โลกของเรากำลังเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญทางประวัติศาสตร์ เมื่อคำว่า “ภาวะโลกร้อน” (Global Warming) ดูจะเบาบางเกินไปที่จะอธิบายปรากฏการณ์สุดขั้วที่เราเผชิญอยู่ จนสหประชาชาติต้องนิยามใหม่ว่าเป็นยุค “โลกเดือด” (Global Boiling) แม้ทั่วโลกจะตื่นตัวกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านการใช้รถยนต์ไฟฟ้าหรือพลังงานแสงอาทิตย์ แต่ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดชี้ชัดว่า “แค่ลดการปล่อยใหม่นั้นยังไม่พอ”

ทำไมถึงไม่พอ คำตอบอยู่ที่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปริมาณมหาศาลที่มนุษย์ปล่อยสะสมไว้ในชั้นบรรยากาศตลอด 200 ปีที่ผ่านมา ก๊าซเหล่านี้ยังคงวนเวียนและทำหน้าที่กักเก็บความร้อนต่อไป แม้ว่าวันนี้เราจะหยุดโรงงานทุกแห่งและหยุดรถทุกคันในโลกทันที อุณหภูมิโลกก็จะยังคงสูงขึ้นต่อไปอีกนาน ดังนั้นโจทย์ใหญ่ของมนุษยชาติจึงเปลี่ยนไป ไม่ใช่แค่การหยุดปล่อย (Zero Emissions) แต่ต้องเป็นการ “ลบ” ของเก่าออกไปด้วย หรือที่เรียกว่า “การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นลบ” (Negative Emissions)

นี่คือที่มาของเทคโนโลยีที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น “เครื่องฟอกอากาศของโลก” อย่าง Direct Air Capture (DAC) หรือการดักจับคาร์บอนจากอากาศโดยตรง นวัตกรรมที่เปลี่ยนจากรับบทตั้งรับมาเป็นฝ่ายรุกในการดูดซับมลพิษออกจากท้องฟ้า บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกทุกมิติของ DAC ตั้งแต่กลไกทางเคมีที่ซับซ้อนไปจนถึงอภิมหาโปรเจกต์ระดับโลกที่กำลังเกิดขึ้นจริงในปี 2025

Direct Air Capture (DAC) คืออะไรและทำงานอย่างไร

Direct Air Capture (DAC) คือเทคโนโลยีวิศวกรรมขั้นสูงที่ออกแบบมาเพื่อดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) โดยตรงจากบรรยากาศ ไม่ใช่แค่จากปล่องควันโรงงาน หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพ โรงงานดักจับคาร์บอนทั่วไป (CCS) เปรียบเสมือนการเอาถุงไปครอบท่อไอเสียรถยนต์ แต่ DAC คือเครื่องฟอกอากาศขนาดยักษ์ที่ตั้งอยู่ที่ไหนก็ได้บนโลกเพื่อดูดซับ CO2 ที่กระจายตัวเจือจางอยู่ในอากาศ

ความท้าทายทางวิศวกรรมของ DAC คือความเข้มข้นของ CO2 ในอากาศทั่วไปนั้นมีเพียงประมาณ 0.04% เท่านั้น ซึ่งเบาบางกว่าในควันจากโรงงานถึง 300 เท่า การจะดักจับสิ่งที่มีอยู่น้อยนิดให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงต้องอาศัยกระบวนการทางเคมีที่แม่นยำและทรงพลัง ปัจจุบันเทคโนโลยี DAC แบ่งออกเป็น 2 ระบบหลักที่ขับเคี่ยวกันในตลาดโลก

1 ระบบตัวทำละลายของเหลว (Liquid Solvent DAC)

ระบบนี้เป็นเทคโนโลยีรุ่นบุกเบิกและใช้ในโรงงานขนาดใหญ่ หลักการทำงานคล้ายกับการฟอกอากาศในระดับอุตสาหกรรม

  • การดักจับ พัดลมขนาดยักษ์จะดูดอากาศผ่านหอคอยที่มีสารละลายสารเคมี (เช่น โพแทสเซียมไฮดรอกไซด์) ไหลผ่าน สารละลายนี้จะทำปฏิกิริยาเคมีผูกติดกับ CO2 กลายเป็นเกลือคาร์บอเนตเหลว และปล่อยอากาศบริสุทธิ์กลับคืนสู่ธรรมชาติ
  • การแยก ของเหลวที่จับ CO2 ไว้แล้วจะถูกส่งเข้าสู่กระบวนการที่สอง โดยทำปฏิกิริยากับแคลเซียมไฮดรอกไซด์ จนเกิดเป็นเม็ดของแข็งแคลเซียมคาร์บอเนต
  • การเผา เม็ดของแข็งจะถูกนำไปเผาด้วยความร้อนสูงถึง 900 องศาเซลเซียส เพื่อปลดปล่อย CO2 บริสุทธิ์ออกมาสำหรับนำไปเก็บหรือใช้งาน ส่วนสารเคมีที่เหลือจะถูกนำกลับไปหมุนเวียนใช้ใหม่
  • จุดเด่น เหมาะสำหรับการดักจับในปริมาณมหาศาลระดับล้านตัน (Megaton scale)
  • ข้อสังเกต ใช้น้ำเปลืองมากเนื่องจากการระเหย และต้องการพลังงานความร้อนสูง

2 ระบบตัวดูดซับของแข็ง (Solid Sorbent DAC)

เทคโนโลยีนี้กำลังมาแรงและเป็นที่นิยมในหมู่สตาร์ทอัพรุ่นใหม่ เพราะมีความยืดหยุ่นสูงกว่า

  • การดักจับ อากาศจะถูกดูดผ่านแผ่นกรองที่มีลักษณะคล้ายรังผึ้ง ซึ่งเคลือบด้วยสารเคมีพิเศษที่มีคุณสมบัติ “เหนียว” ต่อ CO2 โดยเฉพาะ เมื่อลมพัดผ่าน CO2 จะติดอยู่บนผิววัสดุเหมือนแมลงติดใยแมงมุม
  • การแยก เมื่อแผ่นกรองอิ่มตัว ระบบจะปิดผนึกเป็นห้องสุญญากาศและใช้ความร้อนระดับปานกลาง (ประมาณ 80 ถึง 120 องศาเซลเซียส) เพื่อทำให้ CO2 หลุดออกมา
  • จุดเด่น ใช้พลังงานต่ำกว่า สามารถใช้ความร้อนทิ้งจากโรงงานหรือพลังงานความร้อนใต้พิภพได้ และที่สำคัญคือ “แทบไม่ใช้น้ำ” หรือในบางกรณีสามารถผลิตน้ำออกมาเป็นผลพลอยได้ด้วย
  • ข้อสังเกต ความทนทานของวัสดุกรองอาจมีอายุการใช้งานจำกัด และต้องเปลี่ยนบ่อยกว่าระบบของเหลว

ทำไมโลกต้องพึ่งพา Negative Emissions

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมเราไม่มุ่งเน้นแค่การปลูกป่า คำตอบคือ “คณิตศาสตร์ของสภาพภูมิอากาศ” ไม่เข้าข้างเราอีกต่อไป การจะบรรลุเป้าหมาย Net Zero หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 นั้น เราจำเป็นต้องกำจัดคาร์บอนออกจากอากาศให้ได้ปีละ 10,000 ล้านตัน (10 Gigatons)

