จากการที่ “กกพ.” ได้ประกาศค่า Ft ตามมติ กพช. โดยให้สิทธิ์ประชาชนใช้ก๊าซในอ่าวไทยก่อน ส่งผลให้ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอาศัยอยู่มีอัตราค่าไฟ 4.72 บาทต่อหน่วย และผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทอื่น ๆ มีอัตราค่าไฟ 5.69 บาทต่อหน่วย ในรอบบิลค่าไฟฟ้า ม.ค. – เม.ย. 66 

นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)
ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า จากการที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติเห็นชอบแนวทางบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติเพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าในช่วงวิกฤติราคาพลังงานเดือนม.ค. – เม.ย. 66 โดย ให้จัดสรรก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยหลังโรงแยกก๊าซฯ เพื่อใช้ในการผลิตไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยเป็นลำดับแรก ในปริมาณที่ไม่เพิ่มภาระอัตราค่าไฟฟ้าจากปัจจุบัน โดยมอบหมายให้ กกพ. ไปคำนวณอัตราค่าเอฟที (ค่าFt) สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย ตั้งแต่ใบแจ้งหนี้ค่าไฟฟ้าประจำเดือนมกราคม – เมษายน 2566

และให้ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) บริหารจัดการผลกระทบราคาก๊าซธรรมชาติต่อค่าไฟฟ้า โดยให้ ปตท. คิดราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับโรงไฟฟ้าของ กฟผ. ผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ (IPP) และผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) ในระดับราคาเดียวกับที่ใช้ประมาณการค่าไฟฟ้าตามสูตรปรับอัตราค่า Ft ตั้งแต่เดือนที่ กพช. มีมติเป็นต้นไป และให้นำส่วนต่างของราคาก๊าซธรรมชาติ ที่เกิดขึ้นจริงกับราคาก๊าซธรรมที่เรียกเก็บดังกล่าวไปทยอยเรียกเก็บคืนในการคำนวณค่า Ft รอบถัดไป” และได้รับแจ้งมติดังกล่าวมายังสำนักงาน กกพ. เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. 2565 แล้วนั้น

ทั้งนี้ กกพ. จึงจำเป็นต้องปรับปรุงแนวทางการคำนวณค่า Ft ประจำเดือนม.ค.–เม.ย. 2566 ที่ได้รับฟังความเห็นไปแล้วให้สอดคล้องกับมติดังกล่าว โดยมีการปรับปรุง คือ

1. ให้ ปตท. ทบทวนการประมาณการราคาก๊าซธรรมชาติใหม่อีกครั้งให้สอดคล้องกับมติ กพช. และแนวทางการบริหารเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าของกระทรวงพลังงาน เช่น เพิ่มการใช้น้ำมันดีเซลและน้ำมันเตาเพื่อทดแทนการนำเข้า LNG, เพิ่มปริมาณก๊าซในอ่าวไทยในการผลิตไฟฟ้าโดยลดปริมาณก๊าซอ่าวไทยเข้าโรงแยกก๊าซ แล้วส่งมาผลิตไฟฟ้าเพื่อทดแทนการลดลงของก๊าซธรรมชาติในสหภาพพม่า, ปรับปรุงสมมุติฐานราคานำเข้า LNG Spot อ้างอิงตามแนวโน้มที่ดีขึ้น และเดินเครื่องโรงไฟฟ้าแม่เมาะ หน่วยที่ 4 ที่ปลดแล้วตามความจำเป็น เป็นต้น

สำหรับการดำเนินการดังกล่าวส่งผลให้ประมาณการราคา Pool Gas ลดลงจาก 552 บาทต่อล้านบีทียู เป็น 493 บาทต่อล้านบีทียู  ต่อมาจึงคำนวณโดยแบ่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยหลังโรงแยกฯ เพื่อใช้ผลิตไฟฟ้าให้บ้านอยู่อาศัยก่อน ทำให้บ้านอยู่อาศัยสามารถใช้ก๊าซในราคา 238 บาทต่อล้านบีทียู และจัดสรรก๊าซธรรมชาติอ่าวไทยส่วนที่เหลือรวมกับก๊าซจากสหภาพพม่าและ LNG สำหรับผู้ใช้ก๊าซรายอื่นๆ (Pool Gas ส่วนเหลือ) ในราคา 542 บาทต่อล้านบีทียู   

