กลุ่ม ปตท. จัดงาน PTT Group Tech & Innovation Day ต่อยอดเทคโนโลยีสร้างสรรค์สังคมและสิ่งแวดล้อม ขับเคลื่อนทุกชีวิตด้วย “นวัตกรรมนำอนาคต” ระหว่างวันที่ 28 ก.พ.–3 มี.ค. ณ ปตท. สำนักงานใหญ่

นายบุรณิน รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐาน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กลุ่ม ปตท. จัดงาน PTT Group Tech & Innovation Day ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 3 มีนาคม 2566   ณ ปตท. สำนักงานใหญ่ ถนนวิภาวดีรังสิต  ภายใต้แนวคิด “Beyond Tomorrow: นวัตกรรม นำอนาคต” เพื่อเป็นการแสดงศักยภาพด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ทิศทางกลยุทธ์ การดำเนินงาน และการลงทุนด้านนวัตกรรมของกลุ่ม ปตท. ตลอดจนสร้างการรับรู้ทิศทางของเทคโนโลยีในอนาคต

และหาโอกาสความร่วมมือทางธุรกิจใหม่ พร้อมทั้งผลักดันการสร้างนวัตกรรมด้านพลังงานและเทคโนโลยีต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ตามวิสัยทัศน์ Powering Life with Future Energy and Beyond ของกลุ่ม ปตท.

“วันนี้โลกอยู่ใยช่วงการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี และไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ซึ่งสอดคล้องนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งส่งเสริมธุรกิจให้นำนวัตกรรมมาใช้ โดย ปตท.ก็ได้มีการส่งเสริม Future Energy พลังงานอนาคต Future Mobility การขับเคลื่อน ยานยนต์แห่งอนาคต Health ผ่านธุรกิจLife Science ทั้งยา อุปกรณ์ทางการแพทย์ เทคโนโลยีการรักษา และการป้องกันโรค AI และ Robotic โลจิสติกส์ และดีคาร์บอนและInnovation Ecosystem ซึ่งการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ไม่เพียงทำให้ ปตท. เข้มแข็งแต่ยังทำให้ประเทเราพัฒนามากขึ้น นำไปสู่การหลุดพ้นจากกับดักการมีรายได้ปานกลาง”

ทั้งนี้ ปตท. มีความเชี่ยวชาญ โดยมีแกนหลักคือ สถาบันนวัตกรรม ปตท. ผ่านความร่วมมือทั้งจากในกลุ่ม ปตท. และจากเครือข่ายพันธมิตรชั้นนำภายนอก จนเกิดเป็นกลุ่มงานนวัตกรรมและธุรกิจใหม่ 7 ด้านมาร่วมจัดแสดง ประกอบด้วย Future Energy, Future Mobility, Life Science, AI, Robotics & Digitalization, Logistics & Infrastructure, Decarbonization และ Innovation Ecosystem

นอกจากจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจของกลุ่ม ปตท. พร้อมรับทุกกระแสการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น และขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มั่นคงให้กับประเทศไทยแล้ว ยังช่วยสนับสนุนให้กลุ่ม ปตท. บรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2040 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2050 ซึ่งเร็วกว่าเป้าหมายของประเทศ พร้อมจุดพลังจากเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อสร้างคุณค่าต่อสังคม ชุมชน สิ่งแวดล้อม และยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนไทยในทุกมิติได้อย่างยั่งยืนต่อไป

สำหรับภายในงานนี้ แบ่งพื้นที่จัดแสดง 3 ส่วน ประกอบด้วย  1. นิทรรศการแสดงผลงานทางด้านเทคโนโลยีนวัตกรรม จาก กลุ่ม ปตท. อาทิ E-Bus รุ่นใหม่จาก ARUN PLUS, Hydrogen Refueling Station พร้อมรถยนต์ไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิง 1 ใน 2 คันของประเทศไทย, นวัตกรรมยกระดับคุณภาพชีวิตด้วย Life Science จาก Innobic, Smart Farming Drone จาก Varuna, Virtual Art Exhibition ด้วยเทคโนโลยี AR / VR จาก Mekha V, โอกาสทางธุรกิจใหม่ด้านไฮโดรเจน และ เชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) ของ ปตท., เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) ของ ปตท.สผ., การสร้างการเติบโตผ่าน Flagship Venture ของ Thaioil, นวัตกรรมผ้า Melt Blown ของ IRPC, Advanced Material Solutions (3D Printing Technology) จาก GC, Wind Energy Technology จาก GPSC, นวัตกรรม Mobility Lifestyle จาก OR, นำเสนอ Digital Industrial Solution ในบทบาทของ Enabler ให้กับกลุ่ม ปตท. โดย PTT Digital และสินค้านวัตกรรมที่พร้อมให้ช้อป ชิมจากกลุ่ม ปตท.

