ท่ามกลางวิกฤต “โลกเดือด” (Global Boiling) ที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ ปี 2025 นี้ได้กลายเป็นหมุดหมายที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจของประเทศไทย จากเดิมที่เคยวางเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ไว้ไกลถึงปี 2065 แต่ด้วยแรงกดดันจากเวทีโลกและภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ใกล้ตัวเข้ามา ทำให้ในปี 2025 นี้ รัฐบาลไทยได้ตัดสินใจ “ขยับเป้าหมาย” ให้เร็วขึ้น พร้อมทั้งบังคับใช้กฎหมายและกลไกราคาคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรม บทความนี้จะพาผู้อ่านไปเจาะลึกทุกมิติของ Thailand Net Zero 2025 จุดเปลี่ยนที่จะกำหนดทิศทางของประเทศไปตลอดศตวรรษนี้

1. นิยามใหม่และความเข้าใจที่ถูกต้อง Net Zero vs Carbon Neutrality

ก่อนที่จะลงลึกถึงมาตรการใหม่ในปี 2025 เราจำเป็นต้องทำความเข้าใจคำศัพท์สำคัญสองคำที่มักถูกใช้สลับกัน ซึ่งมีความหมายและระดับความเข้มข้นที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality)

คือ การที่ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เข้าสู่ชั้นบรรยากาศ เท่ากับปริมาณที่ถูกดูดซับกลับคืนมา โดยอาจใช้วิธีการปลูกป่าหรือซื้อคาร์บอนเครดิตมาชดเชย แต่เป้าหมายนี้มักโฟกัสเฉพาะ “คาร์บอนไดออกไซด์” เท่านั้น ไม่รวมก๊าซเรือนกระจกตัวอื่น ๆ

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)

คือ เป้าหมายที่ท้าทายกว่ามาก เพราะหมายถึงการจัดการกับก๊าซเรือนกระจก “ทุกชนิด” (เช่น มีเทน ไนตรัสออกไซด์) ให้มีความสมดุลระหว่างการปล่อยและการดูดซับ หัวใจสำคัญของ Net Zero คือต้องลดการปล่อยให้เหลือศูนย์จริงๆ หรือน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วค่อยหาทางดูดซับส่วนที่เหลืออันน้อยนิดนั้นทิ้งไป ไม่ใช่แค่การปล่อยแล้วหามาจ่ายชดเชย

2. ปี 2025 จุดเปลี่ยนนโยบายชาติ จาก 2065 สู่ 2050

ในปี 2025 นี้ เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายที่ถือเป็น “Big Bang” ของวงการพลังงานและสิ่งแวดล้อมไทย จากการประชุมและมติคณะรัฐมนตรีล่าสุด รัฐบาลไทยได้ประกาศปรับแผน NDC 3.0 (Nationally Determined Contributions) โดยมีสาระสำคัญคือการ “เร่งเป้าหมาย Net Zero ให้เร็วขึ้น 15 ปี”

ตารางต่อไปนี้แสดงให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างแผนเดิมและแผนใหม่ที่เริ่มใช้ในปี 2025

ตารางเปรียบเทียบเป้าหมายด้านภูมิอากาศของไทย (ฉบับอัปเดต 2025)

หัวข้อเปรียบเทียบแผนเดิม (ประกาศ ณ COP26)แผนใหม่ (NDC 3.0 ปี 2025)
เป้าหมาย Carbon Neutralityภายในปี 2050คงเดิม หรือ เร่งขึ้นในบางภาคส่วน
เป้าหมาย Net Zeroภายในปี 2065ภายในปี 2050 (เร่งเร็วขึ้น 15 ปี)
เป้าหมายระยะสั้น (ปี 2030-2035)ลดก๊าซเรือนกระจก 30 ถึง 40%ลดก๊าซเรือนกระจก 47% (ภายในปี 2035)
กลไกบังคับภาคสมัครใจ (Voluntary)ภาคบังคับ (Mandatory) ด้วย พ.ร.บ.
ราคาคาร์บอนซื้อขายกันเองในตลาดสมัครใจภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) และระบบ ETS

การปรับเป้าหมาย Net Zero มาเป็นปี 2050 นี้ เป็นผลมาจากแรงกดดันทางการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะมาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป และร่างกฎหมาย Clean Competition Act ของสหรัฐฯ ซึ่งหากไทยไม่ปรับตัว สินค้าส่งออกจะถูกกีดกันทางการค้าอย่างมหาศาล

3. กฎหมายและกลไกราคา ภาษีคาร์บอนเริ่มแล้ว!

สิ่งที่ทำให้ปี 2025 แตกต่างจากปีก่อนๆ คือ “การบังคับใช้จริง” ผ่านเครื่องมือทางการเงินและกฎหมาย 2 ฉบับหลัก ที่ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจและประชาชนโดยตรง

3.1 ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax)

ในปี 2025 กรมสรรพสามิตได้เริ่มนำร่องเก็บภาษีคาร์บอน โดยใช้วิธีคำนวณจากค่าสัมประสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Factor) ของสินค้าประเภทน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม

  • อัตราเริ่มต้น ประมาณ 200 บาทต่อตันคาร์บอน (หรือเทียบคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า)
  • รูปแบบการเก็บ ไม่ได้เก็บจากประชาชนที่หน้าปั๊มโดยตรง แต่จะแฝงอยู่ในโครงสร้างภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เพื่อให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลตระหนักถึงต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม

3.2 พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Act)

นี่คือกฎหมายแม่บทที่หลายฝ่ายรอคอย ในปี 2025 ร่างกฎหมายนี้ได้ผ่านกระบวนการพิจารณาที่เข้มข้น และมีผลในการสร้างกลไกสำคัญ ได้แก่

  1. กองทุนภูมิอากาศ (Climate Fund) เงินทุนสนับสนุนผู้ประกอบการเพื่อปรับเปลี่ยนเครื่องจักรและเทคโนโลยี
  2. ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS – Emission Trading Scheme) บังคับให้โรงงานขนาดใหญ่และผู้ปล่อยมลพิษสูง ต้องมีการจำกัดเพดานการปล่อยก๊าซ หากปล่อยเกินต้องซื้อสิทธิจากผู้ที่ปล่อยต่ำกว่า

4. การปฏิวัติภาคพลังงาน (Energy Transition)

ภาคพลังงานเป็นจำเลยสำคัญของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุด ในปี 2025 แผนพลังงานชาติ (National Energy Plan) ฉบับใหม่ได้ถูกนำมาปฏิบัติใช้อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อสอดรับกับเป้าหมาย Net Zero 2050

พลังงานหมุนเวียนต้องเกินครึ่ง

สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด (Renewable Energy) ถูกปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีเป้าหมายให้มากกว่า 50% ของกำลังการผลิตใหม่

