ในยุคที่วิกฤตการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทวีความรุนแรงขึ้น การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) สู่ชั้นบรรยากาศจึงกลายเป็นภารกิจเร่งด่วนของทุกประเทศทั่วโลก เพื่อให้บรรลุเป้าหมายสำคัญ คือ ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในช่วงเวลาที่กำหนด

นอกเหนือจากการเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียนและปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานแล้ว ยังมี “พระเอก” อีกตัวที่กำลังได้รับความสนใจและถูกผลักดันอย่างจริงจังในระดับโลก นั่นคือเทคโนโลยี CCUS หรือ Carbon Capture Utilization and Storage ซึ่งเปรียบเสมือนทางลัดที่มีศักยภาพในการจัดการกับคาร์บอนที่ถูกปล่อยออกมาจากภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ยากต่อการลดการปล่อย (Hard-to-abate sectors) ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

1. CCUS คืออะไร และทำงานอย่างไร

CCUS คือกลุ่มเทคโนโลยีและกระบวนการที่ทำงานร่วมกัน 3 ขั้นตอนหลัก เพื่อดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากแหล่งกำเนิดหรือจากอากาศโดยตรง นำไปใช้ประโยชน์ หรือกักเก็บไว้อย่างถาวร เพื่อไม่ให้ก๊าซเรือนกระจกเหล่านี้กลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลก

องค์ประกอบหลักคำอธิบายบทบาทสำคัญ
Carbon Capture (การดักจับ)กระบวนการแยกก๊าซ CO₂ ออกจากก๊าซไอเสียที่ปล่อยจากโรงงานอุตสาหกรรม หรือดักจับจากอากาศโดยตรง (Direct Air Capture: DAC)หัวใจของเทคโนโลยี ดักจับ CO₂ ก่อนถูกปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศ
Utilization (การใช้ประโยชน์)การนำ CO₂ ที่ถูกดักจับมาใช้เป็นวัตถุดิบในกระบวนการผลิตต่างๆ หรือเปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ CO₂ ลดปริมาณก๊าซที่จะต้องนำไปกักเก็บ
Storage (การกักเก็บ)การขนส่ง CO₂ ที่ถูกบีบอัดจนเป็นของเหลวไปกักเก็บไว้ในชั้นหินใต้ดินอย่างถาวร (Geological Storage) ในระดับความลึกที่เหมาะสมเป็นวิธีการลด CO₂ ระยะยาว ป้องกันการรั่วไหลกลับสู่บรรยากาศ

หลักการทำงานเบื้องต้น

  1. ดักจับ (Capture) ดักจับ CO₂ ที่แหล่งกำเนิด เช่น โรงไฟฟ้าพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิล โรงงานปูนซีเมนต์ โรงงานเหล็ก โดยใช้สารละลายเคมีหรือวิธีการทางกายภาพที่เหมาะสม
  2. ขนส่ง (Transport) CO₂ ที่ถูกดักจับจะถูกบีบอัดให้อยู่ในสภาพของเหลวเพื่อลดปริมาตร และขนส่งผ่านท่อส่งเฉพาะ (Pipeline) เรือ หรือรถบรรทุกไปยังปลายทาง
  3. ใช้ประโยชน์ (Utilization) หรือ กักเก็บ (Storage) ที่ปลายทาง CO₂ จะถูกแบ่งออกเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมต่างๆ หรือถูกอัดลงไปกักเก็บในชั้นหินใต้ดินที่เป็นรูพรุนอย่างถาวร

2. เทคโนโลยีการดักจับคาร์บอน (Carbon Capture Technologies)

การดักจับคาร์บอนเป็นขั้นตอนที่มีความซับซ้อนและใช้พลังงานสูง โดยมีเทคโนโลยีหลักๆ ที่ถูกนำมาใช้และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ตารางเปรียบเทียบเทคโนโลยีการดักจับคาร์บอนหลัก