ภาคอุตสาหกรรมบางประเภทเรียกว่า “Hard-to-abate sectors” หรือกลุ่มที่ลดการปล่อยได้ยากมาก เช่น อุตสาหกรรมการบิน การเดินเรือขนส่งสินค้า และการผลิตเหล็กหรือปูนซีเมนต์ เทคโนโลยีปัจจุบันยังไม่สามารถทำให้เครื่องบินข้ามทวีปใช้แบตเตอรี่ไฟฟ้าได้ ดังนั้น Negative Emissions จึงเข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญในการ “หักลบ” มลพิษที่ภาคส่วนเหล่านี้ยังคงปล่อยออกมา เพื่อให้สมการสุทธิกลายเป็นศูนย์

นอกจากนี้ DAC ยังมีข้อได้เปรียบที่เหนือกว่าวิธีธรรมชาติในแง่ของ “ความถาวร” (Permanence) ต้นไม้อาจถูกไฟไหม้หรือตาย ซึ่งจะปล่อยคาร์บอนกลับคืนสู่บรรยากาศ แต่ CO2 ที่ดักจับด้วย DAC และนำไปอัดลงในชั้นหินลึกใต้ดิน (Geological Storage) จะกลายเป็นหินและถูกกักเก็บไว้ได้นานนับพันหรือล้านปี

ตารางเปรียบเทียบ DAC vs ป่าไม้ vs เทคโนโลยีอื่น

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าทำไมเราถึงต้องลงทุนในเทคโนโลยีราคาแพงอย่าง DAC แทนที่จะปลูกต้นไม้เพียงอย่างเดียว ตารางด้านล่างนี้ได้รวบรวมข้อมูลเปรียบเทียบประสิทธิภาพของแต่ละวิธี

ปัจจัยเปรียบเทียบDirect Air Capture (DAC)การปลูกป่า (Afforestation)Bioenergy with CCS (BECCS)
พื้นที่ที่ใช้ (Land Use)น้อยมาก (ประมาณ 0.012 ล้านเฮกตาร์ ต่อการดักจับ 1 พันล้านตัน) โรงงาน DAC กินพื้นที่น้อยแต่ประสิทธิภาพสูงมหาศาล (ต้องใช้พื้นที่เทียบเท่าประเทศขนาดใหญ่ เช่น เม็กซิโก เพื่อดักจับปริมาณเท่ากัน) อาจกระทบพื้นที่เกษตรกรรมปานกลางถึงมาก ต้องใช้พื้นที่ปลูกพืชพลังงานจำนวนมาก
การใช้น้ำ (Water Usage)ระบบของแข็ง (Solid) ใช้น้อยมาก หรือผลิตน้ำได้
ระบบของเหลว (Liquid) ใช้มาก (5-6 ตันน้ำ ต่อ 1 ตันคาร์บอน)
มาก ขึ้นอยู่กับชนิดพันธุ์ไม้และสภาพอากาศ อาจแย่งน้ำจากชุมชนมากที่สุด ต้องใช้น้ำในการปลูกพืชและการแปรรูป
ความถาวร (Permanence)สูงมาก (1,000+ ปี) เมื่ออัดลงหินปูนหรือชั้นหินบะซอลต์จะกลายเป็นแร่ธาตุถาวรต่ำถึงปานกลาง (10-100 ปี) เสี่ยงต่อไฟป่า โรคระบาด และการตัดไม้ทำลายป่าสูง หากมีการกักเก็บคาร์บอนใต้ดินอย่างถูกต้อง
ต้นทุนปัจจุบัน (ต่อตัน CO2)สูง ($600 – $1,000) แต่มีแนวโน้มลดลงเหลือ $150 ในอนาคตต่ำ ($10 – $50) แต่ต้นทุนอาจสูงขึ้นเมื่อพื้นที่เริ่มขาดแคลน**ปานกลาง ($100 – $200)** รายได้เสริมจากการขายไฟฟ้าช่วยลดต้นทุนสุทธิได้
สถานที่ตั้ง (Location)อิสระ ตั้งที่ไหนก็ได้ที่มีพลังงานสะอาดและแหล่งเก็บ ใกล้ทะเลทรายหรือพื้นที่รกร้างจำกัด ต้องมีดินและสภาพอากาศที่เหมาะสมจำกัด ต้องอยู่ใกล้แหล่งปลูกพืชและโครงสร้างพื้นฐาน

*ข้อมูลในตารางนี้แสดงให้เห็นว่า DAC ไม่ได้มาแทนที่การปลูกป่า แต่มาเพื่อปิดจุดอ่อนเรื่องพื้นที่และความถาวร ซึ่งเป็นข้อจำกัดหลักของวิธีธรรมชาติ

อัปเดตโครงการยักษ์ใหญ่และผู้นำตลาดโลก (2024-2025)

ปี 2025 ถือเป็นปีทองของการก้าวกระโดดจาก “โรงงานทดลอง” สู่ “อุตสาหกรรมเต็มรูปแบบ” มีโครงการที่น่าจับตามองดังนี้

1 Project Stratos (สหรัฐอเมริกา)

นี่คือโปรเจกต์เรือธงที่ทั่วโลกจับตามอง ดำเนินการโดยบริษัท Occidental Petroleum (1PointFive) ร่วมกับเทคโนโลยีจาก Carbon Engineering โรงงานนี้ตั้งอยู่ในรัฐเท็กซัส และมีกำหนดเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในช่วงกลางปี 2025

  • ความพิเศษ Stratos จะเป็นโรงงาน DAC ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีกำลังการผลิตในการดักจับ CO2 สูงถึง 500,000 ตันต่อปี ซึ่งมากกว่าโรงงานที่ใหญ่ที่สุดก่อนหน้านี้ถึง 100 เท่า
  • กลยุทธ์ ใช้ระบบ Liquid Solvent ที่ผ่านการพิสูจน์แล้ว และขาย “Carbon Removal Credit” ให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon และ ANA All Nippon Airways

2 โรงงาน Mammoth (ไอซ์แลนด์)

บริหารงานโดย Climeworks บริษัทสัญชาติสวิสที่เป็นผู้บุกเบิกวงการ เริ่มเปิดดำเนินการเฟสแรกไปแล้วในปี 2024

  • ความพิเศษ ใช้เทคโนโลยี Solid Sorbent ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และใช้พลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal) ของไอซ์แลนด์ในการเดินเครื่อง 100% ทำให้เป็นกระบวนการที่สะอาดหมดจด
  • การเก็บ ก๊าซ CO2 ที่ดักจับได้จะถูกผสมกับน้ำและอัดลงไปในชั้นหินบะซอลต์ใต้ดินด้วยเทคโนโลยีของบริษัท Carbfix ซึ่งจะทำปฏิกิริยากลายเป็นหินภายในเวลาไม่ถึง 2 ปี