2. Tech Talk เวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ แนวคิด มุมมอง และเทรนด์เทคโนโลยี นวัตกรรมที่น่าจับตาจากภาครัฐที่ขับเคลื่อนนโยบายและผู้นำด้านนวัตกรรมกว่า 38 ท่าน ใน 23 หัวข้อ อาทิ Technology Foresight to the Edge of Tomorrow, Trend in Pharmaceutical Industry, Role of Intellectual Property for Innovation Ecosystem, Hydrogen Technology, Nuclear Fusion Technology, Opportunity to Enhance the Future by Life Science ฯ

3. Pitching Desk พื้นที่นำเสนอนวัตกรรมและธุรกิจใหม่ของกลุ่ม ปตท. กว่า 30 แบรนด์ อาทิ ARUN PLUS, HORIZON PLUS, EVme, Swap & Go, MEKHA V, T-ECOSYS, GML, NRPT, ORZON, VARUNA, InnoSpace, MORE ฯ ที่พร้อมให้นักลงทุนและผู้สนใจได้ร่วมพูดคุย ต่อยอดและขยายโอกาสการเติบโตสู่ธุรกิจที่ไกลกว่าพลังงานไปด้วยกัน งานนี้ ปตท. เปิดกว้างให้พันธมิตรและร่วมงาน PTT Group Tech & Innovation Day  เข้าชมงานได้ครบทุกกิจกรรม

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ข้อมูลจากโฆษกรัฐบาล ระบุว่า ตามนโยบายของรัฐบาล สำหรับรถจักรพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ต้นแบบคันนี้ ประเทศไทยประกอบ และติดตั้งระบบแบตเตอรี่สำหรับรถไฟที่ขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าเสร็จเมื่อปี 2565

ซึ่งถือเป็นแห่งแรกของโลก โดยเป็นความร่วมมือระหว่าง การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และบริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA ซึ่งจุดเด่นของรถไฟ EV ได้รับการออกแบบ และผลิตด้วยเทคโนโลยีทันสมัย ใช้นวัตกรรมระบบชาร์จ Ultra Fast Charge ในเวลา 1 ชั่วโมงในระยะแรก และ Battery Swapping Station เพื่อสลับเปลี่ยนแบตเตอรี่ในเวลาไม่เกิน 10 นาที ลดเวลาการรอชาร์จ และนำมาขยายผลใช้งานในระบบขนส่งได้จริง ประหยัดต้นทุนพลังงานได้กว่า 40 – 60% เมื่อเปรียบเทียบกับหัวรถจักรดีเซลทั่วไป โดยจุดชาร์จแบตเตอรี่ไฟฟ้าดำเนินติดตั้งที่บริเวณย่านบางซื่อ และในอนาคตมีแผนจะติดตั้งจุดชาร์จแบตเตอรี่ไฟฟ้าที่สถานีอื่นๆ เพิ่ม เพื่อรองรับการใช้หัวรถจักรพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ที่จะพ่วงไปกับขบวนรถโดยสาร จึงถือเป็นอีกนวัตกรรมใหม่ที่ช่วยลดมลพิษ และบรรเทาภาวะโลกร้อนได้อีกด้วย

การส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนของไทย โดยเฉพาะการส่งเสริมยานยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า (Electric Vehicle : EV) เพื่อให้ประเทศไทย สามารถลดก๊าซเรือนกระจกลง 20-25% ภายในปี 2573

รถไฟ EV อีก 50 คัน เตรียม ให้บริการเพิ่มปี 2566

Source : กรุงเทพธุรกิจ

เมื่อวันพุธ (1 มี.ค.) บริษัทน้ำมันนอกชายฝั่งแห่งชาติจีน (CNOOC) ประกาศการค้นพบแหล่งน้ำมันและก๊าซในทะเลโป๋ไห่ โดยคาดการณ์ว่ามีปริมาณสำรองน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติสูงเกิน 100 ล้านตันเทียบเท่าน้ำมัน

บ่อน้ำมันโป๋จง 26-6 (Bozhong 26-6) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณน่านน้ำตอนใต้ของทะเลโป๋ไห่ ณ ความลึกเฉลี่ย 22.1 เมตร อยู่ห่างจากเทศบาลนครเทียนจินทางตอนเหนือของจีนราว 170 กิโลเมตร

