สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) สรุปยอดผู้ยื่นคำขอขายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ปี 2565-2573 รวม 670 โครงการ ปริมาณ 17,400.41 เมกะวัตต์ จากเป้าหมายรับซื้อ 5,203  เมกะวัตต์ โดยผู้ผลิตไฟฟ้า VSPP ประเภทโซลาร์ฟาร์มยื่นเสนอสูงสุด 381 โครงการ 2,066 เมกะวัตต์  และกลุ่มเสนอขายไฟฟ้าก๊าซชีวภาพต่ำสุดเพียง 2 โครงการ 6.50 เมกะวัตต์  การไฟฟ้าเตรียมประกาศผู้ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติ 9 ธ.ค. 2565 นี้

นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) เปิดเผยว่า การยื่นคำขอผลิตไฟฟ้าและยืนยันการยื่นคำเสนอขายไฟฟ้าพร้อมเอกสารหลักฐานแสดงคุณสมบัติและข้อมูลความพร้อมทางด้านเทคนิคพร้อมเอกสารหลักฐานผ่านระบบ RE Proposal (ระบบ REP) ซึ่งเปิดให้ยื่นคำเสนอขายไฟฟ้าตั้งแต่วันที่ 4 พ.ย. 2565 เวลา 00.01 น. จนถึงวันที่ 25 พ.ย. 2565 เวลา 12.00 น. รวม 22 วัน ที่ผ่านมานั้น ภายหลังสำนักงาน กกพ. ได้ปิดระบบ REP แล้ว มีผู้ยื่นคำเสนอขายไฟฟ้า รวม 670 โครงการ แบ่งเป็น (1) ผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) จำนวน 272 โครงการ และ (2) ผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) จำนวน 398 โครงการ คิดเป็นปริมาณพลังไฟฟ้าเสนอขายรวม 17,400.41 เมกะวัตต์ จากการเปิดรับซื้อทั้งหมดรวม 5,203 เมกะวัตต์

โดยกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้า SPP ได้แบ่งการเสนอขายไฟฟ้าตามประเภทเชื้อเพลิงดังนี้ 1. พลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน (Battery Energy Storage System: BESS) มีผู้เสนอขายไฟฟ้า 52 โครงการ รวม 2,171.19 เมกะวัตต์  2.พลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (โซลาร์ฟาร์ม) จำนวน 141 โครงการ จำนวน 7,537.71 เมกะวัตต์ และ3. พลังงานลม เสนอขายไฟฟ้า 79 โครงการ รวม 5,509.93 เมกะวัตต์ รวมทั้งหมด 272 โครงการ ปริมาณ 15,218.83 เมกะวัตต์ โดยไม่มีการเสนอขายไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพแต่อย่างใด

2.กลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้า VSPP ได้แบ่งการเสนอขายไฟฟ้าตามประเภทเชื้อเพลิงดังนี้ 1. ก๊าซชีวภาพ (น้ำเสีย/ของเสีย) มีผู้เสนอขายไฟฟ้าเพียง 2 โครงการ รวม 6.50 เมกะวัตต์  2.พลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน 381 โครงการ จำนวน 2,066.04  เมกะวัตต์ และ3. พลังงานลม เสนอขายไฟฟ้า 15 โคงการ รวม 109.04  เมกะวัตต์ รวมทั้งหมด 398 โครงการ ปริมาณ 2,181.58  เมกะวัตต์