3 Project Cypress (รัฐหลุยเซียนา สหรัฐฯ)

เป็นโครงการที่ได้รับเงินทุนสนับสนุนมหาศาลจากกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ (DOE) ภายใต้งบประมาณ Infrastructure Law

  • ความร่วมมือ เป็นการจับมือกันระหว่าง Climeworks (ระบบ Solid) และ Heirloom สตาร์ทอัพมาแรงที่ใช้เทคโนโลยี Carbon Mineralization หรือการใช้หินปูนมาเป็นตัวดูดซับคาร์บอน ซึ่งเป็นวิธีที่ต้นทุนต่ำและขยายขนาดได้ง่าย
  • สถานะ อยู่ในช่วงเริ่มก่อสร้างและคาดว่าจะกลายเป็นศูนย์กลาง (Hub) ของการดักจับคาร์บอนแห่งใหม่ของโลก

เศรษฐศาสตร์และนโยบาย แรงขับเคลื่อนสำคัญ

เทคโนโลยีจะดีแค่ไหนก็ไปไม่รอดถ้าขาดแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ ในปี 2024-2025 เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของนโยบายรัฐบาลในหลายประเทศ

กฎหมาย Inflation Reduction Act (IRA) ของสหรัฐฯ

สหรัฐอเมริกาได้แก้เกมเรื่องต้นทุนที่สูงลิ่วของ DAC ด้วยการปรับปรุงมาตรา 45Q Tax Credit โดยในปี 2025 รัฐบาลสหรัฐฯ ยินดีจ่ายเครดิตภาษีให้สูงถึง $180 ต่อตัน สำหรับ CO2 ที่ดักจับจากอากาศและนำไปฝังกลบอย่างถาวร นโยบายนี้เปรียบเสมือนการเติมเชื้อเพลิงให้ไฟแห่งการลงทุนลุกโชน ทำให้ภาคเอกชนกล้าที่จะทุ่มเงินสร้างโรงงาน DAC เพราะเห็นจุดคุ้มทุนที่ชัดเจนขึ้น

ตลาดคาร์บอนเครดิตคุณภาพสูง (High-Quality Carbon Credits)

ตลาดคาร์บอนกำลังแบ่งเกรดชัดเจนขึ้น คาร์บอนเครดิตแบบเก่าที่เกิดจากการ “หลีกเลี่ยงการปล่อย” (Avoidance) เริ่มมีความน่าเชื่อถือน้อยลง ในขณะที่เครดิตจากการ “กำจัดคาร์บอน” (Removal) อย่าง DAC กำลังเป็นที่ต้องการของบริษัทระดับโลก เช่น Microsoft, Stripe และ Shopify ซึ่งยอมจ่ายในราคาสูงเพื่อแลกกับเครดิตที่ตรวจสอบได้จริงและถาวร

ความเคลื่อนไหวในเอเชีย

ญี่ปุ่นกำลังใช้เวที Expo 2025 Osaka เพื่อโชว์ศักยภาพเทคโนโลยี DAC โดยรัฐบาลญี่ปุ่นตั้งเป้าหมายที่จะเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี Green Innovation และเริ่มมีการร่างนโยบายสนับสนุนคล้ายกับสหรัฐฯ เพื่อดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ประเทศ

ความท้าทายที่ยังรอการแก้ไข

แม้ภาพฝันจะดูสวยงาม แต่ความจริงยังมีอุปสรรคก้อนโตขวางอยู่

  1. ความต้องการพลังงาน (Energy Intensity) DAC ต้องใช้พลังงานมหาศาล โดยเฉพาะพลังงานความร้อน หากโรงงาน DAC ต้องใช้ไฟฟ้าจากถ่านหินเพื่อมาดักจับคาร์บอน ก็เท่ากับเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ดังนั้น DAC จะสมเหตุสมผลก็ต่อเมื่อใช้พลังงานสะอาด (Renewable Energy) หรือพลังงานนิวเคลียร์เท่านั้น ซึ่งในหลายพื้นที่ พลังงานสะอาดยังมีจำกัดและต้องแย่งกันใช้กับภาคส่วนอื่น
  2. ต้นทุนที่ยังสูงเกินเอื้อม เป้าหมายของวงการคือการกดราคาให้ต่ำกว่า $100 ต่อตัน เพื่อให้แข่งขันได้ แต่ปัจจุบันยังอยู่ที่ระดับ $600+ ซึ่งต้องอาศัยการผลิตซ้ำๆ (Learning by doing) และการขยายขนาด (Economy of Scale) เพื่อลดต้นทุน เหมือนกับที่แผงโซลาร์เซลล์เคยทำได้สำเร็จในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา
  3. โครงสร้างพื้นฐาน การดักจับได้แล้วไม่ใช่จุดจบ เราต้องการท่อส่งก๊าซ (Pipeline) และแหล่งกักเก็บใต้ดินที่ปลอดภัย ซึ่งต้องอาศัยการสำรวจทางธรณีวิทยาและการยอมรับจากชุมชนในพื้นที่ ไม่เช่นนั้น CO2 ที่จับมาได้ก็ไม่มีที่ไป

บทสรุป

Direct Air Capture ไม่ใช่ยาวิเศษที่จะมาแทนที่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เรายังจำเป็นต้องเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า เลิกใช้ถ่านหิน และประหยัดพลังงานเป็นอันดับแรก แต่ DAC คือ “ประกันชีวิต” กรมธรรม์สำคัญที่โลกต้องทำไว้ เพื่อจัดการกับมลพิษที่เราปล่อยเกินมาและไม่สามารถลดได้ด้วยวิธีปกติ

ในปี 2025 เรากำลังยืนอยู่บนรอยต่อของยุคสมัยที่มนุษย์ไม่ได้แค่เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับธรรมชาติ แต่กำลังใช้สติปัญญาและเทคโนโลยีเพื่อ “ซ่อมแซม” ธรรมชาติที่บุบสลาย การเติบโตของเทคโนโลยี Negative Emissions คือสัญญาณแห่งความหวังว่า แม้เราจะเคยทำลายโลกไปมากเพียงใด เราก็ยังมีหนทางและความมุ่งมั่นที่จะกอบกู้สมดุลคืนมา เพื่อส่งต่อโลกที่เย็นลงให้กับลูกหลานของเรา

โลก” มืดลงมากกว่าเดิม เนื่องจากสะท้อนแสงอาทิตย์กลับเข้าสู่อวกาศน้อยลงกว่าแต่ก่อน ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ทีมวิจัยนำโดยนอร์แมน โลบ จากศูนย์วิจัยแลงลีย์ของนาซาในเมืองแฮมป์ตัน รัฐเวอร์จิเนีย ทำการวิเคราะห์ข้อมูลจากดาวเทียม CERES เป็นเวลานานถึง 24 ปี ค้นพบว่า ในช่วงระหว่างปี 2001-2024 โลกของเรามืดลงกว่าเดิมอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน และมืดไม่เท่ากันด้วย โดยซีกโลกเหนือกำลังมืดลงเร็วกว่าซีกโลกใต้

