ในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความผันผวนของราคาพลังงานฟอสซิล ภาคการเกษตรกำลังตกเป็นเป้าหมายสำคัญในการถูกพลิกโฉม ครั้งหนึ่งเกษตรกรเป็นเพียงผู้ผลิตอาหารเลี้ยงโลก แต่ในวันนี้และอนาคต เกษตรกรกำลังจะกลายเป็น “ผู้ผลิตพลังงาน” ให้กับโลกด้วย พลังงานเชื้อเพลิงชีวภาพ หรือ Biofuels จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นทางรอดและทางรุ่งของเกษตรกรยุคใหม่ภายใต้โมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ที่ทั่วโลกและประเทศไทยกำลังให้ความสำคัญสูงสุด

บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกโลกของพลังงานเชื้อเพลิงชีวภาพ ตั้งแต่พื้นฐานไปจนถึงเทคโนโลยีล้ำสมัยที่จะเปลี่ยนของเหลือทิ้งในไร่นาให้กลายเป็น “ขุมทรัพย์สีเขียว” (Green Treasure) หรือเปรียบเสมือน “ทองคำบนดิน” ที่สร้างมูลค่ามหาศาลในรูปแบบพลังงานสะอาด

ทำความรู้จัก พลังงานเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuels) คืออะไร

พลังงานเชื้อเพลิงชีวภาพ คือเชื้อเพลิงที่ได้จากการนำมวลชีวภาพ (Biomass) หรือสสารอินทรีย์ที่ได้จากสิ่งมีชีวิตมาผ่านกระบวนการแปรรูป ไม่ว่าจะเป็นพืชผลทางการเกษตร เศษวัสดุเหลือทิ้ง หรือมูลสัตว์ ให้กลายสภาพเป็นพลังงานที่นำมาใช้ทดแทนน้ำมันปิโตรเลียมได้ โดยจุดเด่นสำคัญคือเป็นพลังงานหมุนเวียนที่ปลูกทดแทนใหม่ได้เรื่อยๆ แตกต่างจากน้ำมันดิบที่ใช้แล้วหมดไป

โดยทั่วไปเราสามารถแบ่งเชื้อเพลิงชีวภาพออกเป็น 3 สถานะหลัก ได้แก่

  • ของแข็ง เช่น ไม้ฟืน ถ่าน เศษวัสดุอัดแท่ง หรือ Wood Pellets
  • ของเหลว เช่น เอทานอล ไบโอดีเซล ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการขนส่งในภาคเกษตร
  • ก๊าซ เช่น ก๊าซชีวภาพ (Biogas) ที่เกิดจากการหมักมูลสัตว์หรือขยะอินทรีย์

ความสัมพันธ์ใหม่ เกษตรกรในฐานะผู้ผลิตและผู้ใช้พลังงาน

ในอดีตภาคเกษตรเป็นเพียงผู้ซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงมาเติมเครื่องจักร แต่ในอนาคตอันใกล้ เกษตรกรจะสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้นผ่านแนวคิด “Circular Agriculture” หรือเกษตรหมุนเวียน

ลองจินตนาการถึงฟาร์มแห่งอนาคตที่รถแทรกเตอร์วิ่งด้วยไบโอดีเซลที่สกัดจากปาล์มในไร่ หรือโรงเรือนเลี้ยงไก่ที่ใช้ไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพที่ผลิตจากมูลไก่เอง สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่ลดต้นทุน แต่ยังสร้างรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) ซึ่งเป็นสินค้าใหม่ที่มีค่าดั่งทองในตลาดโลก

เจาะลึกประเภทเชื้อเพลิงชีวภาพเพื่อการเกษตร

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน เราต้องแยกประเภทของเชื้อเพลิงชีวภาพที่มีบทบาทสำคัญในภาคการเกษตรและการขนส่ง ดังนี้

ไบโอดีเซล (Biodiesel)

นี่คือพระเอกของเครื่องจักรกลการเกษตร ไบโอดีเซลผลิตจากน้ำมันพืชหรือไขมันสัตว์ นำมาผ่านกระบวนการทางเคมีที่เรียกว่า ทรานส์เอสเทอริฟิเคชัน (Transesterification) วัตถุดิบหลักในไทยคือปาล์มน้ำมัน ปัจจุบันมีการผสมในน้ำมันดีเซลที่เราใช้กันอยู่ (เช่น B7, B10, B20) ซึ่งตัวเลขด้านหลังคือเปอร์เซ็นต์ของไบโอดีเซลที่ผสมอยู่

เอทานอล (Bioethanol)

ผลิตจากการหมักพืชที่มีแป้งและน้ำตาล เช่น อ้อย มันสำปะหลัง หรือข้าวโพด ผ่านกระบวนการกลั่นจนได้แอลกอฮอล์บริสุทธิ์ ใช้ผสมกับน้ำมันเบนซินกลายเป็น แก๊สโซฮอล์ เครื่องจักรขนาดเล็กหรือโดรนเพื่อการเกษตรบางรุ่นเริ่มมีการพัฒนาให้รองรับเชื้อเพลิงชนิดนี้มากขึ้น

ก๊าซชีวภาพ (Biogas)

พลังงานที่ใกล้ตัวเกษตรกรที่สุด เกิดจากการนำมูลสัตว์ น้ำเสียจากโรงงานแปรรูป หรือหญ้าเนเปียร์ มาหมักในระบบปิดไร้อากาศ ก๊าซมีเทนที่ได้สามารถนำไปปั่นกระแสไฟฟ้าใช้ในฟาร์ม หรืออัดใส่ถังเพื่อเป็นเชื้อเพลิงรถบรรทุกขนส่งผลผลิตได้ (CBG)