2. ให้ กฟผ. ปรับสมมุติฐานราคาเชื้อเพลิงตามแนวทางการบริหารเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าของกระทรวงพลังงานและมติ กพช. โดยปรับการคำนวณ Ft ใหม่โดยใช้ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยในราคา 238 บาทต่อล้านบีทียูแทนทดแทนราคาก๊าซธรรมชาติเดิมสำหรับการคิดค่า Ft ในกลุ่มบ้านอยู่อาศัยและใช้ราคาก๊าซธรรมชาติส่วนที่เหลือ (Pool Gas ส่วนเหลือ) ในราคา 542 บาทต่อล้านบีทียูทดแทนราคาก๊าซธรรมชาติเดิมสำหรับสำหรับการคิดค่า Ft ให้ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทอื่นๆ 

3. กกพ. พิจารณาภาระการเงินและภาระหนี้สินสะสมของ กฟผ. ให้มีการทยอยจ่ายคืนหนี้ Ft คงค้างเพื่อไม่ให้เป็นภาระปัญหาสภาพคล่องของ กฟผ. และไม่เกิดภาระต่อผู้ใช้ไฟฟ้ามากเกินไป โดย กฟผ. ขอเสนอให้เฉลี่ยยอดหนี้ ณ เดือนสิงหาคม 2565 จำนวน 122,257 ล้านบาท โดยเฉลี่ยการเรียกเก็บไปเป็นเวลา 2 ปี 

ดังนั้น ส่งผลให้ค่า Ft งวดเดือนม.ค.–เม.ย. 2566 สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่อัตรา 93.43 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟอยู่ในระดับเท่าเดิมที่อัตรา 4.72 บาทต่อหน่วย ส่วนผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทอื่นที่อัตรา 190.44 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้ไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่อัตรา 5.69 บาทต่อหน่วย

สมมุติฐานและการบริหารเชื้อเพลิที่ ปตท. และ กฟผ. ปรับปรุงตามแนวทางการบริหารเชื้อเพลิงของกระทรวงพลังงานเพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติเพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าในช่วงวิกฤติราคาพลังงานเดือนม.ค. – เม.ย. 2566 ตามมติ กพช. ดังนี้ 

เปิดเบื้องลึกค่าไฟกลุ่มอุตสาหกรรม ทำไมพุ่งแตะ 5.69 บาทต่อหน่วย

แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า เมื่อแก๊สในอ่าวไทยที่มีราคาต้นทุนถูกมีปริมาณไม่เพียงพอให้คนทั้งประเทศได้ใช้ กพช. ต้องการช่วยเหลือกลุ่มผู้ใช้ไฟบ้านก่อน จึงได้นำแหล่งพลังงานก้อนนี้มาให้กับประชาชนทั่วไปได้ใช้ก่อน ส่งผลให้ผู้ใช้ไฟกลุ่มอุตสาหกรรมจะต้องจ่ายค่าไฟในต้นทุนที่สูงขึ้น ดังนั้น สิ่งสำคัญคือการลดต้นทุน ประหยัดพลังงานจะช่วยให้กลุ่มธุรกิจอยู่รอดได้

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ใครกำลังมองหาจุดทิ้งขยะง่าย ๆ ใกล้ตัวมาทางนี้ AIS เปิดตัวแอปพลิเคชันใหม่ E-Waste+ เช็กจุดรับขยะอิเล็กทรอนิกส์ใกล้บ้านง่าย ๆ พร้อมนำส่งไปกำจัดให้อย่างถูกวิธี ใช้ยังไง ไปดู

คุณทุกคนที่กำลังอ่านเนื้อหานี้ คุณกำลังอ่านผ่านเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ประเภทใดกันอยู่เหรอ? โทรศัพท์มือถือ โน๊ตบุ๊ค ไอแพด หรือคอมพิวเตอร์ หรือหูฟังที่คุณอาจกำลังฟังเพลงโปรดไปด้วย อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ถูกพัฒนาขึ้นมานานหลายสิบปี เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้คนในการให้ความบันเทิง และการสื่อสารทางไกล