“ผู้ยื่นคำขอผลิตไฟฟ้าจะต้องยื่นซองคำเสนอขายไฟฟ้า และซองหลักฐานการวางหลักประกันการยื่นคำเสนอขายไฟฟ้า (Proposal Bond) ให้แก่การไฟฟ้า ภายในวันที่ 30 พ.ย. 2565 เวลา 15.00 น. และยื่นซอง USB Flash Drive ภายในวันที่ 2 ธ.ค. 2565 เวลา 15.00 น. หลังจากนั้นการไฟฟ้าจะตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ที่ยื่นคำขอผลิตไฟฟ้าในแต่ละประเภท เพื่อประกาศรายชื่อผู้ที่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติภายในวันที่ 9 ธ.ค. 2565 ซึ่งผู้ยื่นขอผลิตไฟฟ้าที่ไม่ผ่านคุณสมบัติสามารถใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์พร้อมเอกสารหลักฐานต่อ กกพ. ได้ภายในวันที่ 22 ธ.ค. 2565 โดยสำนักงาน กกพ. จะประกาศผลการพิจารณาอุทธรณ์คุณสมบัติ ภายในวันที่ 11 ม.ค. 2566 และจะเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์สำนักงาน กกพ. www.erc.or.th” นายคมกฤช กล่าว

Source : Energy News Center

กังหันลมนอกชายฝั่งขนาดใหญ่ยักษ์ ซึ่งมีกำลังการผลิตต่อหน่วยใหญ่ที่สุดในโลก ถูกนำออกจากสายการผลิตในมณฑลฝูเจี้ยน ทางตะวันออกของจีนแล้ว

กังหันลมขนาด 16 เมกะวัตต์ ติดตั้งดุมใบพัดอยู่สูง 146 เมตร เทียบเท่ากับอาคาร 50 ชั้น มีใบพัดเส้นผ่านศูนย์กลางยาวที่สุดในโลกที่ 252 เมตร และน้ำหนักต่อเมกะวัตต์เบาที่สุดในโลก กังหันลมนี้ร่วมพัฒนาโดยบริษัท ไชน่า ธรี จอร์จส คอร์เปอเรชัน (CTG) และบริษัท วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีซินเจียง โกล์ดวินด์ จำกัด (Goldwind)

รายงานระบุว่า กังหันลมนี้ถือเป็นความก้าวหน้าของการผลิตกังหันลมขั้นสูง และสามารถผลิตไฟฟ้า 34.2 กิโลวัตต์ชั่วโมง หลังจากหมุนเต็มรอบ ณ ความเร็วลมเต็มพิกัด

ผลผลิตไฟฟ้ารายปีของกังหันลมนี้ ซึ่งคาดว่าจะเฉลี่ยอยู่ที่กว่า 66 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง จะตอบสนองความต้องการไฟฟ้ารายปีของครัวเรือนที่มีสมาชิก 3 คนได้ 36,000 ครัวเรือน ประหยัดถ่านหินมาตรฐาน 22,000 ตัน และลดคาร์บอนไดออกไซด์ 54,000 ตัน

เหลยหมิงซาน ประธานซีทีจี กล่าวว่า การผลิตกังหันลมของจีนอยู่ในระดับชั้นนำของโลก หลังจากมีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด

ที่มา/ภาพ สำนักข่าวซินหัว

Source : MGROnline

ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) เป็นภาษีที่เก็บจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก โดยฐานภาษีคาร์บอนที่ใช้ในการจัดเก็บ

มี 2 แบบ

1.จัดเก็บภาษีทางตรงจากปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตสินค้า และ
2. จัดเก็บภาษีทางอ้อมตามการบริโภค

ในต่างประเทศ การจัดเก็บภาษีคาร์บอนมีการใช้อย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะประเทศในทวีปยุโรปขณะที่ประเทศในทวีปอเมริกาใต้ เอเชีย และแอฟริกาบางประเทศเริ่มมีการนำภาษีคาร์บอนมาบังคับใช้เช่นกัน โดยปัจจุบันมี 29 ประเทศ

“ภาษีคาร์บอน”กรณีศึกษา   รูปแบบ-แนวทางใช้จริง

สำหรับประเทศไทย กรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง เริ่มนำอัตราภาษีที่คำนึงถึงการปล่อยก๊าซ CO2 มาใช้ครั้งแรกในการปรับปรุงโครงสร้างภาษีรถยนต์ในปี ค.ศ. 2016 และขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อนำภาษีคาร์บอนมาใช้ 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่าการจัดเก็บภาษีคาร์บอนของกรมสรรพสามิตนั้น สามารถทำได้ทั้งทางตรงและทางอ้อมจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล โดยจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้ผู้ประกอบการได้มีการปรับตัวได้อย่างยั่งยืน 