  • Solar Power มีการปลดล็อกกฎระเบียบ Solar Rooftop ภาคประชาชน ให้ขายไฟคืนเข้าระบบได้ง่ายขึ้นและในราคาที่จูงใจ
  • Wind Energy โครงการกังหันลมขนาดใหญ่ทั้งบนบกและนอกชายฝั่งได้รับการอนุมัติเพิ่มขึ้น
  • Hydrogen เริ่มมีการนำไฮโดรเจนมาผสมกับก๊าซธรรมชาติ (Hydrogen Blending) ในโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลเดิม เพื่อลดการปล่อยคาร์บอน

ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เข้าสู่ยุค EV 3.5

ปี 2025 เป็นช่วงรอยต่อสำคัญของมาตรการ EV 3.5 ที่รัฐบาลให้เงินอุดหนุนต่อเนื่อง แต่ลดจำนวนลงจากมาตรการ EV 3.0 เพื่อเน้นให้เกิดการผลิตในประเทศ (Local Production) อย่างแท้จริง ค่ายรถยนต์ต่างๆ ที่เคยเซ็นสัญญาไว้ เริ่มเดินสายพานการผลิตรถ EV ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการในปีนี้ ทำให้ไทยก้าวเข้าสู่การเป็น Hub การผลิต EV ของอาเซียนอย่างเต็มตัว

5. ภาคธุรกิจกับการปรับตัว Survival of the Greenest

ในปี 2025 คำว่า ESG (Environment, Social, Governance) ไม่ใช่แค่เรื่องของการสร้างภาพลักษณ์ (CSR) อีกต่อไป แต่คือ “ใบอนุญาตในการทำธุรกิจ”

ผลกระทบจาก CBAM และ Global Supply Chain

คู่ค้าต่างประเทศ โดยเฉพาะยุโรปและอเมริกา เริ่มบังคับให้ซัพพลายเออร์ไทยต้องส่งรายงาน Carbon Footprint อย่างละเอียด ธุรกิจ SMEs ที่ปรับตัวไม่ทันเริ่มสูญเสียคำสั่งซื้อ ในขณะที่ธุรกิจที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์ เปลี่ยนมาใช้รถขนส่งไฟฟ้า และมีระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) กลับได้รับโอกาสเติบโต

ตารางสิ่งที่ภาคธุรกิจต้องทำทันทีในปี 2025

ขั้นตอน (Step)สิ่งที่ต้องดำเนินการ (Action)
1. Carbon Footprintประเมินปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร (CFO) และผลิตภัณฑ์ (CFP) เพื่อให้ทราบสถานะปัจจุบัน
2. Reduction Planวางแผนลดการปล่อย เช่น เปลี่ยนหลอดไฟ LED ติดตั้ง Solar Roof เปลี่ยนรถผู้บริหารเป็น EV
3. Offsetหากลดสุดความสามารถแล้วยังเหลือ ให้ซื้อ Carbon Credit คุณภาพสูงมาชดเชย
4. Disclosureเปิดเผยข้อมูลในรายงานความยั่งยืน (Sustainability Report) อย่างโปร่งใสตามมาตรฐานสากล

6. ภาคเกษตรและพื้นที่สีเขียว ทางรอดของไทย

ไทยมีจุดแข็งคือภาคเกษตรกรรม แต่ก็เป็นแหล่งปล่อยก๊าซมีเทน (Methane) มหาศาลจากการทำนา ในปี 2025 โครงการ “ข้าวรักษ์โลก” หรือการทำนาเปียกสลับแห้ง (Wet and Dry Rice Farming) ได้รับการขยายผลไปทั่วประเทศ เทคนิคนี้ช่วยลดการปล่อยก๊าซมีเทนได้กว่า 70% และชาวนายังสามารถขายคาร์บอนเครดิตจากส่วนที่ลดได้ เป็นรายได้เสริมอีกทางหนึ่ง

นอกจากนี้ นโยบายการเพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อเป็นแหล่งดูดซับคาร์บอน (Carbon Sink) ยังคงดำเนินการอย่างเข้มข้น โดยเน้นการปลูกป่าเศรษฐกิจที่ตัดขายไม้ได้แต่ต้องมีการปลูกทดแทน เพื่อสร้างวงจรการดูดซับที่ยั่งยืน

7. ความท้าทายที่ต้องก้าวข้าม

แม้ปี 2025 จะมีการประกาศเป้าหมายที่ดูสวยหรู แต่ในทางปฏิบัติ ไทยยังเผชิญความท้าทายใหญ่หลวง

  1. เสถียรภาพทางการเมือง นโยบาย Net Zero ต้องการความต่อเนื่องยาวนาน 20-30 ปี การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลบ่อยครั้งอาจทำให้นโยบายสะดุด
  2. ต้นทุนการเงิน (Green Finance) การเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีสะอาดต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล ดอกเบี้ยสำหรับ Green Loan จำเป็นต้องถูกกว่าปกติเพื่อจูงใจ SMEs
  3. การฟอกเขียว (Greenwashing) เมื่อกระแสแรง ธุรกิจบางรายอาจเคลมเกินจริง โดยไม่ได้ลดการปล่อยก๊าซจริง ภาครัฐและผู้บริโภคต้องช่วยกันตรวจสอบ

บทสรุป อนาคตเริ่มที่วันนี้

Thailand Net Zero 2025 ไม่ใช่แค่ชื่อแคมเปญสวยหรู แต่คือ “สัญญาณเตือนภัย” และ “โอกาสครั้งสุดท้าย” ที่ประเทศไทยจะปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ ปี 2025 คือปีแห่งการเริ่มต้นบังคับใช้กฎหมายจริง เก็บภาษีจริง และเปลี่ยนเป้าหมายให้ท้าทายขึ้นเป็น Net Zero 2050

สำหรับผู้อ่านทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจหรือประชาชนทั่วไป การเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในวันนี้ เช่น การเลือกใช้สินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การลดขยะ หรือการหันมาใช้พลังงานสะอาด ไม่ได้ทำเพื่อช่วยโลกเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการช่วย “กระเป๋าสตางค์” และ “สุขภาพ” ของตัวท่านเองให้อยู่รอดได้ในโลกยุคใหม่ที่กติกากำลังเปลี่ยนไป

อนาคตไม่ได้วัดกันที่ใครหาเงินได้มากที่สุด แต่วัดกันที่ใครทิ้งภาระไว้ให้โลกน้อยที่สุด

การลงทุน Data Center ขนาดใหญ่ ถูกยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างความคุ้มค่าของการให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีของไทย กับผลตอบรับต่อประเทศในการสัมมนาประจำปีหัวข้อ “Reimagining Thailand’s Development Model : ก้าวข้ามโลกเก่า ด้วยโมเดลใหม่ในการพัฒนาประเทศ” ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เมื่อวันที่ 17 พ.ย.2568 รวมถึงข้อเสนอการพัฒนาอุตสาหกรรมด้วยโมเดลใหม่

ที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) รายงานว่าการลงทุน Data Center เข้ามาจำนวนมาก โดยช่วงเดือน ม.ค.-ก.ย.2568 มีคำขอรับส่งเสริมการลงทุน ดังนี้

  • กิจการ Data Center มูลค่าลงทุน 603,4621 ล้านบาท รวม 37 โครงการ
  • กิจการ Cloud Service มูลค่าลงทุน 671 ล้านบาท รวม 2 โครงการ

