หวั่นค่าไฟเพิ่ม ประชาชนแบกภาระ กพช.อนุมัติให้ กฟผ.ซื้อไฟฟ้าจาก 2 เขื่อนลาว ทั้ง ๆ ที่ไฟฟ้าสำรองล้น เครือข่ายชาวบ้านริมโขงทำหนังสือถึงนายกฯ ให้ตรวจสอบ ขณะที่ UNESCO ให้ทำ HIA หวั่นกระทบเมืองมรดกโลก “หลวงพระบาง” 

วันนี้ (25 มิ.ย.2565) นายอำนาจ ไตรจักร ตัวแทนเครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มแม่น้ำโขง เปิดเผยว่า ประชาชาชนริมแม่น้ำโขงได้ทำหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ตรวจสอบการทำสัญญารับซื้อไฟฟ้า (PPA) จากโครงการเขื่อนบนแม่น้ำโขง โดยขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนไทย

เนื่องจากเมื่อวันที่ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.)ได้รับทราบหลักการร่างสัญญาซื้อขายไฟฟ้า โครงการเขื่อนปากลาย และโครงการเขื่อนหลวงพระบาง มอบหมายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ลงนามใน PPA ซึ่งเครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดเห็นว่า ประเทศไทยยังไม่มีความจำเป็นในการรับซื้อไฟฟ้าเพิ่ม ที่สำคัญคือจะส่งผลกระทบข้ามแดนต่อประชาชนไทย ที่อยู่ริมแม่น้ำโขง

ในหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ระบุถึงข้อกังวลใจของชาวบ้านว่า การเร่งรัดการลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) กับเอกชนรายใหญ่ โดยไม่มีส่วนร่วมของประชาชน และไม่คำนึงถึงข้อมูลเท็จจริงของสถานการณ์พลังงานในประเทศว่า มีปริมาณไฟฟ้าสำรองในระบบสูงมากกว่า 50 % เป็นหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าของประเทศไทยมีราคาแพงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

และ PPA ใหม่นี้ ยังเป็นการซื้อไฟฟ้าในราคาที่แพงมากกว่าปัจจุบัน ที่รับซื้อจากประเทศลาว (ปัจจุบันประมาณ คือ 1.5 บาทเท่านั้น) เนื่องจาก กฟผ. ทำสัญญากับโรงไฟฟ้าเอกชนแบบ take or pay (ไม่ใช้ก็ต้องจ่าย) ค่าความพร้อมจ่ายที่ต้องจ่ายให้แก่ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน เป็นการผลักภาระให้แก่ประชาชนไทยผู้ใช้ไฟฟ้าทุกครัวเรือน

“พวกเรายังมีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า มติ กพช. เมื่อวันที่ 28 ต.ค.2564 ในการขยายกรอบความร่วมมือในการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างไทยและลาว จาก 9,000 เมกะวัตต์ เป็น 10,500 เมกะวัตต์นั้น คือ การขยายเพื่อรองรับปริมาณไฟฟ้าจากเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลักคือ เขื่อนปากแบง เขื่อนปากลาย เขื่อนหลวงพระบาง เขื่อนน้ำงึม 3 ซึ่งจะถือเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่เอกชนขนาดใหญ่ หรือไม่” หนังสือระบุ

หนังสือร้องเรียนถึงนายกรัฐมนตรี ยังระบุด้วยว่า ผลกระทบจากโครงการเขื่อนในปัจจุบัน ยังไม่มีการแก้ปัญหา ไม่มีมาตรการบรรเทาผลกระทบ ทั้งต่อระบบนิเวศและวิถีชีวิตของประชาชนที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขงใน 8 จังหวัดของไทย

ไม่ว่าจะเกิดจากความผันผวนของระดับน้ำโขง ที่ไม่เป็นไปตามฤดูกาล อันเนื่องจากการใช้งานเขื่อน และการลดลงของปริมาณตะกอนจนวัดค่าไม่ได้ (ปรากฏการณ์แม่น้ำโขงสีฟ้า) โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากมีการใช้งานเขื่อนไซยะบุรี นับตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา

ดังนั้น การผลักดันสร้างเขื่อนเป็นขั้นบันไดบนแม่น้ำโขงเพิ่มอีก 2 เขื่อน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน และประชาชนที่อาศัยในชุมชนลุ่มน้ำโขงต้องมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ในกระบวนการศึกษา เพื่อให้เป็นการตัดสินใจที่มีฐานข้อมูลข้อเท็จจริงเป็นที่ตั้ง ไม่เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของคนบางกลุ่มเท่านั้น

หนังสือระบุอีกว่า ประชาชนไทยที่อาศัยอยู่ใน 7 จังหวัด ริมฝั่งแม่น้ำโขงในภาคอีสาน ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพนิเวศของแม่น้ำโขง ที่เกิดจากการสร้างเขื่อน โดยเฉพาะเขื่อนไซยะบุรี ที่อยู่ห่างจาก อ.เชียงคาน จ.เลย 200 กม. ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนอย่างแสนสาหัส

ทั้งการสูญเสียอาชีพที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรแม่น้ำโขง สูญเสียรายได้ แหล่งอาหาร และวิถีชีวิต หลายปีที่ผ่านมาประชาชนได้ร้องเรียนต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง แต่รัฐบาลไทยเองยังไม่เคยแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรมแต่อย่างใด

เสมือนความทุกข์ยากที่เกิดขึ้น ไม่ได้รับการเหลียวแลจากรัฐบาล และการซื้อขายไฟฟ้าก็ดำเนินไปเรื่อย ๆ โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบ นโยบายการรับซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนแม่น้ำโขงในลาว จึงไม่สามารถนับได้ว่าเป็นพลังงานสะอาด เพราะเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า ก่อให้เกิดผลกระทบสิ่งแวดล้อม ที่รุนแรงและกว้างขวาง

นอกจากนี้พื้นที่ก่อสร้างโครงการเขื่อนหลวงพระบาง ตั้งอยู่บนแม่น้ำโขง ห่างจากเมืองหลวงพระบางเพียง 24 กิโลเมตร เมืองหลวงพระบางได้รับการประกาศเป็นมรดกโลก โดยองค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก (UNESCO) นับตั้งแต่ปี 2538

เมื่อมีการเสนอโครงการเขื่อนหลวงพระบาง ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกได้มีมติ เมื่อวันที่ 22 ก.ค.2564 ให้ชะลอการก่อสร้างออกไป และให้รัฐบาลลาวจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบต่อมรดกโลก (Heritage Impact Assessment-HIA) และรายงานการประเมินความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง โดยมีกำหนดแล้วเสร็จ เมื่อวันที่ 1 ก.พ.2565 ที่ผ่านมา

แต่ปัจจุบันยังไม่ปรากฏว่า ได้มีการศึกษาหรือไม่ อย่างไร และไม่ได้มีการเปิดเผยต่อสาธารณะถึงผลของการศึกษาดังกล่าว เพื่อใช้ในการพิจารณาประกอบการตัดสินใจต่อโครงการเขื่อนแต่อย่างใด

การที่ประเทศไทย โดย กฟผ. จะลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากโครงการเขื่อนหลวงพระบาง จำเป็นอย่างยิ่งต้องนำผลการศึกษารายงานผลกระทบต่อมรดกโลก (HIA) ดังกล่าว และความเห็นของคณะกรรมการมรดกโลกเพื่อป้องกันและหลีกเลี่ยงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเมืองมรดกโลกหลวงพระบาง

“กฟผ. ในฐานะรัฐวิสาหกิจของไทย หากลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าดังกล่าว เสมือนหนึ่งกระทำการในนามรัฐบาลไทยภายใต้พรบ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเป็นผู้รับซื้อไฟฟ้า และส่งผลโดยตรงต่อการบริหารจัดการไฟฟ้าที่ไร้ประสิทธิภาพในปัจจุบัน จึงขอให้ท่านนายกรัฐมนตรี ตรวจสอบการดำเนินการดังกล่าวของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและกฟผ. เพื่อให้เกิดการปกป้องคุ้มครองประโยชน์ของชาติ ประโยชน์สาธารณะ ชุมชน และทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม”