ตารางเปรียบเทียบพืชพลังงานเศรษฐกิจ (Energy Crops)

พืชพลังงาน (Energy Crop)ผลิตภัณฑ์ที่ได้ (Output)จุดเด่น (Pros)ข้อควรระวัง (Cons)
ปาล์มน้ำมันไบโอดีเซลให้ผลผลิตน้ำมันต่อไร่สูงที่สุดราคาผันผวนตามตลาดโลก และต้องจัดการสวนอย่างยั่งยืน
มันสำปะหลังเอทานอลปลูกง่าย ทนแล้ง เป็นพืชเศรษฐกิจหลักของไทยเสี่ยงต่อโรคใบด่างและราคาหัวมันไม่แน่นอน
อ้อยเอทานอลให้ผลผลิตสูง ใช้กากอ้อยผลิตไฟฟ้าต่อได้ใช้น้ำเยอะและต้องการการจัดการแปลงที่ดี
หญ้าเนเปียร์ก๊าซชีวภาพโตเร็ว ตัดได้หลายครั้งต่อปี ทนทานต้องมีระบบหมักก๊าซรองรับในพื้นที่ใกล้เคียง
สาหร่าย (Microalgae)ไบโอดีเซล/น้ำมันเครื่องบินให้ผลผลิตสูงมาก ไม่แย่งพื้นที่เพาะปลูกอาหารต้นทุนการผลิตและเทคโนโลยีปัจจุบันยังสูง

นวัตกรรมแห่งอนาคต เชื้อเพลิงชีวภาพรุ่นที่ 2 และ 3

หนึ่งในข้อโต้แย้งสำคัญของเชื้อเพลิงชีวภาพคือประเด็น “Food vs Fuel” หรือการแย่งอาหารมนุษย์มาทำเชื้อเพลิง โลกจึงมุ่งหน้าสู่นวัตกรรมใหม่ที่เรียกว่า Advanced Biofuels

เชื้อเพลิงชีวภาพรุ่นที่ 2 (Second Generation) แทนที่จะใช้เนื้อผลไม้หรือแป้ง เราจะหันมาใช้ “ส่วนเหลือทิ้ง” แทน เช่น ซังข้าวโพด ฟางข้าว กากอ้อย หรือเศษไม้ เทคโนโลยีนี้ใช้กระบวนการย่อยสลายเซลลูโลส ซึ่งซับซ้อนกว่าแต่ยั่งยืนกว่ามาก เพราะไม่กระทบต่อปริมาณอาหารของโลก

เชื้อเพลิงชีวภาพรุ่นที่ 3 (Third Generation) นี่คืออนาคตที่แท้จริง โดยมุ่งเน้นไปที่ สาหร่าย (Algae) สาหร่ายเติบโตเร็วและสะสมน้ำมันในเซลล์ได้สูงมาก ที่สำคัญคือสามารถเลี้ยงในบ่อบำบัดน้ำเสียหรือน้ำเค็มได้ ไม่ต้องใช้พื้นที่เพาะปลูกอันมีค่า

โมเดลเศรษฐกิจ BCG และบทบาทของประเทศไทย

ประเทศไทยได้ประกาศใช้โมเดลเศรษฐกิจ BCG เป็นวาระแห่งชาติ โดยตัว B หรือ Bio-economy (เศรษฐกิจชีวภาพ) เน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรการเกษตร ภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมให้เกิด “โรงไฟฟ้าชุมชน” เพื่อฐานรากเศรษฐกิจ ซึ่งเปิดโอกาสให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนปลูกพืชพลังงานป้อนโรงไฟฟ้า สร้างรายได้ที่มั่นคงนอกเหนือจากการขายผลผลิตตามฤดูกาล

นอกจากนี้ยังมีมาตรการส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B20 ในรถบรรทุกขนาดใหญ่ ซึ่งช่วยลดต้นทุนค่าขนส่งให้กับเกษตรกรและลดฝุ่น PM2.5 ไปพร้อมกัน

ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม (Net Zero)

การใช้เชื้อเพลิงชีวภาพส่งผลดีในหลายมิติที่ประเมินค่าได้ยากหากมองเพียงแค่ราคาหน้าปั๊มน้ำมัน

ด้านสิ่งแวดล้อม พืชพลังงานดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ในขณะเจริญเติบโต เมื่อนำมาเผาไหม้ คาร์บอนที่ปล่อยออกมาจึงถือว่าเป็นคาร์บอนที่หมุนเวียนอยู่ในระบบ (Carbon Neutral) ไม่ใช่คาร์บอนใหม่เหมือนการขุดน้ำมันดิบขึ้นมาเผา ช่วยให้ประเทศเข้าสู่เป้าหมาย Net Zero ได้เร็วขึ้น

ด้านเศรษฐกิจ ลดการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ เงินตราหมุนเวียนอยู่ภายในประเทศ สู่มือเกษตรกรโดยตรง สร้างเสถียรภาพทางราคาพืชผล เพราะเมื่อราคาพืชผลตกต่ำ ก็สามารถดึงไปผลิตพลังงานเพื่อพยุงราคาได้

