บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ ENVISION DIGITAL INTERNATIONAL PTE. LTD. บริษัทชั้นนำด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อลดคาร์บอน ภายใต้กลุ่มบริษัท Envision ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) Collaboration in Future Energy Transition by Decarbonization Platform ศึกษาและทดลองการใช้งานแพลตฟอร์มบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ ภายในพื้นที่ของกลุ่ม ปตท. เพื่อบริหารและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขับเคลื่อนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2050 โดยมี ดร. บุรณิน รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐาน คุณเชิดชัย บุญชูช่วย รองกรรมการผู้จัดการใหญ่นวัตกรรมและธุรกิจใหม่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ Mr. Ko Kheng Hwa ประธานกรรมการ Envision Digital ร่วมในพิธีลงนาม

ดร. บุรณิน รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐาน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นการพัฒนาระบบบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะเพื่อตรวจสอบและควบคุมการใช้พลังงาน รวมถึงประเมินความสามารถในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในพื้นที่ทดลองของโครงการ โดยได้ริเริ่มนำแพลตฟอร์ม EnOSTM ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการ AloT ของ Envision Digital มาใช้ในการบริหารจัดการระบบพลังงานหมุนเวียนภายในอาคารต้นแบบ M4 ที่สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) จ.ระยอง ได้แก่ แผงเซลล์แสงอาทิตย์ลอยน้ำ แผงเซลล์แสงอาทิตย์บนหลังคา ระบบกักเก็บพลังงาน รวมถึงสถานีชาร์จไฟฟ้าภายในวิทยาเขตของสถาบันฯ โดยสามารถตรวจสอบและควบคุมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน และนำมาปรับใช้งานทดแทนการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานฟอสซิลได้อย่างเหมาะสม จึงทำให้อาคารดังกล่าวเป็นอาคาร Zero Import ทั้งหมด ซึ่งในอนาคต หากประสบความสำเร็จก็จะขยายผลไปยังพื้นที่อื่นต่อไป

คุณเชิดชัย บุญชูช่วย รองกรรมการผู้จัดการใหญ่นวัตกรรมและธุรกิจใหม่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวเพิ่มเติมว่า ตามทิศทางกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจใหม่ของ ปตท. ได้มีการจัดตั้ง บริษัท เมฆา วี จำกัด (Mekha V) เพื่อรองรับการดำเนินธุรกิจ AI และ Robotic ในด้านต่าง ๆ อาทิ PowerTECH, HealthTECH, MobilityTECH, IndustrialTECH และ SoftpowerTECH ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการให้บริการ Cloud โดยบริษัท เมฆาเทคโนโลยี จำกัด (MekhaTech) และดำเนินธุรกรรมซื้อขาย Renewable Energy Certificate (REC) ผ่านแพลตฟอร์มในนามของ บริษัท รี แอค จำกัด (ReAcc) โดยความร่วมมือกับ Envision Digital ในครั้งนี้ถือเป็นขอบเขตงานที่เกี่ยวข้องกับด้าน PowerTECH และในฐานะที่ Mekha V เป็นบริษัทเรือธง (Flagship) ในด้าน AI และ Robotic จึงทำให้บริษัทฯ เป็นตัวแทน กลุ่ม ปตท. ในการศึกษาและทดลองโครงการดังกล่าวร่วมกับ Envision Digital เพื่อสร้างโอกาสในการดำเนินธุรกิจดิจิทัลและแพลตฟอร์มต่อไปในอนาคต อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในก้าวสำคัญที่จะช่วยผลักดันการใช้พลังงานสะอาดและการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสำหรับสังคมคาร์บอนต่ำ ส่งเสริมเจตนารมณ์ของกลุ่ม ปตท. เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2050 และสนับสนุนเป้าหมายของประเทศไทยในการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2065 ตามลำดับ

Mr. Michael Ding, Global Executive Director, Envision Digital กล่าวว่า Envision Digital เป็นบริษัทชั้นนำระดับโลกด้านการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน เรามีพันธมิตรทั้งที่เป็นองค์กร หน่วยงานภาครัฐ และเมืองต่าง ๆ ในหลายประเทศ ด้วยเป้าหมายในการพัฒนาเทคโนโลยีที่มีส่วนช่วยสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรโลก ผ่านการนำแพลตฟอร์ม EnOSTM net zero เข้ามาช่วยบริหารจัดการพลังงานแบบครบวงจร ปัจจุบัน Envision มีพนักงานมากกว่า 1,000 คน และมีสำนักงาน 14 แห่งในสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ มาเลเซีย จีน ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่สิงคโปร์ สำหรับความร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำในด้านพลังงานอย่างกลุ่ม ปตท. ที่มีวิสัยทัศน์การดำเนินธุรกิจในทิศทางเดียวกับ Envision ในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งความมุ่งมั่นในการร่วมกันเดินหน้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ สะท้อนการดำเนินธุรกิจโดยมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนของกลุ่ม ปตท. ที่จะเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้พร้อมก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำได้ต่อไปในอนาคต

Source : Energy News Center

โครงการปันแสง ณ หมู่บ้านดงดิบ หรือ “โคกอีโด่ย” ตำบลห้วยยาง อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี กับงานวิจัยสุดล้ำทางด้านพลังงานและการเกษตรมารวมกันอย่างลงตัว มีจุดเริ่มต้นจากพระผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่เสียดายแดด กำลังเป็นจุดเช็คอินในยุคก้าวสู่พลังงานสะอาด