โดยอัตราภาษีคาร์บอนในต่างประเทศที่มีการจัดเก็บค่อนข้างแตกต่างกัน ตั้งแต่ 0.08 – 137 ดอลลาร์ต่อตัน CO2 ซึ่งมีทั้งการจัดเก็บภาษีทางตรงจากการผลิตและจัดเก็บภาษีจากการบริโภค

Source : กรุงเทพธุรกิจ

อุตสาหกรรมการผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด (Wood Pellets) เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมในกลุ่ม BCG economy ที่มีแนวโน้มเติบโตตามกำลังการผลิตของโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ที่ได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมจากภาครัฐของทั่วโลกมากขึ้นในอนาคต หลังหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้

ที่มีการใช้ Wood Pellets ในการผลิตไฟฟ้ามีเป้าหมายที่จะเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2593 โดยอุตสาหกรรมการผลิต Wood Pellets เป็นอุตสาหกรรมที่แปรรูปเชื้อเพลิงชีวมวล เช่น เศษไม้ยางพารา ทะลายปาล์ม ฟางข้าว ให้เป็น Wood Pellets เพื่อนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าชีวมวล โรงไฟฟ้าถ่านหิน และโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งจะทำให้สามารถผลิตพลังงานความร้อน และผลิตไฟฟ้า อีกทั้งยังปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในกระบวนการผลิตน้อยกว่าการใช้เชื้อเพลิงทั่วไป

ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโซล ระบุบถึงสถานการณ์ตลาด Wood Pelletในเกาหลีใต้ (ปี2561) ราคาการส่งออก Wood Pellet ในปี 2017 ราคาเฉลี่ยในการส่งออกเชื้อเพลิง Wood Pellet อยู่ที่ 115 เหรียญสหรัฐ และราคาที่ต่ำที่สุดในบรรดาประเทศส่งออก คือประเทศเวียดนาม อยู่ที่ 113 ดอลลาร์สหรัฐ 

โดยเกาหลีใต้นำเข้าจากประเทศแคนาดา ในราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 129 เหรียญสหรัฐ และจากประเทศไทย อยู่ที่ราคา 116 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือสูงกว่าประเทศส่งออกประเทศอื่นในอาเซียน ในบรรดาประเทศผู้ส่งออก เวียดนามส่งออกเชื้อเพลิง Wood Pellet 1,515,203 เมตริกตันคิดเป็นมูลค่า 171 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็น 61% ของตลาดพลังงาน Wood Pellet  ตามด้วยมาเลเซีย 405,431 ตันคิดเป็นมูลค่า 47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็น 17% ของไทยที่ส่งออก 94,597 เมตริกตัน มูลค่า 11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคิดเป็น 4% ของตลาด Wood Pellet ทั้งหมดในปี 2017

ซึ่งสอดคล้องกับข้อของมูลค่าอุตสาหกรรมการผลิต Wood Pellets มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยปีละ 17% CAGR จาก 1.4 พันล้านบาทในปี 2564 เป็น 2.4 พันล้านบาทในปี 2568 ตามความต้องการจากกลุ่มโรงงานและโรงไฟฟ้าชีวมวล ทั้งในประเทศและตลาดส่งออกหลัก โดย พงษ์ประภา นภาพฤกษ์ชาติ Krungthai COMPASS กล่าวว่ากลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพในการเติบโตมากที่สุดในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมการผลิต Wood Pellets คือ กลุ่มธุรกิจผลิต โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่เป็นเครือข่ายของบริษัทที่มี By-product เป็นวัตถุดิบโดยในช่วงปี 2561-64 มียอดขายเติบโตเฉลี่ยถึง 25% CAGR ในอนาคตยอดขายมีแนวโน้มเติบโตตามความต้องการ Wood Pellets อีกทั้งยังสามารถจะขายโดยตรงกับผู้ใช้มากขึ้น ซึ่งอาจแย่งส่วนแบ่งการตลาดจากกลุ่มผู้จัดจำหน่าย Wood Pellets ได้ในอนาคต