ตารางเปรียบเทียบเชื้อเพลิงฟอสซิล vs เชื้อเพลิงชีวภาพ

หัวข้อเปรียบเทียบเชื้อเพลิงฟอสซิล (ดีเซล/เบนซิน)เชื้อเพลิงชีวภาพ (ไบโอดีเซล/เอทานอล)
แหล่งกำเนิดซากดึกดำบรรพ์ (ใช้แล้วหมดไป)พืชและวัสดุชีวภาพ (ปลูกทดแทนได้)
การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงมาก เป็นสาเหตุหลักของโลกร้อนต่ำกว่า (พืชดูดซับ CO2 กลับไประหว่างปลูก)
ผลกระทบต่อเครื่องยนต์มีกำมะถันสูง เครื่องยนต์สกปรกง่ายมีคุณสมบัติชะล้าง ช่วยให้เครื่องยนต์สะอาด (แต่ต้องเปลี่ยนกรองบ่อยในช่วงแรก)
ความยั่งยืนไม่ยั่งยืน ราคาผันผวนตามการเมืองโลกยั่งยืนกว่า พึ่งพาตนเองได้ในประเทศ

ความท้าทายและก้าวต่อไป

แม้จะมีข้อดีมากมาย แต่เชื้อเพลิงชีวภาพก็ยังมีความท้าทายที่ต้องก้าวข้าม

  1. ต้นทุนการผลิต เทคโนโลยีขั้นสูง (เช่น สาหร่าย) ยังมีต้นทุนแพงกว่าน้ำมันดิบในบางช่วงเวลา
  2. การจัดการที่ดิน ต้องระวังไม่ให้มีการบุกรุกป่าเพื่อปลูกพืชพลังงาน ซึ่งจะกลายเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อมทางอ้อม
  3. มาตรฐานเครื่องยนต์ ผู้ผลิตเครื่องจักรกลการเกษตรต้องพัฒนาระบบเครื่องยนต์ให้รองรับเชื้อเพลิงชีวภาพสัดส่วนสูง (เช่น B100 หรือ E85) ได้อย่างทนทาน

อนาคตคือ SAF (Sustainable Aviation Fuel) เทรนด์ใหม่ล่าสุดที่เกษตรกรต้องจับตาคือ น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน หรือ SAF ซึ่งผลิตจากวัตถุดิบการเกษตร เช่น น้ำมันใช้แล้วจากการทอด หรือกากน้ำตาล สายการบินทั่วโลกกำลังต้องการ SAF จำนวนมหาศาล นี่คือโอกาสทองของเกษตรกรไทยในการเป็นซัพพลายเชนระดับโลก

บทสรุป

พลังงานเชื้อเพลิงชีวภาพ หรือ Biofuels ไม่ใช่แค่ทางเลือกเสริมอีกต่อไป แต่คือทางรอดหลักของภาคเกษตรไทยและเกษตรโลกในอนาคต การเปลี่ยนผ่านจาก “เกษตรอาหาร” สู่ “เกษตรพลังงานและอาหาร” จะช่วยสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้กับเกษตรกร ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำได้อย่างแท้จริง

เกษตรกรและผู้ประกอบการยุคใหม่จึงควรเริ่มศึกษาและปรับตัว ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้เครื่องจักรที่รองรับพลังงานสะอาด หรือการแบ่งพื้นที่เพื่อปลูกพืชพลังงาน เพราะในวันข้างหน้า ผู้ที่ครอบครองแหล่งพลังงานสีเขียว คือผู้ที่กุมความได้เปรียบในสมรภูมิเศรษฐกิจโลก

การประกาศยุบสภาของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ไม่เพียงทำให้ประเทศเข้าสู่โหมดเปลี่ยนรัฐบาล และรอการเลือกตั้งครั้งใหม่ หากแต่ยังส่งแรงสั่นสะเทือนต่อทิศทางเศรษฐกิจสำคัญประเทศ

โดยเฉพาะ “นโยบายพลังงาน” ที่กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ทั้งโครงการ Quick Big Win ด้านพลังงาน แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan : PDP) ฉบับใหม่ที่ค้างคามานานเกือบ 3 ปี ตลอดจนการเปิดทางการลงทุนพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้าของประเทศ คำถามสำคัญที่ภาคธุรกิจ นักลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงานจับตาคือ นโยบายพลังงานจะสามารถเดินหน้าต่อได้มากน้อยเพียงใด โครงการใดสามารถดำเนินการต่อเนื่องได้ตามกรอบเดิม หรืออาจต้องชะลอและรอการตัดสินใจจากรัฐบาลชุดใหม่

โซลาร์ ปชช.ยังไม่ผ่าน ครม.

สำหรับโครงการ Quick Big Win ด้านพลังงานในยุครัฐบาลอนุทิน ภายใต้การกำกับดูแลของนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้กำหนดกรอบดำเนินงานออกเป็น 3 มาตรการหลัก ครอบคลุม 10 โครงการสำคัญ มุ่งเน้นการขยายการใช้พลังงานสะอาด ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประชาชน และเตรียมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานรองรับการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมในระยะยาว

มาตรการที่ 1 โซลาร์ภาคประชาชน ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของนโยบาย Quick Big Win ประกอบด้วย 6 โครงการย่อย ได้แก่ 1) โครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน เป้าหมายกำลังการผลิตรวม 1,500 เมกะวัตต์ ล่าสุดที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ครั้งที่ 4/2568 (ครั้งที่ 174) ได้มีมติเห็นชอบกรอบหลักการและกำหนดอัตรา Feed-in Tariff (FiT) ที่ 2.1679 บาทต่อหน่วย 2) โครงการโซลาร์สูบน้ำเพื่อการเกษตร ตั้งเป้าดำเนินการ 250 ระบบ แบ่งเป็นระบบนำร่อง 50 ระบบ และระบบขยายผล 200 ระบบ เพื่อช่วยลดต้นทุนพลังงานให้เกษตรกร

