News & Update

ไทยเร่งเครื่อง Net Zero บังคับใช้กฎหมายคุม ‘เปิดประตู ‘Premium T-VER’ สู่ตลาดคาร์บอนโลก

อโณทัย สังข์ทอง ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารและทะเบียนคาร์บอนเครดิต กล่าวว่า การยกระดับเป้าหมายสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย จากเดิมคาดว่าจะบรรลุ Net Zero ในปี 2065 มาเป็นปี 2050 จำเป็นต้องมี “ระบบบังคับใช้” แทนการพึ่งพามาตรการสมัครใจในอดีต ร่าง พ.ร.บ. ลดโลกร้อนจึงถูกออกแบบให้เป็นโครงสร้างหลักที่จะทำให้ทุกภาคส่วนต้องจัดการการปล่อยก๊าซอย่างเป็นระบบ

หัวใจของการผลักดัน

คือร่างกฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฉบับใหม่ ซึ่งจะเปลี่ยนระบบของไทยจากการรายงานแบบสมัครใจไปสู่การรายงานแบบภาคบังคับ โดยกฎหมายกำหนดให้นิติบุคคลต้องเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน Scope 1 หรือการปล่อยโดยตรงจากกิจกรรมขององค์กร และ Scope 2 หรือการปล่อยที่เกิดจากการใช้ไฟฟ้าที่ซื้อมาใช้ ทั้งยังสอดคล้องกับข้อกำหนดของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ที่ยกระดับมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลด้านสภาพภูมิอากาศให้เทียบเท่าสากล

ระบบ Emission Trading Scheme (ETS)

ในขณะเดียวกัน ร่างกฎหมายยังเตรียมเปิดใช้ระบบ Emission Trading Scheme (ETS) ตามหมวด 8 ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการควบคุมการปล่อยในภาคอุตสาหกรรมปล่อยสูงอย่างเป็นรูปธรรม โดยกำหนด “เพดานการปล่อย” ให้โรงไฟฟ้า ปูนซีเมนต์ เหล็ก ปิโตรเคมี และอุตสาหกรรมอื่นที่เกี่ยวข้อง หากผู้ประกอบการไม่สามารถลดการปล่อยให้ต่ำกว่าเพดานที่กำหนดได้ จะต้องซื้อสิทธิในการปล่อย หรือเผชิญกับบทลงโทษ (ค่าปรับ)

ส่วน Scope 3 ร่างกฎหมายได้วางบทบาทของรัฐในการสนับสนุนองค์ความรู้ มาตรฐานการวัด และระบบการรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร เพื่อเตรียมให้ภาคธุรกิจพร้อมรองรับการเปิดเผยข้อมูลห่วงโซ่คุณค่าในอนาคต ซึ่งกำลังถูกผลักดันโดยมาตรฐานสากลและข้อกำหนดจากคู่ค้าระหว่างประเทศ

พ.ร.บ. ลดโลกร้อน จะทำให้ Scope 1 และ Scope 2 กลายเป็นข้อบังคับ ขณะที่ Scope 3 ได้รับการสนับสนุนให้พัฒนาความพร้อม เป็นการยกระดับระบบรายงานก๊าซเรือนกระจกของไทยให้เดินหน้าอย่างเป็นขั้นตอนและเชื่อมโยงทุกภาคส่วนสู่เป้าหมาย Net Zero ในภาพใหญ่

อโณทัย กล่าวด้วยว่า ในส่วนขอบตลาดคาร์บอนไทยนั้นกำลังก้าวสู่จุดที่ต้องเปลี่ยนผ่านอย่างรุนแรง ด้วยนโยบายที่เข้มงวดขึ้น (ETS) และโอกาสในการสร้างรายได้มหาศาลจากตลาดโลก (CORSIA) การปรับตัวสู่การลดการปล่อยก๊าซฯ และการพัฒนาโครงการ Premium T-VER ที่มีคุณภาพสูง จึงเป็น กลยุทธ์สำคัญ ที่จะกำหนดทิศทางและความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทยในทศวรรษหน้า

ประเทศไทยโดย อบก. ได้สร้างโครงสร้างพื้นฐานคาร์บอนเครดิตที่มีความทันสมัยและโปร่งใส เพื่อรองรับการเติบโตทั้งในและต่างประเทศ คือ Standard T-VER และ Premium T-VER โดย Standard T-VER เป็นโครงการทั่วไปที่ดำเนินการตามมาตรฐานของ อบก. ส่วน Premium T-VER เป็นมาตรฐานที่สูงกว่า โดยมีการตรวจสอบเข้มงวดมากขึ้นและสอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากลมากขึ้น

Premium T-VER คือมาตรฐานขั้นสูงที่ได้รับการรับรองจาก ICAO ให้สามารถนำไปใช้ชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในมาตรการ CORSIA (Carbon Offsetting and Reduction Scheme for International Aviation) ของภาคการบินได้ ซึ่งเป็นการเปิดประตูให้เครดิตของไทยสามารถเข้าสู่ตลาดโลกได้อย่างสมภาคภูมิ

ถึงแม้จะมีมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับ แต่ ณ ปัจจุบัน ประเทศไทย ยังไม่มีปริมาณคาร์บอนเครดิต Premium T-VER ที่เพียงพอ ต่อการส่งออกสู่ตลาด CORSIA ซึ่งโครงการ Premium T-VER ที่เข้าเกณฑ์ CORSIA ส่วนใหญ่เป็นโครงการภาคป่าไม้ ซึ่งแม้จะมีความสำคัญ แต่ก็มีข้อจำกัดในการสร้างเครดิตในปริมาณมาก และต้องใช้ระยะเวลานานในการรับรอง คาดการณ์รวมกันเพียง 19,000 ตันต่อปี

ทั้งนี้ ตลาดคาร์บอนระหว่างประเทศ โดยเฉพาะภาคการบิน เป็นสนามที่ไทยสามารถสร้างรายได้เข้าประเทศได้อย่างมหาศาล แต่กำลังเผชิญกับความท้าทายด้านอุปทาน CORSIA เป็นมาตรการที่กำหนดให้สายการบินต้องชดเชยการปล่อยก๊าซฯ จากเที่ยวบินระหว่างประเทศ โดยความต้องการคาดการณ์ คาดการณ์ว่าทั่วโลกจะมีความต้องการคาร์บอนเครดิตในช่วงปี 2567-2569 สูงถึง 146-236 ล้านตัน ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ

Source : กรุงเทพธุรกิจ

กกพ.เปิดค่าไฟฟ้า ม.ค.-เม.ย. 2567 พุ่ง 4.68-5.59 บาทต่อหน่วย พร้อมรับฟังความเห็นประชาชน 10-24 พ.ย.นี้

คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เผยค่าไฟฟ้างวด ม.ค.-เม.ย. 2567 พุ่งเกิน 4 บาทต่อหน่วย เนื่องจากค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft)…

“ภาษีคาร์บอน”กรณีศึกษา รูปแบบ-แนวทางใช้จริง

ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) เป็นภาษีที่เก็บจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก โดยฐานภาษีคาร์บอนที่ใช้ในการจัดเก็บ มี 2 แบบ 1.จัดเก็บภาษีทางตรงจากปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตสินค้า และ…

ปีทองพลังงานสะอาด ‘พลังงานหมุนเวียน’ ทั่วโลกเติบโตก้าวกระโดด

กําลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ 15.1% ในปี 2568 ถึง 4,448 กิกะวัตต์ (GW) ทั่วโลก มีการเพิ่มพลังงานเพิ่มอีก 585…