แต่อุปกรณ์เหล่านี้ก็มีวันหมดอายุใช้งาน มีพังบ้าง มีหายไปบ้าง ในอดีตเวลาเราจะทิ้งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ เรามักจะเอาไปขายให้ซาเล้งหรือรถรับซื้อใช่ไหม แต่เราไม่เคยรู้เลยว่าปลายทางจริง ๆ ของมันเป็นอย่างไร แค่ไปให้พ้นตัวเราก็พอ ปกติ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แม้จะถูกทิ้งแต่มันก็ยังมีค่าเสมอสำหรับคนรับซื้อของเก่า เพราะภายในยังมีของมีค่า เช่น ทอง ทองแดง ที่ยังคงมีมูลค่าในตัวของมันอยู่

จุดทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ ทิ้งที่ไหนดี E-Waste+ จัดให้ ง่าย สะดวกแถมช่วยโลก
จุดทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ ทิ้งที่ไหนดี E-Waste+ จัดให้ ง่าย สะดวกแถมช่วยโลก

แต่ความมีค่าของมันก็ส่งผลเสียต่อสุขภาพด้วยเช่นกัน จากการปนเปื้อนของสารพิษที่ออกมาจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ ทำให้เกิดเป็นมะเร็งได้สำหรับผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับอุปกรณ์เหล่านี้มาก ๆ

อีกทั้ง ในปัจจุบัน แน่นอนว่าเทคโนโลยีได้รังสรรค์ความทันสมัยมาเสิร์ฟถึงมือผู้บริโภคอยู่บ่อยครั้งและต่อเนื่อง จนเรียกได้ว่าเป็น Fast Fashion ของวงการอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก็ว่าได้ มือถือค่ายนั้น ค่ายนี้เปิดตัวใหม่ต้องรีบพุ่ง ของมันต้องมี ทำให้ปริมาณของมือถือที่ใช้งานประเดี๋ยวประด๋าวถูกทิ้งเยอะมากขึ้น

จุดทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ ทิ้งที่ไหนดี E-Waste+ จัดให้ ง่าย สะดวกแถมช่วยโลก

จุดทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ ทิ้งที่ไหนดี E-Waste+ จัดให้ ง่าย สะดวกแถมช่วยโลกรวมถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ทนทาน ราคาถูกก็เป็นที่นิยมเช่นเดียวกัน จนทำให้ทุกวันนี้เราก่อปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มมากขึ้นแบบไม่รู้ตัว แต่ไม่เป็นไร เราเข้าใจถึงกลไกทางตลาดดี แต่จะดีกว่าถ้าเราสามารถทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างถูกต้องและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อีกเยอะเลย

บทความนี้ Springnews มีวิธีกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์เจ๋ง ๆ มานำเสนอ AIS ได้ออกแบบระบบนิเวศการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ด้วย Blockchain บนแพลตฟอร์มหรือแอปพลิเคชันที่ชื่อว่า E-Waste+ รายแรกของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEA) ร่วมกับ 6 องค์กรพาร์ทเนอร์ เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืนไปพร้อมกัน

E-Waste+ By AIS

E-Waste+ By AISE-Waste+ คืออะไร

E-Waste+ คือแพลตฟอร์มการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์บนเทคโนโลยี Blockchain ที่จะทำให้เห็นกระบวนการทำงานร่วมกันตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ตั้งแต่ ผู้ทิ้งขยะ (Customers) ผู้รับขยะ (Drop Point Agents) การขนส่ง ไปจนถึงปลายทางโรงงานจัดการขยะเพื่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างถูกวิธี ตามมาตรฐานแบบ Zero Landfill หรือก็คือ เมื่อเราส่งขยะอิเล็กทรอนิกส์ของเราออกไปสู่โรงรับขยะ เราสามารถตรวจสอบได้ด้วยว่าสถานะตอนนี้ของของชิ้นนั้นถึงไหนแล้ว

จากนั้นระบบจะคำนวณการทิ้งขยะแต่ละชิ้นออกมาเป็น Carbon Score เพื่อแสดงปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงจากการนำ E-Waste เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลที่ถูกต้องตามมาตรฐาน