เทคโนโลยีหลักการทำงานเหมาะสำหรับ
Post-Combustion Captureดักจับ CO₂ จากก๊าซไอเสียหลังจากการเผาไหม้ โดยใช้สารละลายดูดซับ (Solvents) เช่น สาร Amineโรงไฟฟ้าถ่านหินและก๊าซธรรมชาติที่มีอยู่เดิม และโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ
Pre-Combustion Captureดักจับ CO₂ ก่อนการเผาไหม้ โดยการเปลี่ยนเชื้อเพลิงให้เป็นก๊าซสังเคราะห์ (Syngas) ที่มี CO₂ และ H₂ เป็นส่วนประกอบหลัก แล้วแยก CO₂ ออกโรงไฟฟ้าที่ใช้เทคโนโลยี Integrated Gasification Combined Cycle (IGCC) หรือการผลิตไฮโดรเจน
Oxyfuel Combustion Captureเผาไหม้เชื้อเพลิงด้วยออกซิเจนบริสุทธิ์แทนอากาศ ทำให้ได้ก๊าซไอเสียที่มี CO₂ เข้มข้นสูงและง่ายต่อการดักจับโรงไฟฟ้าและโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นใหม่
Direct Air Capture (DAC)ดักจับ CO₂ โดยตรงจากอากาศในชั้นบรรยากาศ โดยไม่ขึ้นอยู่กับแหล่งกำเนิดการจัดการ CO₂ ที่ปล่อยจากแหล่งกระจาย (Diffuse Sources) และการสร้างสมดุลคาร์บอนสุทธิเป็นลบ

3. การใช้ประโยชน์คาร์บอน (Carbon Utilization)

การเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นของเสียให้เป็น “ทรัพยากร” เป็นแนวคิดที่น่าสนใจและช่วยส่งเสริมความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ของ CCUS โดยมีแนวทางการนำไปใช้ประโยชน์ที่หลากหลาย (Carbon Capture and Utilization: CCU)

  • Enhanced Oil Recovery (EOR) การฉีด CO₂ ลงไปในแหล่งกักเก็บน้ำมันที่ใกล้หมด เพื่อเพิ่มความดันและผลักดันน้ำมันที่เหลืออยู่ให้ไหลออกมา วิธีนี้เป็นวิธีการใช้ประโยชน์ CO₂ ที่มีมายาวนานและเป็นที่ยอมรับ
  • การผลิตเชื้อเพลิงสังเคราะห์ (Synthetic Fuels) นำ CO₂ ไปทำปฏิกิริยากับไฮโดรเจนที่ได้จากพลังงานหมุนเวียน (Green Hydrogen) เพื่อผลิตเชื้อเพลิงเหลว เช่น เชื้อเพลิงอากาศยานที่ยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) หรือเมทานอล
  • อุตสาหกรรมเคมีและวัสดุก่อสร้าง ใช้ CO₂ เป็นวัตถุดิบในการผลิตสารเคมี เช่น ยูเรีย โพลิเมอร์ หรือใช้ในกระบวนการบ่มคอนกรีตเพื่อเพิ่มความแข็งแรงและกักเก็บคาร์บอนไว้ในวัสดุ
  • การเกษตรและอาหาร ใช้ CO₂ ในการควบคุมบรรยากาศในเรือนกระจกเพื่อเพิ่มผลผลิตพืช หรือใช้ในการผลิตเครื่องดื่มอัดลม (Carbonation)

4. การกักเก็บคาร์บอนอย่างปลอดภัย (Carbon Storage)

ขั้นตอนสุดท้ายและสำคัญที่สุดของ CCUS คือการกักเก็บ CO₂ อย่างปลอดภัยและถาวร เพื่อป้องกันไม่ให้รั่วไหลกลับสู่บรรยากาศ

  • การกักเก็บในชั้นธรณี (Geological Storage) เป็นวิธีการที่ถูกยอมรับและมีศักยภาพในการกักเก็บปริมาณมากที่สุด โดย CO₂ จะถูกอัดและฉีดลงไปในชั้นหินใต้ดินที่เป็นรูพรุนและมีความลึกมากกว่า 800 เมตร ซึ่งถูกปิดทับด้วยชั้นหินเนื้อแน่น (Cap Rock) ที่ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันการรั่วไหล
    • แหล่งกักเก็บที่เป็นไปได้
      • แหล่งกักเก็บปิโตรเลียมที่หมดแล้ว (Depleted Oil and Gas Reservoirs)
      • ชั้นหินที่กักเก็บน้ำเกลือลึก (Deep Saline Aquifers)
      • ชั้นหินบะซอลต์และถ่านหินที่ไม่สามารถขุดได้ (Basalt and Unmineable Coal Seams)
  • ความปลอดภัยและการติดตาม โครงการ CCUS จะต้องมีการประเมินพื้นที่อย่างละเอียด มีการติดตามและตรวจสอบการรั่วไหลของ CO₂ อย่างเข้มงวดตลอดระยะเวลาการดำเนินการและภายหลังการปิดแหล่งกักเก็บ เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยและประสิทธิภาพการกักเก็บในระยะยาว