แม้อยู่ไกลความเจริญ ระยะทางจาก กทม.กว่า 800 กิโลเมตร ใครได้มาสัมผัสเยี่ยมชมโคกอีโด่ย นอกจากได้เห็นท้องถิ่นธรรมชาติที่แวดล้อมด้วยดงดิบ เนินสูงและโคกที่แห้งแล้ง แต่วิถีชีวิตของผู้คนโคกอีโด่ยในสภาวะกดดันจากค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้น แต่ชาวบ้านกลับอยู่ได้สบายๆ แบบพอเพียง นั่นเพราะพลังงานไฟฟ้าที่ใช้หมู่บ้านสามารถพึ่งพาพลังงานแสงอาทิตย์ในโครงการปันแสง โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และภาคีเครือข่าย

พลังงานแสงอาทิตย์ ถูกแปรรูปเก็บสะสมด้วยแผงโซลาร์เซลล์กลายเป็นไฟฟ้าแจกจ่ายใช้ส่องสว่างไปทั่วพื้นที่อย่างเหลือเฟือจนมีเก็บสำรองไว้ใช้ในยามฟ้าปิด ไร้แสงอาทิตย์สาดส่อง

ความเป็นมาของโครงการดังกล่าว มาจากจุดเริ่มโดยพระผู้นำการเปลี่ยนแปลง พระปัญญาวชิรโมลี นพพร เจ้าอาวาสวัดป่าศรีแสงธรรม ตำบลห้วยยาง อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี “แม้เราจะอยู่ในพื้นที่ห่างไกลความเจริญแต่เราไม่ได้อยู่ไกลจากแสงแดดมากกว่าคนอื่นเลย แสงแดดนั้นให้ความเท่าเทียมแก่เราทุกคนเท่ากันหมด”

Solar Monk จุดติด แนวคิด “เสียดายแดด”

พระปัญญาวชิรโมลี (Solar Monk) ผู้จุดประกายนำแสงแดดมาเป็นพลังงานทดแทน ด้วยนวัตกรรมการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ โดยความคิดเปลี่ยนนี้มาจาก “ความเสียดายแดด” และขยับไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ในด้านอื่นๆ ให้ดีขึ้น กระทั่งคนท้องถิ่นบ้านนอกอยู่ห่างไกลเขตเมืองมีความมั่นคงด้านพลังงานสามารถพึ่งพาตนเองได้

แนวคิดเสียดายแดดของพระคุณท่าน ทำให้วัดป่าศรีแสงธรรม มีไฟฟ้าเหลือใช้ แล้วลากโยงส่งต่อให้ชุมชนได้เข้าถึงแสงสว่างยามค่ำคืนจากพลังงานทดแทน จนเปลี่ยนบ้านโคกอีโด่ยกลายเป็น “โคกอีโด่ยวัลเลย์” ณ วันนี้ ที่ชวนทุกคนเข้ามาเช็คอิน

พระปัญญาวชิรโมลี เล่าว่า ในช่วงแรกโซลาร์เซลล์ถูกนำมาใช้ผลิตไฟฟ้าสำหรับใช้ภายในโรงเรียนศรีแสงธรรม หรือโรงเรียนพลังงานแสงอาทิตย์ เพราะโรงเรียนแห่งนี้ขับเคลื่อนการพัฒนาทั้งในโรงเรียนและชุมชนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ แล้วต่อยอดเป็นสิ่งประดิษฐ์ใช้ในด้านการเกษตร เช่น เครื่องสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ รถเข็นนอนนาพลังงานแสงอาทิตย์ รวมถึงพัฒนาเป็นอาชีพรับติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ในนาม “ช่างขอข้าว” เพื่อนำรายได้กลับมาใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ ของโรงเรียน

โรงเรียนศรีแสงธรรม เป็นต้นแบบจาก “ทฤษฎี” สู่ “การปฏิบัติ” ว่าด้วยการขับเคลื่อนเทคโนโลยี 4.0 โดยก่อตั้งเมื่อปี 2553 เป็นอีกโรงเรียนหนึ่งที่อยู่ชายขอบ ห่างไกลจากความเจริญ เปิดสอนทั้ง ม.ต้น-ปลาย ให้กับนักเรียนขาดแคลนโอกาส มาเรียน“ฟรี” ไม่มีค่าใช้จ่าย ขอเพียงให้ตั้งใจมุ่งมั่นเท่านั้น

พระนักพัฒนาแสงอาทิตย์ บอกว่า โจทย์การตั้งโรงเรียนมาจาก “ความขาดแคลนโอกาส”ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของคนทั้งประเทศ จึงเป็นแรงขับเคลื่อนความมุ่งมั่นในการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่มาพัฒนาคุณภาพชีวิตเพื่อทำให้ผู้คนมีชีวิตที่สะดวกสบายมากขึ้นและตั้งอยู่บนหลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งจะเป็นคำตอบของการสร้างความมั่นคงและยั่งยืนต่อตัวเองและโลกอย่างแท้จริง แล้วเด็กขาดแคลนโอกาสของบ้านดงดิบได้เรียนหนังสือฟรี