นักวิจัยพบการเคลื่อนตัวของซีกโลกประมาณ 0.34 วัตต์ต่อตารางเมตรในแต่ละทศวรรษ ฟังดูเล็กน้อย แต่การเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อยที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง สามารถเปลี่ยนแปลงฤดูกาลน้ำแข็งในทะเล หิมะปกคลุม ทุ่งเมฆ ลม และกระแสน้ำ ในลักษณะที่เสริมแรงการเคลื่อนตัวของดวงอาทิตย์

ในอดีต โลกทั้งสองซีกโลกไม่ได้สมดุลกันอย่างสมบูรณ์แบบ ทางใต้มีแนวโน้มที่จะได้รับพลังงานแสงอาทิตย์มากกว่าเล็กน้อย ขณะที่ทางเหนือมีแนวโน้มที่จะสูญเสียพลังงานแสงอาทิตย์มากกว่าเล็กน้อย

ตามปรกติแล้ว ชั้นบรรยากาศและมหาสมุทรจะพาความร้อนไปมาข้ามเส้นศูนย์สูตรและทำให้ความแตกต่างราบรื่นขึ้น แต่ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ระบบนี้ไม่สามารถรักษาความเร็วได้อย่างเต็มที่ ความเข้มของทางเหนือที่ลดลงทำให้ความสามารถของระบบในการชดเชยลดลง

ปัจจัยสำคัญประการหนึ่ง คือ โลกสะท้อนแสงได้ลดลง เนื่องจากส่วนพื้นผิวที่สว่าง เช่น น้ำแข็งทะเล หิมะ และยอดเมฆบางส่วน ที่ทำหน้าที่สะท้อนแสงอาทิตย์กลับสู่อวกาศมีน้อยลง ถูกแทนที่ด้วย มหาสมุทรที่มืดกว่าหรือพื้นดินที่โล่งเตียน และพลังงานที่มากขึ้นจะเกาะอยู่รอบ ๆ

แน่นอนว่า ซีกโลกเหนือมีปริมาณหิมะปกคลุมในฤดูใบไม้ผลิ และน้ำแข็งทะเลอาร์กติกในฤดูร้อนลดลงอย่างเห็นได้ชัด

การเปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีเข้มไม่เพียงแต่จะทำให้โลกดูดกลืนแสงได้มากขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำให้น้ำแข็งและหิมะฟื้นตัวได้ยากขึ้นในฤดูกาลถัดไป 

ชั้นบรรยากาศเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญเช่นกัน ไอน้ำและเมฆมีอิทธิพลต่อปริมาณแสงอาทิตย์ที่สะท้อนหรือกักเก็บ แต่สิ่งที่ชัดเจนที่สุดมาจากละอองลอย ซึ่งเป็นอนุภาคขนาดเล็กที่กระจายแสงและทำให้เกิดหยดน้ำในเมฆ

หมอกควันอันตรายกับสุขภาพ ที่เคยล่องลอยอยู่ในเมืองทางซีกโลกเหนือกลับหายไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากกฎระเบียบคุณภาพอากาศที่เข้มงวดขึ้นในอเมริกาเหนือ ยุโรป และบางส่วนของเอเชียตะวันออก แต่การที่อนุภาคน้อยลงจะทำให้ซีกโลกเหนือสะท้อนแสงน้อยลงเล็กน้อย

ในทางตรงกันข้าม ทางตอนใต้กลับมีปริมาณละอองลอยเพิ่มขึ้นเป็นระยะ ๆ จากเหตุการณ์ทางธรรมชาติ เช่น ไฟป่าและภูเขาไฟระเบิด ดังนั้นซีกโลกใต้จึงสามารถสะท้อนแสงได้ดีเหมือนเดิม

เมื่อน้ำแข็งในทะเลละลายและระดับละอองลอยเปลี่ยนแปลง ก็ทำให้เมฆก็เปลี่ยนไป ในปัจจุบันมีเมฆระดับต่ำน้อยลงมาก ยิ่งเกิดความแตกต่างในการสะท้อนแสงระหว่างซีกโลกเหนือและซีกโลกใต้มากขึ้น การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ก่อให้เกิดความไม่สมดุลในระบบพลังงานของโลก โดยซีกโลกเหนือดูดซับความร้อนมากกว่าที่สะท้อนออกมา

สรุปง่าย ๆ คือ โลกกำลังมืดลง โดยเฉพาะทางตอนเหนือ และจะค่อย ๆ มืดลงเรื่อย ๆ มาแบบเงียบ ๆ แบบไม่มีใครรู้ตัว  แต่ในแง่ของสภาพภูมิอากาศภัยเงียบเหล่านี้ก็อันตรายไม่แพ้กับภัยพิบัติอื่น ๆ 

การศึกษาชี้ให้เห็นว่าอาจจำเป็นต้องมีการปรับปรุงแบบจำลองสภาพภูมิอากาศเพื่ออธิบายความแตกต่างในการสะท้อนแสงระหว่างซีกโลกเหนือและซีกโลกใต้ ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น การทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของการสะท้อนแสงของโลกจะช่วยคาดการณ์รูปแบบสภาพอากาศในอนาคต และช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ประเมินผลกระทบของภาวะโลกร้อนได้แม่นยำยิ่งขึ้น


ที่มา: BBC Sky Night MagazineEarthThe Week
Source : กรุงเทพธุรกิจ

‘อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดแผนพลังงานยุคใหม่ สำรวจอันดามันเพิ่ม เสริมมั่นคง-พลังงานสะอาด-ราคาเหมาะสม

ความมั่นคงด้านพลังงานเป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆของประเทศ ดังนั้นจึงมีการสำรวจ และหาแหล่งพลังงานใหม่ๆเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างเช่นล่าสุด ‘อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน “SUSTAINABILITY FORUM 2026 Shift Forward: Overcoming Challenges” หัวข้อ “Green Energy Powering Sustainability พลังงานสะอาด พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” ว่า หากไทยจะบรรลุเป้าหมาย Net Zero หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ปี 2050 จึงมีความจำเป็นที่ต้องเร่งปรับตัวด้านพลังงานเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและมาตรการการค้าโลกที่เข้มงวดขึ้น

ดังนั้นเรื่องของพลังงานสะอาดจึงไม่ใช่แค่ทางออกด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อระบบธุรกิจ ระบบการค้า และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยมีเงื่อนไขใหม่ ๆ ทางการค้าโลก เช่น มาตรการเกี่ยวกับคาร์บอน หรือ CBAM ที่ยุโรปนำมาใช้ ซึ่งอาจกลายเป็นเครื่องมือกีดกันทางการค้า หากไทยไม่ปรับตัว

เปิดแผนพลังงานยุคใหม่ สำรวจอันดามันเพิ่ม เสริมมั่นคง-พลังงานสะอาด-ราคาเหมาะสม

ทั้งนี้เพื่อรับมือกับทิศทางโลกและคู่แข่งในภูมิภาคอย่าง มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม ที่ขยับเป้าหมาย Net Zero ให้เร็วขึ้นเป็นปี 2050 รัฐบาลไทยจึงต้องเร่งปรับเป้าหมาย Net Zero จากเดิมปี 2065 มาเป็นปี 2050 เช่นกัน เนื่องจากภาคพลังงานและการขนส่งเป็นผู้ปล่อยคาร์บอนกว่า 60% จึงเป็นภาคส่วนสำคัญที่ต้องปรับเปลี่ยนมาตรการอย่างมีนัยยะ