5. ประโยชน์และความสำคัญของ CCUS ต่อการลดโลกร้อน

CCUS ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีทางเลือก แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่มีบทบาทขาดไม่ได้ในการต่อสู้กับวิกฤตสภาพภูมิอากาศโลก เนื่องจากมีข้อดีที่เทคโนโลยีอื่นยังไม่สามารถทดแทนได้อย่างสมบูรณ์

  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคอุตสาหกรรมหนัก CCUS ช่วยให้โรงงานที่ปล่อย CO₂ ปริมาณมาก เช่น โรงไฟฟ้า โรงงานปูนซีเมนต์ และโรงงานเหล็ก ยังคงสามารถดำเนินการต่อไปได้ ภายใต้กรอบการลดการปล่อยสู่เป้าหมาย Net Zero
  • เพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน ช่วยยืดอายุการใช้งานของโรงไฟฟ้าพลังงานฟอสซิลบางประเภท ในขณะที่กำลังมีการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ทำให้ประเทศมีทางเลือกในการผลิตไฟฟ้าที่มั่นคงและลดการพึ่งพาแหล่งพลังงานภายนอก
  • การผลิตไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำ CCUS เป็นส่วนสำคัญในการผลิต “ไฮโดรเจนสีฟ้า” (Blue Hydrogen) ซึ่งเป็นไฮโดรเจนที่ผลิตจากก๊าซธรรมชาติ แต่มีการดักจับและกักเก็บ CO₂ ที่ปล่อยออกมา ทำให้ได้เชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำที่ต้นทุนการผลิตต่ำ
  • สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ การนำ CO₂ กลับมาใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมต่างๆ ช่วยสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

6. ความท้าทายและการขับเคลื่อน CCUS ในประเทศไทย

แม้ว่า CCUS จะมีศักยภาพสูง แต่การนำมาปรับใช้จริงก็ยังต้องเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ทั้งในระดับโลกและในประเทศไทย

ความท้าทายหลักแนวทางการรับมือและการขับเคลื่อนในไทย
ต้นทุนการดำเนินงานสูงการสนับสนุนด้านเงินทุนจากภาครัฐ มาตรการจูงใจทางภาษี การพัฒนาเทคโนโลยีในประเทศเพื่อลดต้นทุน
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการลงทุนในการสร้างท่อส่ง CO₂ และการพัฒนาแหล่งกักเก็บที่มีศักยภาพ (เช่น ในอ่าวไทยและพื้นที่บนบก)
กรอบกฎหมายและข้อบังคับการออกกฎหมายที่ชัดเจนเกี่ยวกับการกักเก็บ CO₂ สิทธิในการใช้พื้นที่ และความรับผิดชอบในระยะยาว
การยอมรับจากสาธารณะการสื่อสารข้อมูลอย่างโปร่งใสเกี่ยวกับความปลอดภัยของแหล่งกักเก็บ และประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับ

ความคืบหน้าในประเทศไทย

ประเทศไทยได้มีการตื่นตัวและเริ่มผลักดันเทคโนโลยี CCUS อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มบริษัทพลังงานขนาดใหญ่ มีการศึกษาสำรวจศักยภาพแหล่งกักเก็บ CO₂ ในพื้นที่อ่าวไทยและพื้นที่อื่นๆ และมีการลงนามความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเพื่อเร่งการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ เพื่อให้ CCUS เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะช่วยให้ไทยบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutrality ภายในปี พ.ศ. 2593 และ Net Zero Emissions ภายในปี พ.ศ. 2608 ตามที่ได้ประกาศไว้

บทสรุป

เทคโนโลยี CCUS เป็นความหวังสำคัญและเป็นเครื่องมือที่ขาดไม่ได้ในการสร้างอนาคตพลังงานที่ยั่งยืนและลดวิกฤตโลกร้อนอย่างแท้จริง การผสมผสานระหว่างการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอนอย่างชาญฉลาด จะช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้อย่างราบรื่น และเป็นกุญแจสำคัญที่ปลดล็อกโอกาสใหม่ๆ ในการสร้างมูลค่าจากสิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็น “ของเสีย” บทบาทของ CCUS จึงไม่ใช่เพียงแค่การลดมลพิษ แต่คือการสร้างเส้นทางใหม่ที่สมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจกับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมโลกของเรา

รายงานระบุว่า กลุ่มล็อบบี้ยิสต์เชื้อเพลิงฟอสซิลที่เข้าร่วมการประชุม COP30 มีจำนวนมากกว่าคณะผู้แทนประเทศทั้งหมด หวั่นกระทบความน่าเชื่อถือ