ขณะที่ในช่วงปี 2565-2567 คำขอรับส่งเสริมการลงทุนกิจการ Data Center และ Cloud Service รวม 27 โครงการ มูลค่าลงทุน 290,000 ล้านบาท

ดร.พุทธิพันธุ์ หิรัณยตระกูล นักวิชาการ TDRI กล่าวในหัวข้อ “นโยบายอุตสาหกรรมใ หม่เพื่อสร้างการเติบโต” ว่า นโยบายอุตสาหกรรมใหม่ คือ เครื่องมือสำคัญที่รัฐใช้แทรกแซงตลาดเพื่อยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจและสร้าง Good Jobs 

แต่ไทยต้องมีโมเดลพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่เร่งด่วน เพราะโมเดลเดิมพึ่งทุนต่างชาติและแรงงานราคาถูกไม่เพิ่มขีดความสามารถคนไทยได้ และไม่ตอบโจทย์บริบทเศรษฐกิจโลกยุคใหม่

ทั้งนี้ แม้ไทยลงทุนเติบโตโดย BOI รับส่งเสริมการลงทุนระดับ 1 ล้านล้านบาท ติดต่อกัน 3 ปี แต่คุณภาพชีวิตคนไทยมีคุณภาพชีวิตตกต่ำ และถดถอยจากภาวะ “หนี้ครัวเรือน” พุ่งสูงถึง 86.3% ขณะที่เด็กจบใหม่อายุ 20-24 ปี เป็นกลุ่มหางานยากที่สุด และจำนวน SME ที่อยู่รอดเกิน 3 ปีลดต่อเนื่อง สะท้อนความล้มเหลวของโมเดลการเติบโตเดิมที่ไม่สร้างความเข้มแข็งจากภายใน

รวมทั้งนโยบายอุตสาหกรรมล้มเหลวไม่สร้างคน-ไม่สร้าง SME-ไม่นำนวัตกรรมสู่เชิงพาณิชย์ โดยช่องว่างทางเศรษฐกิจไทยเกิดจากนโยบายอุตสาหกรรมในอดีตที่ไม่สร้างฐานภายในให้แข็งแรง ไทยดึงการลงทุนต่างชาติเป็นฐานการส่งออกได้ แต่เชื่อมโยง SME เข้าห่วงโซ่มูลค่าสูงไม่ได้ โดยระบบทักษะแรงงานไม่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมเป้าหมาย และนวัตกรรมไทยไม่ถูกต่อยอดเชิงพาณิชย์อย่างเป็นระบบ

ทั้งนี้ แม้ไทยยังดึงดูดการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก แต่กิจกรรมมูลค่าสูงกลับไม่เกิดขึ้นในประเทศ เช่น Qualcomm ที่ตั้งบริษัทในไทยเพื่อการตลาด และสนับสนุนเทคนิคเท่านั้น ขณะที่งานวิจัย และพัฒนาชิปกลับทำในเวียดนาม

ขณะเดียวกัน ดัชนีการผลิตในประเทศกลับทรุดตัวอย่างช้าๆ สวนทางกับการนำเข้า-ส่งออกที่พุ่งขึ้นต่อเนื่องจากฐานปี 2018 สัญญาณนี้ชี้ว่าไทยกำลังกลายเป็นเพียง “ทางผ่านสินค้า” โดยไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มมากพอภายในประเทศ

โมเดลเดิมเน้นปริมาณไม่สร้างศักยภาพ

นอกจากนี้ โมเดลเดิมวัดความสำเร็จจากปริมาณผลผลิตในประเทศ และการส่งออก โดยเชื่อว่าเศรษฐกิจมหภาคแข็งแรงจะทำให้ความมั่งคั่งไหลลงสู่ฐานรากเอง แต่ความเหลื่อมล้ำยังสูง และคนไทยไม่มีทักษะดีขึ้นตามการเติบโตเศรษฐกิจ อีกทั้งมาตรการสนับสนุนไม่ตอบโจทย์โลกใหม่ และลดหย่อนภาษีไม่ได้จูงใจลงทุน โดยมาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมหลักยัง “ไม่ทำให้คนไทยเก่งขึ้น” อาทิ

1.อุตสาหกรรมไฮเทค ใช้สิทธิประโยชน์ภาษีเป็นหลัก แต่ไม่สร้างทักษะ และไม่ดึง SME เข้าระบบ 

2.ภาคเกษตร มีการพึ่งการประกันรายได้ และการเยียวยาจนลดแรงจูงใจในการพัฒนาผลิตภาพ 

3.ภาคท่องเที่ยว เน้นการตลาด แต่ยังขาดการยกระดับมาตรฐานแรงงาน

ทั้งนี้ การศึกษาของ รศ.ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบการลดหย่อนภาษีไม่เพิ่มแรงจูงใจลงทุนใหม่อย่างมีนัยสำคัญ และระเบียบโลกใหม่อย่าง Global Minimum Tax 15% จะทำให้ไทยเสียความได้เปรียบด้านภาษี และอาจทำให้รายได้ภาษีไหลออกสู่ต่างประเทศ ดังนั้นไทยต้องเร่งปรับไปสู่โมเดลสร้างคน สร้างนวัตกรรม และสร้างความแข็งแกร่งจากภายใน

ชี้ลงทุนดาต้าเซนเตอร์ได้ไม่คุ้มเสีย

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมักเลือกอุตสาหกรรมใหม่โดยขาดการศึกษาความเป็นไปได้ที่ลึกซึ้ง ทำให้ผลประโยชน์ต่อคนไทยไม่ชัดเจน เช่น 

1.อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) มุ่งเป็นศูนย์กลางผลิต-ส่งออก แต่ไม่มีนโยบายช่วยผู้ผลิตไทยอย่างจริงจัง ขาดการศึกษาความพร้อมของผู้ผลิตชิ้นส่วน 

2.เปิดกาสิโนถูกกฎหมาย แต่ไม่มีการประเมินความคุ้มค่า และผลกระทบด้านลบ ทั้งปัญหาฟอกเงิน และการเสพติดพนัน

ทั้งนี้ หากคิดแบบเดิมต่อให้มีอุตสาหกรรมใหม่อาจ “ได้ไม่คุ้มเสีย” จากกรณีศึกษา Data Center ที่ลงทุนมหาศาล แต่คนไทยได้อะไรจากการลงทุน แม้จะได้รับส่งเสริมการลงทุนสูงสุด 2 ปีซ้อน แต่เงินลงทุนจำนวนมากกำลัง “รั่วไหล” ไปกับการนำเข้าเครื่องจักร และระบบสำคัญ เช่น GPU, ระบบทำความเย็น และอุปกรณ์ความปลอดภัยไซเบอร์

สำหรับการสร้าง Data Center ขนาดใหญ่ 100 MW ลงทุนสูง 33,000 ล้านบาท โดยต้องให้สิทธิประโยชน์มากแต่เงินรั่วไหลไปกับเครื่องจักรนำเข้า โดยมีผู้ดูแลระบบ 50 คน ขณะที่การใช้ไฟฟ้าต่อปี 1,140 GWh ใช้ไฟฟ้าทับกับ 1.3 ล้านคน รวมถึงการใช้น้ำต่อปี 2,550 ล้านลิตร ใช้น้ำเท่ากับ 35,000 คน