สำหรับหลักการบริหารจัดการนโยบายพลังงานจะต้องสร้างความสมดุลของ “สามเหลี่ยม” 3 ด้าน ได้แก่ 1. ด้านความมั่นคง 2. ด้านความยั่งยืน/พลังงานสะอาด และ 3. ด้านเศรษฐกิจโดยเฉพาะราคา เพราะหากมุ่งเน้นความมั่นคงหรือความยั่งยืนมากเกินไป จะส่งผลกระทบให้ราคาพลังงานสูงขึ้น ซึ่งกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนและความสามารถในการแข่งขัน

เปิดแผนพลังงานยุคใหม่ สำรวจอันดามันเพิ่ม เสริมมั่นคง-พลังงานสะอาด-ราคาเหมาะสม

และที่สำคัญจะต้องให้ความสำคัญเรื่องประเด็นเรื่องประเด็นด้านความมั่นคง เนื่องจากสถานการณ์ที่ก๊าซในอ่าวไทย เริ่มลดลง ส่วนพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล “ไทย-กัมพูชา” นั้นต้อง “ปิดไปก่อน” ดังนั้น การผลักดันให้เปิดสำรวจแหล่งพลังงานใหม่ในฝั่งอันดามันจะเป็นการจัดการความมั่นคงด้านพลังงานและจัดหาแหล่งพลังงานใหม่ ๆ ให้กับประเทศ เพราะรัฐบาลได้มีการศึกษาและพบว่า ฝั่งอันดามัน ซึ่งอยู่ในพื้นที่ประเทศไทยเองมีศักยภาพ จึงมีการผลักดันและดำเนินการนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการเรียบร้อยแล้ว และจะประกาศเปิดแปลงสำรวจฝั่งอันดามันอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตามมาตรการเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของหลักการบริหารจัดการนโยบายพลังงานที่ต้องสร้างความสมดุลระหว่าง ความมั่นคง, ความยั่งยืน และ เศรษฐกิจ/ราคา โดยการจัดหาแหล่งพลังงานใหม่นับเป็นส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน

เปิดแผนพลังงานยุคใหม่ สำรวจอันดามันเพิ่ม เสริมมั่นคง-พลังงานสะอาด-ราคาเหมาะสม

สำหรับแผนงานอื่นๆ รัฐจะเร่งเดินหน้ามาตรการ Quick Big Win ทั้ง 3 ด้าน ทั้ง โซลาร์เพื่อประชาชน, พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการวางแผนระยะยาว พร้อมคาดว่าจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ประมาณ 1 ล้านล้านบาท สร้างงานได้ถึง 29,000 ตำแหน่ง และลดการปล่อยคาร์บอนได้ประมาณ 10 ล้านตันต่อปี โดยการดำเนินงานเหล่านี้ได้มีการอนุมัติไปเรียบร้อยแล้วและเข้าสู่โหมดของการปฏิบัติการ ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของประเทศในการขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืน

Source : Spring News

พาส่องอนาคต ‘ธุรกิจโซลาร์เซลล์’ ได้ไปต่อรับเทรนด์พลังงานสะอาดมาแรง เชื่อนวัตกรรมสูงขึ้น ต้นทุนต่ำ เข้าถึงง่ายขึ้น

ท่ามกลางโลกที่เผชิญทั้งวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ราคาพลังงานผันผวน และการแข่งขันเทคโนโลยีที่ร้อนแรงกว่าที่เคย ประเทศต่างๆ รวมถึงไทยกำลังเร่งวิ่งเข้าสู่เส้นทาง “พลังงานสะอาด” แบบไม่มีใครอยากช้ากว่าใคร และหนึ่งในดาวเด่นที่ยังคงส่องแสงแรงไม่หยุด ก็คือ โซลาร์เซลล์ เทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ที่เติบโตต่อเนื่องทั้งด้านประสิทธิภาพ ต้นทุนที่ถูกลง และศักยภาพในการเป็นพลังงานหลักของอนาคต

วันนี้โซลาร์ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่กำลังกลายเป็น “ฐานพลังงานใหม่” ที่ทุกภาคส่วนต้องจับตา เพราะยิ่งโลกต้องการพลังงานสะอาดมากเท่าไร โซลาร์ก็ยิ่งก้าวขึ้นมาเป็นคำตอบที่ชัดเจนยิ่งกว่าเดิม ทั้งสำหรับระบบพลังงานไทย และเศรษฐกิจโลกในภาพรวม โดยในปี2568 ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics ได้มีการแนะผู้ประกอบการหันมาทำธุรกิจติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์สำหรับภาคครัวเรือนและธุรกิจ SMEs เพื่อรับมือค่าไฟในอนาคต และระยะเวลาคืนทุนเร็วขึ้น ส่งผลให้ตลาดโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) ในประเทศเติบโตอย่างก้าวกระโดดเฉลี่ยปีละ 22% หรือแตะระดับ 6.7 หมื่นล้านบาท ในปี 2568

ทั้งนี้มองว่าไทยต้องพึ่งแหล่งพลังงานจากต่างชาติทดแทนกำลังการผลิตในประเทศที่ลดลงมากกว่าที่ประเมินไว้ปริมาณก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย และเมียนมามีแนวโน้มลดลงมากกว่าที่ประเมินไว้ โดยแหล่งเชื้อเพลิงที่ใช้ผลิตไฟฟ้าของไทยทั้งหมดมาจากหลายแหล่ง (Electricity Mix) ซึ่ง 56.2% มาจากก๊าซธรรมชาติ (ส่วนใหญ่มาจากอ่าวไทยและเมียนมา) และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่นำเข้าจากต่างประเทศ

อีกราว 43.8% มาจากพลังงานรูปแบบอื่นๆ (พลังงานหมุนเวียน และนำเข้าจากต่างประเทศ) อย่างไรก็ดี ก๊าซธรรมชาติที่มีราคาถูกที่ผลิตจากอ่าวไทยกลับทยอยลดลงอย่างต่อเนื่อง และลดลงมากกว่าที่ประเมินไว้ และมีแนวโน้มลดลงเหลือต่ำกว่า 40% ในปี 2575 ขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศก็เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 0.7% ส่งผลให้ไทยจำเป็นต้องจัดหา และนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวเพิ่มเติมจากที่มีในสัญญาเพื่อรองรับความต้องการในการใช้งานในประเทศทำให้อีก 10 ปีข้างหน้า ไทยจำเป็นต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวจากต่างประเทศเกินกว่าครึ่งหนึ่งของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด

ttb analytics ประเมินมูลค่าตลาดโซลาร์รูฟท็อปในไทยจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 22% นับตั้งแต่ปี 2565-2568 หรือแตะที่ระดับ 6.7 หมื่นล้านบาท จากค่าแผงโซลาร์เซลล์ และค่าติดตั้งที่ปรับลดลงจนทำให้ระยะเวลาคืนทุนเร็วขึ้นจากเดิมที่คืนทุนในเวลา 9-12 ปี เป็น 6-8 ปีในปัจจุบัน (ขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางวัน)