เมื่อตกผลึกความคิดแจ่มชัดก็มุ่งเดินหน้าตามแนวทาง “ททท” หมายถึง “ทำทันที” ถึงยากลำบากก็ไม่ยอมเสียเวลาเปล่า ถึงไร้คนสนใจ เพราะเป็นเรื่องไม่ปกติมาก่อนที่ “พระ” จะมาสร้าง “โรงเรียน” ทำให้ไม่ได้รับการสนับสนุนจากชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากนัก เนื่องจากไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้ที่จะสร้างโรงเรียนด้วยแนวคิดนี้

แม้ถูกปฏิเสธจากที่ต่างๆ กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ตอกย้ำว่าทุกอย่างเป็นไปได้ถ้า “ลงมือทำ” เมื่อไม่มีเงินสร้างอาคารเรียน พระและเด็กๆ ก็ตัดสินใจสร้าง “ห้องเรียนบ้านดิน” เพื่อใช้เป็นอาคารเรียน สามารถนั่งเรียนได้ ซึ่งไม่แย่มากนัก แล้วปัญหาใหม่เริ่มเข้ามาท้าทายอีก คือมีที่เรียนแต่กลับไม่มีอุปกรณ์การสอน

“มองออกไปมีแค่ “แดด” เท่านั้น เกิดความ “เสียดายแดด” ว่าควรใช้ให้เป็นประโยชน์ ประกอบกับตอนนั้นมีแผ่นโซล่าร์เซลล์แตกๆ ที่ได้รับบริจาคมา จึงใช้ความรู้ทางช่างที่มีอยู่บ้าง ซ่อมแผ่นโซลาร์เซลล์แตกๆ จนสามารถใช้ได้ และกลายเป็นจุดเริ่มที่สำคัญที่เด็กๆ ได้รู้จัก “ โซล่าร์เซลล์” และต่อยอดเป็นสิ่งประดิษฐ์และโครงงานต่างๆ เพื่อนำมาปรับใช้ในเรื่องทั้งพลังงานในพื้นไฟฟ้าเข้าไม่ถึงและการเกษตร ซึ่งเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวคนยากคนจนมากที่สุด”

ผสานความร่วมมือ กฟผ. ต่อยอดเป็นต้นแบบพลังงานสะอาด

พอเห็นข้อจำกัดของระบบผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ที่ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ ทำให้ผลิตไฟฟ้าได้เพียงบางช่วงเวลา ประกอบกับเมื่อมีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ในจุดต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น ทำให้พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้มีมากเกินความต้องการ จึงได้ผสานพลังความร่วมมือกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นำระบบไมโครกริดและระบบบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้าเข้ามาประยุกต์ใช้แก้ปัญหา แล้วกระจายไปสู่พื้นที่นำร่อง 4 แห่งของบ้านดงดิบ ซึ่งประกอบด้วยโรงเรียนศรีแสงธรรม วัดป่าศรีแสงธรรม โรงเรียนบ้านดงดิบ และศูนย์เด็กเล็กบ้านดงดิบ

ระบบบริหารจัดการพลังงานที่ กฟผ. พัฒนาขึ้นยังสามารถควบคุมการเปิด-ปิดระบบปรับอากาศ การปรับอุณหภูมิแบบอัตโนมัติเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการใช้ไฟฟ้าในภาพรวม พบว่าเมื่อติดตั้งเทคโนโลยีจัดการพลังงานแล้วสามารถช่วยลดค่าไฟฟ้าให้กับโรงเรียนศรีแสงธรรมได้มากถึงร้อยละ 40 หรือลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 8 ตันคาร์บอนต่อปีเลยทีเดียว

ด้วยความสำเร็จเล็กๆ ของโครงการพัฒนาที่เริ่มจากตั้งโรงเรียนเพื่อผู้ขาดแคลนโอกาส เพื่อเด็กท้องถิ่นห่างไกลได้รับการศึกษา กระทั่งโรงเรียนศรีแสงธรรมเป็นต้นแบบการพัฒนา เปลี่ยนโคกอีโด่ยแห็งแล้งกลายเป็น“โคกอีโด่ยวัลเลย์” มีการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ เกิดกิจกรรมปลูกผักสวนครัวใต้แผงโซลาร์เซลล์ เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร นี่คงเป็นภาพสะท้อนถึงการก่อรูปความคิดใหม่ แล้วชุมชนยอมรับเป็นไปได้

วิถีชุมชน “บวร”ประสานขยายการพัฒนายั่งยืน

ต้นแบบการพัฒนาอันท้าทายจากโรงเรียนศรีแสงธรรม เริ่มซึมซับเชื่อมประสานเกิดหลักคิดใหม่ในการพัฒนาตามแนวทาง “บวร” คือบ้าน (ชุมชน) วัด โรงเรียน-ราชการ ได้ร่วมกันผนึกตั้งศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีพลังงานและการเกษตรโคกอีโด่ยวัลเล่ย์ เป็นศูนย์เรียนรู้ฝึกอบรม ถ่ายทอดความรู้การเก็บ แก้ปัญหาพลังงานระบบโซลาร์เซลล์

โดยหลักสูตรอบรมนี้เน้นการใช้งานโซลาร์เซลล์เพื่อการเกษตร และพื้นที่ห่างไกลไม่มีไฟฟ้าเข้าถึง อีกทั้งเป็นหลักสูตรสำหรับบ้านพักอาศัย เชื่อมต่อกับไฟของการไฟฟ้า เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายที่นับวันจะสูงขึ้น สิ่งนี้สะท้อนถึงการพัฒนาแนวคิดใหม่ได้กระจายจากโรงเรียนสู่ชุมชน เข้าถึงบ้าน และยังดึงหน่วยงานรัฐเข้ามาให้ความช่วยเหลือ