ได้ Carbon Score หรือเราทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์เราก็สามารถช่วยลดก๊าซคาร์บอนได้ด้วย
ได้ Carbon Score หรือเราทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์เราก็สามารถช่วยลดก๊าซคาร์บอนได้ด้วย

กระบวนการทำงาน

  • E-Waste+ สามารถดาวน์โหลดรองรับทุกเครือข่ายและทั้งระบบ Android และ IOS โดยกดค้นหาคำว่า “E-Waste+” เพื่อดาวน์โหลด หลังจากนั้นลงทะเบียนสมัครเป็นสมาชิกผู้รักษ์โลก โดยกรอกชื่อ นามสกุล เบอร์โทรศัพท์มือถือ และตั้งรหัสผ่าน หลังจากนั้นเข้าสู่ระบบ (โดยสามารถลงทะเบียนได้ทุกเครือข่าย) สามารถโหลดแอป E-Waste+ ได้ทาง https://m.ais.co.th/ApH8dgAi8
  • การทำงานของทั้งระบบจะใช้เพียง Application เดียว ลงทะเบียนและนำขยะ E-Waste มาทิ้งที่จุดรับ E-Waste+ โดยมีเจ้าหน้าที่ในการรับขยะ E-Waste ถ่ายภาพและใส่ข้อมูล ระบบก็จะบันทึกการทิ้งขยะ โดยผู้ใช้งานก็จะเห็นได้ว่าขณะนี้ E-Waste ของคุณอยู่ในขั้นตอนไหน
  • เมื่อขยะ E-Waste ที่ถูกรวบรวมถึงโรงงานแยกขยะ จะทำการตรวจสอบเมื่อพบว่ามีขยะดังกล่าวจริงก็จะยืนยัน และแสดงผลลัพธ์การส่งขยะเสร็จสมบูรณ์ถึงโรงงานที่ได้มาตราฐานเพื่อทำการจัดการอย่างถูกวิธีแก่ผู้ทิ้งขยะ จนออกมาเป็น Carbon Score
จุดทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ ทิ้งที่ไหนดี E-Waste+ จัดให้ ง่าย สะดวกแถมช่วยโลก
จุดทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ ทิ้งที่ไหนดี E-Waste+ จัดให้ ง่าย สะดวกแถมช่วยโลก

ประเภทของที่รับในการทิ้งผ่านแอปพลิเคชัน E-Waste+

  • โทรศัพท์มือถือ และแท็บเล็ต 
  • อุปกรณ์เสริมมือถือ และแท็บเล็ต เช่น  หูฟัง, ลำโพง, สายชาร์จ, อะแดปเตอร์
  • ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ เช่น คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก,  เมาส์, คีย์บอร์ด, ฮาร์ดดิส, ลำโพง
  • อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กอื่นๆ เช่น กล้องถ่ายรูป, เครื่องเล่นดีวีดี, จอยเกมส์, วิทยุสื่อสาร, เครื่องคิดเลข, โทรศัพท์บ้าน, รีโมทคอนโทรล, เครื่องเล่น MP3 เป็นต้น

ยกเว้น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่, พาวเวอร์แบงค์, ถ่านไฟฉายทุกประเภท

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าฝ่ายงานประชาสัมพันธ์ AIS นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าฝ่ายงานประชาสัมพันธ์ AIS กล่าวว่า

“จากสถานการณ์โลกที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตในทุกภาคส่วน สิ่งที่ตามมาคือ อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานดิจิทัลก็มีปริมาณเพิ่มขึ้นมากเช่นกัน ดังนั้นเราจึงทำหน้าที่ 2 ส่วนคือ สร้างการรับรู้และตระหนักถึงโทษภัยของขยะ E-Waste ในขณะเดียวกันก็เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการจัดเก็บและทำลาย E-Waste อย่างถูกวิธี ทั้งการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ตั้งจุดรับทิ้งและนำไปเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล

“โดยเบื้องต้น เราได้ร่วมทำงานกับพันธมิตรเครือข่าย Green Partnership ทั้ง 6 องค์กรที่จะเดินหน้าสร้างมาตรฐานการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งสามารถสร้างการมีส่วนร่วมอย่างโปร่งใสผ่าน Blockchain  ประกอบไปด้วย บริษัท เด็นโซ่ อินเตอร์เนชั่นแนล เอเชีย จำกัด, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, บริษัท เงินติดล้อ จำกัด, ธนาคารออมสิน และธนาคารกสิกรไทย ที่จะเข้ามาเริ่มใช้แพลตฟอร์ม E-Waste+ เพื่อส่งต่อการดูแลสิ่งแวดล้อมและแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ไปยังบุคลากรในองค์กรและสังคมในวงกว้างต่อไป”

พันธมิตรเครือข่าย Green Partnership ทั้ง 6 องค์กร

พันธมิตรเครือข่าย Green Partnership ทั้ง 6 องค์กรนางสายชล กล่าวในช่วงท้ายว่า “จากความมุ่งมั่นตั้งใจของ AIS ที่ลุกขึ้นมาเป็นแกนกลางด้านองค์ความรู้และจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่ปี 2019 ทำให้วันนี้เราได้ยกระดับไปอีกขั้นด้วยการใช้ความสามารถของดิจิทัลเทคโนโลยีเข้ามาบูรณาการสร้างระบบการจัดการ E-Waste ใหม่ด้วย Blockchain ผ่านการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ที่หลากหลายเพื่อจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน และเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยสิ่งแวดล้อมและโลกนี้ให้ดีขึ้น”

นี่เป็นอีกหนึ่งทางเลือกดี ๆ ในการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างถูกต้อง แถมสะดวกและง่ายต่อผู้ใช้งานด้วย และก็สามารถทำให้เราเห็นได้ว่า กลุ่มธุรกิจไทยเริ่มเปลี่ยนรูปแบบในการดำเนินกิจการไปสู่ความยั่งยืนและสร้างความรับผิดชอบต่อระบบนิเวศทั้งตัวของธุรกิจเองและกับผู้บริโภคด้วย

สำหรับองค์กรใดสนใจใช้งาน แพลตฟอร์ม E-Waste+ เข้าร่วมเป็นเครือข่าย Green Partnership สามารถติดต่อได้ที่ e-mail: aissustainability@ais.co.th หรือติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง https://ewastethailand.com/ewasteplus

Source : Spring News

นายทัฬห์ สิริโภคี ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สายลูกค้าธุรกิจรายปลีก ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารได้ดำเนินธุรกิจในระยะยาวด้วยการสรรค์สร้างคุณค่าเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Creating Value for a Sustainable Future) สนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืนของเศรษฐกิจและสังคมไทยมาอย่างต่อเนื่อง จากจุดเริ่มต้นผ่านบริการด้านเงินทุนและสินเชื่อสำหรับภาคการเกษตร จนถึงปัจจุบันที่มีผู้ประกอบการหลายรายเริ่มปรับโมเดลธุรกิจใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลโลกและสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งต่อความรู้และประสบการณ์โมเดลธุรกิจยุคใหม่ไปสู่ผู้ประกอบการรายอื่น ๆ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความสอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจ BCG ประกอบด้วย เศรษฐกิจชีวภาพ (Bio) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green) 

ซึ่งธนาคาร เป็นสถาบันการเงินเดียว ที่ได้เข้าร่วมเป็นผู้สนับสนุนหลัก (Main Sponsor) การจัดงาน Isan BCG Expo 2022 ซึ่งจัดขึ้นโดยกลุ่มมิตรผล ภายใต้แนวคิด Collaboration | “ร่วมอยู่ ร่วมเจริญ” เพื่อส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอีสาน ตลอดจนเดินหน้าผลักดันให้อีสานเป็นศูนย์กลางสร้างเศรษฐกิจไทยสู่ภูมิภาคอาเซียนบนพื้นฐานโมเดลเศรษฐกิจ BCG ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้พัฒนานวัตกรรมสร้างสรรค์ทั้งภาครัฐและเอกชนสามารถจัดแสดงสินค้าและบริการเพื่อนำเสนอศักยภาพในการพัฒนานวัตกรรมของผู้ประกอบการไทย