3) โครงการโซลาร์ภาครัฐ มุ่งส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดในหน่วยงานราชการ เพื่อลดภาระงบประมาณด้านค่าสาธารณูปโภค โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าในระยะยาว 4) โครงการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปภาคครัวเรือน ผ่านมาตรการลดหย่อนภาษีไม่เกิน 200,000 บาท 5) โครงการโซลาร์สูบน้ำระบบประปาหมู่บ้าน ตั้งเป้าติดตั้ง 5,000 ระบบ เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำและพลังงานในระดับชุมชน 6) โครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำในเขื่อนของ กฟผ. ครอบคลุมเขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก เขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ จังหวัดกาญจนบุรี รวมกำลังการผลิต 1,638 เมกะวัตต์ คาดว่าจะสามารถเริ่มจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ได้ภายในปี 2570

อย่างไรก็ตาม โครงการโซลาร์ภาคประชาชนทั้ง 6 โครงการผ่านการพิจารณาของ ครม.เศรษฐกิจแล้ว แต่ยังไม่ได้ผ่านความเห็นชอบจาก ครม. ยกเว้นโครงการโซลาร์รูฟท็อปภาคครัวเรือน ที่ ครม.มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาแล้ว ดังนั้น ในอีก 5 โครงการที่เหลือยังจำเป็นต้องรอให้รัฐบาลชุดใหม่นำเข้าพิจารณาผ่านความเห็นชอบจาก ครม.เสียก่อน จึงจะสามารถดำเนินการต่อไปได้

Direct PPA เข้า กพช.สิ้นปีนี้

ส่วนมาตรการที่ 2 มุ่งเน้นพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบพลังงานรองรับภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะมาตรการสัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าโดยตรง (Direct Power Purchase Agreement : Direct PPA) รองรับดาต้าเซ็นเตอร์ 2,000 เมกะวัตต์ ซึ่งล่าสุดสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เตรียมเสนอหลักเกณฑ์และโครงสร้างราคาการซื้อขายพลังงานไฟฟ้าโดยตรง (Direct Power Purchase Agreement : Direct PPA) ต่อ กพช.ภายในเดือนธันวาคมนี้

นอกจากนี้ ยังมีโครงการสำหรับภาคอุตสาหกรรมเพื่อรองรับอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ ที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ปัจจุบันยังกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่อีอีซีเป็นหลัก แม้ไทยจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าที่เพียงพอ แต่ยังมีข้อจำกัดเรื่องระบบสายส่งไฟฟ้า จึงจำเป็นต้องเร่งลงทุนพัฒนาระบบสายส่ง หรือสถานีไฟฟ้าย่อยให้เพียงพอ ซึ่งทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพิ่งอนุมัติงบฯลงทุนก้อนแรกกว่า 3,000 ล้านบาทไปแล้ว คาดว่าจะใช้งบฯเพิ่มเติมสำหรับพัฒนาระบบสายส่งอีก 30,000 ล้านบาท

แผน PDP ม.ค. 68 ต้องเสร็จ

มาตรการที่ 3 มุ่งสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว รองรับเป้าหมาย Net Zero 2050 ประกอบด้วย 2 โครงการหลัก ได้แก่ 1) การจัดทำแผน PDP ฉบับใหม่ ซึ่งได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ขึ้นมาดำเนินการ และกำหนดกรอบเวลาจัดทำให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน หรือประมาณเดือนมกราคม 2569 โดยแผน PDP ฉบับใหม่นี้ต้องตอบโจทย์ ทั้งการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด การรักษาเสถียรภาพระบบไฟฟ้า และการเปิดรับเทคโนโลยีพลังงานใหม่ เช่น ไฮโดรเจน และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR)

และ 2) การพัฒนาเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) ตั้งเป้ากักเก็บคาร์บอนจากแหล่งบนบก 1 ล้านตันต่อปี และจากแหล่งอ่าวไทยตอนบน 10 ล้านตันต่อปี

ส่วนการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้กับประชาชนทั่วไปนั้น นายอรรถพลระบุว่า นอกเหนือจากการผลักดัน Quick Big Win โจทย์สำคัญของรัฐบาล คือการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้กับประชาชน โดยที่ผ่านมาได้มีการปรับลดราคาน้ำมันแล้ว 2 ครั้ง การตรึงราคาก๊าซหุงต้มถึงวันที่ 31 มกราคม 2569 รวมถึงการปรับลดค่าไฟฟ้างวดมกราคม-เมษายน 2568 เหลือหน่วยละ 3.88 บาท (ไม่รวม VAT) จากการลดค่า Ft จาก 15.72 สตางค์ เหลือ 9.72 สตางค์ต่อหน่วย

นักวิชาการชี้ยังไปต่อได้

ด้าน นายพรายพล คุ้มทรัพย์ นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า นโยบาย Quick Big Win ของกระทรวงพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นโครงการโซลาร์ภาคประชาชน มาตรการสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์รูฟลดหย่อนภาษี คาดว่าจะสามารถดำเนินการต่อไปได้ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกระทรวงพลังงาน

ส่วน PDP ฉบับใหม่ที่อยู่ระหว่างการจัดทำนั้น คาดว่ารัฐบาลรักษาการสามารถดำเนินการจัดทำให้เสร็จต่อไปได้ แต่หากมีการเลือกตั้งและได้รัฐบาลชุดใหม่ ก็ขึ้นอยู่กับการดำเนินการของรัฐบาลชุดใหม่ด้วย

อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้น ทำให้นโยบายพลังงานของประเทศยังคงต้อง “เดินบนเส้นบาง ๆ” ระหว่างความจำเป็นในการขับเคลื่อนแผนงานระยะยาว กับข้อจำกัดด้านอำนาจการตัดสินใจเชิงนโยบายในช่วงรัฐบาลรักษาการ ความไม่ต่อเนื่องดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะโครงการลงทุนด้านพลังงานสะอาด โครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้า ซึ่งต้องอาศัยกรอบนโยบายที่ชัดเจนและมีเสถียรภาพในระยะยาว