Kick Big Polluters Out กลุ่มนักเคลื่อนไหวต่อต้านผู้ก่อมลพิษรายใหญ่ มีรายงานว่า จากจำนวนผู้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดด้านสภาพอากาศของสหประชาชาติในปี 2568 หรือ COP30 นั้น มี 1 ใน 25 คนเป็นนักล็อบบี้ยิสต์ด้านเชื้อเพลิงฟอสซิล รวมแล้วราว 1,600 คน ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมการเจรจา 

จำนวนของล็อบบี้ยิสต์ดังกล่าว ทำให้เกิดคำถามสำคัญเกี่ยวกับการเข้าครอบงำและความน่าเชื่อถือของการเจรจา เนื่องจากอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล นับว่ามีประวัติยาวนานในการเผยแพร่ข้อมูลเท็จและข้อมูลที่บิดเบือนเพื่อขวางการดำเนินการที่สำคัญเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ 

COP30 มีกลุ่มล็อบบี้ยิสต์หนุนเชื้อเพลิงฟอสซิลเข้าร่วมมากกว่าตัวแทนประเทศ

การมีอยู่ของล็อบบี้ยิสต์สร้างปัญหาอย่างไร

มีรายงานผู้เสียชีวิตหลายร้อยคนหลังจากพายุไต้ฝุ่นรุนแรงสองลูกสร้างความเสียหายในระยะเวลาห่างกันไม่ถึงสัปดาห์ในฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นประเทศที่เผชิญกับพายุรุนแรงถึง 21 ลูกในปีนี้เพียงปีเดียว ซึ่งภัยแล้งรุนแรงอาจบีบให้รัฐบาลต้องอพยพออกจากเมืองหลวง ขณะที่กลุ่มล็อบบี้ยิสต์ที่เกี่ยวข้องกับเชื้อเพลิงฟอสซิลมีจำนวนมากกว่าผู้แทนอย่างเป็นทางการจากฟิลิปปินส์เกือบ 50 ต่อ 1

ด้านจาเมกาจะต้องสูญเสียเงินหลายพันล้านดอลลาร์และเวลาอีกหลายปีในการฟื้นตัวจากพายุเฮอริเคนเมลิสซา ซึ่งเป็นพายุประเภท 5 ที่ถูกเร่งให้เร็วขึ้นจากภาวะโลกร้อน แต่กลุ่มล็อบบี้เชื้อเพลิงฟอสซิลกลับมีจำนวนมากกว่าคณะผู้แทนของประเทศเกาะถึง 40 ต่อ 1

ขณะที่สัปดาห์ที่แล้วThe Guardian เปิดเผยว่า 57% ของการผลิตน้ำมันและก๊าซทั้งหมดในปีที่แล้วมาจากบริษัทเชื้อเพลิงฟอสซิล 90 แห่งที่ส่งนักล็อบบี้จำนวนมากไปยังการประชุมเรื่องสภาพอากาศของสหประชาชาติตั้งแต่ปี 2021 ถึงปี 2024

อีวอนน์ ยาเนซ จาก Ecological Action กลุ่มสิ่งแวดล้อมไม่แสวงหาผลกำไรในเอกวาดอร์ กล่าวว่า เป็นเวลาหลายปีแล้วที่การประชุมสุดยอดว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กลายเป็นเวทีที่เหมาะสมสำหรับบริษัทน้ำมันที่จะฟื้นฟูภาพลักษณ์ ดำเนินธุรกิจ และค้นหาวิธีใหม่ๆ ในการหลีกเลี่ยงการเป็นอาชญากรรมสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ตาม โฆษกของ UNFCCC กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา ได้มีการดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อเพิ่มความโปร่งใส และเพื่อให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้นว่าใครบ้างที่เข้าร่วมการประชุม COP การดำเนินการนี้เกิดขึ้นภายใต้ปรึกษาหารือกับภาคประชาสังคมและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ เช่นเดียวกับที่ไม่มีใครคาดหวังว่าผูแทน COP คนใดคนหนึ่งจะสามารถแก้ไขวิกฤตสภาพภูมิอากาศได้ในชั่วข้ามคืน การพัฒนาที่เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้นต่อไปนั้นถือเป็นกระบวนการที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยระบุว่ารัฐบาลของแต่ละประเทศมีอำนาจแต่เพียงผู้เดียวในการตัดสินใจว่าใครจะอยู่ในคณะผู้แทนของตน