ต่อมา “โคกอีโด่ยวัลเล่ย์” ดังไปไกลถึงจังหวัดภาคเหนือและบนดอยหลายแห่ง เพราะมีสภาพไม่แตกต่างจากอีสานถิ่นไกลรอยตะเข็บเส้นเขตแดนที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ดังนั้นชุมชนบนดอยติดต่อให้ไปช่วยแก้ปัญหา แบ่งปันความรู้

“ทีมงานเดินทางข้ามเขาหลายชั่วโมงกว่าจะถึง แต่ก็คงจะไปให้ทุกที่ไม่ได้ จึงจำเป็นต้องจัดสื่อการสอนเป็นคลิปวีดิโอ และสื่อการสอน ให้ผู้เข้าอบรมได้สัมผัสจริง ซึ่งจะได้ผลกว่าการเรียนในตำราอย่างเดียว”

ไม่เพียงเท่านั้น นอกศูนย์การเรียนรู้ฯ ได้ออกแบบระบบโซลาร์ปันแสง โดยใช้พื้นที่ทำการเกษตรใต้แผ่นโซลาร์เซลล์ สามารถผลิตพลังงานไปพร้อมกับการทำงานเกษตร ซึ่งมี 2 ลักษณะคือ พืชผักกับโซลาร์เซลล์แบ่งปันพลังงานกัน และการแบ่งปันพลังงานไฟฟ้าที่เก็บในแบตเตอรี่เอามาใช้ภายในวัด และติดตั้งเครื่องแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร ให้กับชุมชนหรือชาวบ้าน ที่สนใจเข้าร่วมโครงการขับเคลื่อนการขจัดความยากจน และพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

โดยนวัตกรรม “ปลูกผักใต้แผงโซลาร์เซลล์” ที่จะทำการทดลองปลูกพืชแบบ agrivoltaics ในพื้นที่ “โคก หนอง นา โมเดล” โครงการนี้เกิดขึ้นด้วยความร่วมมือระหว่าง สวทช. กฟผ. กฟภ. และวัดป่าศรีแสงธรรม ภายใต้ชื่อ Agrivoltaics หรือ agrophotovoltaics ซึ่งมี ผศ.ดร.ชำนาญ บุญญาพุทธิพงศ์ เป็นผู้ออกแบบอาคาร ที่นี่จึงเป็นแหล่งทดสอบ ทดลองงานทางด้านเทคโนโลยีพลังงาน กับการเกษตรอย่างยั่งยืน หรือเป็นที่รู้จักกันดีในนาม “โคกอีโด่ยวัลเล่ย์”

ทั้งหมดทั้งปวงของ “โคกอีโด่ยวัลเล่ย์” เริ่มจากความมุ่งมั่นตั้งโรงเรียนเพื่อคนขาดแคลนโอกาส อีกทั้งเกิดความ “เสียดายแดด” ซึ่งส่องแปลวแสงจ้าในท้องถิ่นอีสาน พระปัญญาวชิรโมลี พระนักพัฒนาเกิดความคิดใหม่เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ทำให้การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์หรือโซลาร์เซลล์เป็นหนึ่งในพลังงานทางเลือกของการผลิตไฟฟ้ายุคใหม่ ของของบ้านดงดิบ

กุญแจสำคัญทำให้การใช้พลังงานของบ้านดงดิบ มีต้นทุนต่ำ และนำมาใช้ได้อย่างไม่มีวันหมด ยังนำไปสู่แก้ไขโจทย์ที่สำคัญของโลกใบนี้ คือการสร้างความเท่าเทียม พร้อมเป็นพื้นที่เกษตรวิถีใหม่สามารถปลูกพืช ผัก ภายใต้พลังงานจากแสงแดด

นี่คือต้นแบบของพลังงานสะอาดของชุมชน ที่เกิดจากจุดเริ่มต้นแนวคิดของพระผู้นำ-นำการเปลี่ยนแปลง พระนักพัฒนาที่ซึมซับข้อมูลในพื้นที่แล้วผลักดัน ผนึกขอความร่วมมือจากองค์กรภายนอกชุมชนมาพัฒนาคุณภาพชีวิต แล้วแปรรูปการพัฒนาเป็นวิถี “บวร” เชื่อมประสานเกิดศูนย์เรียนรู้ฯ เพื่อชุมชนห่างไกลได้เข้าถึงพลังงานทดแทนและเท่าเทียม

ทุกวันนี้ หมู่บ้านดงดิบและวัดป่าศรีแสงธรรม นับเป็นพื้นที่ต้อนรับข้าราชการและองค์กรต่างถิ่น แม้กระทั่งนายกรัฐมนตรีก็ยังไปเยี่ยมชม รับรู้แนวทางการแก้ปัญหาที่เกิดจากพระนักพัฒนาที่มีแต่ความมุ่งมั่นต้องการช่วยคนยากจน

อ้างอิง
เพจเฟซบุ๊ค https://www.facebook.com/sisaengtham.ac.th/
มูลนิธิสัมมาชีพ https://www.right-livelihoods.org/