ขณะเดียวกัน แผน PDP และมาตรการสำคัญอย่าง Direct PPA ล้วนเป็นเครื่องมือหลักในการกำหนดทิศทางพลังงานของประเทศในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า หากขาดความต่อเนื่องเชิงนโยบาย อาจทำให้การตัดสินใจลงทุนของเอกชนชะลอตัว และกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

ดังนั้น โจทย์สำคัญของรัฐบาลชุดถัดไป ไม่ได้อยู่เพียงการเร่งฟื้นความเชื่อมั่นทางการเมืองเท่านั้น หากแต่ต้องสร้างความชัดเจนด้านนโยบายพลังงานให้เดินหน้าได้อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านพลังงานของไทยสามารถดำเนินไปอย่างมั่นคง ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก เทคโนโลยีใหม่ และเป้าหมาย Net Zero ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

Source : ประชาชาติธุรกิจ

ในโลกที่ความต้องการพลังงานหมุนเวียนเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง “เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเทอร์โมอิเล็กทริกพลังงานแสงอาทิตย์” หรือ STEGs (Solar Thermoelectric Generators) ถูกยกย่องว่าเป็นทางเลือกที่มีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ แตกต่างจากแผงโซลาร์เซลล์ทั่วไป ที่เปลี่ยนแสงอาทิตย์เป็นไฟฟ้าโดยตรง แต่อุปกรณ์ STEG สามารถใช้แหล่งความร้อนที่หลากหลาย นอกเหนือจากแสงอาทิตย์โดยตรง 

STEG ใช้ประโยชน์จากความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างด้านร้อนและด้านเย็น เพื่อสร้างกระแสไฟฟ้าผ่าน “ปรากฏการณ์ซีเบค” (Seebeck effect) โดยมีวัสดุเซมิคอนดักเตอร์คั่นกลาง แต่เทคโนโลยีนี้มีประสิทธิภาพการแปลงพลังงานที่ต่ำมาก โดยส่วนใหญ่แปลงแสงอาทิตย์เป็นไฟฟ้าได้น้อยกว่า 1% ซึ่งต่ำกว่าประสิทธิภาพของระบบโซลาร์เซลล์ที่อยู่อาศัยทั่วไปที่อยู่ประมาณ 20% อยู่มาก นี่จึงเป็นข้อจำกัดสำคัญที่ไม่สามารถนำ STEG ไปใช้อย่างแพร่หลาย 

จนกระทั่ง ทีมนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยโรเชสเตอร์ ได้พัฒนาการออกแบบใหม่ที่ช่วยเพิ่มกำลังผลิตของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเทอร์โมอิเล็กทริกพลังงานแสงอาทิตย์ (STEGs) ให้สูงขึ้นถึง 15 เท่า การค้นพบนี้นับเป็นก้าวกระโดดที่อาจปิดช่องว่างด้านประสิทธิภาพกับแผงโซลาร์เซลล์แบบดั้งเดิม และเปิดประตูสู่ความเป็นไปได้ใหม่สำหรับพลังงานหมุนเวียน

ความสำเร็จอันน่าทึ่งนี้ไม่ได้มาจากการเปลี่ยนแปลงวัสดุเซมิคอนดักเตอร์ที่ซับซ้อน แต่มาจากการนำวิธีการทางวิศวกรรมสเปกตรัมและการจัดการความร้อนมาใช้ โดยศ.เกา ชุนหลี ศาสตราจารย์ด้านทัศนศาสตร์และฟิสิกส์ และนักวิชาการอาวุโสที่ห้องปฏิบัติการเลเซอร์พลังงานของ ม.โรเชสเตอร์ ได้ชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวของแนวทางเดิมที่มุ่งเน้นการปรับปรุงวัสดุเซมิคอนดักเตอร์เป็นหลัก

STEG แบบใหม่
เครดิตภาพ: University of Rochester / J. Adam Fenster

เป็นเวลาหลายทศวรรษแล้วที่นักวิจัยมุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงวัสดุเซมิคอนดักเตอร์ที่ใช้ใน STEG แต่กลับทำให้ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นได้เพียงเล็กน้อย แต่งานวิจัยของเรามุ่งเน้นไปที่การจัดการด้านร้อนและเย็นของอุปกรณ์แทน ด้วยการรวมการดูดซับพลังงานแสงอาทิตย์ที่ดีขึ้นและการดักจับความร้อนที่ด้านร้อน เข้ากับการกระจายความร้อนที่ดีขึ้นที่ด้านเย็น ทำให้ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ” 

วิธีการของทีมวิจัยนี้ขึ้นอยู่กับนวัตกรรมหลัก 3 ประการ อย่างแรกคือ “เสริมพลังให้กับด้านร้อน” โดยใช้เทคนิคโลหะสีดำที่พัฒนาขึ้นในห้องปฏิบัติ พวกเขาใช้พัลส์เลเซอร์เฟมโตความเร็วสูงในการแกะสลักโครงสร้างระดับนาโนลงบนทังสเตน 