“หากไม่มีแผนดึงธุรกิจไทยเข้าสู่อุตสาหกรรมปลายน้ำ เช่น AI หรือระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ ไทยอาจได้ผลประโยชน์ต่ำกว่าคาด และอาจกระทบการใช้ทรัพยากรอุตสาหกรรมอื่นหรือชุมชนรอบข้าง ดังนั้น โมเดลใหม่ต้องสร้างคน สร้างนวัตกรรม และสร้างอุตสาหกรรมจากภายใน”

ดร.พุทธิพันธุ์ กล่าวว่า การพัฒนานโยบายอุตสาหกรรมใหม่ของไทย ไม่ควรมองเพียงความทันสมัยหรือเม็ดเงินลงทุนสูง แต่ต้องพิจารณาว่า ผลประโยชน์จะตกกับคนไทยอย่างไร และจะสร้างระบบเศรษฐกิจที่ยกระดับทักษะ เสริม SME เพิ่มผลิตภาพ ตอบโจทย์โลกใหม่ได้อย่างไร

“โจทย์ของไทยจึงไม่ใช่การไล่ตามอุตสาหกรรมทันสมัยเพียงอย่างเดียว แต่คือ การสร้างความแข็งแกร่งภายใน เพื่อให้การเติบโตในอนาคตเป็นการเติบโตที่คนไทยได้ประโยชน์จริงแท้ และยั่งยืน”

อุตสาหกรรมเดิมเน้นวัดผลด้วยปริมาณ

ดร.นพรุจ จินดาสมบัติเจริญ นักวิชาการ TDRI กล่าวว่า ไทยต้องเร่งปรับทิศทางนโยบายอุตสาหกรรมใหม่ครั้งใหญ่ โดยต้อง “เปลี่ยนเป้าหมาย-ปรับเครื่องมือ-พัฒนากระบวนการ” ให้การพัฒนาเศรษฐกิจนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจริง และทั่วถึงสำหรับประชาชน

รวมทั้งที่ผ่านมาไทยมักใช้นโยบายอุตสาหกรรมที่วัดผลด้วยตัวเลขเชิงปริมาณ เช่น มูลค่าการส่งออก การลงทุนใหม่ หรือจำนวนนักท่องเที่ยว แต่ในโลกยุคใหม่ รัฐควรให้ความสำคัญกับการสร้าง “งานที่ดี” (Good Jobs) เพื่อเพิ่มมูลค่าให้คนไทยโดยตรง

ทั้งนี้ งานที่ดีคือ กลไกสำคัญในการเพิ่มรายได้ และยกระดับโอกาสของคนไทย โดยงานดังกล่าวต้องมีค่าตอบแทนเพียงพอมีความมั่นคง และเป็นบันไดพัฒนาทักษะสูงขึ้น ซึ่งจะกระตุ้นการเติบโตประเทศยั่งยืน เพราะที่ผ่านมาไทยมักใช้มาตรการภาษี เป็นเครื่องมือหลัก แต่ไม่ได้ตอบโจทย์ทุกกลุ่ม โดยเฉพาะ SME ที่จ่ายภาษีน้อย การให้สิทธิประโยชน์จึงไม่จูงใจ

สำหรับกระบวนการทำงานของรัฐมักขาดขั้นตอนสำคัญ ได้แก่ 

1.การวิเคราะห์ความคุ้มค่า (Cost–Benefit) ต้องคำนึงถึงทั้งผลประโยชน์ต่อคนไทย ต้นทุนงบประมาณ และผลกระทบสิ่งแวดล้อม 

2.การติดตาม และประเมินผล (Monitoring & Evaluation) เพื่อให้สามารถปรับปรุงหรือยกเลิกนโยบายที่ไม่เวิร์ก 

3.การบูรณาการหน่วยงานรัฐ-เอกชน เช่น BOI ประสานงานสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) หรือภาคอุตสาหกรรมที่รู้โจทย์จริง

ชงโมเดลทางรอด 3 กลุ่มอุตสาหกรรมใหม่

นอกจากนี้ ข้อเสนอเชิงลึกสำหรับ 3 กลุ่มอุตสาหกรรม แบ่งเป็น 

1.กลุ่มการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในอุตสาหกรรมแผงวงจรพิมพ์ (PCB) และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง โดยไทยขึ้นแท่นท็อป 5 ฐานผลิต PCB โลก ซึ่ง BOI เผยยอดลงทุนแตะ 2 แสนล้านบาท ถือเป็นโอกาสทอง 

แต่อดีตมักดึงลงทุนด้วยการยกเว้นภาษี ซึ่งมีต้นทุนสูง และไม่ยั่งยืน ดังนั้น ควรเน้นพัฒนาแรงงานทักษะสูง ดึงดูดการผลิตมูลค่าสูง เจรจาเงื่อนไขสิทธิประโยชน์ตามการสร้าง Good Job จำกัดการยกเว้นภาษีเฉพาะกรณีจำเป็น โดยมีเป้าหมายให้แรงงานไทยอยู่ในตำแหน่งงานมูลค่าสูงในห่วงโซ่โลก

2.กลุ่มลงทุนภายในประเทศ (DDI) โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงที่มีศักยภาพสูง และเป็นผู้นำโลกด้านการส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยง แต่ที่ผ่านมาเน้นมาตรการภาษีที่เอื้อบริษัทใหญ่เป็นหลัก 

ดังนั้น จึงเสนอให้เพิ่มการส่งเสริมด้านการวิจัย-นวัตกรรม และพัฒนาแบรนด์ไทย หนุน SME เข้าถึงเทคโนโลยีผ่านคูปองนวัตกรรม และการพัฒนาห่วงโซ่วัตถุดิบที่เชื่อมโยงเกษตรกรไทย เพื่อสร้าง Good Jobs และเพิ่มกำไรให้ผู้ประกอบการไทย

3.กลุ่มบริการ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ปัจจุบันไทยเน้นการตลาด แต่ขาดนโยบายด้าน “อุปทาน” เช่น การพัฒนาบุคลากรวิชาชีพ ดังนั้นควรเร่งผลิตบุคลากรด้านสุขภาพเฉพาะทาง เช่น นักกายภาพบำบัด ยกระดับมาตรฐานบริการสุขภาพ วางมาตรการป้องกันบุคลากรภาครัฐไหลออกสู่ภาคเอกชน ซึ่งไทยมีศักยภาพสร้างรายได้ และงานบริการคุณภาพสูงให้คนไทยจำนวนมาก

“คำถามสำคัญไม่ใช่เพียงว่าไทยควรหา Growth Engine ตัวใหม่อะไร แต่ไทยต้องทำอย่างไรให้ได้มาซึ่ง Growth Engine นั้น โดยมีนโยบายอุตสาหกรรมเป็น “แผนที่นำทาง” ที่จะพาประเทศไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่มีงานดี รายได้มั่นคง และคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างทั่วถึง”