นอกจากทำหนังสือร้องเรียนไปยังนายกรัฐมนตรีแล้ว เครือข่ายประชาชนไทยลุ่มแม่น้ำโขง 8 จังหวัด ยังได้ทำหนังสือถึงคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้มีการตรวจสอบกรณีดังกล่าวด้วย

ด้าน นายวิฑูรย์ เพิ่มพงศาเจริญ ผู้อำนวยการเครือข่ายพลังงานเพื่อนิเวศวิทยาลุ่มน้ำโขง (MEENet) และนักวิเคราะห์ด้านพลังงาน กล่าวว่า ประเด็นราคาค่าไฟฟ้า ที่มีการตกลงสำหรับ 2 โรงไฟฟ้าเขื่อนแม่น้ำโขงในครั้งนี้ เป็นราคาที่สูงกว่าที่มีการรับซื้อจากพลังงานหมุนเวียน solar rooftop จากประชาชนในประเทศไทย

เท่ากับว่า เมื่อจะซื้อจากประชาชนนั้นจ่ายให้ราคาต่ำกว่า สะท้อนว่ากำลังจะให้ประโยชน์กับทุนขนาดใหญ่หรือไม่ ที่ผ่านมาเหตุผลที่อธิบายการรับซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนในลาว คือบอกว่าไฟฟ้าราคาถูก แต่ครั้งนี้ถือว่าไม่จริง เพราะมีราคาซื้อแพงกว่าราคารับซื้อเฉลี่ยในไทย

นายวิฑูรย์กล่าวว่า นอกจากนี้อายุสัญญา 35 ปีนั้น ยาวนานและไม่เคยมีมาก่อน เท่ากับว่าไม่ให้โอกาสในการทบทวนแผนในอนาคต ซึ่งจะกลายเป็นหนี้คงค้าง คือภาระที่จะผูกพันในอนาคตโดยที่ไม่รู้ว่าจะมีความจำเป็นหรือไม่ เป็นภาระที่นำมาสู่ค่าไฟฟ้าแพงสำหรับประชาชน คือค่าความพร้อมจ่ายที่ลงนามล่วงหน้ารับซื้อไฟฟ้ากับโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่

“น่าสังเกตกว่า บางโครงการไม่เคยอ้างไว้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟ้ฟ้าของประเทศไทย (PDP) มาก่อนเลย แต่กลับมีบริษัทผู้ลงทุนสามารถทำให้โครงการของตนสามารถได้ทางลัด fast track ทั้ง ๆ ที่เวลานี้โรงไฟฟ้าของบริษัทดังกล่าว ก็มีสัดส่วนกำลังผลิตอยู่ในระบบสูงมากอยู่แล้ว และกว่าครึ่งหนึ่งไม่ได้เดินเครื่องเลยในช่วงโควิด แต่กลับมีโครงการใหม่เข้ามาอีก เห็นได้ชัดถึงกลุ่มผลประโยชน์ที่มีอิทธิพลสูงมากในเวลานี้” นายวิฑูรย์ กล่าว

สำหรับ โครงการเขื่อนหลวงพระบาง ผู้พัฒนาโครงการ คือ CK Power ร่วมกับ PT (Sole) Company Limited ร่วมกับ Ch.Karnchang (ช.การช่าง) และ Petro Vietnam Power Corporation ตั้งอยู่บนแม่น้ำโขง ประเทศลาว ในเขตหลวงพระบาง มีกำลังผลิตติดตั้ง 1,460 เมกะวัตต์ ปริมาณเสนอขาย ณ จุดส่งมอบ 1,400 เมกะวัตต์

เป็นโรงไฟฟ้าประเภทเขื่อนน้ำไหลผ่าน (Run off River) พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้เฉลี่ยต่อปีประมาณ 6,577 ล้านหน่วย อายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้า 35 ปี กำหนดการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (SCOD) วันที่ 1 มกราคม 2573 ในอัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยที่ 2.8432 บาท