Source : MGROnline

เป็นส่วนหนึ่งที่เร่งให้เกิดผลกระทบที่ร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อมและโลกใบนี้ เพื่อเป็นการช่วยลดโลกร้อนนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการการท่องเที่ยวเริ่มให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวแบบ คาร์บอนต่ำ Low Carbon Tourism

องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก หรือ TGO และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ทดสอบเส้นทางการท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำหรือ Low Carbon Tourism ณ พื้นที่จังหวัดภูเก็ต-พังงา 1 ใน 20 เส้นทางต้นแบบคาร์บอนต่ำ ที่มุ่งเน้นการทำกิจกรรมลดการใช้พลังงานไฟฟ้า พลังงานเชื้อเพลิง เปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาด ลดการใช้สารเคมีในกระบวนการต่างๆ เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคจากธรรมชาติ รวมไปถึงลดการใช้วัสดุสิ้นเปลืองเพื่อลดปริมาณขยะให้น้อยลง

ซึ่งกระบวนการต่างๆ เหล่านี้จะช่วยลดก๊าซเรือนกระจกลงได้ จากนั้นก็ทำการชดเชยปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เหลือปล่อยที่ออกมาจากกิจกรรมท่องเที่ยวในเส้นทางนั้นๆ โดยการซื้อคาร์บอนเครดิตจากโครงการ T-VER มาชดเชย เพื่อให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกิดความสมดุลกับค่าการลดคาร์บอน และเท่ากับศูนย์ หรือ Carbon Neutral

 โดยมีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาศักยภาพด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้แก่บุคลากรในภาครัฐและภาคเอกชนของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อสนับสนุนให้เกิดการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศร่วมกัน อย่างเป็นรูปธรรมในประเทศไทย ซึ่ง ททท. ได้ดำเนินการออกแบบและสร้างสรรค์เส้นทางการท่องเที่ยว สินค้าและบริการทางการท่องเที่ยว ต้นแบบการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำทุกภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อนำเสนอให้ ททท. สำนักงานสาขาทั้งในประเทศและต่างประเทศ บริษัทนำเที่ยวและหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ในการนำไปพัฒนาเส้นทางและรูปแบบกิจกรรมทางการท่องเที่ยวเสนอขายต่อไป

สอดคล้องกับการประชุมทางด้านเอเปค โดย ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกรัฐบาล กล่าวว่า มีรองรับการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจของภูมิภาคและของโลก กำหนดทิศทางการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนภายใต้แนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจ BCG ที่เป็นประเด็นหลักของการประชุมเอเปคในครั้งนี้ ทำให้นานาชาติเห็นความสำคัญของ BCG มากขึ้น เพราะไม่เพียงสร้างรายได้ใหม่ให้กับประเทศ แต่ยังเสริมสร้างภาพลักษณ์ และความเชื่อมั่นว่าไทยเป็นประเทศที่น่าอยู่ น่าลงทุน น่าท่องเที่ยว และยังใส่ใจสิ่งแวดล้อมช่วยแก้ปัญหาโลกร้อน ด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG ที่มีรูปแบบผสมผสานระหว่างเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจสีเขียว สอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

โดยผลสำเร็จจากการประชุมเอเปคครั้งนี้ ประเทศไทยได้รับประโยชน์ในหลากหลายมิติ ที่รัฐบาลได้วางรากฐานเพื่อส่งต่ออนาคตที่ดีให้กับคนรุ่นถัดไป ดังนั้นแม้การประชุมจะเสร็จสิ้นลงแล้ว แต่ภารกิจการขับเคลื่อนให้บรรลุเป้าหมายในการพัฒนาประเทศยังคงดำเนินต่อไปโดยอาศัยปัจจัยสำคัญคือ การมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชน ความร่วมมือร่วมใจของพี่น้องประชาชนในการเป็นเจ้าบ้านที่ดี มอบรอยยิ้ม และ ข้อมูลที่ถูกต้อง การดำเนินกิจกรรมเคลื่อนไหวต่างๆ ในทิศทางที่สร้างสรรค์สงบเพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีรองรับโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจให้ไทยกลับมาเติบโต เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและลดเหลื่อมล้ำทางสังคม

เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและลดเหลื่อมล้ำทางสังคมได้โดยเร็วโดยผลสำเร็จจากการประชุมเอเปคครั้งนี้ ประเทศไทยและประชาชนทุกคนจะได้รับประโยชน์ในหลากหลายมิติ ที่รัฐบาลได้วางรากฐานเพื่อส่งต่ออนาคตทให้กับคนรุ่นถัดไป ดังนั้นแม้การประชุมจะเสร็จสิ้นลงแล้ว แต่ภารกิจการขับเคลื่อนให้บรรลุเป้าหมายในการพัฒนาประเทศเพื่อความอยู่ดีกินดีของพี่น้องประชาชนยังคงดำเนินต่อไปโดยอาศัยปัจจัยสำคัญคือ การมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชน ความร่วมมือร่วมใจของพี่น้องประชาชน การดำเนินกิจกรรมเคลื่อนไหวต่างๆ ในทิศทางที่สร้างสรรค์สงบเพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีรองรับโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจให้ไทยกลับมาเติบโต

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ปี 2558 ที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ กำหนดเป้าหมายการพัฒนาเพื่อนำไปสู่ความยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) 17 หัวข้อหลัก และ 169 เป้าหมายย่อย (Sub-Goals) เพื่อนำพาโลกไปสู่ความยั่งยืนร่วมกันทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล

หลายประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยต่างขับเคลื่อน “ความยั่งยืน” ผ่านการจัดการทรัพยากรและพลังงาน การจัดการของเสียและมลภาวะที่ก่อให้เกิดการเพิ่มอุณหภูมิโลกมากขึ้น รวมถึงการมีความรับผิดชอบต่อลูกค้า ผู้บริโภค ซัพพลายเชน และคู่ค้า

โดยกำหนดเป็นนโยบาย กลยุทธ์ และแผนงานทางธุรกิจ กลุ่มภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่มีการปรับตัวให้ทันกระแสความเปลี่ยนแปลงของโลก มุ่งหน้าสู่การสร้างความยั่งยืนตามเป้าหมายที่กำหนด

ยกระดับคุณภาพชีวิตและธุรกิจ

ผ่านการเป็น “AN ESSENTIAL LIFELONG TRUSTED PARTNER” 

บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ภายใต้การนำของกรรมการผู้จัดการ “ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์” เปิดโมเดลธุรกิจใหม่ของกลุ่มเสนา จากคนที่ขายบ้านมาเป็นพาร์ทเนอร์ตลอดชีวิตของคนซื้อที่อยู่อาศัยหรือที่เรียกว่า AN ESSENTIAL LIFELONG TRUSTED PARTNER ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในทุกมิติของการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน 

SENAชูบ้านพลังงานเป็นศูนย์  ขับเคลื่อนความยั่งยืน-รักษ์โลก

นอกเหนือจากการพัฒนาที่อยู่อาศัย ยังจัดตั้งธุรกิจใหม่ขยายอาณาเขตของธุรกิจและบริการ เพื่อตอบรับ Mega Trend ไม่ว่าจะเป็นด้าน Energy, Healthcare, Environment, Waste Management และ Financial Literacy เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของลูกค้าเสนาไปอีกขั้น เพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

ริเริ่ม SENA HHP Zero Energy House

 “ZEH” บ้านพลังงานเป็นศูนย์

“SENA Development” ร่วมมือกับบริษัท Hankyu Hanshin Properties Corp พันธมิตรยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่น นำแนวคิด Geo Fit+ ประยุกต์ใช้ควบคู่ไปกับโมเดล Zero Energy House (ZEH) พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยรูปแบบใหม่ (New Product) “SENA HHP Zero Energy House” บ้านและคอนโดมิเนียมลดการใช้พลังงานให้เป็นศูนย์ โดยมีการศึกษารูปแบบ กระบวนการสร้างบ้าน วัสดุที่ใช้ และ ดีไซน์ให้บ้านเสนาทุกหลังลดใช้พลังงานให้ใกล้เป็นศูนย์มากที่สุด

ให้บ้านใช้แอร์ลดลง ใช้ไฟลดลง บ้านทุกหลังมีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปผลิตไฟใช้เอง เป็นทั้งการลดและผลิตไฟฟ้าเองเพื่อให้การใช้พลังงานจากภายนอกบ้านใกล้ศูนย์มากที่สุด โดยจะต้องดำเนินการใน 2 ส่วน คือ

1. ดีไซน์และเลือกองค์ประกอบเพื่อลดการใช้พลังงานในที่อยู่อาศัย

2.ติดตั้งแหล่งผลิตพลังงานสะอาด โดยมีจุดมุ่งหมายของการประหยัดพลังงานให้ได้ตั้งแต่ 20% ขึ้นไป จนถึง 100% ซึ่งในประเทศญี่ปุ่นรัฐบาลให้การสนับสนุนด้วยวงเงินสูงสุด 1 ล้านเยนต่อหลัง (ขึ้นอยู่กับราคาบ้าน) เพื่อสนับสนุนตามเป้าหมายของรัฐบาลให้ผู้ประกอบการพัฒนาที่อยู่อาศัยแบบ ZEH ให้ได้มากที่สุด 

บ้าน Eco System “รักษ์โลก-ประหยัด”

ผศ.ดร.เกษรา กล่าวต่อไปว่าการจัดทำบ้านพลังงานเป็นศูนย์ ดีต่อผู้บริโภค ช่วยประหยัดพลังงาน ทำให้ผู้บริโภคจ่ายเงินน้อยลง อีกทั้งผู้บริโภคจะเป็นส่วนหนึ่งในการเป็นผู้รักษ์โลก สอดคล้องกับเป้าหมายและโจทย์สำคัญของการมุ่งสู่ธุรกิจเมกะเทรนด์ (Mega Trend) ของโลก เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยความคิดละเอียดใส่ใจ และจริงจังในการสร้างสังคมที่ยั่งยืน

เทรนด์การลงทุนในธุรกิจ SENA Group พุ่งเป้าไปธุรกิจที่ตอบรับเมกะเทรนด์ (Mega Trend) ทั้งความยั่งยืนในการประกอบธุรกิจที่เป็นมิตรต่อโลก (Sustainability) สังคม สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยี เพื่อให้ทุกคนเข้ามาช่วยกัน ซึ่งทุกอย่างเริ่มต้นที่บ้าน เป็นกลไกของสังคมที่เล็กที่สุดและเหนียวแน่นที่สุด ถ้าสามารถสร้างให้ครอบครัวมองเห็นถึงความสำคัญในการรักษ์โลก 