Source : กรุงเทพธุรกิจ

เปิด NDC 3.0 สู่เป้า Net Zero เร็วขึ้น 15 ปี ชี้ไทยต้องการเงินช่วยเหลือ 2.3 แสนล้านบาท ในทุกรูปแบบรวม 31 โครงการ ใน 5 สาขา ทั้ง CCS Hub โรงไฟฟ้า SMR ผลิตรถบรรทุกไฟฟ้า 8 หมื่นคัน รถโดยสารระหว่างเมืองไฟฟ้า 5 พันคัน เรือไฟฟ้า 2 พันลำ การใช้ไฮโดรเจนภาคขนส่ง หวังลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเหลือ 152 ล้านตัน ปี 2578

คณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติเห็นชอบ การมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contribution: NDC) ฉบับที่ 2 หรือ NDC 3.0 ของประเทศไทย เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งเป็นกรอบเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะ 10 ปีข้างหน้า (พ.ศ. 257-2578) เพื่อให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ ภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) และความตกลงปารีส (Paris Agreement)

โดย NDC ดังกล่าวจะต้องจัดทำขึ้นทุก ๆ 5 ปี และนำเสนอต่อ UNFCCC ในระหว่างการประชุม COP 30 ซึ่งปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-21 พฤศจิกายน 2025 ที่เมืองเบเล็ง สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล

ตั้งเป้าลด CO2 เหลือ 152 ล้านตัน

แหล่งข่าวจากกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า สาระสำคัญของ NDC 3.0 เป็นการยกระดับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero ) ของไทยให้เร็วขึ้น 15 ปี หรือภายในปี 2593 โดยกำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะปล่อยไม่เกิน 270 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (MtCO2eq) ภายใน 2578 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2562 ที่ปล่อยอยู่ที่ 379.2 MtCO2eq ทำให้ไทยจะต้องลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 109.2 MtCO2eq

แบ่งเป็นการดำเนินการเองในประเทศ 76.4 MtCO2eq หรือสัดส่วนราว 70% และการขอสนับสนุนจากต่างประเทศ 32.8 MtCO2eq หรือสัดส่วนราว 30% ซึ่งจะส่งผลให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิอยู่ที่ 152 MtCO2eq ภายในปี 2578 หรือลดลงราว 47% จากปีฐาน

ไทยเร่ง Net Zero ดึงเงินช่วย 2.3 แสนล้าน เดินหน้า 31 โครงการ ลดคาร์บอนเร็วขึ้น 15 ปี

ส่วนมาตรการในการลดก๊าซเรือนกระจกตามเป้าหมายดังกล่าว จะดำเนินการใน 5 ภาคส่วนหลัก ได้แก่ ภาคพลังงาน เป็นภาคส่วนที่มีปริมาณการปล่อยก๊าซสูงสุด มีเป้าหมายลดการปล่อยจาก 185.2 MtCO2eq ในปี 2562 ให้เหลือ 117.1 MtCO2eq ในปี 2578 ภาคคมนาคมขนส่ง มีเป้าหมายลดการปล่อยจาก 76.8 MtCO2eq ในปี 2562 ให้เหลือ 54.2 MtCO2eq ในปี 2578

ภาคเกษตรกรรม ตั้งเป้าลดการปล่อยจาก 60.5 MtCO2eq ในปี 2562 ให้เหลือ 52.9 MtCO2eq ในปี 2578 ภาคกระบวนทางอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ มีเป้าหมายลดการปล่อยจาก 38.0 MtCO2eq ในปี 2562 ให้เหลือ 33.8 MtCO2eq ในปี 2578 และภาคการจัดการของเสีย ตั้งเป้าลดการปล่อยจาก 18.7 MtCO2eq ในปี 2562 ให้เหลือ 12.0 MtCO2eq ในปี 2578 รวมถึงการเพิ่มการดูดซับเพื่อหักล้างการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิ จากภาคป่าไม้และการใช้ประโยชน์ที่ดิน (LULUCF) จากปี 2562 ดูดซับก๊าซเรือนกระจกอยู่ที่ 92.0 MtCO2eq จะเพิ่มเป็น 118.0 MtCO2eq ในปี 2578

ต้องการ 2.3 แสนล้านหนุน Net Zero

นอกจากนี้ เพื่อให้ประเทศบรรลุเป้าหมายดังกล่าว ในรายงานระบุว่า NDC 3.0 ได้ผนวกแผนการลงทุน ที่มีความสอดคล้องกับมาตรการ/เทคโนโลยีที่ต้องการขอรับสนับสนุนจากต่างประเทศ ในรูปแบบเงินอุดหนุน เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เงินค้ำประกัน และเงินลงทุน รวมจำนวน 31 โครงการ ใน 5 สาขา เนื่องจากต้องพึ่งพาเทคโนโลยีขั้นสูง และยังไม่ได้มีการนำไปใช้อย่างแพร่หลายในเชิงพาณิชย์ โดยประเมินมูลค่าการลงทุนในเทคโนโลยีต่าง ๆ ในช่วงเวลาของการดำเนินงานปี 2573-2578 อยู่ที่ประมาณ 7,047 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2.3 แสนล้านบาท(คำนวณอัตราแลกเปลี่ยนที่ 32.65 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ) จากต้นทุนในการลดก๊าซเรือนกระจกอยู่ในช่วง 0.41-1,353 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เพื่อตอบสนองต่อเป้าหมายในการลดก๊าซเรือนกระจกลงให้ได้อีก 32.80 MtCO2eq ภายในปี 2578

ทั้งนี้ เป็นในส่วนของภาคพลังงาน รวม 1,077.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จำนวน 8 โครงการ ได้แก่ ศูนย์กลางดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS/CCS Hub) อ่าวไทยตอนบน ต้องการเงินสนับสนุน 454.70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีศักยภาพการกักเก็บที่ 8 MtCO2eq

โรงไฟฟ้าเครื่องปฏิกรณ์โมดูลาร์ขนาดเล็ก (SMR/MMR) ต้องการเงินสนับสนุน 25.43 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีศักยภาพลดปล่อยคาร์บอนที่ 2 MtCO2eq โรงไฟฟ้าที่ใช้แอมโมเนีย (NH3) ผสมร่วมกับเชื้อเพลิง ต้องการเงินสนับสนุน 250.00 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีศักยภาพการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก 2 MtCO2eq โรงไฟฟ้าที่ใช้ไฮโดรเจน (H2) ผสมร่วมกับเชื้อเพลิง ต้องการเงินสนับสนุน 112.50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีศักยภาพลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก 0.5 MtCO2eq

การผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ด้วยกระบวนการ Fischer-Tropsch (SPK) (แผนระยะยาว) ต้องการเงินสนับสนุน 81.79 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีศักยภาพลดปล่อยคาร์บอนได้ 1 MtCO2eq การผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) จากแอลกอฮอล์เป็นเชื้อเพลิงเครื่องบิน (แผนระยะสั้นถึงระยะยาว) ต้องการสนับสนุน 31.35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีศักยภาพลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกราว 0.5 MtCO2eq