ส่วนโครงการเขื่อนปากลาย มี บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) และ Sinohydro (Hong Kong) Holding Ltd. (SHK) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Power Construction Corporation of China Ltd. (POWERCHINA) ซึ่งมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และการไฟฟ้าลาว (EDL) เป็นผู้ลงทุนดำเนินโครงการ

โดยโครงการเขื่อนตั้งอยู่บนแม่น้ำโขง ในเขตเมืองปากลาย แขวงไซยะบุรี ประเทศลาว มีกำลังผลิตติดตั้ง 770 เมกะวัตต์ และมีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ ในวันที่ 1 มกราคม 2575 โดย กฟผ. จะเป็นผู้รับซื้อไฟฟ้า ในอัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ย 2.6989 บาทต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง

Source : Thai PBS

ธนวรรธน์ มองการปรับขึ้นค่าไฟฟ้า จาก 3 บาทหน่วย เป็น 5 บาทต่อหน่วย กระทบธุรกิจอย่างเลี่ยงไม่ได้ ชี้ ไม่มีกลไกช่วยเหลือ เอกชนพยุงธุรกิจได้ 3 เดือน คาดมีโอกาสเห็นการปรับขึ้นราคาสินค้า

วันที่ 22 ธันวาคม 2565 นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จากอัตราการขึ้นค่าไฟที่เกิดขึ้น ยอมรับว่าจะมีผลกระทบต่อภาคธุรกิจอย่างเลี่ยงไม่ได้ ทั้งนี้จะส่งผลให้เป็นภาระต้นทุนของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดเล็ก หรือเอสเอ็มอี จะมีต้นทุนที่เพิ่มขึ้นประกอบกับเดิมมีต้นทุนเรื่องของค่าแรงอยู่แล้ว

ธนวรรธน์ พลวิชัย
ธนวรรธน์ พลวิชัย

โดยจะส่งผลต่อกลุ่มธุรกิจอยู่ใน 2 ประเด็น คือ เรื่องของการขาดสภาพคล่อง และต้นทุนของราคาสินค้า โดยเห็นว่าหากยังมีการปรับขึ้นค่าไฟ โดยที่ยังไม่มีกลไกที่จะเข้ามาช่วยเหลือภาคธุรกิจ จะส่งผลให้ผู้ประกอบการจะต้องแบกภาระต้นทุนนี้ อีกทั้งจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน

และมองว่าผู้ประกอบการจะสามารถพยุงภาคธุรกิจได้เพียง 1-3 เดือนไม่เกินจากนี้ จากนั้นหากยังไม่มีกลไกเข้ามาช่วยเหลือจริง ๆ จะมีโอกาสที่ผู้ประกอบการจะผลักภาระเข้าไปสู่ในเรื่องของปรับราคาสินค้า โดยมีโอกาสเป็นไปได้มาก

“คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ที่ได้พิจารณาปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ ม.ค.-เม.ย. 66 ในส่วนของภาคอุตสาหกรรมไปอยู่เฉลี่ยที่ 5.69 บาทต่อหน่วย ซึ่งค่าไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรมหากนับเพิ่มจากงวดต้นปี’64 มาถึงงวดใหม่ต้นปี’65 หากเก็บตามที่ กกพ.กำหนดก็จะขึ้นถึง 90% จากราว 3 บาท/หน่วยเป็น 5.69 บาทต่อหน่วย”

Source : ประชาชาติธุรกิจ

“ปตท.สผ.” พบก๊าซธรรมชาติเพิ่มโครงการมาเลเซีย เอสเค410บี ชี้มีโอกาสพัฒนาร่วมกับแหล่งใกล้เคียง นอกชายฝั่งรัฐซาราวัก สร้างการเติบโตของบริษัทในระยะยาว

นายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่าบริษัท พีทีทีอีพี เอชเค ออฟชอร์ จำกัด หรือ พีทีทีอีพี เอชเคโอ ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ ปตท.สผ. ได้เริ่มขุดเจาะหลุมสำรวจปาปริก้า-1 (Paprika-1) ในโครงการมาเลเซีย เอสเค410บี เมื่อเดือนกรกฎาคม 2565 โดยได้ค้นพบก๊าซธรรมชาติในชั้นหินตะกอนที่ระดับความลึก 3,348 เมตร 