กระบวนการนี้ทำให้พื้นผิวทังสเตนเปลี่ยนเป็นสีดำเกือบทั้งหมดและทำหน้าที่เป็นตัวดูดซับแสงอาทิตย์แบบเลือกสรร  มันสามารถดูดซับแสงในช่วงความยาวคลื่นของแสงอาทิตย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพในขณะที่ลดการสูญเสียความร้อนในช่วงความยาวคลื่นอื่น ๆ เช่น อินฟราเรด การจัดการพื้นผิวด้วยเลเซอร์ในลักษณะที่มีการควบคุมนี้ทำให้ทังสเตนที่ผ่านการบำบัดสามารถเข้าถึงอุณหภูมิที่สูงขึ้นได้ภายใต้แสงอาทิตย์เดียวกันเมื่อเทียบกับแผ่นที่ไม่ผ่านการบำบัด

ประการที่สอง ซึ่งยังคงเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการด้านร้อน ทีมงานได้จำลอง “ปรากฏการณ์เรือนกระจกขนาดเล็ก” โดยการคลุมโลหะสีดำด้วยแผ่นพลาสติกใส ชั้นพลาสติกนี้ทำหน้าที่จำกัดการพาความร้อนและการนำความร้อน ทำให้ความร้อนสามารถถูกกักเก็บไว้ได้มากขึ้น ส่งผลให้อุณหภูมิที่ด้านร้อนเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 

ภาพระยะใกล้ของโครงสร้างนาโนที่แกะสลักด้วยเลเซอร์บนพื้นผิวของเครื่องกําเนิดไฟฟ้าเทอร์โมอิเล็กทริกพลังงานแสงอาทิตย์
เครดิตภาพ: University of Rochester / J. Adam Fenster

ศ.เกา อธิบายหลักการนี้โดยเปรียบเทียบกับการสร้างเรือนกระจกในฟาร์ม “คุณสามารถลดการพาความร้อนและการนำความร้อนเพื่อดักจับความร้อนได้มากขึ้น ทำให้เพิ่มอุณหภูมิที่ด้านร้อน การรวมกันของโลหะสีดำที่ดูดซับได้ดีเยี่ยมกับห้องเรือนกระจกขนาดเล็กนี้ เป็นการยกระดับด้านร้อนของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าโดยไม่ต้องเพิ่มชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหวหรืออุปกรณ์ทางแสงขนาดใหญ่”

นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดให้กับด้านเย็น ทีมงานใช้พัลส์เลเซอร์เฟมโตซ้ำอีกครั้ง แต่คราวนี้ใช้กับอะลูมิเนียมธรรมดา เพื่อสร้างแผงระบายความร้อนที่มีประสิทธิภาพสูง กระบวนการแกะสลักด้วยเลเซอร์นี้สร้างโครงสร้างขนาดเล็กจิ๋วบนพื้นผิว ซึ่งเพิ่มพื้นที่ผิวอย่างมากและช่วยเพิ่มการกระจายความร้อนผ่านทั้งการแผ่รังสีและการพาความร้อน 

แผงระบายความร้อนที่ได้รับการปรับปรุงใหม่นี้ เพิ่มประสิทธิภาพการทำความเย็นเป็นสองเท่า เมื่อเทียบกับตัวกระจายความร้อนอะลูมิเนียมมาตรฐาน การดึงความร้อนออกจากโมดูลเทอร์โมอิเล็กทริกได้เร็วขึ้นนี้ ทำให้ด้านเย็นยังคงรักษาอุณหภูมิที่ต่ำไว้ได้ ในขณะที่ด้านร้อนมีอุณหภูมิสูง

แม้การเปลี่ยนแปลงทางการออกแบบที่เรียบง่ายแต่ชาญฉลาดเหล่านี้ จะไม่ได้เปลี่ยนวัสดุเซมิคอนดักเตอร์หลัก แต่กลับส่งผลให้กำลังไฟฟ้าที่ผลิตได้เพิ่มขึ้นถึง 15 เท่า ในการทดสอบ อุปกรณ์ STEG ที่ได้รับการอัปเกรดนี้สามารถจ่ายพลังงานให้กับหลอด LED ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าอุปกรณ์รุ่นก่อน ๆ 

ศ.เกาคาดว่าเทคโนโลยีนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนเซนเซอร์ไร้สายสำหรับอินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ อุปกรณ์สวมใส่ หรือเป็นระบบพลังงานหมุนเวียนแบบนอกโครงข่ายในพื้นที่ชนบท โดยสามารถนำเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังงานความร้อนขนาดเล็กที่ใช้กรรมวิธีนี้ไปไว้บนท่อร้อน ผนัง หรือตัวเครื่องยนต์ เพื่อจ่ายพลังงานให้กับอุปกรณ์บันทึกข้อมูลหรือโมดูลสื่อสารโดยไม่ต้องใช้สายไฟเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผลลัพธ์ในห้องปฏิบัติการจะน่าประทับใจ แต่เทคโนโลยีนี้ยังคงเป็นเชิงทดลอง การเปลี่ยนพื้นผิวโลหะให้เป็นโครงสร้างทางแสงที่แม่นยำด้วยเลเซอร์ยังคงเป็นงานที่ละเอียดอ่อน ความท้าทายที่สำคัญในลำดับถัดไปคือการขยายขนาดพื้นผิวเหล่านี้ให้ครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่ขึ้นหรือชิ้นส่วนอุตสาหกรรมที่มีความโค้ง 

นอกจากนี้ การทดสอบในสภาพแวดล้อมภายนอกอาคารที่หลากหลายยังมีความจำเป็น เพื่อยืนยันว่าทังสเตนสีดำ ฟิล์มพลาสติก และอะลูมิเนียมที่มีโครงสร้าง จะสามารถทนต่อฝน ฝุ่น และวัฏจักรความร้อนในสภาพอากาศจริงได้ในระยะยาว 