 อย่างไรก็ดี ธุรกิจผลิต Wood Pellets บางรายมีผลประกอบการที่ไม่ดีนัก จึงควรมีการปรับตัว ดังนี้ 1. ควรลงทุนเครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพเหมาะสมในทุกขั้นตอนของการผลิต 2. ควรได้รับการรับรองจาก FSC และ 3. ควรหันมาผลิต Torrefied Pellets มากขึ้น

แนวโน้มอุตสาหกรรมการผลิต Wood Pellets ในไทยโดย Krungthai COMPASS ประเมินว่า มูลค่าอุตสาหกรรมการผลิต Wood Pellets ของไทยมีแนวโน้มขยายตัวเป็น 2.6 พันล้านบาทในปี 2568 จาก 1.4 พันล้านบาทในปี 2564 หรือเติบโตเฉลี่ยที่เร่งขึ้น 17%CAGR โดยปัจจัยหนุนมาจากการขาย Wood Pellets ภายในประเทศและการส่งออกดังนี้

แนวโน้มอุตสาหกรรมการผลิต Wood Pellets ในไทยโดย Krungthai COMPASS ประเมินว่า มูลค่าอุตสาหกรรมการผลิต Wood Pellets ของไทยมีแนวโน้มขยายตัวเป็น 2.6 พันล้านบาทในปี 2568 จาก 1.4 พันล้านบาทในปี 2564 หรือเติบโตเฉลี่ยที่เร่งขึ้น 17%CAGR โดยปัจจัยหนุนมาจากการขาย Wood Pellets ภายในประเทศและการส่งออกดังนี้

1. ยอดขายในประเทศคาดว่าจะเติบโตเป็น 1.8 พันล้านบาทในปี 2568 จาก 1.3 พันล้านบาทในปี 2564 หรือเติบโตเฉลี่ยที่ 7.8%CAGR ตามความต้องการ Wood Pellets จากโรงงานอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมแปรรูปเกษตร และเคมีภัณฑ์ รวมทั้งโรงไฟฟ้าชีวมวลและโรงไฟฟ้าถ่านหิน โดยรายละเอียดสามารถอ่านได้ในบทความเรื่อง “Wood Pellets ตัวช่วยบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutrality”

Wood Pellets  พลังงานใหม่ ตัวช่วยเข้าใกล้เป้าหมาย Carbon Neutrality

2.ยอดส่งออก Wood Pellets ของไทย คาดว่าจะขยายตัวเป็น 872 ล้านบาทในปี 2568 จาก 104 ล้านบาทในปี 2564 หรือเติบโตเฉลี่ย 70.2% CAGR แม้ว่ายอดส่งออก Wood Pellets ของไทยลดลงเฉลี่ย 59% CAGR ในช่วงปี 2562-64 เนื่องจากผู้ผลิต Wood Pellets ไม่สามารถส่งออก Wood Pellets ที่ตรงตามมาตรฐานของลูกค้าต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ได้เต็มที่นัก ซึ่งเกิดจากคุณภาพเชื้อเพลิงและการได้รับใบรับรองจาก Forest Stewardship Council (FSC) ที่รับรองว่าวัตถุดิบของสินค้าดังกล่าวมาจากป่าที่มีการจัดการดูแลอย่างรับผิดชอบ แต่คาดว่ายอดส่งออกจะกลับมาเติบโตอีกครั้ง เพราะนอกเหนือจากผู้ประกอบการบางรายของไทยในอุตสาหกรรมนี้ได้เริ่มปรับตัวในการปรับปรุงกระบวนการผลิตและการขอใบรับรอง FSC แล้ว ยังมีแรงหนุนเพิ่มเติม 

