ในยุคที่โลกกำลังเดือดดาลด้วยวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพียงแค่การ “ลด” การปล่อยก๊าซเรือนกระจกอาจไม่เพียงพออีกต่อไป โลกกำลังมองหาหนทางที่จะ “ดูด” คาร์บอนไดออกไซด์ที่สะสมอยู่ในชั้นบรรยากาศกลับคืนมา และหนึ่งในเทคโนโลยีที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในรายงานของ IPCC และวงการพลังงานสะอาดทั่วโลกในขณะนี้คือ BECCS หรือ พลังงานชีวภาพร่วมกับการดักจับและกักเก็บคาร์บอน

บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกทุกแง่มุมของ BECCS ตั้งแต่กลไกการทำงาน ข้อดีที่น่าทึ่ง ความท้าทายที่ต้องระวัง ไปจนถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าทำไมเทคโนโลยีนี้จึงถูกยกให้เป็นกุญแจสำคัญสู่เป้าหมาย Net Zero

BECCS คืออะไร? ทำไมจึงเป็นเทคโนโลยี “ติดลบ”

BECCS ย่อมาจาก Bioenergy with Carbon Capture and Storage ในภาษาไทยเราเรียกกันว่า พลังงานชีวภาพร่วมกับการดักจับและกักเก็บคาร์บอน เทคโนโลยีนี้มีความพิเศษตรงที่มันไม่ได้เป็นแค่พลังงานสะอาด (Carbon Neutral) เหมือนพลังงานหมุนเวียนทั่วไป แต่ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม เทคโนโลยีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นลบ (Negative Emission Technologies – NETs)

เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น ลองจินตนาการถึงสมการทางคณิตศาสตร์ของการปล่อยคาร์บอนดังนี้

  • พลังงานฟอสซิล ขุดถ่านหินมาเผา = ปล่อยคาร์บอนเพิ่ม (+1)
  • พลังงานชีวภาพทั่วไป ปลูกต้นไม้ (ต้นไม้ดูดคาร์บอน -1) นำมาเผา (ปล่อยคาร์บอน +1) = เท่าทุน หรือ ศูนย์ (Net Zero)
  • BECCS ปลูกต้นไม้ (ดูดคาร์บอน -1) นำมาเผาแต่ดักจับควันเก็บไว้ไม่ให้ลอยสู่ฟ้า (ปล่อยคาร์บอน 0) = ผลลัพธ์คือ -1 (Negative Emission)

นี่คือหัวใจสำคัญที่ทำให้ BECCS กลายเป็นความหวังในการกู้คืนสภาพภูมิอากาศ เพราะมันทำหน้าที่เสมือนเครื่องดูดฝุ่นขนาดยักษ์ที่ช่วยดูด CO2 ออกจากบรรยากาศพร้อมกับผลิตไฟฟ้าให้เราใช้ไปพร้อมกัน

กระบวนการทำงานของ BECCS

การทำงานของระบบ BECCS ไม่ได้จบแค่ในโรงไฟฟ้า แต่กินความครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุปทาน โดยสามารถแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอนหลักดังนี้

1. การจัดหาชีวมวล (Biomass Sourcing)

จุดเริ่มต้นคือกระบวนการสังเคราะห์แสง พืช พืชพลังงาน หรือสาหร่ายจะดูดซับ CO2 จากอากาศมาเก็บไว้ในลำต้น ใบ หรือราก ในขั้นตอนนี้ธรรมชาติทำหน้าที่เป็นตัวดักจับคาร์บอนให้เราโดยอัตโนมัติ

2. การผลิตพลังงาน (Energy Conversion)

เมื่อได้วัตถุดิบชีวมวล จะถูกนำเข้าสู่กระบวนการแปรรูปเป็นพลังงาน ซึ่งทำได้หลายวิธี เช่น การเผาไหม้โดยตรงเพื่อผลิตไฟฟ้า การหมักเพื่อผลิตก๊าซชีวภาพ หรือการกลั่นเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuels) ในขั้นตอนนี้ตามปกติ CO2 จะถูกปลดปล่อยออกมา

3. การดักจับคาร์บอน (Carbon Capture)

นี่คือขั้นตอนพระเอกที่ทำให้ BECCS แตกต่าง แทนที่จะปล่อยควันออกทางปล่อง โรงไฟฟ้าจะติดตั้งเทคโนโลยี CCS (Carbon Capture and Storage) เพื่อแยกก๊าซ CO2 ออกจากก๊าซชนิดอื่น ซึ่งเทคโนโลยีที่นิยมใช้ในปัจจุบันมี 3 รูปแบบหลัก จะอธิบายในตารางหัวข้อถัดไป