ขณะที่ปัจจุบันรัฐมีการส่งเสริมให้คนไทย และภาคธุรกิจหันมาติดตั้งโซลาร์เซลล์มากขึ้น อย่างเช่น ‘อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเปิดเผยว่า รัฐได้ออกแบบมาตรการเพื่อวางรากฐานพลังงานที่ควรจะเป็นในอนาคต ซึ่งวางมาตรการ Quick Big Win แบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก ดังนี้

1.โซลาร์เพื่อประชาชน แบ่งเป็น โซลาร์ฟาร์มชุมชน 1,500 เมกะวัตต์ ที่เหลือจากแผน PDP ปี 2018 จะถูกเปลี่ยนจากการประมูลใหญ่เป็นการพัฒนาโครงการที่ภาคเอกชนต้องร่วมมือกับชุมชนขนาดโครงการไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ต่อชุมชน (ในทางปฏิบัติคือ 2-3 เมกะวัตต์ต่อจุดเชื่อมต่อ) ซึ่งจะกระจายไปสู่หลาย 100 ชุมชน ซึ่งการไฟฟ้าจะรับซื้อในราคา 2.16 บาทต่อหน่วย เป็นระยะเวลา 25 ปี

โดยผลประโยชน์ชุมชนที่จะได้รับ ส่วนต่างระหว่างราคาซื้อ 2.16 บาท กับค่าไฟฟ้าปกติ ซึ่งรัฐบาลมีข่าวดีว่าได้ลดลงเหลือ 3.88 บาท จะถูกนำไปเป็นส่วนลดค่าไฟให้กับชุมชนนั้นๆ ทั้งนี้ คาดว่าจะกระตุ้นการลงทุน 30,000 ล้านบาทต่อปี สร้างงาน 1,700 ตำแหน่ง และลดคาร์บอนได้เกือบ 1 ล้านตันต่อปี  

  • มาตรการลดหย่อนภาษีครัวเรือน โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.)อนุมัติให้ผู้ติดตั้งโซลาร์ในบ้าน สามารถนำค่าใช้จ่ายไม่เกิน 200,000 บาท ไปลดหย่อนภาษีได้ (มีผลจนถึง ธ.ค.2571) ที่ตั้งเป้า 90,000 ครัวเรือน กระตุ้นการลงทุนประมาณ 10,000 ล้านบาท และลดคาร์บอนได้กว่า 200,000 ตันต่อปี
  • โซลาร์สูบน้ำเพื่อเกษตร ติดตั้งโซลาร์ฟาร์ม เครื่องสูบ ในพื้นที่เกษตรที่มีแหล่งน้ำตลอดปี เพื่อให้เกษตรกรสามารถเดินท่อสาขาเชื่อมต่อรับน้ำได้
  • โซลาร์ลอยน้ำ (Floating Solar) โครงการลงทุนโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ใน 3 เขื่อน เป้าหมายกำลังผลิต 1,600 เมกะวัตต์ โดยหน่วยงานภาครัฐประหยัดเงินกว่า 6 พันล้านบาท ซึ่งมีต้นทุนต่ำเนื่องจากไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าพื้นที่ และอยู่ใกล้ระบบส่งไฟฟ้า
  • ระบบโซลาร์ในประปาหมู่บ้าน ร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทยนำระบบโซลาร์เข้าไปแทนที่ปั๊มน้ำที่ใช้เชื้อเพลิงหรือไฟฟ้าเดิม เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน

2. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ผ่านมาตรการ 1) Direct PPA เพื่อส่งเสริมพลังงานสะอาด และรองรับการลงทุนของ Data Center โดยมาตรการนี้อนุญาตให้ผู้ใช้งานโดยเฉพาะ Data Center สามารถเจรจาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงกับผู้ผลิตได้ โดย กฟผ.จะคิดเพียงค่าผ่านสาย รองรับ 2,000 เมกะวัตต์ กระตุ้นการลงทุน 60,000 ล้านบาท สร้างงาน 3,000 ตำแหน่ง และลดคาร์บอนได้ 1.6 ล้านตันต่อปี

  • การพัฒนาระบบจำหน่ายไฟฟ้าในพื้นที่ EEC โดยเร่งการลงทุนสร้างสายส่ง และโครงข่ายระบบในเขต EEC เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะจาก Data Center สามารถเพิ่มความสามารถในการรองรับอีก 3,800 เมกะวัตต์ กระตุ้นการลงทุน (รวมถึง Data Center) ประมาณ 500,000-600,000 ล้านบาท

3.การวางแผนระยะยาว ผ่าน 1) การจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ เนื่องจากแผนเดิม (ปี 2018) ไม่สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero 2050 จึงมีการเร่งรัดให้คณะกรรมการจัดทำแผนประชุมทุกสัปดาห์ เพื่อให้แผนใหม่ออกมาให้ได้ในช่วงต้นปี 2026. แผน PDP ใหม่นี้จะเป็น “คัมภีร์” ที่ชี้ทิศทางพลังงาน 15-20 ปีข้างหน้า และให้นักลงทุนเห็นทิศทางการใช้พลังงานสะอาดของประเทศ

  • เชื้อเพลิงแห่งอนาคต โดยแผนในอนาคตจะไม่เพียงพอหากอาศัยแค่โซลาร์เท่านั้น จึงต้องนำเทคโนโลยีพลังงานใหม่เข้ามา เช่น ไฮโดรเจน ได้รับการประกาศให้เป็นเชื้อเพลิงของประเทศไทยแล้ว (เดิมไม่อยู่ในรายการของกรมธุรกิจพลังงาน) ซึ่งจะนำไปสู่การออกข้อกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์ การขนส่ง และความปลอดภัย เพื่อกระตุ้นการลงทุนในเชื้อเพลิงสะอาดชนิดนี้
  • SMR คาดว่าจะต้องอยู่ในแผน PDP ฉบับใหม่ โดย SMR เป็นเตาปฏิกรณ์ขนาดเล็ก (200-300 เมกะวัตต์) ซึ่งมีความปลอดภัยสูงกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบเดิม เนื่องจากมีระบบหล่อเย็นในตัวเอง และสามารถ Shut down ได้ทันทีเมื่อเกิดปัญหา พื้นที่ที่ต้องควบคุมพิเศษมีขนาดเล็กกว่ามาก (ประมาณ 1 ตร.กม. เทียบกับ 10-20 ตร.กม. ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่)
  • การดักจับ และกักเก็บคาร์บอน (CCS – Carbon Capture Storage) ไทยมีศักยภาพในการจัดเก็บคาร์บอนในอ่าวไทย รัฐบาลกำลังร่วมมือกับญี่ปุ่นสำรวจโครงสร้างใต้ดินเพื่อยืนยันความเหมาะสม ถือเป็นโอกาสทางธุรกิจ หากจัดเก็บได้จริง จะเป็นธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพสูง อาจมีลูกค้าระดับภูมิภาค ซึ่งนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์แสดงความสนใจใช้บริการ  ดังนั้น หากดึงพันธมิตรเข้าร่วมลงทุน ถือเป็นโครงการขนาดใหญ่มูลค่าสูงถึง 400,000-500,000 ล้านบาท