ทั้งนี้ นับเป็นการค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติแหล่งที่ 2 ในโครงการดังกล่าว โดยก่อนหน้านี้ ปตท.สผ. ร่วมกับพันธมิตร ได้แก่ บริษัท คูเวต ปิโตรเลียมฯ และปิโตรนาส ชาริกาลี ได้ค้นพบแหล่งลัง เลอบาห์ ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ในโครงการเดียวกัน 

สำหรับหลุมสำรวจ ปาปริก้า-1 เป็นหลุมสำรวจแรกของ ปตท.สผ. ในปีนี้ในมาเลเซีย โดยได้ค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติที่มีคุณภาพสูงซึ่งมีโอกาสที่จะสามารถพัฒนาร่วมกับแหล่งใกล้เคียง ทางตอนเหนือของนอกชายฝั่งรัฐซาราวัก (Northern Sarawak Clastic Hub) 

ปตท.สผ. พบก๊าซธรรมชาติเพิ่มโครงการมาเลเซีย เอสเค410บี
ปตท.สผ. พบก๊าซธรรมชาติเพิ่มโครงการมาเลเซีย เอสเค410บี

ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานได้เป็นอย่างดี ความสำเร็จครั้งนี้เป็นผลมาจากความร่วมมือของกลุ่มผู้ร่วมทุน รวมทั้งการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกของโครงสร้างทางธรณีวิทยา เพื่อค้นหาปิโตรเลียมแหล่งใหม่เพิ่มเติมในแปลง 

โครงการมาเลเซีย เอสเค410บี อยู่ห่างจากชายฝั่งเมืองมีรี รัฐซาราวัก ประมาณ 90 กิโลเมตร และอยู่ติดกับโครงการมาเลเซีย เอสเค417 ซึ่ง ปตท.สผ. ได้สำรวจพบแหล่งก๊าซธรรมชาติเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งในอนาคตสามารถใช้อุปกรณ์การผลิตต่าง ๆ ร่วมกันได้ 

สำหรับผู้ร่วมทุนโครงการมาเลเซีย เอสเค410บี  ประกอบด้วย พีทีทีอีพี เอชเคโอ ถือสัดส่วนการลงทุน 42.5% และเป็นผู้ดำเนินการ บริษัท คูเวต ปิโตรเลียมฯ มาเลเซีย (เอสเค-410 บี) จำกัด (KUFPEC) 42.5% และบริษัท ปิโตรนาส ชาริกาลี จำกัด (PCSB) 15%

นอกจากโครงการมาเลเซีย เอสเค410บี ปตท.สผ. ยังมีการลงทุนในประเทศมาเลเซียอีกหลายโครงการ ได้แก่ เอสเค405บี, เอสเค438, เอสเค314เอ, เอสเค417, พีเอ็ม407, พีเอ็ม415 และ เอสบี412 ซึ่งทั้งหมดอยู่ในระยะสำรวจ และมีโครงการที่อยู่ในระยะผลิตได้แก่ แปลง เค, เอสเค309, เอสเค311, แหล่งโรตัน-บูลูห์ ในแปลง เอช และโครงการพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย กับพีซี เจดีเอ จำกัด

Source : ฐานเศรษฐกิจ

ราคาพลังงานกลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สุดของปี 2565 นี้ นับตั้งแต่ประเทศรัสเซียบุกโจมตียูเครน ตั้งแต่วันที่ 24 ก.พ. 2565 ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติปรับตัวพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว สร้างภาระต่อค่าครองชีพ ที่เป็นปัญหาเศรษฐกิจ​ให้กับประเทศผู้นำเข้าพลังงาน รวมถึงประเทศไทย

โดยราคา LNG (JKM) ปรับเพิ่มขึ้นจากต้นปี 2564 ที่ประมาณ 10 เหรียญ​สหรัฐต่อล้านบีทียู เป็น 30 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียูในเดือน ต.ค.2565 และการประมาณการณ์แนวโน้มราคา LNG ในปี 2566 – 2567 ของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน ( สนพ.)​ คาดว่าจะอยู่ที่ 25 – 33 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู

ในขณะที่ราคาน้ำมันโลกก็ผันผวน ทรงตัวระดับสูงมาตลอด โดยราคาเคยพุ่งทะลุ 140 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรลไปเมื่อเดือน ก.ค. 2565 ก่อนที่จะปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 80 เหรียญ​สหรัฐต่อบาร์เรล ( 22 ธ.ค. 2565 )​

ความผันผวนอย่างมากของราคาพลังงาน ในขณะที่ไทยเป็นประเทศนำเข้าพลังงานสุทธิ และรัฐบาลไทย ใช้นโยบายการตรึงราคาดีเซลเอาไว้ยาวนาน เพื่อลดผลกระทบต่อค่าครองชีพ​ของประชาชน ลดกระแสโจมตีทำลายคะแนนนิยมทางการเมือง ก็กลายเป็นการสร้างประวัติศาสตร์​หน้าใหม่ให้วงการพลังงานไทยในเรื่องสำคัญ ดังนี้

1.กองทุนน้ำมันฯ ถังแตก เงินติดลบสูงสุดเป็นประวัติการณ์

กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ต้องมาประสบปัญหาเงินติดลบสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 133,405 ล้านบาท ( ข้อมูลวันที่ 20 พ.ย.2565 )​ ซึ่งสูงกว่าอดีตเมื่อปี 2547-2548 ที่กองทุนฯเคยติดลบสูงสุด 92,070 ล้านบาท ทั้งนี้เนื่องจากการนำเงินไปพยุงราคาน้ำมันต่างๆ โดยเฉพาะดีเซลไม่ให้เกิน 34.94 บาทต่อลิตร และการพยุงราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) ในปัจจุบันไม่ให้เกิน 408 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม หลังจากราคาน้ำมันและ LPG ตลาดโลกพุ่งขึ้นไม่หยุดตลอดปี 2565

จนล่าสุดกองทุนฯ ต้องเข้าสู่กระบวนการกู้เงินเบื้องต้น 3 หมื่นล้านบาทในปี 2565 นี้ และที่เหลืออีก 1.2 แสนล้านบาทจะทำการกู้ต่อไปในปี 2566 ซึ่งจะพิจารณาตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลานั้นๆ จากกรอบวงเงินที่ได้รับอนุมัติจากรัฐบาล 1.5 แสนล้านบาท

นอกจากนี้ การที่รัฐบาลมีนโยบายขอเรี่ยไรเงินจากกลุ่มโรงกลั่นน้ำมัน เพราะเห็นว่ามีช่วงที่โรงกลั่นน้ำมันได้ค่าการกลั่นที่สูง แต่ก็ได้เฉพาะจากโรงกลั่นใจบุญกลุ่มปตท.ส่งเงินมาช่วยลดหนี้กองทุนได้ 3,000 ล้านบาท

2. ก๊าซแพงทำค่าไฟฟ้าแพงที่สุดเป็นประวัติการณ์ กฟผ.แบกหนี้อ่วม 1.5 แสนล้าน

ราคาค่าไฟฟ้าของประชาชนได้รับผลกระทบจากราคาก๊าซธรรมชาติและราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น จนคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จำเป็นต้องประกาศขึ้นค่าไฟฟ้า แม้ภาครัฐจะช่วยพยุงค่าไฟฟ้าประชาชนมาตั้งแต่ต้นปี 2565 แต่ก็ไม่สามารถต้านทานต้นทุนค่าไฟฟ้าที่ปรับขึ้นได้ จนท้ายที่สุด กกพ. ได้ประกาศขึ้นค่าไฟฟ้าเกิน 4 บาทต่อหน่วยเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยในงวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2565 ค่าไฟฟ้ารวมเฉลี่ยอยู่ที่ 4.72 บาทต่อหน่วย

ในขณะที่การคาดการณ์ค่าไฟฟ้า ในส่วนของค่าเอฟที ในงวดเดือน ม.ค.-เม.ย.2566 ยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องทำให้ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ วันที่ 25 พ.ย. 2565 มีมติให้ กกพ.ไปคำนวณการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าเอฟทีใหม่ โดยให้ผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มบ้านที่อยู่อาศัย ได้ใช้ไฟฟ้าที่มาจากเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ที่มีราคาต้นทุนต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับ ก๊าซจากเมียนมาร์และก๊าซLNG นำเข้า