บ่อน้ำมันแห่งใหม่มีปริมาณสำรองน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติที่พิสูจน์แล้วสูงเกิน 130 ล้านตันเทียบเท่าน้ำมัน ซึ่งจะสามารถผลิตน้ำมันดิบมากกว่า 20 ล้านตัน และก๊าซธรรมชาติมากกว่า 9 พันล้านลูกบาศก์เมตร หากอ้างอิงอัตราการนำมาใช้ตามปกติ

โจวซินหวย ซีอีโอของบริษัทฯ ระบุว่า การค้นพบบ่อน้ำมันโป๋จง 26-6 ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญในการค้นพบเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ของแหล่งน้ำมันและก๊าซสำรองแบบภูเขาใต้ดินทางตอนใต้ของทะเลโป๋ไห่ ทั้งยังเผยโอกาสอันสดใสของการสำรวจน้ำมันและก๊าซในพื้นที่ดังกล่าวด้วย

ภาพ : ภาพจากบริษัทน้ำมันนอกชายฝั่งแห่งประเทศจีน สาขาเทียนจิน : แหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติโป๋จง 13-2 ในทะเลโป๋ไห่ ห่างจากเทศบาลนครเทียนจินทางตอนเหนือของจีนราว 140 กิโลเมตร วันที่ 21 ก.พ. 2021
Source: MGR Online

สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) บรรจุหนี้สาธารณะให้กองทุนน้ำมันฯ เพิ่ม เริ่มกู้ได้อีก 8 หมื่นล้านบาท คาดจะทยอยกู้เงินในเดือน มี.ค. 2566 นี้ เพื่อเสริมสภาพคล่องกองทุนฯ ที่ปัจจุบันยังคงติดลบ   104,012 ล้านบาท ด้าน คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติให้คงราคาน้ำมันดีเซลในสัปดาห์แรกของเดือน มี.ค. 2566 ไว้ในกรอบ สาธารณะ 34 บาทต่อลิตรเช่นเดิม เนื่องจากราคาน้ำมันโลกยังผันผวน

นายวิศักดิ์ วัฒนศัพท์ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เปิดเผยว่า คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้พิจารณาข้อมูลต่างๆ ในเดือน ก.พ. 2566 แล้วเห็นว่า มีปัจจัยและสิ่งที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้ดำเนินการแล้ว ดังนี้

1. ราคาน้ำมันดีเซล (Gas Oil) ในเดือน ก.พ. 2566 เฉลี่ยอยู่ที่ 107.69 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ลดลง 8.44 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากเดือน ม.ค. 2566

2. กบน.เห็นชอบลดราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลลงลิตรละ 0.50 บาทจำนวน 2 ครั้ง ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 34 บาทต่อลิตร

3. กบน.เห็นชอบเพิ่มค่าการตลาดในกลุ่มน้ำมันดีเซล 0.40 บาทต่อลิตร ทำให้ค่าตลาดกลุ่มน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 1.80 บาทต่อลิตร

สำหรับในเดือน มี.ค. 2566 สถานการณ์ที่มีผลกระทบต่อราคาน้ำมันในตลาดโลกยังคงผันผวนจากปัจจัยสำคัญ อาทิ การเปิดประเทศของจีนส่งผลให้การใช้น้ำมันในตลาดโลกเพิ่มขึ้น ความกังวลเกี่ยวกับการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ อัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวนเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น ตลอดจนสถานการณ์การส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงของรัสเซีย ด้วยปัจจัยต่าง ๆ และสิ่งที่ดำเนินการมาแล้ว กบน. จึงเห็นว่าในสัปดาห์แรกของเดือน มี.ค. 2566 นี้ ให้คงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลไว้ที่ประมาณ 34 บาทต่อลิตรต่อไป

นอกจากนี้ กบน.ยังได้พิจารณาปรับลดอัตราจัดเก็บเงินผู้ใช้ดีเซลเข้ากองทุนฯ ลงมาอยู่ที่  3.94 บาทต่อลิตร จากเดิมเก็บอยู่ 4.14 บาทต่อลิตร เนื่องจากราคาน้ำมันโลกปรับสูงขึ้น  ส่วนประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงวันที่ 26 ก.พ. 2566 กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสุทธิติดลบรวม 104,012 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นบัญชีน้ำมัน 57,917 ล้านบาท และบัญชีก๊าซ LPG ติดลบ 46,095 ล้านบาท โดยกองทุนฯ มีเงินไหลเข้า 9,500 ล้านบาทต่อเดือน จากการเรียกเก็บเงินผู้ใช้น้ำมันทุกชนิดเข้ากองทุนฯ