ทั้งนี้ ธนาคารกรุงเทพ ได้ร่วมบูธกิจกรรมในงานฯ ภายใต้แนวคิด “เพื่อนคู่คิดธุรกิจคิดดี” เพื่อสนับสนุนธุรกิจเอสเอ็มอี สตาร์ทอัพ และวิสาหกิจชุมชน ที่ช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงให้สังคม เศรษฐกิจ ช่วยแก้ไขปัญหา พัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างรายได้พร้อมกันไปกับการทำประโยชน์อย่างยั่งยืน โดยธนาคารได้นำเสนอผลิตภัณฑ์เด่นอย่าง ‘สินเชื่อบัวหลวงกรีน’ ซึ่งเป็นการสนับสนุนด้านเงินทุนสำหรับธุรกิจที่ต้องการลงทุนด้านพลังงานทดแทน (Renewable) ไม่ก่อมลพิษทางอากาศหรือปล่อยก๊าซเรือนกระจก การลงทุนเพื่อนำวัสดุใช้แล้วกลับมาใช้ซ้ำ (Reuse) และการนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) การลงทุนกับผลิตผลที่ใช้สารชีวภาพทดแทนการใช้สารเคมี ลงทุนพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ 

ธนาคารยังได้เปิดพื้นที่บูธกิจกรรมเพิ่มเติม โดยเปิดโอกาสให้ลูกค้าผู้ประกอบการเข้าร่วมนำเสนอขายผลิตภัณฑ์ภายในงาน เพื่อเป็นอีกหนึ่งโอกาสในการขยายตลาดสู่พื้นที่ใหม่ ๆ รวมถึงการจัดเวทีเสวนาในหัวข้อ “BCG Economy in Practise” ซึ่งได้เชิญผู้ประกอบการที่เป็นลูกค้าของธนาคาร โดยมี ฐิติรัตน์ ศักดาปรีชา ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ จาก ‘บริบูรณ์ฟาร์ม’ ผู้ผลิตและจำหน่ายสารสกัดน้ำมันอะโวคาโด รังสรรค์ผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์คนรักสุขภาพ และจิรศักดิ์ สุทธาดล ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ ‘สันติพาณิชย์ Coffee & Roaster ที่มีการดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน

แบงค์กรุงเทพส่งธุรกิจใหม่ หนุน  "สินเชื่อบัวหลวงกรีน’ธุรกิจสู่ความยั่งยืน

แบงค์กรุงเทพส่งธุรกิจใหม่ หนุน  "สินเชื่อบัวหลวงกรีน’ธุรกิจสู่ความยั่งยืน

Source : กรุงเทพธุรกิจ

คาร์บอนเครดิต เป็นเรื่องที่กำลังได้รับความสนใจในวงกว้าง โดยเฉพาะภาคธุรกิจที่เห็นว่า ในกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศได้กำหนดให้มีการใช้กลไกทางตลาดในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเปิดโอกาสให้เกิดการซื้อขาย และการใช้คาร์บอนเครดิตในการบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกขององค์กรและการตอบสนองต่อการบรรลุการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contribution: NDC)

การทำความเข้าใจถึงที่มาและกลไกทางตลาดในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงรูปแบบของตลาดคาร์บอนเครดิต จึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และในที่นี้ จะเป็น 10 ข้อควรรู้เบื้องต้น เกี่ยวกับที่มาและตลาดคาร์บอนเครดิต

  • อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ถูกริเริ่มขึ้นในปี ค.ศ.1992 เพื่อวางเป้าหมายการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในภาพรวม โดยกำหนดให้ประเทศที่พัฒนาแล้ว เป็นผู้นำร่องในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และส่งเสริมให้มีการสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนา
  • พิธีสารเกียวโต ภายใต้กรอบ UNFCCC ถูกจัดทำขึ้นในปี ค.ศ.1997 เพื่อกำหนดกลไกการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมีเป้าหมายอันเป็นข้อผูกพันตามกฎหมายสำหรับประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยมีพันธกรณีช่วงแรก ในระหว่างปี ค.ศ.2008-2012 และขยายเป็นพันธกรณีช่วงที่สอง ในระหว่างปี ค.ศ.2013-2020 โดยการแก้ไขเพิ่มเติมโดฮา
  • ความตกลงปารีส ภายใต้กรอบ UNFCCC ถูกจัดทำขึ้นในปี ค.ศ.2015 ให้มีผลบังคับแทนที่กลไกพิธีสารเกียวโต เพื่อปรับเปลี่ยนแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในการกำหนดพันธกรณี จากเดิมที่ผูกพันเฉพาะสำหรับประเทศที่พัฒนาแล้ว มาเป็นการกำหนดเป้าหมายร่วมกันของรัฐภาคีทั้งหมด ทั้งประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา
  • ประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีในกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ ทั้ง UNFCCC (ในปี ค.ศ.1994) พิธีสารเกียวโต (ในปี ค.ศ.2002) การแก้ไขเพิ่มเติมโดฮา (ในปี ค.ศ.2015) และความตกลงปารีส (ในปี ค.ศ.2016)
  • โดยที่ประเทศไทยไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วในภาคผนวก 1 ของ UNFCCC อันเป็นผลให้ไม่เป็นประเทศที่มีข้อผูกพันในภาคผนวก B ตามพิธีสารเกียวโต จึงไม่มีเป้าหมายในการดำเนินการที่เป็นข้อผูกพันตามกฎหมาย
  • จนกระทั่งการบังคับใช้ความตกลงปารีส ซึ่งกำหนดให้ทุกประเทศต้องเสนอแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อบรรลุการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (NDC) ประเทศไทยจึงได้แถลงว่า จะมีเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ร้อยละ 40 ภายในปี ค.ศ.2030 (หากได้รับการสนับสนุนระหว่างประเทศ) และวางเป้าหมายการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี ค.ศ.2050 รวมทั้งการบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี ค.ศ.2065
  • ประเทศไทยกำลังอยู่ระหว่างดำเนินการจัดทำแนวทางและกลไกการบริหารจัดการคาร์บอนเครดิตเพื่อวัตถุประสงค์ระหว่างประเทศ ภายใต้ความตกลงปารีส โดยยังมิได้มีการนำระบบตลาดคาร์บอนในรูปแบบ “ภาคบังคับ” มาใช้สำหรับการบรรลุการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนดหรือใช้เพื่อถ่ายโอนผลการลดก๊าซเรือนกระจกระหว่างประเทศ
  • ตลาดคาร์บอนเครดิตในประเทศไทยปัจจุบัน ยังเป็นรูปแบบ “ภาคสมัครใจ” ที่เป็นการซื้อขาย และการใช้คาร์บอนเครดิตเพื่อวัตถุประสงค์ภายในประเทศ
  • แนวทางและกลไกการบริหารจัดการคาร์บอนเครดิต ที่กำหนดโดยคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติเพื่อวัตถุประสงค์ระหว่างประเทศ ต้องเป็นคาร์บอนเครดิตที่เกิดจากประเภทโครงการพลังงานหมุนเวียนหรือพลังงานที่ใช้ทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าและการผลิตความร้อน การใช้ระบบขนส่งสาธารณะ การใช้ยานพาหนะไฟฟ้า การเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องยนต์ การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอาคารและโรงงาน และในครัวเรือน การปรับเปลี่ยนสารทำความเย็นธรรมชาติ การใช้วัสดุทดแทนปูนเม็ด การจัดการขยะมูลฝอย การจัดการน้ำเสียชุมชน การนำก๊าซมีเทนกลับมาใช้ประโยชน์ การจัดการน้ำเสียอุตสาหกรรม การลด ดูดซับ และกักเก็บก๊าซเรือนกระจกจากภาคป่าไม้และการเกษตร การดักจับ กักเก็บ และ/หรือใช้ประโยชน์จากก๊าซเรือนกระจก หรือโครงการอื่นตามที่คณะกรรมการกำหนด
  • โครงการที่พัฒนาขึ้นสำหรับใช้คาร์บอนเครดิตเพื่อวัตถุประสงค์ระหว่างประเทศ ต้องเป็นโครงการที่ส่งผลให้เกิดการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากแหล่งกำเนิดหรือเพิ่มแหล่งกักเก็บก๊าซเรือนกระจก ในส่วนเพิ่มเติมจากการดำเนินงานตามแผนการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ และมีกำหนดระยะเวลาการรับรองคาร์บอนเครดิต ไม่เกินระยะเวลาการดำเนินงานตามเป้าหมายของการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนดในแต่ละช่วงเวลา รวมทั้งต้องเป็นโครงการที่มีการส่งเสริมการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี หรือนวัตกรรมขั้นสูงและใช้เงินลงทุนสูง และการเข้าถึงทรัพยากรทางการเงินเพื่อการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในการลดก๊าซเรือนกระจกจากแหล่งกำเนิดหรือเป็นการเพิ่มแหล่งกักเก็บก๊าซเรือนกระจก

