล้านบาท โดยคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) กำหนดกรอบวงเงินสำหรับอุดหนุนราคา LPG ได้ไม่เกิน 50,000 ล้านบาท

สำหรับประกาศดังกล่าวเป็นไปตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่กำหนดนโยบายให้ กบน. บริหารกองทุนฯ อย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับความเสี่ยงกรณีเกิดวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิงดังนี้

1.มีเหตุการณ์ที่ทำให้ต้นทุนการจัดหาจากโรงแยกก๊าซฯ ,ต้นทุนโรงแยกก๊าซฯ ของ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) และต้นทุนโรงแยกก๊าซฯ ของบริษัท ยูเอซี โกลบอลฯ มีราคาสูงกว่านำเข้า 2.มีเหตุการณ์ที่ทำให้ราคา LPG ของตลาดโลกเปลี่ยนแปลงใน 2 สัปดาห์ เฉลี่ยมากกว่า 35 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน 3. มีเหตุการณ์ที่ทำให้ราคา LPG  ในประเทศเปลี่ยนแปลงใน 2 สัปดาห์ รวมกันมากกว่า 1 บาทต่อกิโลกรัม  และ 4. มีเหตุการณ์ที่ทำให้ราคาขายปลีก LPG ในประเทศสูงขึ้นในระดับเกินกว่า 363 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ทั้งนี้เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนหรือชะลอการขาดแคลนในประเทศ เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานและเศรษฐกิจของประเทศ

Source : Energy News Center

ไม่ใช่จีน ไม่ใช่อินเดีย แต่เป็น ‘ฟิลิปปินส์’ ยักษ์ใหญ่ที่หลับใหลของภูมิภาคเอเชียที่กำลังจะตื่นขึ้น จากการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ 5 ล้านชุด ในปี 2026

แม้ว่าจีนจะครองความเป็นผู้นำด้านการผลิตและอินเดียมีแผงโซลาร์เซลล์จำนวนมาก แต่ผู้ได้ฉายา ‘ยักษ์ใหญ่ที่หลับใหล’ และกำลังจะลืมตาตื่นขึ้นในครั้งนี้ กลับเป็นประเทศฟิลิปปินส์ ที่กำลังเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ด้วยการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ในพื้นที่เพาะปลูกในจังหวัดนูเวยาเอซีฮาและบูลากัน จำนวนกว่า 5 ล้านชุด ภายในปี 2026 

โครงการนี้มีชื่อว่า เอ็มเทอร์รา (MTerra) ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็นโครงการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์และระบบจัดเก็บพลังงานแบบครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดในโลก หลังได้รับการสนับสนุนจากบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่อย่าง Meralco PowerGen, SPNEC และยังได้รับการลงทุน 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐจาก Actis ผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก

ยักษ์หลับแห่งเอเชียกำลังจะตื่น จากการติดโซลาร์เซลล์ 5 ล้านแผง

โครงการนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การผลิตพลังงานสะอาดเท่านั้น เนื่องจากฟิลิปปินส์นับเป็นประเทศที่มีราคาค่าไฟฟ้าสูงที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย เป้าหมายของโครงการจึงมุ่งไปที่การมี ‘พลังงานสะอาดสำหรับทุกคน’ ที่มีราคาไม่แพง และนำไปสู่การพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลน้อยลงทั่วประเทศ

เบื้องต้นคาดว่า โครงการนี้จะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าให้กับประชาชนได้มากกว่า 2.4 ล้านครัวเรือน และเมื่อดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบแล้วจะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่า 4 ล้านตันต่อปี เทียบเท่ากับการหายไปของรถยนต์ 3 ล้านคัน ทั้งยังมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจด้วยการสร้างงานกว่า 9,500 ตำแหน่ง 

อย่างไรก็ตาม ประเทศจีนในฐานะพี่ใหญ่ของเอเชียก็กำลังสร้างความก้าวหน้าด้านพลังงานสะอาดครั้งใหญ่เช่นกัน ด้วยการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์กว่า 6 ล้านชุด ที่จะทำให้เกิดฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่นอกชายฝั่งของประเทศ

ขณะที่โครงการเอ็มเทอร์ราของฟิลิปปินส์นั้น ได้วางแผนเฟสสองในปี 2026 ในการเอาชนะความท้าทายด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อดำเนินโครงการพลังงานหมุนเวียนในระดับโลก ส่วนการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์จำนวน 5 ล้านชุดครั้งนี้ ก็ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญ ที่พิสูจน์ให้เห็นว่าพลังงานที่ยั่งยืนสามารถผลิตได้จากทุกประเทศในเอเชีย

Source : Spring News

อโณทัย สังข์ทอง ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารและทะเบียนคาร์บอนเครดิต กล่าวว่า การยกระดับเป้าหมายสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย จากเดิมคาดว่าจะบรรลุ Net Zero ในปี 2065 มาเป็นปี 2050 จำเป็นต้องมี “ระบบบังคับใช้” แทนการพึ่งพามาตรการสมัครใจในอดีต ร่าง พ.ร.บ. ลดโลกร้อนจึงถูกออกแบบให้เป็นโครงสร้างหลักที่จะทำให้ทุกภาคส่วนต้องจัดการการปล่อยก๊าซอย่างเป็นระบบ