Source : Spring News

บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ผู้นำในธุรกิจเคมีภัณฑ์ระดับสากลและผู้ผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) เชิงพาณิชย์รายแรกของไทย ประกาศความร่วมมือกับ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในโครงการความร่วมมือ “จากครัว…สู่เครื่อง” เพื่อขยายจุดรวบรวมน้ำมันพืชใช้แล้ว (Used Cooking Oil: UCO) สู่เครือข่ายสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ มุ่งสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่ในการขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำ

ความร่วมมือนี้ต่อยอดความสำเร็จจากโครงการนำร่องในช่วงเดือนสิงหาคม – ตุลาคม 2568 โดย GC ร่วมกับภาคีเครือข่าย ศูนย์บริหารและจัดการขยะรีไซเคิลและพันธมิตรกว่า 22 แห่งในจังหวัดระยองและจังหวัดใกล้เคียง สามารถรวบรวม UCO ได้ 7.09 ตัน นำไปผลิตเป็น SAF ได้ 1.75 ตัน สร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชนกว่า 215,000 บาท และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 5,654.98 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

การขยายความร่วมมือสู่สถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศครั้งนี้ จึงนับเป็นก้าวสำคัญในการขยายเครือข่ายจุดรับคืน UCO จากปัจจุบันที่มีอยู่ 56 แห่งทั่วประเทศ ให้ครอบคลุมและเข้าถึงคนรุ่นใหม่มากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการจัดการของเสียอย่างเป็นระบบตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และสนับสนุนเป้าหมายผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น “ศูนย์กลางการบินคาร์บอนต่ำของอาเซียน” (ASEAN Low-Carbon Aviation Hub)

ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. กล่าวว่า “กระทรวง มีนโยบายขับเคลื่อน “มหาวิทยาลัยสีเขียว (Green University)” โดยให้มหาวิทยาลัยทุกแห่งทั่วประเทศมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล การผนึกกำลังกับ GC ครั้งนี้สอดคล้องกับภารกิจสร้างความตระหนักรู้ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดย อว. จะสนับสนุนการขยายจุดรวบรวม UCO ไปยังเครือข่ายมหาวิทยาลัย เบื้องต้นตั้งเป้านำร่องกว่า 20 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ซึ่งจะประเมินตามความพร้อมของแต่ละสถาบันต่อไป นี่คือการสร้างต้นแบบการจัดการของเสียในสถาบันอุดมศึกษาที่จะขยายผลสู่สังคมวงกว้าง”

คุณณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GC เปิดเผยว่า “GC เชื่อมั่นในพลังของคนรุ่นใหม่และสถาบันการศึกษา ความร่วมมือกับกระทรวง อว. วันนี้ คือการนำศักยภาพของ GC ในการเปลี่ยนน้ำมันพืชใช้แล้วให้เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงอย่าง SAF มาผสานกับเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษา เพื่อมุ่งสร้างคุณค่าร่วม (Creating Shared Value) ระหว่างภาคอุตสาหกรรมภาคการศึกษาและชุมชน อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเราไม่เพียงลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่กำลังสร้างวัฒนธรรมแห่งความยั่งยืนให้เกิดขึ้นจริงในกลุ่มเยาวชนที่จะเป็นกำลังสำคัญของชาติต่อไป”

ภายใต้ความร่วมมือนี้ GC และ กระทรวง อว. จะร่วมกันส่งเสริมการจัดตั้งจุดรวบรวม UCO ในมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมโครงการ พร้อมจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับวิธีจัดการน้ำมันพืชใช้แล้ว ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นเพื่อขยายพลังแห่งความยั่งยืนจากภาคอุตสาหกรรมสู่สถาบันการศึกษา และสร้างแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ประเทศไทยก้าวสู่เป้าหมาย Net Zero และเป็นศูนย์กลางการบินคาร์บอนต่ำของอาเซียน

โครงการความร่วมมือ “จากครัว…สู่เครื่อง” ยังเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาโรงกลั่นชีวภาพ (Biorefinery) ของ GC ที่สามารถผลิตได้ทั้งSAF เคมีภัณฑ์ชีวภาพ (Biochemicals) และพลาสติกชีวภาพ (Bioplastics) ซึ่งสามารถต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์หลากหลายที่ใช้ในชีวิตประจำวัน สะท้อนความมุ่งมั่นของ GC ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และสร้างความแตกต่างอย่างยั่งยืน