โดยในการประชุม กกพ. เมื่อวันที่14 ธ.ค.2565 ได้นำนโยบายจาก กพช.มาคิดคำนวณค่าเอฟทีใหม่ ทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านที่อยู่อาศัย ได้ใช้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยเท่าเดิมที่ 4.72 บาทต่อหน่วย แต่ ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทอื่นๆ ทั้งกิจการขนาดเล็ก กลางและใหญ่ โรงแรม ห้างสรรพสินค้า โรงงานอุตสาหกรรมจะได้ใช้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยแพงกว่า คือ 5.69 บาทต่อหน่วย ซึ่งแพงที่สุดเป็นประวัติ​การณ์

คมกฤช ตันตระ​วาณิชย์​ เลขาธิการ​สำนักงาน ​กกพ. ระหว่างชี้แจงสื่อมวลชน​ถึงการปรับขึ้นค่าไฟฟ้า​

นโยบายรัฐบาลที่ช่วยตรึงค่าไฟฟ้าให้ประชาชน ทั้งๆที่ต้นทุนเชื้อเพลิงแพงขึ้น ทำให้ กฟผ.ต้องช่วยแบกภาระให้ผู้ใช้ไฟฟ้าไปก่อน นับตั้งแต่ค่าเอฟที งวด ก.ย.-ธ.ค.2564 เรื่อยมาถึง งวด ก.ย.-ธ.ค.2565 ตัวเลขกลมๆน่าจะอยู่ที่ ประมาณ 1.5 แสนล้านบาท ถือว่าเป็นการแบกภาระค่าเอฟที สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์​

ยังดีที่รัฐบาล โดยคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 6 ก.ย. 2565 ได้อนุมัติให้ กฟผ.กู้เงินเพื่อเสริมสภาพคล่องได้ 8.5 หมื่นล้านบาท

3.เปิดรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนล็อตใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ 5.2 พันเมกะวัตต์

เรียกเสียงฮือฮาทันทีที่ภาครัฐประกาศเปิดรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนล็อตใหญ่เป็นประวัติการณ์ถึง 5,203 เมกะวัตต์ โดยเปิดรับซื้อไปเมื่อ 4-25 พ.ย. 2565 ที่ผ่านมา ด้วยเหตุผลว่าการเปิดรับซื้อครั้งนี้เพื่อนำไปขายเป็นไฟฟ้าสีเขียวให้กับกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องการใช้สำหรับเป็นการยืนยันกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและลดการกีดกันทางการค้า นอกจากนี้ยังเป็นการเสริมระบบไฟฟ้าในประเทศไทย จากกรณีที่ก๊าซฯจากแหล่งเอราวัณ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงสำคัญในการผลิตไฟฟ้า ยังไม่สามารถผลิตได้ตามสัญญา จนไทยต้องไปพึ่งพา LNG มาใช้แทน ดังนั้นการเปิดรับซื้อไฟฟ้าดังกล่าวจะช่วยเสริมความมั่นคงให้ระบบไฟฟ้าของไทยมากขึ้น และตอกย้ำว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับการลดภาวะโลกร้อนด้วย

ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) สรุปยอดผู้ยื่นคำขอขายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ปี 2565-2573 รวม 670 โครงการ ปริมาณ 17,400.41 เมกะวัตต์ ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายรับซื้อ 5,203 เมกะวัตต์มาก โดยจะมีการสรุปผู้ได้รับการพิจารณาเข้าร่วมโครงการที่ชัดเจนอีกครั้งในต้นปี 2566 นี้ แต่ตามกระแสข่าว มีผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนหลายรายที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์​แห่ง​ประเทศไทย​ต่างแสดงตัวออกมาแล้วว่าจะได้มีส่วนร่วมในหลายโครงการที่ยื่นไป