หัวใจของการผลักดัน

คือร่างกฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฉบับใหม่ ซึ่งจะเปลี่ยนระบบของไทยจากการรายงานแบบสมัครใจไปสู่การรายงานแบบภาคบังคับ โดยกฎหมายกำหนดให้นิติบุคคลต้องเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน Scope 1 หรือการปล่อยโดยตรงจากกิจกรรมขององค์กร และ Scope 2 หรือการปล่อยที่เกิดจากการใช้ไฟฟ้าที่ซื้อมาใช้ ทั้งยังสอดคล้องกับข้อกำหนดของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ที่ยกระดับมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลด้านสภาพภูมิอากาศให้เทียบเท่าสากล

ระบบ Emission Trading Scheme (ETS)

ในขณะเดียวกัน ร่างกฎหมายยังเตรียมเปิดใช้ระบบ Emission Trading Scheme (ETS) ตามหมวด 8 ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการควบคุมการปล่อยในภาคอุตสาหกรรมปล่อยสูงอย่างเป็นรูปธรรม โดยกำหนด “เพดานการปล่อย” ให้โรงไฟฟ้า ปูนซีเมนต์ เหล็ก ปิโตรเคมี และอุตสาหกรรมอื่นที่เกี่ยวข้อง หากผู้ประกอบการไม่สามารถลดการปล่อยให้ต่ำกว่าเพดานที่กำหนดได้ จะต้องซื้อสิทธิในการปล่อย หรือเผชิญกับบทลงโทษ (ค่าปรับ)

ส่วน Scope 3 ร่างกฎหมายได้วางบทบาทของรัฐในการสนับสนุนองค์ความรู้ มาตรฐานการวัด และระบบการรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร เพื่อเตรียมให้ภาคธุรกิจพร้อมรองรับการเปิดเผยข้อมูลห่วงโซ่คุณค่าในอนาคต ซึ่งกำลังถูกผลักดันโดยมาตรฐานสากลและข้อกำหนดจากคู่ค้าระหว่างประเทศ

พ.ร.บ. ลดโลกร้อน จะทำให้ Scope 1 และ Scope 2 กลายเป็นข้อบังคับ ขณะที่ Scope 3 ได้รับการสนับสนุนให้พัฒนาความพร้อม เป็นการยกระดับระบบรายงานก๊าซเรือนกระจกของไทยให้เดินหน้าอย่างเป็นขั้นตอนและเชื่อมโยงทุกภาคส่วนสู่เป้าหมาย Net Zero ในภาพใหญ่

อโณทัย กล่าวด้วยว่า ในส่วนขอบตลาดคาร์บอนไทยนั้นกำลังก้าวสู่จุดที่ต้องเปลี่ยนผ่านอย่างรุนแรง ด้วยนโยบายที่เข้มงวดขึ้น (ETS) และโอกาสในการสร้างรายได้มหาศาลจากตลาดโลก (CORSIA) การปรับตัวสู่การลดการปล่อยก๊าซฯ และการพัฒนาโครงการ Premium T-VER ที่มีคุณภาพสูง จึงเป็น กลยุทธ์สำคัญ ที่จะกำหนดทิศทางและความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทยในทศวรรษหน้า

ประเทศไทยโดย อบก. ได้สร้างโครงสร้างพื้นฐานคาร์บอนเครดิตที่มีความทันสมัยและโปร่งใส เพื่อรองรับการเติบโตทั้งในและต่างประเทศ คือ Standard T-VER และ Premium T-VER โดย Standard T-VER เป็นโครงการทั่วไปที่ดำเนินการตามมาตรฐานของ อบก. ส่วน Premium T-VER เป็นมาตรฐานที่สูงกว่า โดยมีการตรวจสอบเข้มงวดมากขึ้นและสอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากลมากขึ้น

Premium T-VER คือมาตรฐานขั้นสูงที่ได้รับการรับรองจาก ICAO ให้สามารถนำไปใช้ชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในมาตรการ CORSIA (Carbon Offsetting and Reduction Scheme for International Aviation) ของภาคการบินได้ ซึ่งเป็นการเปิดประตูให้เครดิตของไทยสามารถเข้าสู่ตลาดโลกได้อย่างสมภาคภูมิ

ถึงแม้จะมีมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับ แต่ ณ ปัจจุบัน ประเทศไทย ยังไม่มีปริมาณคาร์บอนเครดิต Premium T-VER ที่เพียงพอ ต่อการส่งออกสู่ตลาด CORSIA ซึ่งโครงการ Premium T-VER ที่เข้าเกณฑ์ CORSIA ส่วนใหญ่เป็นโครงการภาคป่าไม้ ซึ่งแม้จะมีความสำคัญ แต่ก็มีข้อจำกัดในการสร้างเครดิตในปริมาณมาก และต้องใช้ระยะเวลานานในการรับรอง คาดการณ์รวมกันเพียง 19,000 ตันต่อปี

ทั้งนี้ ตลาดคาร์บอนระหว่างประเทศ โดยเฉพาะภาคการบิน เป็นสนามที่ไทยสามารถสร้างรายได้เข้าประเทศได้อย่างมหาศาล แต่กำลังเผชิญกับความท้าทายด้านอุปทาน CORSIA เป็นมาตรการที่กำหนดให้สายการบินต้องชดเชยการปล่อยก๊าซฯ จากเที่ยวบินระหว่างประเทศ โดยความต้องการคาดการณ์ คาดการณ์ว่าทั่วโลกจะมีความต้องการคาร์บอนเครดิตในช่วงปี 2567-2569 สูงถึง 146-236 ล้านตัน ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ

Source : กรุงเทพธุรกิจ