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center -ENC) รายงานว่า สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ได้บรรจุกรอบวงเงินกู้เพิ่มเติมให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงแล้ว และผ่านการอนุมัติเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2566 ที่ผ่านมา โดย สบน.ได้บรรจุเป็นหนี้สาธารณะเพิ่มเติมอีก 80,000 ล้านบาท เพื่อให้กองทุนน้ำมันฯ ไปขอกู้กับสถาบันการเงินได้ 80,000 ล้านบาท สำหรับบริหารสภาพคล่องและดูแลราคาพลังงานให้กับประเทศต่อไป  

เบื้องต้น สกนช. ได้ประกาศเชิญชวนสถาบันการเงินที่สนใจมาปล่อยเงินกู้แล้ว โดยคาดว่าจะเริ่มกระบวนการกู้เงินได้ในเดือน มี.ค.-มิ.ย. 2566 นี้ ซึ่งจะเป็นการทยอยกู้เงินในวงเงินที่แตกต่างกันไปตามความจำเป็นและพิจารณาจากสถานะเงินกองทุนฯ เป็นหลัก

อย่างไรก็ตามหลังจาก ครม. อนุมัติการกู้เงินอีก 8 หมื่นล้านบาท ( จากเดิมอนุมัติไว้ 3 หมื่นล้านบาท)  ส่งผลให้ปัจจุบันมีวงเงินกู้ที่ผ่านการอนุมัติจากครม. แล้ว รวม 1.1 แสนล้านบาท จากกรอบวงเงินกู้ทั้งสิ้น 1.5 แสนล้านบาท ดังนั้นหากวงเงิน 1.1 แสนล้านบาทไม่เพียงพอ ทาง สกนช. จะเสนอ สบน. บรรจุเงินกู้ส่วนที่เหลืออีก 4 หมื่นล้านบาท ภายในเดือน มิ.ย. 2566 ต่อไป  

Source : Energy News Center

การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 21 ก.พ.2566 เห็นชอบปรับเปลี่ยนกำหนดเวลาบังคับใช้มาตรฐานยูโร5 สำหรับรถยนต์ใหม่ ตามแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” เป็นตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2567 เป็นต้นไป จากเดิมภายในปี 2564

เนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19 ส่งผลให้ภาคเอกชนไม่สามารถปฏิบัติตามกำหนดเวลาภายในปี 2564 ได้ จึงจำเป็นต้องเลื่อนกำหนดเวลาบังคับใช้มาตรฐานยูโร 5 ออกไป พร้อมกันนี้ ครม.มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรมดำเนินการกำหนดแผนเพื่อบังคับใช้มาตรฐานยูโร 6 สำหรับผลิตภัณฑ์รถยนต์ใหม่ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อบริษัทผู้ผลิตรถยนต์จะได้เตรียมความพร้อมและวางแผนการผลิตรถยนต์ได้ตามกรอบระยะเวลาที่กำหนดได้และไม่กระทบต่อผลการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการ การบังคับใช้มาตรฐานยูโร 5 ตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นไป จะทำให้ภาคเอกชนมีความพร้อมในทางปฏิบัติ 

โดยกระทรวงอุตสาหกรรมได้เตรียมบังคับใช้กฎหมายให้การผลิตรถยนต์ใหม่ต้องเทียบเท่ามาตรฐานยูโร 5 และภาคเอกชนหลายรายสามารถผลิตรถยนต์ใหม่ให้เป็นไปตามมาตรฐานยูโร 5 แล้ว โดยบางส่วนอยู่ระหว่างลงทุนเพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิต 

ส่วนมาตรการจูงใจนั้น กระทรวงการคลัง ได้กำหนดให้รถกระบะดีเซลที่มีค่า PM ไม่เกิน 0.005 กรัมต่อกิโลเมตร (เทียบเท่ามาตรฐานยูโร 5) จะได้ลดภาษีสรรพสามิต นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานได้ออกประกาศกำหนดคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิงที่เทียบเท่ามาตรฐานยูโร 5 รองรับไว้แล้ว 