ทั้งหมด คือ แผนงานที่รัฐกำลังเร่งทำอย่างต่อเนื่อง เพราะเชื่อกันว่าเทรนด์ของโซลาร์เซลล์จะมาแรงต่อไปในปี2569 และปีต่อๆไป โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานว่า ในปี 2569 ความต้องการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนมีทิศทางเพิ่มสูงขึ้นทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน โดยปริมาณไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่ขายให้ภาครัฐคาดว่าจะอยู่ที่ 24,303 GWh และภาคเอกชนคาดว่าจะอยู่ที่ 4,249 GWh เพิ่มขึ้น 2.8% และ 8% ตามลำดับ

ไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่ผู้ประกอบการจำหน่ายมากที่สุดในปี 2569 ได้แก่ไฟฟ้าชีวมวลและแสงอาทิตย์ตามลำดับ มีสัดส่วนรวมกันเป็น 79% ของไฟฟ้าที่จำหน่ายให้ภาครัฐ และ 96% ของไฟฟ้าที่จำหน่ายให้ภาคเอกชน และในปี 2569 โรงไฟฟ้าชีวมวล คาดว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นทั้งจากการขายให้ภาครัฐและเอกชน ในขณะเดียวกัน สำหรับธุรกิจไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ความต้องการก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นกันทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน สะท้อนถึงภาพรวมธุรกิจที่มีทิศทางเติบโตต่อเนื่อง

แม้ว่าธุรกิจโซลาร์เซลล์จะยังคงมาแรงต่อเนื่อง แต่…แน่นอนว่าการแข่งขันในตลาดจะมีความรุ่นแรงมากขึ้น ทั้งแบรนด์ไทย แบรนด์จีน และแบรนด์จากชาติอื่นๆที่จะตบเท้าเข้ามาชิงเค้กในไทยมากขึ้น แต่หลายฝ่ายก็มองว่าจะส่งผลดีในเรื่องของการแข่งขันกันใช้นวัตกรรม เช่น แผงเล็กลง ต้นทุนต่ำลง ทันสมัยมากขึ้น วันนี้จะพามาส่องเทรนด์พลังงานแสงอาทิตย์ในอนาคตข้างหน้าจะเป็นดังนี้

1.เพอรอฟสไกต์ (Perovskite)ดาวรุ่งมาแรง

  • โซลาร์เซลล์เพอรอฟสไกต์ ถูกคาดหมายว่าจะมาแทนซิลิคอนบางส่วน เพราะ
  • ผลิตง่าย ต้นทุนต่ำ
  • ประสิทธิภาพพุ่งเร็วแบบก้าวกระโดด
  • ใช้แสงน้อยก็ผลิตไฟได้ดี
  • สามารถทำเป็นฟิล์มบาง ติดบนพื้นผิวโค้งได้

2.โซลาร์เซลล์โปร่งแสง

  • โปร่งใสเหมือนกระจกปกติ
  • ส่งผ่านแสงบางส่วน แต่ดักพลังงานมาใช้
  • เหมาะกับอาคารเมืองใหญ่ที่มีพื้นที่จำกัด

3.โซลาร์เซลล์แบบยืดหยุ่น ติดที่ไหนก็ได้

  • พับ งอ ติดบนผิวโค้ง
  • ติดบนผนัง แผ่นโลหะ รถยนต์ โดรน หรือแม้แต่เสื้อผ้า

4.โซลาร์บนรถยนต์ EV และอุปกรณ์พกพา

  • รถ EV อนาคตอาจเพิ่มระยะวิ่งจากแผงโซลาร์บนหลังคา–ฝากระโปรงได้หลายสิบกิโลเมตรต่อวัน
  • มือถือ นาฬิกา และ IoT อาจ “ไม่ต้องชาร์จไฟ” หากอยู่ในที่สว่างพอ

5.โซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ (Floating Solar) รุ่นประสิทธิภาพสูง

  • ลดความร้อนของแผง ทำให้ผลิตไฟได้มากขึ้น
  • ใช้พื้นที่เขื่อน อ่างเก็บน้ำ
  • ลดการระเหยของน้ำ

6.โซลาร์ระบบ AI และ Smart Grid

  • พยากรณ์แสงแดดเพื่อจูนประสิทธิภาพแบบเรียลไทม์
  • ควบคุมการหมุนของแผงตามทิศดวงอาทิตย์
  • จัดการเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านอัตโนมัติ

7.วัสดุใหม่แก้ปัญหาของเก่า

  • ทนความร้อนสูงขึ้น (เหมาะกับภูมิอากาศเอเชีย)
  • ใช้สารพิษน้อยลง
  • อายุการใช้งานยาวขึ้น
  • รีไซเคิลง่ายกว่าเดิม

ท้ายที่สุด “โซลาร์เซลล์ไทยปี 2569” ยังคงเดินหน้าแบบไม่มีถอย แม้ต้องเผชิญสนามแข่งขันที่ดุเดือดขึ้นทุกปี ทั้งผู้เล่นรายใหญ่–รายใหม่แห่เข้ามาแสวงโอกาส แต่การแข่งขันนี้กลับผลักวงการให้เติบโตอย่างเป็นรูปธรรม ต้นทุนที่เคยสูงลิ่วค่อยๆ ถูกกดลงด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมรุ่นใหม่ ตั้งแผงบางลง ประสิทธิภาพดีขึ้น อายุการใช้งานยาวกว่าเดิม ไปจนถึงระบบอัจฉริยะที่ทำให้การติดตั้งและดูแลเป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกบ้านและทุกธุรกิจ

เมื่อพลังงานแสงอาทิตย์เข้าถึงง่าย ราคาย่อมเยา และคุ้มค่ากว่าที่เคย ไทยจึงยืนอยู่บนจุดเริ่มต้นของรอบใหม่รอบที่พลังงานสะอาดไม่ใช่ “เทรนด์” อีกต่อไป แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ ปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงปีแห่งการแข่งขัน หากเป็นปีที่โซลาร์เซลล์กำลังก้าวสู่มาตรฐานใหม่: ให้พลังงานต้นทุนต่ำ เปิดโอกาสทางธุรกิจ และพาไทยขยับเข้าใกล้อนาคตพลังงานที่ยั่งยืนยิ่งกว่าเดิม

Source : Spring News

สหรัฐสร้าง “โรงงานเหล็กพลังงานแสงอาทิตย์” แห่งแรกในทะเลทรายโมฮาวี ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนเทียบเท่ากับการนำรถยนต์ 75,000 คันออกจากท้องถนน

Pacific Steel Group เริ่มก่อสร้างโรงงานเหล็กพลังงานแสงอาทิตย์แห่งแรกของสหรัฐในทะเลทรายโมฮาวี รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งจะใช้พลังงานจากแผงโซลาร์เซลล์และกังหันลมที่อยู่ติดกับโรงงาน คาดว่าจะผลิตเหล็กเส้นได้ 450,000 ตันต่อปี เมื่อกำลังการผลิตเต็มกำลังในปี 2027