รวมถึงการยุติการดำเนินงานโรงไฟฟ้าถ่านหินก่อนกำหนด ต้องการเงินสนับสนุน 66.44 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่จะช่วยลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ราว 6 MtCO2eq และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ต้องการเงินสนับสนุน 55.69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมีส่วนช่วยในการสนับสนุนความเสถียรของระบบส่งไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน

ดันรถบรรทุกไฟฟ้า 8 หมื่นคัน

ขณะที่ภาคการขนส่ง จะเน้นไปที่การใช้พลังงานไฟฟ้าและไฮโดรเจนสำหรับยานยนต์ขนาดใหญ่ จำนวน 7 โครงการ ได้แก่ เรือบรรทุกสินค้าไฮโดรเจน (ขนาด Handy Size) ต้องการเงินสนับสนุน 0.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีศักยภาพช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือน กระจกได้ 0.3 MtCO2eq

การส่งเสริมรถบรรทุกไฮโดรเจน ต้องการเงินสนับสนุน 888.02 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีศักยภาพลดก๊าซเรือนกระจก 0.9 MtCO2eq การส่งเสริมเรือนเฟอร์ร่ีและเรือสำราญโดยสารไฮโดรเจน ต้องการเงินสนับสนุน 0.18 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีศักยภาพลดก๊าซเรือนกระจก 0.3 MtCO2eq

การผลิตรถบรรทุกไฟฟ้า จำนวน 80,000 คัน ต้องการเงินสนับสนุน 923.95 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีศักยภาพลดก๊าซเรือนกระจกที่ 1.20 MtCO2eq การผลิตรถโดยสารระหว่างเมืองไฟฟ้า จำนวน 5,000 คัน ต้องการเงินสนับสนุน 1,679.92 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีศักยภาพลดก๊าซเรือนกระจกที่ 1.8 MtCO2eq

การส่งเสริมใช้รถไฟพลังงานไฮโดรเจน ต้องการเงินสนับสนุน 320.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีศักยภาพลดก๊าซเรือนกระจก 0.6 MtCO2eq และการผลิตเรือไฟฟ้า จำนวน 2,000 ลำ ต้องการเงินสนับสนุน 1,218.52 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีศักยภาพลดก๊าซเรือนกระจก 0.9 MtCO2eq

กักเก็บ CO2 ในอุตสาหกรรมซีเมนต์

ส่วนภาคกระบวนทางอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ (IPPU) มุ่งเน้นไปที่การดักจับคาร์บอนและวัสดุทางเลือก จำนวน 6 โครงการ ได้แก่ ศูนย์กลางดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS Hub) ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ต้องการเงินสนับสนุน 113.93 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีศักยภาพลดก๊าซเรือนกระจก 0.81 MtCO2eq

การดักจับและใช้ประโยชน์จากคาร์บอน (CCU) เงินสนับสนุน 29.52 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีศักยภาพลดก๊าซเรือนกระจก 0.27 2.7 MtCO2eq การผลิตปูนซีเมนต์ Limestone Calcine Clay (LC3) ต้องการเงินสนับสนุน 18.33 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีศักยภาพลดก๊าซเรือนกระจก 0.41 MtCO2eq

การดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ในอุตสาหกรรมซีเมนต์ ต้องการเงินสนับสนุน 246.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีศักยภาพลดก๊าซเรือนกระจก 0.54 MtCO2eq การใช้เทคโนโลยีการทำลายสารทำความเย็น ต้องการเงินสนับสนุน 0.26 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีศักยภาพลดก๊าซเรือนกระจก 0.27 MtCO2eq และการใช้สารทำความเย็น (R-600a) และ(R-290) ต้องการเงินสนับสนุน 238.22 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีศักยภาพลดก๊าซเรือนกระจก 0.41 MtCO2eq

หนุนการทำนาเปียกสลับแห้ง

อีกทั้ง ภาคการเกษตร ที่เน้นการจัดการน้ำและลดการปล่อยมีเทน จำนวน 6 โครงการ ได้แก่ การจัดการฟางและตอซังข้าวแบบทางเลือก (ไม่เผา) ต้องการเงินสนับสนุน 45 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีศักยภาพลดก๊าซเรือนกระจก 0.7 MtCO2eq

การจัดการน้ำทำนาแบบเปียกสลับแห้ง (AWD) ต้องการเงินสนับสนุน 20.37 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีศักยภาพลดก๊าซเรือนกระจก 1.79 MtCO2eq การผลิตไบโอชาร์ (Biochar) ต้องการเงินสนับสนุน 1.60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีศักยภาพลดก๊าซเรือนกระจก 2.86 หมื่นตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

การปรับปรุงอาหารสัตว์ ต้องการเงินสนับสนุน 44 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีศักยภาพลดก๊าซเรือนกระจก 4.70 หมื่นตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า การจัดการธาตุอาหารเฉพาะพื้นที่ (Site-Specific Nutrient Management) ต้องการเงินสนับสนุน 7.90 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ศักยภาพลดก๊าซเรือนกระจก 4.19 พันตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และการปรับระดับพื้นที่นาด้วยแสงเลเซอร์ (LLL) ต้องการเงินสนับสนุน 57.86 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการช่วยทางอ้อมในการสนับสนุนเทคโนโลยี AWD

รวมถึงภาคการจัดการของเสีย จะเน้นไปที่การใช้ประโยชน์จากของเสียและการรีไซเคิล จำนวน 4 โครงการ ได้แก่ การดักจับและใช้ประโยชน์ก๊าซจากหลุมฝังกลบ ต้องการเงินสนับสนุน 55.62 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีศักยภาพลดก๊าซเรือนกระจก 1 MtCO2eq

การทำปุ๋ยหมักจากของเสียอินทรีย์และการแปรรูปแบบกระจายศูนย์ ต้องการเงินสนับสนุน 29.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีศักยภาพลดก๊าซเรือนกระจก 0.5 MtCO2eq  และโรงคัดแยกวัสดุ (MRFs) พร้อมเทคโนโลยีการคัดแยกขั้นสูง ร่วมกับเทคโนโลยีการรีไซเคิลพลาสติก ต้องการเงินสนับสนุนรวม 29.86 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีศักยภาพลดก๊าซเรือนกระจก 0.10 MtCO2eq

Source : ฐานเศรษฐกิจ

สภาผู้บริโภค ยื่นฟ้องคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ต่อศาลปกครอง ยกเลิกเงินกินเปล่า สาเหตุ ค่าไฟแพง ทำประชาชนแบกภาระปีละกว่า 34,000 ล้านบาท