“มาตรฐานยูโร เป็นมาตรฐานเพื่อควบคุมการปล่อยมลพิษไอเสียของยานพาหนะในทวีปยุโรป ทั้งนี้ มาตรฐานยูโร 5 และยูโร 6 มีความแตกต่างจากมาตรฐานยูโร 4 หลายประการ อาทิ การเพิ่มมาตรฐานการวัดจำนวนอนุภาคฝุ่นขนาดเล็ก (PN) และกำหนดค่ามาตรฐานออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx) และสารไฮโดรคาร์บอน (HC) (เป็นหนึ่งในสารที่ก่อให้เกิดฝุ่น PM2.5) ให้เข้มงวดยิ่งขึ้น เป็นต้น”

ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ระบุว่า  มาตรฐานบังคับให้บริษัทรถยนต์ยกระดับมาตรฐานเครื่องยนต์จากยูโร 4 เป็นยูโร 5 ซึ่งจะลดฝุ่นละอองจากเครื่องยนต์ลงได้ถึง 5 เท่า และลดฝุ่นลงได้ถึง 37,000 ตันต่อปี หรือลดลงจากเดิม 80% ภายในปี 2564 ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาระยะยาว ส่วนรถยนต์ไฮบริด และปลั๊กอินไฮบริด จะกำหนดมาตรฐานระดับยูโร 6 ซึ่งเป็นมาตรฐานน้ำมันสูงสุด จะลดไนโตรเจนออกไซด์ได้มากกว่ายูโร 5

ที่ผ่านมาไทยมีแผนจะยกระดับมาตรฐานน้ำมันห่างจากยุโรปไม่เกิน 2 ปี แต่เมื่อยุโรปใช้ยูโร 1 ปี 2535 ไทยใช้ปี 2539 และเมื่อยุโรปใช้ยูโร 2 ปี 2539 ไทยใช้ปี 2542 รวมทั้งเมื่อยุโรปใช้ยูโร 3 ปี 2543 ไทยใช้ปี 2548 และเมื่อยุโรปใช้ยูโร 4 ในปี 2548 ไทยใช้ ปี 2555 ตามหลัง 7 ปี และยุโรปใช้มาตรฐานยูโร 5 ปี 2552 ซึ่งค่ายรถในไทยจะใช้ปี 2567 จะตามยุโรปถึง 15 ปี

“ก่อนหน้าที่ จากการหารือระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรมกับบริษัทรถยนต์เรื่องการออกมาตรฐานบังคับรถยนต์ยูโร 5 สำหรับรถเก๋งและกระบะที่ใช้ดีเซลและเบนซิน ซึ่งค่ายรถยนต์ขอเวลาปรับตัว 4 ปี แต่จากสถานการณ์ฝุ่นที่รุนแรงขึ้นใช้กรอบเวลาเดิมไม่ได้ ส่วนรถบรรทุกจะยกระดับจากยูโร 3 เป็นยูโร 4 หลังจากบังคับรถยนต์เป็นยูโร 5 แล้ว เพราะเป็นรถเชิงพาณิชย์ที่ต้องให้เวลาปรับตัว”

สำหรับ ขั้นตอนออกมาตรฐานบังคับยูโร 5 กรณีดำเนินการได้ 2 แนวทางคือ พ.ร.บ.มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมฉบับปัจจุบัน ต้องตราเป็นพระราชกฤษฎีกา   และแนวทางที่2 ยกร่าง พ.ร.บ. มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมฉบับใหม่ จะเปลี่ยนจากการตราพระราชกฤษฎีกา มาเป็นการออกกฎกระทรวงอุตสาหกรรมได้เลย 

สำหรับโรงกลั่นน้ำมันสามารถ ยกระดับการผลิตน้ำมันจากมาตรฐานยูโร 4 เป็นยูโร 5 ซึ่งจะ ลดปล่อยกำมะถันลงจาก 100 PPM ในมาตรฐานยูโร 4 เป็นให้เหลือ 10 PPM ในน้ำมันเบนซินและดีเซล และดีเซลจะลดปล่อยค่าสารโพลีไซคลิก อะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอนจาก 11% ในมาตรฐานยูโร 4 เป็นให้เหลือ 8%

 ปัจจุบันมีโรงกลั่น 6 แห่ง คือ ไทยออยล์ บางจาก พีทีทีจีซี เอสโซ่ ไออาร์พีซี และเอสพีอาร์ซี ซึ่งจะเร่งผลิตตามมาตรฐานยูโร 5 ให้เสร็จโดยเร็ว ซึ่งมีต้นทุนปรับปรุงโรงกลั่น 35,000 ล้านบาท

Source : กรุงเทพธุรกิจ