ความต้องการ Wood Pellets ของเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่สุดของไทย ซึ่งคิดสัดส่วนการส่งออกสูงถึง 80% คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 3.3 ล้านตันในปี 2564 เป็น 4.6 ล้านตันในปี 2568 ตามกำลังการขยายกำลังการผลิตของโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ซึ่งรวมถึง Wood Pellets นอกจากนั้น ยังมีปัจจัยหนุนเพิ่มเติมจากนโยบายของภาครัฐที่กำหนดให้โรงไฟฟ้าพลังงานฟอสซิลขนาดกำลังการผลิตมากกว่า 500 เมกะวัตต์ ต้องผลิตไฟฟ้าจาก

จะเห็นได้ว่าความยอดส่งออก  Wood Pellets ของไทยมีการเติมโตมากยิ่งขึ้นนับเป็นเรื่องที่ดีที่มีเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและช่วยลดก๊าซคาร์บอนได้อย่างยั่งยืนต่อไป

Source : กรุงเทพธุรกิจ

“สุพัฒนพงษ์” ปลุกภาคเอกชนใช้ “บีซีจี โมเดล” เป็นแนวทางทำธุรกิจ ป้องกันตัวเองจากการกีดกันการค้า เพิ่มมูลค่าสินค้า ดูแลสิ่งแวดล้อม มั่นใจ เศรษฐกิจไทยฟื้นจากวิกฤติเพื่อสิ่งที่ดีกว่าแน่ พร้อมลุยสร้างเสน่ห์ระเบียงเศรษฐกิจภูมิภาค ดึงดูดลงทุน วางกลยุทธ์ใช้พลังงานสะอาด ด้านหอการค้าไทย เสนอ “สมุดปกขาว” กู้เศรษฐกิจไทยต่อนายกฯ

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยภายในงานสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 40 ที่ จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 27 พ.ย.65 ว่า หอการค้าไทยได้เสนอสมุดปกขาวการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ครอบคลุมแนวทางการพัฒนาประเทศ ต่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่านรองนายกฯ สุพัฒนพงษ์

ประกอบด้วย 1.Connect เชื่อมโยงความร่วมมือเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างความเข้มแข็งของเอสเอ็มอี ขับเคลื่อนแผนพัฒนาเศรษฐกิจภูมิภาค 5 ภาค 2.Competitive ยกระดับความสามารถการแข่งขันของประเทศในทุกมิติ โดยสนับสนุนภาครัฐขับเคลื่อนความตกลงการค้าเสรีเอเปก และเร่งเจรจาเอฟทีเอกับนานาชาติ ดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หอการค้าไทย มีแผนดึงดูดนักลงทุนจากจีน ซาอุดีอาระเบีย เวียดนาม และอินเดีย รวมถึงรักษากลุ่มนักลงทุนเดิม เช่น ญี่ปุ่น และ สหรัฐอเมริกา ฯลฯ 3.Sustainable สร้างอนาคตที่ยั่งยืน โดยผลักดันเป้าหมายกรุงเทพฯ ว่าด้วยเศรษฐกิจบีซีจี เป็นต้น 

“แม้ว่าเศรษฐกิจโลกในปีหน้าจะเปราะบาง แต่เชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยจะมีโอกาสเติบโตได้ โดยคาดว่า จะเติบโตได้ 3.5-4 % และส่งออกจะเติบโตได้ 3-5 % และนำข้อเสนอแนะทั้งหมดที่ได้จากการจัดสัมมนาครั้งนี้ จัดทำเป็นสมุดปกขาวเสนอรัฐบาลแล้ว”  

นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “ร่วมแรง ร่วมใจ ยกระดับไทย สู่ความยั่งยืน” ในงานสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ว่า สมุดปกขาว ที่หอการค้าไทยได้ระดมสมองสมาชิกจัดทำขึ้นนั้น น่าจะเป็นความหวัง เป็นทางออกของประเทศ แต่ต้องการให้เอกชนเดินหน้าใช้บีซีจี โมเดล (เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว) เป็นแนวทางดำเนินธุรกิจให้มากขึ้น เพราะเป็นการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม เพิ่มมูลค่าสินค้า ป้องกันตัวเองจากการใช้มาตรการกีดกันทางการค้า ที่ทำให้การค้ามีต้นทุนแฝงมากขึ้น  