หากความท้าทายเหล่านี้ได้รับการแก้ไข เทคโนโลยี STEG อาจก้าวจากการเป็นแหล่งพลังงานสำหรับเครื่องมือวัดขนาดเล็ก ไปสู่การสนับสนุนการใช้งานพลังงานที่การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์แบบดั้งเดิมเป็นเรื่องยาก ในอนาคต วิศวกรอาจจับคู่ STEG กับเซลล์แสงอาทิตย์ทั่วไปเพื่อสร้างระบบไฮบริดที่สามารถบีบพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์และความร้อนเหลือทิ้งได้มากขึ้น

นวัตกรรมนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การจัดการแสงและความร้อนที่พื้นผิวอย่างชาญฉลาด สามารถมอบทางเลือกใหม่ให้กับเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ที่นอกเหนือไปจากแผงเซลล์แสงอาทิตย์แบบเดิม


ที่มา: EarthInteresting EngineeringScitech Daily

ศ.เกา ทดลอง STEG แบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น 15 เท่า
เครดิตภาพ: University of Rochester / J. Adam Fenster

Source : กรุงเทพธุรกิจ

เมื่อ “ความยั่งยืน” ไม่ใช่ทางเลือกแต่เป็นทางรอดเพียงอย่างเดียวของไทย ในงานประชุมวิชาการ Thai SCP Network 2025 ได้มีการประกาศยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญ ทั้งการปรับเป้าหมาย Net Zero ให้เร็วขึ้นจากปี 2065 มาเป็น 2050 พร้อมกางแผนบังคับใช้ “การจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว” และกฎหมายจัดการขยะอาหาร-พลาสติก เพื่อบีบให้ภาคธุรกิจต้องปรับตัวก่อนตกขบวนการค้าโลก

Net Zero 2050 เดิมพันครั้งใหม่ที่เร็วกว่าเดิม

ภัทรานันท์ ทองประพาฬ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนด้วยการยืนยันว่า รัฐบาลไทยได้ปรับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) จากปี  2065 มาเป็น ปี  2050 ซึ่งหมายความว่าเรามีเวลาลดลงถึง 15 ปี

การขยับเส้นตายนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่คือการส่งสัญญาณถึงภาคอุตสาหกรรมว่า “เวลาของการผัดวันประกันพรุ่งหมดลงแล้ว” โดยรัฐบาลเตรียมใช้มาตรการ Zero Food Waste (ขยะอาหารเป็นศูนย์) มาเป็นเงื่อนไขบังคับในการทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) สำหรับโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งจะเปลี่ยนโฉมหน้าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และอุตสาหกรรมก่อสร้างในไทยไปอย่างสิ้นเชิง

จาก “อาสาสมัคร” สู่ “กลไกขับเคลื่อนระดับชาติ”

ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ประธาน Thai SCP Network กล่าวว่าจุดเปลี่ยนสำคัญในการยกระดับจากเครือข่ายจิตอาสา สู่การเป็น “สมาคมส่งเสริมการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน (ประเทศไทย)” อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อเป็นหัวหอกในการนำนวัตกรรมระดับโลกมาปรับใช้ในพื้นที่จริง

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือโครงการในจังหวัดกระบี่ ที่เน้นการบริหารจัดการทรัพยากรแบบบูรณาการเพื่อการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน รวมถึงการสร้างความร่วมมือกับสถาบัน IGES จากญี่ปุ่น เพื่อยกระดับมาตรฐานไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลในระดับเอเชีย-แปซิฟิก

กลยุทธ์ “ตลาดสีเขียว” (Green Public Procurement)

ไฮไลต์สำคัญที่ภาคธุรกิจต้องจับตาคือการลงนาม MOU ระหว่างสมาคมฯ กับ กรมบัญชีกลาง และกรมควบคุมมลพิษ เพื่อผลักดัน “การจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว” ให้เกิดขึ้นจริง

กลยุทธ์นี้คือการใช้ “เม็ดเงินงบประมาณภาครัฐ” เป็นตัวนำทาง หากบริษัทใดต้องการประมูลงานภาครัฐ สินค้าและบริการนั้นต้องผ่านเกณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มาตรการนี้จะกลายเป็นแรงผลักดันมหาศาล (Market Incentive) ที่บีบให้ผู้ผลิตต้องเร่งทำ Eco-design หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์สีเขียว เพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาดไว้ให้ได้

ไทยขยับเส้นตาย Net Zero เร็วขึ้น 15 ปี ดัน "ตลาดสีเขียว" รับมือวิกฤติโลกเดือด

สงครามพลาสติกและเศรษฐกิจหมุนเวียน 100%

ทางด้านกรมควบคุมมลพิษ โดยธนัญชัย วรรณสุข ได้ตอกย้ำถึง แผนปฏิบัติการจัดการขยะพลาสติกระยะที่ 2 (2566-2570) ที่ตั้งเป้าหมายแบบ “Zero Waste” คือการนำพลาสติกเป้าหมายกลับมารีไซเคิลให้ได้ 100% ภายในปี 2570

นี่ไม่ใช่แค่การรณรงค์ลดใช้ถุงพลาสติกแบบเดิมๆ แต่เป็นการเข้าสู่ยุคของ “สนธิสัญญาพลาสติกโลก” ซึ่งจะมีข้อบังคับทางกฎหมายที่เข้มข้นขึ้น ทั้งในเรื่องการห้ามใช้พลาสติกบางประเภท และการบังคับให้ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบซากผลิตภัณฑ์ของตนเอง (Extended Producer Responsibility: EPR)

ทางรอดในยุคโลกเดือด

SDG 12 หรือการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน ไม่ได้เป็นเพียงเป้าหมายในกระดาษอีกต่อไป แต่กำลังถูกเปลี่ยนเป็น “กฎกติกาการแข่งขันใหม่” ของไทย