โรงงานเหล็กพลังงานแสงอาทิตย์แห่งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในวิธีการผลิตเหล็กของสหรัฐ เพราะโรงงานเหล็กแบบดั้งเดิมใช้ไฟฟ้าจากโรงงานถ่านหินหรือก๊าซธรรมชาติ ซึ่งปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมากสู่บรรยากาศ แต่โรงไฟฟ้าแห่งนี้ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 370,000 ตันต่อปี เท่ากับเอารถยนต์ออกจากถนน 75,000 คัน และช่วยประหยัดน้ำมันได้ 783,000 บาร์เรล

ภายในโรงงานขนาดประมาณ 440 ไร่ ประกอบด้วยแผงโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ และกังหันลมประมาณ 160 ไร่ ซึ่งจะมอบพลังงานให้เตาเผาไฟฟ้าของโรงงานประมาณ 85% ของทั้งหมด ทำให้โรงงานยังต้องเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าท้องถิ่นเพื่อใช้เป็นพลังงานสำรอง บริษัทจึงติดตั้งเทคโนโลยีดักจับคาร์บอนเพื่อชดเชยการปล่อยมลพิษจากแหล่งพลังงานไฟฟ้าแบบดั้งเดิมอีกด้วย

สหรัฐสร้าง ‘โรงเหล็กพลังงานแสงอาทิตย์’ แห่งแรก อนาคตอุตสาหกรรมเหล็กไร้คาร์บอน

วิธีการนี้ช่วยไม่ให้ราคาไฟฟ้าสูงขึ้นเกินไป จนส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตรายอื่น ขณะเดียวกันการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ช่วยควบคุมต้นทุนพลังงานควบคู่ไปกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

เอริค เบนสัน ซีอีโอของ Pacific Steel Group ระบุว่าบริษัทได้ใช้เวลา 5 ปีในการวางแผนโครงการนี้ โดยใช้เงินลงทุนมากกว่า 540 ล้านดอลลาร์ อีกทั้งโครงการนี้จะช่วยสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างมากต่อภูมิภาคเซ็นทรัลวัลเลย์ของรัฐแคลิฟอร์เนีย เกิดการจ้างงานเกือบ 450 ตำแหน่งภายในห้าปี อีกทั้งบริษัทได้ร่วมมือกับวิทยาลัยในท้องถิ่น เพื่อฝึกอบรมพนักงานสำหรับอาชีพในอุตสาหกรรมการผลิตเหล็ก

รัฐแคลิฟอร์เนียได้จัดสรรเครดิตภาษีมูลค่า 30 ล้านดอลลาร์ เพื่อสนับสนุนโครงการนี้ผ่านสำนักงานพัฒนาธุรกิจและเศรษฐกิจของผู้ว่าการรัฐ ช่วยให้บริษัทสามารถจ้างพนักงานและซื้ออุปกรณ์การผลิตได้

โรงงานเหล็กพลังงานแสงอาทิตย์แห่งนี้จะช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่คาดไม่ถึงอีก ปัจจุบันรัฐแคลิฟอร์เนียขนส่งเศษโลหะเกือบครึ่งล้านตันไปยังรัฐอื่นเพื่อนำไปรีไซเคิล การขนส่งนี้ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนเพิ่มขึ้น แต่โรงงานแห่งใหม่นี้จะรีไซเคิลเศษโลหะเหล่านั้นในพื้นที่ โดยเก็บรักษาวัสดุเหล่านั้นไว้ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ขณะเดียวกันก็ช่วยลดมลพิษจากการขนส่งได้อีก

Pacific Steel จะติดตั้งระบบควบคุมมลพิษขั้นสูงให้กับโรงงาน ซึ่งครอบคลุมมากกว่าการใช้พลังงานหมุนเวียน โรงงานแห่งนี้จะมีโรงหลอมแบบปิดมิดชิด ระบบควบคุมไนโตรเจนออกไซด์ ระบบเก็บฝุ่น และอุปกรณ์นำความร้อนกลับมาใช้ใหม่ เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยลดมลพิษทางอากาศและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานให้สูงสุด

ในตอนนี้ รัฐแคลิฟอร์เนีย รัฐต้องการเหล็กเส้นจำนวนมหาศาลสำหรับโครงการโครงสร้างพื้นฐาน โครงการที่อยู่อาศัย และการปรับปรุงอาคารเพื่อรองรับแผ่นดินไหว ดังนั้นการผลิตเหล็กเส้นด้วยพลังงานสะอาดได้ภายในรัฐช่วยลดทั้งต้นทุนการขนส่งและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

โดยทั่วไปแล้ว การผลิตเหล็กจัดอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยคาร์บอนสูงที่สุดในโลก โรงงานเหล็กทั่วโลกมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 7% ของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งหมด แนวทางของ Pacific Steel พิสูจน์ให้เห็นว่าแม้แต่อุตสาหกรรมหนักก็สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยีและการวางแผนที่เหมาะสม

ทะเลทรายโมฮาวีถือเป็นสถานที่ที่เหมาะสมกับการผลิตพลังงานหมุนเวียน พื้นที่นี้ได้รับแสงแดดตลอดทั้งปีและลมแรง ทำให้แผงโซลาร์เซลล์และกังหันมีประสิทธิภาพสูง ทำเลที่ตั้งอันห่างไกลนี้ยังมีพื้นที่กว้างขวางสำหรับทั้งโรงงานและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่เกี่ยวข้อง

โรงงานเหล็กพลังงานแสงอาทิตย์แห่งนี้แสดงให้เห็นว่าความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและความสำเร็จทางธุรกิจสามารถทำงานร่วมกันได้ Pacific Steel เลือกใช้พลังงานหมุนเวียนไม่ใช่เพื่อการประชาสัมพันธ์ แต่เพราะคุ้มค่าทางการเงิน ต้นทุนพลังงานที่ลดลง ราคาไฟฟ้าที่คงที่ และความเสี่ยงด้านกฎระเบียบที่ลดลง ก่อให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขัน

ปัจจุบันรัฐแคลิฟอร์เนียมีการจ้างงานด้านพลังงานสะอาดมากกว่าครึ่งล้านคน มากกว่ารัฐเท็กซัสถึงสองเท่า และแคลิฟอร์เนียมีงานด้านพลังงานสะอาดมากกว่างานด้านเชื้อเพลิงฟอสซิลถึงเจ็ดเท่า แสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียนเป็นแรงผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างไร

โครงการนี้ส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงในวงกว้างที่จะเกิดขึ้นในภาคการผลิตของสหรัฐ ขณะที่ต้นทุนพลังงานหมุนเวียนยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง บริษัทต่าง ๆ จะดำเนินรอยตาม Pacific Steel มากขึ้น อุตสาหกรรมต่าง ๆ ตั้งแต่ศูนย์ข้อมูลไปจนถึงโรงงานเคมี กำลังสำรวจแนวทางที่คล้ายคลึงกันเพื่อลดต้นทุนและการปล่อยมลพิษไปพร้อม ๆ กัน


ที่มา: Fast CompanyHappy Eco NewsInspenet

Source : กรุงเทพธุรกิจ