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 สภาผู้บริโภค ยื่นฟ้องคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ต่อศาลปกครองกลาง เพื่อให้เพิกถอนประกาศ กกพ. ที่เกี่ยวข้องกับหลักเกณฑ์การกำหนดอัตราค่าไฟฟ้า การกำหนดส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้าหรือแอดเดอร์ จากไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายจากนโยบายของภาครัฐ (Policy Expense หรือ PE) ที่นำไปรวมอยู่ในบิลค่าไฟของประชาชนที่ต้องจ่ายทุกเดือนในรูปแบบของค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่า Ft) ส่งผลให้ประชาชนต้องจ่าย ค่าไฟแพง กว่าต้นทุนจริง โดยเป็นภาระรวมกว่า 34,000 ล้านบาทต่อปี โดยการฟ้องครั้งนี้สะท้อนความพยายามของสภาผู้บริโภคในการผลักดัน “ความเป็นธรรมด้านพลังงาน” และทวงคืนโครงสร้างค่าไฟที่โปร่งใส เป็นธรรม และไม่เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มผู้ผลิตเกินควร

หยุด ค่าไฟแพง! ร้องศาลปกครอง ยกเลิก “กินเปล่า” : บุญยืน ศิริธรรม

บุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า การยื่นฟ้องในวันนี้เป็น “ทางเลือกสุดท้าย” หลังจากสภาผู้บริโภคได้ทำหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกระดับแล้ว แต่ไม่ได้รับการตอบสนอง ทั้งยังมีการปล่อยให้จัดเก็บอัตราค่าไฟฟ้าส่วนเพิ่มที่รัฐจ่ายให้กับผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน หรือ ค่าแอดเดอร์ (Adder) ต่อเนื่องจนเป็นภาระต่อผู้บริโภคทั้งประเทศ

หากยกเลิกค่าแอดเดอร์ จะช่วยลดความจำเป็นในการขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่า Ft) ได้ทันที และทำให้ค่าไฟฟ้าต่อครัวเรือนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมย้ำว่าความตั้งใจในการฟ้องคือเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและให้ศาลตรวจสอบว่าการจัดเก็บเงินส่วนนี้ยังสอดคล้องกับกฎหมายหรือไม่

“ค่าแอดเดอร์ที่เรียกเก็บ 17 สตางค์ต่อหน่วย อาจดูไม่มาก แต่เมื่อนำไปรวมทั้งประเทศ กลายเป็นเงินปีละกว่า 34,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินที่ประชาชนต้องจ่ายทั้งที่ไม่ใช่ต้นทุนจริง เราเรียกกันตรง ๆ ว่า ‘เงินกินเปล่า’ เราไม่อยากพึ่งศาลเป็นทางเลือกแรก แต่ในประเทศนี้ไม่มีที่พึ่งใดให้ผู้บริโภคไปได้มากกว่านี้แล้ว จึงต้องขอความเป็นธรรมจากศาลปกครอง เพื่อให้คนไทยไม่ต้องจ่ายค่าไฟที่ไม่เป็นธรรมอีกต่อไป” บุญยืน ระบุ

ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคจะเดินหน้าผลักดันการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าให้เป็นธรรม ควบคู่กับการเฝ้าระวังนโยบายพลังงานที่อาจเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มผู้ประกอบการจนกระทบผู้บริโภค โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือ ค่าไฟที่สะท้อนต้นทุนจริง โปร่งใส และเป็นธรรมต่อประชาชนทั้งประเทศ

หยุด ค่าไฟแพง! ร้องศาลปกครอง ยกเลิก “กินเปล่า” : รสนา โตสิตระกูล

ด้านรสนา โตสิตระกูล ประธานคณะอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค ย้ำว่า จุดประสงค์หลักของการฟ้องในครั้งนี้คือการขอให้พิจารณาโครงสร้างค่าไฟฟ้าที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนปัจจุบัน โดยเฉพาะค่าแอดเดอร์ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2550 เพื่อต้องการสนับสนุนพลังงานแสงอาทิตย์ในยุคนั้น ซึ่งเป็นมาตรการกระตุ้นชั่วคราว แต่กลับถูกต่ออายุโดยอัตโนมัติมาตลอดจนแทบเป็นนโยบายถาวร

รสนา ตั้งคำถามว่า ในปี 2550 ต้นทุนพลังงานแสงอาทิตย์แพง รัฐจึงให้แรงจูงใจเพิ่มอีก 8 บาทต่อหน่วย แต่ปัจจุบันต้นทุนผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ถูกลงมาก บางประเทศประมูลได้แค่ 1.3 สตางค์ต่อหน่วย แล้วเหตุใดคนไทยยังต้องซื้อไฟ 11 บาทต่อหน่วย

ประธานคณะอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ ย้ำว่า ค่าใช้จ่ายภาครัฐ หรือค่า PE ไม่ควรถูกผลักภาระให้ประชาชนอีก เพราะภาคเอกชนได้รับสิทธิประโยชน์ไปนานถึง 18 ปีแล้ว แต่กลับไม่มีการทบทวน ทั้งที่ กกพ. เคยเสนอว่าการยกเลิกค่าแอดเดอร์สามารถลดค่าไฟได้ทันที 17 สตางค์ต่อหน่วย

“ความเป็นธรรมต้องเกิดขึ้นกับทั้งฝั่งผู้ผลิตและผู้บริโภค แต่ที่ผ่านมา ภาระทั้งหมดถูกโยนให้ประชาชน จึงถึงเวลาที่ศาลจะต้องตรวจสอบว่าเรายังจำเป็นต้องจ่ายเงินจำนวนหลายหมื่นล้านบาทต่อปีหรือไม่ ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคคาดหวังว่าศาลจะมีคำสั่งก่อนรอบการปรับค่า Ft เดือนมกราคม 2569 เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องเผชิญภาระค่าไฟที่สูงขึ้นอีก”

หยุด ค่าไฟแพง! ร้องศาลปกครอง ยกเลิก “กินเปล่า” : ส.รัตนมณี พลกล้า

ทางด้าน ส.รัตนมณี พลกล้า ทนายความผู้รับผิดชอบคดี เปิดเผยถึงขั้นตอนทางกฎหมายว่า ขณะนี้ศาลได้ลงรับคำฟ้องเป็นคดีหมายเลขดำที 2526/2568 แล้ว และจะพิจารณาว่าเรื่องนี้อยู่ในอำนาจการพิจารณาของศาลปกครองหรือไม่ ซึ่งโดยหลักการแล้ว สภาผู้บริโภคมีสถานะเป็นผู้มีอำนาจฟ้องในคดีที่เกี่ยวกับสิทธิผู้บริโภคโดยตรง โดยกระบวนการหลังจากนี้ ศาลจะใช้เวลาราว 1 – 2 เดือนเพื่อพิจารณารับฟ้อง จากนั้นศาลจะส่งสำเนาคำฟ้องให้หน่วยงานที่ถูกฟ้องเพื่อยื่นคำชี้แจงภายใน 30 วัน ก่อนเข้าสู่กระบวนการไต่สวนข้อเท็จจริงและพิจารณาคดีตามขั้นตอน

“นี่เป็นคดีสำคัญต่อสังคม เพราะเกี่ยวข้องกับโครงสร้างราคาไฟฟ้าของประเทศ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชนทุกคน เราหวังว่าศาลปกครองจะให้ความเป็นธรรมและช่วยลดภาระค่าไฟของประชาชนได้อย่างแท้จริง” ส.รัตนมณี กล่าวทิ้งท้าย