ความสำเร็จในอนาคตจะไม่ได้วัดกันที่ตัวเลขกำไรเพียงอย่างเดียว แต่จะวัดที่ “คาร์บอนฟุตพริ้นท์” และความสามารถในการหมุนเวียนทรัพยากร ใครที่ปรับตัวได้ก่อน ไม่เพียงแต่จะรอดพ้นจากวิกฤติสิ่งแวดล้อม แต่จะกลายเป็นผู้นำในตลาดสีเขียวที่มีมูลค่ามหาศาลในอนาคต

ไทยขยับเส้นตาย Net Zero เร็วขึ้น 15 ปี ดัน "ตลาดสีเขียว" รับมือวิกฤติโลกเดือด

Source : กรุงเทพธุรกิจ

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 คุณสุวัฒน์ กมลพนัส รองประธานคณะกรรมการพลังงาน หอการค้าไทย ได้เป็นวิทยากร เสวนาหัวข้อ “การพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิตไทยภายใต้ระเบียบโลกใหม่ด้านสภาพภูมิอากาศ” ร่วมกับผู้แทนจาก กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) และ บมจ. บีซีพีจี ณ ห้องประชุมโรงแรม จุบิลี เพรสทีจน์ รัชดาภิเษก จัดโดย มูลนิธิสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง (สวค.)

การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำเป็นประเด็นสำคัญของระเบียบโลกใหม่ ด้านสภาพภูมิอากาศ (New Climate World Order) ภาคธุรกิจ นักลงทุน และหน่วยงานกำกับดูแลของประเทศต่างๆ ต้องเร่งพัฒนาเครื่องมือและกลไกด้านคาร์บอน เพื่อสนองต่อแรงกดดันระหว่างประเทศ ความคาดหวังของผู้บริโภค และมาตรฐานความยั่งยืนที่เข้มงวดมากขึ้น

“ตลาดคาร์บอนเครดิต” จะเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนในเทคโนโลยีสะอาด ที่มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ทั้งในระดับประเทศและภาคธุรกิจต่างๆ

ประเทศไทย มีการพัฒนาตลาดคาร์บอนภายใต้โครงการ T-VER ของ อบก. ควบคู่ไปกับการขยายตัวของโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปในภาคส่วนต่างๆ ทั่วประเทศ แต่ตลาดคาร์บอนของไทยยังคงเผชิญอุปสรรค และความไม่ชัดเจนในหลายด้าน อาทิ กรอบการกำกับดูแล ความหลากหลายของมาตรฐาน คุณภาพคาร์บอนเครดิตที่ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ขาดข้อมูลด้านราคากลางที่ใช้อ้างอิง ปริมาณธุรกรรมซื้อ-ขายที่ยังไม่โปร่งใส รวมถึงค่าใช้จ่ายตรวจวัดที่มีราคาสูง

สถานการณ์โลกกำลังก้าวสู่การใช้กลไกคาร์บอนที่ยิ่งเข้มข้น ทั้งมาตรการ CBAM ข้อตกลงภายใต้มาตรา 6 ของ Paris Agreement และความร่วมมือระหว่างตลาดคาร์บอนกับตลาดทุน ทำให้ผํู้ประกอบการไทยขาดคุณสมบัติในการแข่งขันเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งตาม COP30 ประเทศไทยมีการปรับกรอบการขับเคลื่อนสู่ Net Zero เป็นปี 2050 (เร็วขึ้นจากเดิม 15 ปี) จึงต้องเร่งออกกฎหมายสำคัญ คือ ร่าง พรบ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พ.ศ. … เพื่อเป็นกรอบในการกำกับดูแล ทั้งเรื่องการลดก๊าซฯ การปรับตัวฯ กลไกการเงิน ระบบการซื้อขายสิทธิฯ กลไกการปรับราคาฯ ภาษีคาร์บอน กองทุนภูมิอากาศ รวมถึงบทกำหนดโทษ เป็นต้น

ผู้ประกอบการจากต่างประเทศที่มาลงทุนในไทย (FDI) เช่น กลุ่ม Data Center มีเงื่อนไขต้องใช้พลังงานสีเขียว ผู้ส่งออกไทยต้องปฏิบัติตามมาตรฐานสากล ไทยจึงต้องเร่งสร้าง Ecosystem เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งด้าน Supply ด้าน Demand และด้านตลาด ทั้งแบบภาคบังคับและภาคสมัครใจ ซึ่งบริษัทขนาดใหญ่ของไทย และบริษัทต่างประเทศที่เข้ามาลงทุน พร้อมปรับตัวเข้าสู่มิติใหม่นี้แล้ว แต่ที่น่าเป็นห่วง คือ SMEs ของไทย ที่อยู่ใน Supply Chain ขั้นถัดๆไป ยังขาดความรู้ ความเข้าใจ ในกลไกและกิจกรรมที่จะเป็นภาคบังคับในระยะยาว ดังนั้น ไทยต้องเร่งออกกฎกติกาภาคบังคับของการซื้อขายคาร์บอน เพื่อยกระดับมาตรฐานคาร์บอนให้เข้าสู่สากล ให้เร็วที่สุด

แนวทางในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้เข้าถึงตลาดคาร์บอน ต้องสร้างแรงจูงใจผ่านนโยบายการเงิน และมาตรการทางภาษีสำหรับผู้ประกอบการ ซึ่งภาคเอกชนไทยพร้อมปรับตัว ขอเพียง “ความชัดเจน” และ “เครื่องมือที่ใช้ได้จริง”