ช่วยดูแลสิ่งแวดล้อม ลดใช้พลังงาน เป็นระบบ Eco System ในแบบที่ทุกคนเข้าใจว่าต้องรักษาและยึดมั่นเรื่องความยั่งยืน เช่น หากทุกคนอยู่ในบ้านพลังงานเป็นศูนย์ จะทำให้ทุกคนได้ร่วมประหยัดพลังงาน โดยเฉพาะเด็กที่ได้เติบโตมาในสภาพแวดล้อมรักษ์โลก จะเกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และทำให้สังคมก้าวสู่ความยั่งยืนได้ง่าย

สำหรับบ้านพลังงานเป็นศูนย์จะเริ่มในส่วนของโครงการใหม่ที่กำลังพัฒนาและเปิดตัวตั้งแต่ปี 2023 เป็นต้นไป โดยเริ่มต้นที่ เสนา แกรนด์โฮม บางนา กม.29 และคอนโดมิเนียมที่อยู่ระหว่างการศึกษาและพัฒนารูปแบบของอาคาร หลังจากนี้จะมีขยายไปสู่ทุกๆ โครงการของ SENA เพราะพลังของผู้บริโภคจะเป็นพลังสำคัญที่สุดที่จะทำให้เกิดความยั่งยืนได้อย่างแท้จริง

เพราะหากผู้บริโภคเลือกบ้านประหยัดพลังงานหรือลดการใช้พลังงาน ก็จะทำให้เสนาดีเวลลอปเม้นท์ดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ซึ่งต้องยอมรับว่าในแง่ของการทำธุรกิจย่อมต้องการกำไร แต่ในยุคนี้นอกจากทำกำไรแล้ว ยังต้องดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคมควบคู่กันไปด้วย

“การจะคิดขายบ้านอย่างเดียวไม่สามารถตอบโจทย์ทั้งหมดให้กับผู้บริโภคได้ เสนาจึงต้องปรับเปลี่ยนจากการเป็นคนสร้างบ้านขายไปสู่การเป็นพาร์ทเนอร์ในการเสนอสินค้าและบริการที่เป็น Real Estate Multi-Services ในทุกช่วงชีวิตของผู้บริโภค” ผศ.ดร.เกษรา กล่าวทิ้งท้าย

Source : กรุงเทพธุรกิจ

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ผนึกกำลังบริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด เดินหน้ารุกธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า (EV ) ลุยขายและติดตั้งเครื่องชาร์จ EV  สนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ผุดสถานีชาร์จ EleX by EGAT แห่งใหม่ที่เมืองทองธานีรวม 13 ช่องจอด พร้อมชวนสัมผัสผลิตภัณฑ์และบริการของบริษัทในกลุ่ม กฟผ. ในงาน Motor Expo 2022 ระหว่างวันที่ 1 – 12 ธ.ค. 2565 นี้

วันที่ 1 ธ.ค. 2565 นายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) พร้อมด้วยนายพอลล์ กาญจนพาสน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด, นายอธิป ตันติวรวงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด และนายเฮซุส ครูซ ซานเชส ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก Wallbox Chargers S.L. ร่วมพิธีเปิดบูธ EGAT Group EV Business Solution และสถานีชาร์จ EleX by EGAT 13 ช่องจอด ที่งานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 39 (Motor Expo 2022) ณ อาคารชาเลนเจอร์ 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

นายบุญญนิตย์ กล่าวว่า การเดินหน้าขับเคลื่อนการลงทุนผลิตภัณฑ์และบริการด้านยานยนต์ไฟฟ้า (EV)ของบริษัทในกลุ่ม กฟผ. มีเป้าหมายสำคัญเพื่อส่งเสริมระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) และสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศตามนโยบาย 30@30 ทั้งการขยายสถานีชาร์จ EleX by EGAT การพัฒนาแอปพลิเคชัน EleXA และระบบปฏิบัติการบริหารจัดการสถานีชาร์จ (BackEN) รวมถึงการจับมือพันธมิตรชั้นนำทางธุรกิจจากประเทศสเปนนำเข้าเครื่องชาร์จ EVประสิทธิภาพสูงภายใต้แบรนด์ Wallbox ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจให้คนไทยในการตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้อีวีมากยิ่งขึ้น

โดย กฟผ. ตั้งเป้าขยายสถานีชาร์จ EleX by EGAT และสถานีพันธมิตรในปี 2565 นี้รวมกว่า 100 สถานี ซึ่งครอบคลุมการเดินทางของผู้ใช้ EV ในทุกภูมิภาค นอกจากนี้ กฟผ. ยังร่วมกับผู้ให้บริการรายอื่นเชื่อมโยงข้อมูลตำแหน่งสถานีชาร์จทุกค่ายมาไว้ในแอปพลิเคชัน EleXA เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้ EV ในการค้นหาสถานีชาร์จ ตลอดจนขยายการให้บริการระบบปฏิบัติการ BackEN ช่วยบริหารจัดการสถานีชาร์จอย่างครบวงจรแก่ผู้ที่สนใจลงทุนสถานีชาร์จ ส่วนการจำหน่ายเครื่องชาร์จ EV ของ Wallbox กฟผ. ได้มอบหมายให้บริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม กฟผ. เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินธุรกิจ เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจ EV ในอนาคต