Source : Energy News Center

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า บริษัท NEOM Green Hydrogen Company หรือ NGHC โครงการไฮโดรเจนสีเขียวที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่กำลังก่อสร้างอยู่ในเมืองนีออม (NEOM) ของซาอุดีอาระเบียกำลังเผชิญกับอนาคตที่ไม่แน่นอน เนื่องจากหาคนซื้อเชื้อเพลิงจากต่างประเทศไม่ได้

NGHC ถูกคาดหวังว่าจะเป็นโครงการไฮโดรเจนสีเขียวที่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากเชื้อเพลิงที่มีความสำคัญต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ อีกทั้งได้รับการอนุมัติเงินทุนจากรัฐ และไม่ต้องเผชิญกับปัญหาความช้าล่าเหมือนกับโครงการอื่น ๆ อีกทั้งบริษัท Air Products & Chemicals Inc. ผู้ร่วมพัฒนาได้ตกลงที่จะซื้อผลผลิตทั้งหมดและขายต่อให้กับผู้ใช้ 

ตอนแรก NGHC ตั้งใจจะส่งออกไฮโดรเจนเป็น “แอมโมเนียสีเขียว” แต่กลับมีผู้ซื้อเพียงรายเดียวที่ตกลงซื้อไว้ จึงได้เปลี่ยนไปขายผู้บริโภคในท้องถิ่นแทน แต่ยังคงไม่สามารถหาลูกค้าได้มากกว่าครึ่งหนึ่งของอุปทาน จนอาจต้องชะลอการพัฒนาโรงงานเต็มรูปแบบไว้ก่อน

หากในที่สุดโครงการนี้ต้องลดขนาดลง ก็จะเป็นอุปสรรคครั้งใหญ่สำหรับเมืองนีออม มูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ของเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารซาอุดีอาระเบีย เพื่อเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ เพราะก่อนหน้านี้ ซาอุดีอาระเบียลดค่าใช้จ่ายบางส่วนของเมืองนีออมลงแล้ว เนื่องจากการขาดดุลงบประมาณที่พุ่งสูงและระดับหนี้ที่เพิ่มสูงขึ้น

โครงการไฮโดรเจนสีเขียวนี้ เป็นการร่วมทุนที่เท่าเทียมกันระหว่าง NEOM, Air Products และ Acwa Power Co. บริษัทพลังงานหมุนเวียนของซาอุดีอาระเบียที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ

ตามข้อมูลจากเว็บไซต์ของ NGHC ระบุว่า โรงงานแห่งนี้มีแผนที่จะเปิดตัวในปี 2026 สามารถผลิตไฮโดรเจนสีเขียวได้มากถึง 600 ตันต่อวัน อาจช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 5 ล้านตันต่อปี และมีแผนที่จะใช้พลังงานจากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนขนาด 4 กิกะวัตต์

Air Products กล่าวว่าโรงงานแห่งนี้กำลังดำเนินไปด้วยดี และคาดว่าจะเริ่มเปิดใช้งานเครื่องอิเล็กโทรไลเซอร์ได้เมื่อโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนสร้างเสร็จภายในกลางปี ​​2026 และคาดว่าจะมีผลิตภัณฑ์พร้อมจำหน่ายในปี 2027

NGHC เป็นหนึ่งในไม่กี่โครงการด้านไฮโดรเจนสีเขียวที่ตั้งใจจะดำเนินการอย่างเต็มกำลัง แม้ว่าจะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นจาก 5,000 ล้านดอลลาร์ เป็น 8,400 ล้านดอลลาร์เมื่อบรรลุข้อตกลงทางการเงินเมื่อสองปีก่อน

เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา NGHC เพิ่งเปิดรับสมัครพนักงานเพิ่มเติม เพื่อเติมเต็มตำแหน่งปฏิบัติการที่สำคัญ โดยระบุว่าการเปิดรับสมัครครั้งนี้ถือเป็น ช่วงสำคัญในการพัฒนาบริษัท

Air Products ลงนามข้อตกลงเมื่อปีที่แล้วเพื่อขายเชื้อเพลิง 70,000 ตันต่อปี ซึ่งเทียบเท่ากับประมาณหนึ่งในสามของผลผลิตที่ผลิตได้ให้กับ TotalEnergies SE ระหว่างปี 2030 -2045

อันที่จริง Air Products สามารถหาลูกค้าจากในยุโรปที่มีศักยภาพได้ แต่ทางบริษัทได้เลือกที่จะชะลอการลงทุนในสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้ไปแล้ว เอดูอาร์โด้ เมเนเซส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่กล่าวในการสนทนากับนักวิเคราะห์เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม

“ในระยะสั้น เราเน้นที่การก่อสร้างให้เสร็จสิ้นและจำหน่ายแอมโมเนียสะอาดในซาอุดีอาระเบีย และเราจะชะลอการลงทุนในยุโรปจนกว่าจะมีกรอบกฎระเบียบเฉพาะที่ชัดเจน สำหรับแต่ละประเทศและเรามีคำมั่นสัญญาที่ชัดเจนต่อลูกค้า” เมเนเซสกล่าว

ไฮโดรเจนสีเขียวที่ผลิตขึ้นโดยใช้พลังงานหมุนเวียนในการแยกโมเลกุลของน้ำ เป็นหนึ่งในพลังงานทางเลือกที่สามารถลดการปล่อยมลพิษจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ถ่านหินหรือก๊าซธรรมชาติ ซึ่งนำไปใช้ได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งการผลิตเหล็ก การขนส่ง และแม้แต่การให้ความร้อนภายในบ้าน

แต่ต้นทุนการผลิตกลับสูงลิ่ว ไม่คุ้มทุนจนทำให้ผู้พัฒนาหลายรายต้องยกเลิกแผนดังกล่าว เพื่อรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ ผู้พัฒนาจึงสร้างโครงการที่นีออมในระดับเล็กก่อน โดยกระจายการลงทุนเฉพาะหลังจากที่ลงนามในข้อตกลงรับซื้อแล้วเท่านั้น แหล่งข่าวคนหนึ่งกล่าว

อย่างไรก็ตาม การทำเช่นนั้นจะเป็นเรื่องท้าทาย เนื่องจากหลายส่วนของโครงการได้ดำเนินการสร้างไปแล้ว อีกทั้งความต้องการในพื้นที่ยังไม่แน่นอน ขณะเดียวกัน โครงการเมืองนีออมก็ยังคงอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง 

นอกจาก NGHC แล้ว ซาอุดีอาระเบียตั้งใจก่อตั้งบริษัทใหม่ เพื่อกระตุ้นการลงทุนในการผลิตไฮโดรเจนสีเขียวที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ แต่แผนดังกล่าวถูกยกเลิกก่อนที่จะมีการประกาศอย่างเป็นทางการด้วยซ้ำ ตามคำบอกเล่าของผู้ที่ทราบแผนดังกล่าว

ถึงจะเป็นเช่นนั้น แต่ไฮโดรเจนยังคงเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ของซาอุดีอาระเบีย เนื่องจากซาอุดีอาระเบียตั้งใจที่จะให้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิงพลังงานสำคัญของโลก 

เมื่อต้นปีนี้ Acwa ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจกับบริษัท SEFE ของเยอรมนี เพื่อจัดหาเชื้อเพลิง 200,000 ตันต่อปีภายในปี 2030 นอกจากนี้ Acwa ยังได้ร่วมมือกับ Baker Hughes Co. เพื่อส่งเสริมการผลิตไฮโดรเจนสีเขียวอีกด้วย ยังไม่ชัดเจนว่าการพัฒนาดังกล่าวจะเกี่ยวข้องกับ NGHC หรือไม่

นอกจากนี้ ซาอุดีอาระเบียได้ลดแผนการผลิตแอมโมเนียสีน้ำเงิน ซึ่งผลิตจากก๊าซธรรมชาติ โดยจะดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ในกระบวนการนี้ เนื่องจากความต้องการในระดับนานาชาติลดลง ในการประชุมนักลงทุนเมื่อเดือนมีนาคม อามิน นาสเซอร์ ซีอีโอของ Saudi Aramco กล่าวว่าบริษัทจะไม่เริ่มก่อสร้างโครงการใด ๆ หากไม่มีข้อตกลงการรับซื้อ


ที่มา: AlarabiyaBloombergSaudi Energy Consulting
Source : กรุงเทพธุรกิจ

ชัชชาติ เผยของฟรี กทม.คือ ‘แสงแดด’ ชี้เป้าคู่มือติดตั้งที่บ้าน – หวังก้าวสู่ ‘มหานครแห่งโซล่าร์’

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 7 พฤศจิกายน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานเปิดงาน “Bangkok Solar City: มหานครแห่งโซลาร์”

นายชัชชาติ กล่าวว่า กรุงเทพมหานครเป็นเมืองใหญ่ และเป็นศูนย์กลางในด้านการคมนาคมขนส่ง การพาณิชย์ การสื่อสาร การท่องเที่ยว มีปริมาณการใช้พลังงานและปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง ที่นำไปสู่วิกฤตการณ์เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Crisis)