Source : สภาองค์กรของผู้บริโภค

COP30 ที่บาเลง ประเทศบราซิล ได้เปิดตัว “แผนปฏิบัติการเบเลมด้านสุขภาพ” (Belém Health Action Plan) ซึ่งถือเป็นเอกสารการปรับตัวด้านสภาพภูมิอากาศระหว่างประเทศฉบับแรกที่มุ่งเน้นไปที่ภาคส่วนสุขภาพโดยเฉพาะ แผนดังกล่าวนี้ได้กำหนดแนวทางการดำเนินการเพื่อให้ประเทศต่างๆ สามารถรับมือกับผลกระทบที่เป็นรูปธรรมของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งก่อให้เกิดความเสี่ยงอย่างยิ่งต่อประชากรกลุ่มเปราะบาง

สุขภาพคือวาระสำคัญของ COP30

ตามการระบุของประธาน COP30 แผนปฏิบัติการเบเลมได้วางตำแหน่งให้บราซิลอยู่แถวหน้าของการหารือระดับโลกด้านสุขภาพและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

อนา โทนี (Ana Toni) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ COP30 กล่าวว่า ในบราซิลมีระบบสุขภาพถ้วนหน้า Sistema Único de Saúde (SUS) หรือ Unified Health System และการนำ SUS มาสู่แกนกลางของ COP เป็นการยกระดับสุขภาพให้เป็นประเด็นที่มีความสำคัญ

“เรามี 80 ประเทศและพันธมิตรระหว่างประเทศเข้าร่วมในแผนปฏิบัติการนี้แล้ว ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการก้าวไปสู่ขั้นตอนใหม่”

อเล็กซานเดร พาดิลฮา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของบราซิล เน้นย้ำว่าประธานาธิบดีลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ได้มอบหมายภารกิจให้บราซิลทำให้ COP30 เป็นการประชุมแห่งการปฏิบัติและการยืนยันความเป็นจริง

“คำตอบของบราซิลนั้นชัดเจน ถึงเวลาต้องเปลี่ยนจากการไตร่ตรองไปสู่การดำเนินการร่วมกัน เมื่อต้องเผชิญกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว รัฐบาลและนโยบายสาธารณะไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องปรับตัวและเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”

COP30 เปิดตัว “แผนสุขภาพ” ครั้งแรกของโลก ทุ่ม 300 ล้านดอลลาร์ เกราะรับโลกร้อน

3 เสาหลักเพื่อระบบสุขภาพที่ยืดหยุ่น

แผนปฏิบัติการเบเลมด้านสุขภาพมีโครงสร้างหลักรอบ 3 แนวทางการดำเนินการที่เชื่อมโยงถึงกัน โดยมีหลักการสำคัญในการชี้นำคือความเท่าเทียมด้านสุขภาพ, ความยุติธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ, และธรรมาภิบาลแบบมีส่วนร่วม

3 เสาหลักเหล่านี้ประกอบด้วย

  1. การเฝ้าระวังและการติดตาม (Surveillance and monitoring)
  2. นโยบาย, กลยุทธ์, และการเสริมสร้างขีดความสามารถที่อิงตามหลักฐาน (Evidence-based policies, strategies, and capacity strengthening)
  3. นวัตกรรม, การผลิต, และสุขภาพดิจิทัล (Innovation, production, and digital health)

การดำเนินงานจะได้รับการประสานงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อการดำเนินการปฏิรูปด้านสภาพภูมิอากาศและสุขภาพ (ATACH) ภายใต้การดูแลขององค์การอนามัยโลก (WHO)

COP30 เปิดตัว “แผนสุขภาพ” ครั้งแรกของโลก ทุ่ม 300 ล้านดอลลาร์ เกราะรับโลกร้อน

ความเร่งด่วนของการปรับตัว

ทีโดรส อัดฮานอม ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (WHO) ยืนยันว่า วิกฤติสภาพภูมิอากาศคือวิกฤตสุขภาพ” ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบสุขภาพของประเทศต่างๆ เขากล่าวในข้อความวิดีโอว่า แผนการของรัฐบาลบราซิลนี้คือ “หนทางข้างหน้า

จาร์บาส บาร์โบซา ผู้อำนวยการองค์การอนามัยแพนอเมริกัน (PAHO) เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจ นับตั้งแต่ทศวรรษ 1990 อุณหภูมิความร้อนเพิ่มขึ้น 20% และมีผู้เสียชีวิตถึง 550,000 คนในแต่ละปีเนื่องจากความร้อนจัด

“แผนปฏิบัติการเบเลมเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญ ทำหน้าที่เป็นแนวทาง ด้วยสิ่งนี้ เราสามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่างๆ เช่น ทอร์นาโด, ไซโคลน, และเหตุการณ์ที่คล้ายกันได้”

ไซมอน สตีลเลขาธิการบริหารของกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) สรุปว่า แผนสุขภาพเบเลมได้มอบรากฐานให้แก่เราแล้ว จากนี้ไป เราต้องการความพยายามที่ประสานงานกัน, มีการจัดระเบียบ, และมีเงินทุนสนับสนุนอย่างดีเพื่อนำนโยบายเหล่านี้ไปปฏิบัติ

COP30 เปิดตัว “แผนสุขภาพ” ครั้งแรกของโลก ทุ่ม 300 ล้านดอลลาร์ เกราะรับโลกร้อน

เงินทุนเริ่มต้น $300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

เพื่อสนับสนุนการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการ คณะทำงานพันธมิตรผู้ให้ทุนด้านสภาพภูมิอากาศและสุขภาพ (Climate and Health Funders Coalition) ได้ประกาศการลงทุนเริ่มต้นจำนวน 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อสนับสนุนความมุ่งมั่นระหว่างประเทศ โดยเครือข่ายเครือข่ายผู้ให้ทุนกว่า 35 องค์กร เช่น Bloomberg, Gates Foundation, IKEA Foundation, Rockefeller, Wellcome, Temasek เป็นต้น

เงินทุนในระยะแรกจะมุ่งเน้นไปที่การเร่งรัดการแก้ปัญหา, นวัตกรรม, นโยบาย, และการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ

  • ความร้อนจัด (Extreme heat)
  • มลพิษทางอากาศ (Air pollution)
  • โรคติดเชื้อที่อ่อนไหวต่อสภาพภูมิอากาศ (Climate-sensitive infectious diseases)

การปรับตัวรับมือสภาพภูมิอากาศฉบับแรกที่เน้นสุขภาพโดยเฉพาะ เพื่อสร้างระบบที่ยืดหยุ่น โดยมีพันธมิตรให้เงินทุนเริ่มต้น แผนนี้ถูกยกให้เป็นวาระสำคัญใน COP30 เพื่อเปลี่ยนจากการไตร่ตรองไปสู่การ ปฏิบัติการร่วมกันในการรับมือภัยพิบัติและความเสี่ยงด้านสุขภาพที่เกิดจากวิกฤติสภาพภูมิอากาศ

ที่มารูป: COP30 Brasil Amazônia
ที่มา : COP30
Source : กรุงเทพธุรกิจ