นอกจากนี้ผู้ว่าการ กฟผ. พร้อมด้วยนายพอลล์ กาญจนพาสน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด ได้ร่วมกันเปิดสถานีชาร์จ EleX by EGAT ที่ได้ร่วมกันพัฒนาเพื่อให้บริการผู้ใช้ EV ที่เข้ามาใช้บริการในบริเวณพื้นที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยเปิดให้บริการจำนวน 2 สถานี รวม 13 ช่องจอด ในบริเวณ 2 พื้นที่ ได้แก่ 1) บริเวณอาคารจอดรถในร่ม P1 อาคารชาเลนเจอร์ เป็นสถานีอัดประจุไฟฟ้าแบบชาร์จด้วยความเร็วปกติ AC Normal Charge 9 ช่องจอด 2) บริเวณพื้นที่ลานจอดรถของโรงแรมโนโวเทล เป็นสถานีอัดประจุไฟฟ้าแบบชาร์จเร็ว DC Fast Charge 60 – 125 kW รวม 4 ช่องจอด ซึ่งจะทำให้พื้นที่แห่งนี้กลายเป็นสถานีชาร์จไฟฟ้าสาธารณะที่มีจำนวนหัวชาร์จมากที่สุดในจังหวัดนนทบุรี

นายอธิป ตันติวรวงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า Innopower มีเป้าหมายในการสร้างธุรกิจนวัตกรรมพลังงานที่ตอบโจทย์ทางด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยในส่วนของยานยนต์ไฟฟ้า เราต้องการสร้างประสบการณ์ที่ดีในการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ทั้งส่วนของเครื่องชาร์จ EV  และระบบการบริหารจัดการสถานีชาร์จ ปัจจุบันเครื่องชาร์จ EV ไม่เพียงแค่ชาร์จไฟฟ้าให้กับรถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น แต่ต้องตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกันของผู้ใช้ EV ด้วย

Wallbox จึงถือเป็นเครื่องชาร์จ EV สุดอัจฉริยะ (Smart EV Charger) มาตรฐานยุโรป ขนาดกะทัดรัด ทันสมัยเหมาะกับการตกแต่งทุกรูปแบบ อีกทั้ง Wallbox ยังถูกออกแบบให้การชาร์จไฟฟ้าแต่ละครั้งเกิดความคุ้มค่าที่สุด เพราะสามารถเลือกชาร์จไฟฟ้าอัตโนมัติในช่วงที่อัตราค่าไฟฟ้าต่ำ รองรับการทำงานร่วมกับพลังงานสะอาดอย่างโซลาร์เซลล์ และเฉลี่ยกำลังไฟขณะชาร์จเพื่อป้องกันการใช้ไฟฟ้ามากเกินไปเมื่อใช้งานพร้อมกันหลายคัน นอกจากนี้การติดตั้ง Wallbox ยังได้รับรองมาตรฐานการติดตั้งอย่างปลอดภัยจาก กฟผ. อีกด้วย อินโนพาวเวอร์พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดัน Ecosystem ของประเทศ และสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้อีวีทุกกลุ่ม เพื่อเดินหน้าประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืนในอนาคต

สำหรับไฮไลท์ผลิตภัณฑ์และบริการด้านอีวีของบริษัทในกลุ่ม กฟผ. ภายในงาน Motor Expo 2022 จะทำให้ผู้ที่สนใจได้สัมผัสประสบการณ์การใช้ EV ในชีวิตประจำวันตั้งแต่ที่พักอาศัย ระหว่างเดินทางในจุดพักและชาร์จรถ ก่อนที่จะเดินทางต่อไปยังสถานที่ปลายทาง เช่น

1.Wallbox รุ่น Pulsar Max เครื่องชาร์จ EV รุ่นใหม่ที่ขนาดเล็กกะทัดรัด แต่ความสามารถใหญ่กว่าตัว เพราะชาร์จไฟฟ้าได้เร็ว รองรับการจ่ายไฟฟ้าได้ตั้งแต่ 7.4 – 22 กิโลวัตต์ (kW) โดดเด่นด้วยนวัตกรรมด้านการบริหารจัดการพลังงานในบ้าน เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายและยกระดับการใช้พลังงานสีเขียวภายในที่อยู่อาศัยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งยังถูกออกแบบให้ทนทานต่อการใช้งานและติดตั้งง่ายขึ้นจึงช่วยลดค่าใช้จ่ายในการติดตั้งลงด้วย

2.เดินทางสะดวก มั่นใจใช้ EV ผ่านสถานีชาร์จ EleX by EGAT และแอปพลิเคชัน EleXA ครอบคลุมถนนสายหลักในทุกภูมิภาคด้วยเครื่องชาร์จแบบเร็ว (DC Fast Charge) สะดวกทุกการเดินทาง รวมถึงบริเวณห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล สนามกอล์ฟ หน่วยงานราชการ

3. เห็นโอกาสทางธุรกิจสำหรับผู้สนใจลงทุนสถานีชาร์จด้วยระบบ BackEN ที่จะคอยดูแลให้คำปรึกษา ช่วยให้เจ้าของสถานีบริหารจัดการและขยายธุรกิจได้ง่ายมากขึ้น อีกทั้งยังสามารถมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายสถานีชาร์จ EleX by EGAT ได้อีกด้วย

โดยผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์และบริการด้านอีวีดังกล่าวได้ที่บูธ H03 อาคารชาเลนเจอร์ 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 1-12 ธันวาคม 2565 หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.innoev.co/ และ Line ID : @innoev.co โทร 06 1415 1052

Source : Energy News Center