ทั้งนี้ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา คนไทยเริ่มทำกันบ้างแล้ว เช่น ผลิตโปรตีนจากแมลง หรือจากพืช (แพลนต์เบส) ไบโอพลาสติกจากพืช หรือทำพลาสติกชีวภาพ ที่นำพืชมาใช้ และช่วยลดโลกร้อนจากปศุสัตว์ ลดการปล่อยก๊าซ หรือการแยกขยะ สร้างรายได้ให้ชุมชนปี โดยเอาเศษผัก ไปหมุนเป็นวัตถุดิบไปเลี้ยงแมลง แล้วเอามาทำเป็นโปรตีนจากแมลง  

“อยากให้ช่วยกันผลักดันอีกแรง คือ การยกระดับสินค้าเหล่านี้ โดยให้มีมาตรฐานชัดเจน ให้เป็นสินค้าไม่มีพรมแดน ไม่ถูกกีดกัน หรืออยู่ในขอบข่ายความตกลงการค้า ตอนนี้ เรายังเจรจาได้ไม่มาก ถ้าคุยกันเป็นกรอบเล็กๆ เป็นช่องทางพิเศษ ไม่เสียภาษี เราไม่เป็นลองใครแน่นอน ถ้าเราทำเรื่องนี้มากๆ จะรักษาความมั่นคงด้านอาหาร แก้ปัญหาโลกร้อนได้เร็วขึ้น ส่งเสริมเศรษฐกิจในประเทศ รัฐ เอกชนต้องร่วมกัน เราจะฟื้นจากวิกฤติไม่ใช่เพื่อดีเท่าเดิม แต่เพื่อดีกว่าเดิม”  

นอกจากนี้ รัฐบาลกำลังเดินหน้าสร้างระบบนิเวศ เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะระบบโครงสร้างพื้นฐาน ที่ ขณะเดียวกัน กำลังศึกษาการสร้างระเบียงเศรษฐกิจในภูมิภาคอื่นๆ นอกเหนือจากภาคตะวันออก (อีอีซี) เพราะมองว่า ถ้ามีกรุงเทพฯขนาดเล็ก 5-6 เมืองกระจายอยู่ในภูมิภาคต่างๆ จะทำให้แข็งแรงพอที่จะดูแลทั้งประเทศ ไม่ต้องผูกติดกับกรุงเทพฯอย่างเดียว 

“จากอีอีซีแล้วจะไปไหนต่อ รัฐบาลวางไว้แล้วว่าจะมีระเบียงเศรษฐกิจเหนือ อีสาน ใต้ กลาง แต่ละระเบียงต้องมีจุดแข็ง และมีเสน่ห์กว่าเดิม ที่วางไว้ คือ พลังงานสะอาด อย่างภาคเหนือ กำลังร่วมกับพันธมิตรศึกษาว่าถ้าโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ ที่เป็นภาระ เปลี่ยนมาเป็นพลังงานสะอาดจะได้หรือไม่ โดยการทำถ่านหินสะอาด ถ่านหิน คือ สารทำให้โลกร้อน แต่ถ้ากักเก็บและยัดลงไปใต้พื้นดิน ก็จะได้ไฟฟ้าสะอาด ไม่ใช่พลังงานจากคาร์บอน จะเปลี่ยนจากภาระเป็นทรัพย์สินทันที หรืออย่างที่อุบลราชธานี ขอนแก่น ก็มีศักยภาพทำได้เหมือนกัน ภาคตะวันออกมีบางจังหวัดทำได้ ตอนนี้ อยู่ระหว่างศึกษา ภายใน 90 วันน่าจะเห็นความชัดเจนมากขึ้น”  

Source : เดลินิวส์