สำหรับความกังวลเรื่อง การรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนล็อตใหญ่ จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าให้แพงขึ้นไปอีกหรือไม่ เลขาธิการสำนักงาน กกพ.คมกฤช ตันตระ​วาณิชย์​ อธิบายด้วยการชี้ให้เห็นตัวเลขว่า ในโครงสร้างค่าไฟฟ้า มีต้นทุนเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าโดยรวม ณ เดือน ม.ค.-เม.ย.2566 อยู่ที่ ประมาณ 3.46 บาทต่อหน่วย ถ้าตัวเลขรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่สรุปออกมา ประเภทใด มีต้นทุนที่สูงกว่า 3.46 บาทต่อหน่วย ในปี2567 ที่โครงการจะเริ่มเข้าสู่ระบบ ก็จะมีผลต่อค่าไฟฟ้า แต่ประเภทที่ต้นทุนอยู่ที่ประมาณ 2 บาทกว่าต่อหน่วย เช่น โครงการไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์​ ก็จะมีส่วนช่วยลดค่าไฟฟ้าลงมา

ส่วนการรับซื้อไฟฟ้าจากขยะอุตสาหกรรมของผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก หรือVSPP ที่ประกาศรายชื่อผู้ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติ​ 26 ราย ไปเมื่อวันที่ 14 ธ.ค.2565 ที่ผ่านมา โดยจะได้อัตราส่งเสริม Feed in Tariff ที่ 6.08 บาทต่อหน่วย นั้น ชัดเจนว่าจะดึงให้ค่าไฟฟ้าแพงขึ้น เพราะมีรายงานให้ กพช.รับทราบแล้วว่า คิดเป็นต้นทุนที่ต้องอุดหนุนตลอดอายุการรับซื้อสูงถึงประมาณ 7 หมื่นล้านบาท

Source : Energy News Center

งานเสวนาออนไลน์ “สร้างธุรกิจใหม่ ที่จริงใจ จากกรีนคาร์บอน”
วันเสาร์ที่ 17 ธ.ค. 65 ณ ร้านเขียวไข่กา ตลาดจริงใจ จังหวัดเชียงใหม่

ผู้ร่วมเสวนา

คุณพิชัย จิราธิวัฒน์
ประธานคณะทำงานด้านพลังงาน หอการค้าไทย (กล่าวเปิด)

ดร.สุวิทย์ ธรณินทร์พานิช
เลขาธิการมูลนิธิพลังงานสะอาดเพื่อประชาชน

คุณภัทร์ ศาสตร์ขำ
ผู้จัดการอาวุโส ส่วนงานพัฒนาอย่างยั่งยืน
ฝ่ายพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมไมซ์
สำนักงานส่งเสริมการจัดการประชุมและนิทรรศการ

คุณธเนศ วรศรัณย์
กรรมการรองเลขาธิการ สภาหอการค้า แห่งประเทศไทย
และประธานคณะกรรมการท่องเที่ยวคุณภาพสูง

คุณรองเพชร บุญช่วยดี
คณะทำงานย่อยกลุ่มสนับสนุนการซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิต
เพื่อรองรับกติกาพลังงานโลก หอการค้าไทย

คุณจุลนิตย์ วังวิวัฒน์
ประธานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่

ดร.ดิษฐา นนทิวรวงษ์
เลขานุการคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน ด้านพลังงาน

หัวข้อเสวนา

  • ธุรกิจท่องเที่ยว Green Tourism จะ GO! ต้องปรับตัวอย่างไรให้กันกระแสกติกาโลกใหม่
  • ธุรกิจท่องเที่ยว จะถึง Carbon Neutrality ปี 2050 ภาครัฐควรสนับสนุนอะไร ภาคเอกชนควรปรับตัวอย่างไร
  • การท่องเที่ยวแบบยั่งยืนแบบรักษ์โลก ตลาดนี้ใหญ่แค่ไหน มีแนวโน้มอย่างไร ต้องจ่ายค่าคาร์บอนเท่าไหร่ จ่ายยังไง
  • Carbon Credit เป็นกับดักหรือโอกาส ทางธุรกิจท่องเที่ยวสีเขียว ถ้าจะเดินไปสู่จุดนี้ต้องทำอย่างไร