ข้อมูลเพิ่มเติมในส่วนที่เป็นกลไกทางตลาด ตามความตกลงปารีส (และการเปลี่ยนผ่านจากพิธีสารเกียวโต) สามารถศึกษาได้จาก A Guide to UN Market-based Mechanisms ที่ลิงก์ https://unfccc.int/blog/a-guide-to-un-market-based-mechanisms

บทความ : ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการณ์ ประธานสถาบันไทยพัฒน์

Source : MGROnline
เครดิตภาพ : https://www.klean.world/post/what-makes-a-good-carbon-credit

การเคหะแห่งชาติ ลงนามความร่วมมือกับ มูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (ม.ส.ท.) ส่งเสริมที่อยู่อาศัยประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อตอกย้ำให้เห็นถึงความจำเป็นที่ต้องปรับเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาที่อยู่อาศัย เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และให้ปรับตัวอยู่ได้ในภาวะโลกร้อน 

นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ กล่าวว่า การเคหะแห่งชาติมีเกณฑ์ Eco – Village ที่ใช้ในการออกแบบและจัดทำโครงการเพื่อการมีที่อยู่อาศัยที่ยั่งยืน นำนวัตกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาใช้เพื่อทดแทนพลังงานที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม นำอารยสถาปัตย์ (Universal Design) มาใช้เพื่อรองรับผู้อยู่อาศัยทุกกลุ่ม โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน อีกทั้งกำลังดำเนินโครงการส่งเสริมที่อยู่อาศัยประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (Global Environment Facility) และโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme) โดยดำเนินงานร่วมกับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี รวมถึงสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ซึ่งจะช่วยในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามทิศทางการพัฒนาประเทศให้เกิดเป็นรูปธรรม

ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่า การมีที่อยู่อาศัย หรือ“บ้าน” ไม่ว่าในรูปแบบใด ก็ช่วยให้คนเรารู้สึกมีความมั่นคง ปลอดภัย และอบอุ่น การจะทำให้ที่อยู่อาศัยสามารถประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้นั้น จะต้องคิดตั้งแต่การออกแบบตัวบ้าน การเลือกใช้วัสดุก่อสร้าง การใช้พลังงานทางเลือกและอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน รวมถึงการมีพื้นที่สีเขียว ที่ช่วยให้เกิดความร่มเย็นและร่มรื่น และยังต้องมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้อยู่อาศัย ทั้งการกิน การใช้ การจัดการขยะและของเสียที่เกิดขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น บ้านในยุคสมัยนี้จะต้องสามารถรับมือกับภาวะน้ำท่วมและภัยแล้งได้ด้วยการส่งเสริมที่อยู่อาศัยประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยทั้งด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคที่อยู่อาศัย (mitigation) และด้านการปรับตัวให้อยู่ได้อย่างปกติในภาวะโลกร้อน (adaptation)

นับเป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทาย ซึ่งต้องคิดเป็นองค์รวม ใช้บทเรียนและประสบการณ์ที่ผ่านมา อาศัยความรู้ทางวิชาการ และการมีส่วนร่วมของผู้อยู่อาศัย เพื่อให้เกิดความยั่งยืน 

เนื่องจากปัจจุบันปัญหาสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศได้ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของคนเรา จนเรียกได้ว่าอยู่ในภาวะวิกฤต แม้ประชาคมโลกได้มีข้อตกลงในการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อชะลอการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิและลดผลกระทบที่จะตามมา โดยให้แต่ละประเทศจัดทำยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำและแผนงานระยะสั้น พร้อมกำหนดเป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งประเทศไทยมีเป้าหมายจะเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี ค.ศ.2050 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2065

Source : MGROnline