“กรุงเทพฯ ก็มีของฟรี คือแสงแดด ซึ่งเรานำของฟรีมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อีกมากมาย ซึ่งการติดตั้ง อาจจะยุ่งยาก คู่มือเล่มนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นให้ทุกคนก้าวเข้าสู่มหานครแห่งโซล่าร์ ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และช่วยให้เมืองได้ใช้พลังสะอาดอย่างยั่งยืน”

“ขอขอบคุณ GIZ ผู้เชี่ยวชาญ และทุกภาคส่วนที่เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำคู่มือ และให้การสนับสนุนกรุงเทพมหานครในการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแผนแม่บทฯ” นายชัชชาติ กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับ คู่มือฉบับนี้รวมถึงเว็บไซต์ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นจะเกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน และผู้ที่สนใจที่จะติดตั้ง Solar Rooftop รวมถึงเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเขตที่จะสามารถให้คำแนะนำและแนวทางการติดตั้ง Solar Rooftop แบบครบวงจรแก่ประชาชนในพื้นที่ (One-stop Service) เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ตามวิสัยทัศน์ของแผนแม่บทกรุงเทพมหานครฯ และนโยบายของกรุงเทพมหานคร (BMA Net Zero)

โดย กรุงเทพมหานคร ร่วมกับ องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (Deutsche Gesellschaft fur Internationale Zusammenarbeit-GIZ) ซึ่งเป็นผู้ดำเนินโครงการความร่วมมือไทย – เยอรมัน ด้านพลังงาน คมนาคมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Thai – German Cooperation on Energy, Mobility and Climate or TGC – EMO เพื่อสนับสนุนกรุงเทพมหานคร ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ให้บรรลุเป้าหมาย ตามแผนแม่บทกรุงเทพมหานครว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2564 – 2573 และแผนปฏิบัติการพลังงานของกรุงเทพมหานคร สอดคล้องกับนโยบายที่จะผลักดันให้กรุงเทพมหานครมุ่งสู่การเป็นมหานครโซลาร์เซลล์ (Bangkok Solar City)

ทั้งนี้ หัวใจสำคัญของโครงการ TGC EMC คือการประยุกต์ใช้แนวทาง Sector Coupling เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและการลดการปล่อยคาร์บอน โดยบูรณาการนวัตกรรมต่างๆ จากหลากหลายภาคส่วนเข้าด้วยกัน ทั้งพลังงาน การคมนาคม อุตสาหกรรม และเกษตรกรรม ในปัจจุบันทุกภาคส่วนต่างเชื่อมโยงกับระบบโครงข่ายไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ จึงมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้เกิดระบบพลังงานที่สะอาดและยั่งยืนยิ่งขึ้น ตลอดจนส่งเสริมการบูรณาการโซลูชันพลังงานสะอาดเข้ากับภาคส่วนสำคัญต่างๆ ที่เชื่อมโยงกับโครงข่ายไฟฟ้า

“ความร่วมมือระหว่างกรุงเทพมหานครและโครงการ TGC EMC ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการดำเนินงานและความมุ่งมั่นของโครงการเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศไทยและเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การจัดทำนโยบายเชิงข้อเสนอ โครงการนำร่อง รวมถึงกลไกทางการเงินด้านสภาพภูมิอากาศ”นายชัชชาติกล่าว

ทั้งนี้ นายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้บริหารด้านความยั่งยืนกรุงเทพมหานคร ได้ร่วมเวทีเสวนา “Bangkok Solar City – การผลักดันเมืองพลังงานสะอาด มหานครแห่งโซลาร์” เพื่อแสดงให้เห็นถึงประโยชน์ของการใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ และการใช้งานเบื้องต้นของคู่มือการติดตั้งโซล่าร์บนหลังคาสำหรับบ้านเรือนที่อยู่อาศัยและอาคารขนาดเล็ก

ในการนี้ คุณอินซ่า อิลเก้น ผู้อำนวยการ องค์การความร่วมมือไทย – เยอรมัน (GIZ) ด้านพลังงาน คมนาคม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Thai-German Cooperation on Energy, Mobility, and Climate: TGC-EMC) และคุณสเวตา มัดฑูริ คานนาน เลขานุการเอกฝ่ายวัฒนธรรมและสื่อประชาสัมพันธ์ สถานทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย ร่วมพิธี ณ ย่านมิตรทาวน์ ชั้น 3

Source : มติชนออนไลน์