4. การขนส่งและกักเก็บ (Transport and Storage)

ก๊าซ CO2 ที่ดักจับได้จะถูกบีบอัดจนเป็นของเหลวและขนส่งผ่านท่อหรือเรือ เพื่อนำไปอัดกลับลงไปเก็บใต้ดินในชั้นหินทางธรณีวิทยาที่มีความลึกและปลอดภัย (Geological Storage) เช่น แหล่งน้ำมันเก่าที่สูบหมดแล้ว หรือชั้นหินอุ้มน้ำเค็มระดับลึก เพื่อให้มั่นใจว่ามันจะไม่รั่วไหลกลับสู่บรรยากาศอีกเป็นเวลาหลายพันปี

เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องและประเภทของชีวมวล

เพื่อให้เห็นภาพความหลากหลายของเทคโนโลยี BECCS เราสามารถจำแนกข้อมูลออกเป็นหมวดหมู่ได้ดังตารางต่อไปนี้

ตารางที่ 1 ประเภทของชีวมวลที่ใช้ใน BECCS

ประเภทชีวมวลตัวอย่างข้อดีข้อควรระวัง
พืชพลังงานโดยเฉพาะ (Dedicated Crops)หญ้ามิสแคนถัส, ไม้โตเร็ว (ยูคาลิปตัส, กระถิน)ให้ผลผลิตสูง ควบคุมคุณภาพง่ายต้องใช้ที่ดินเยอะ อาจแย่งพื้นที่ปลูกพืชอาหาร
เศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร (Agricultural Residues)ฟางข้าว, ชานอ้อย, ซังข้าวโพดราคาถูก ไม่ต้องใช้ที่ดินเพิ่ม เป็นการกำจัดของเสียการรวบรวมทำได้ยาก มีค่าความชื้นสูง
ขยะอินทรีย์และของเสีย (Organic Waste)ขยะเศษอาหาร, น้ำเสียจากโรงงานช่วยแก้ปัญหาขยะล้นเมือง ลดก๊าซมีเทนกระบวนการคัดแยกยุ่งยาก
สาหร่าย (Algae)สาหร่ายขนาดเล็ก (Microalgae)โตเร็วมาก ไม่ต้องใช้ที่ดินเพาะปลูก ใช้แค่น้ำเสียเทคโนโลยีการเลี้ยงและเก็บเกี่ยวยังมีราคาสูง

ตารางที่ 2 เทคโนโลยีการดักจับคาร์บอน (Capture Technologies)

เทคโนโลยีหลักการทำงานสถานะปัจจุบัน
Post-combustionดักจับ CO2 หลังจากการเผาไหม้เสร็จสิ้น โดยใช้สารเคมี (Solvents) ดูดซับใช้แพร่หลายที่สุด สามารถติดตั้งเพิ่มในโรงไฟฟ้าเดิมได้ (Retrofit)
Pre-combustionเปลี่ยนชีวมวลเป็นก๊าซสังเคราะห์ (Gasification) ก่อน แล้วแยก CO2 ออกก่อนจะนำไปเผาประสิทธิภาพสูง แต่ระบบซับซ้อนและลงทุนสูง
Oxy-fuel combustionเผาชีวมวลด้วยออกซิเจนบริสุทธิ์แทนอากาศ ทำให้ได้ไอเสียที่มี CO2 เข้มข้นสูง แยกเก็บได้ง่ายต้นทุนสูงมากเพราะต้องใช้พลังงานในการผลิตออกซิเจน

ทำไมทั่วโลกถึงฝากความหวังไว้ที่ BECCS

รายงานจากคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ฉบับล่าสุด (AR6) ระบุชัดเจนว่า การจะรักษาระดับอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียสนั้น แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยหากปราศจากการใช้เทคโนโลยี BECCS สาเหตุที่ทั่วโลกให้ความสนใจมีดังนี้

  • ความสามารถในการสร้าง Negative Emissions อย่างที่กล่าวไปข้างต้น นี่คือเครื่องมือทางวิศวกรรมไม่กี่อย่างที่ช่วย “ลบ” คาร์บอนเก่าออกจากโลกได้จริง
  • ความมั่นคงทางพลังงาน (Baseload Power) ต่างจากพลังงานแสงอาทิตย์หรือลมที่ต้องพึ่งพาสภาพอากาศ โรงไฟฟ้าชีวมวลแบบ BECCS สามารถเดินเครื่องได้ตลอด 24 ชั่วโมง ให้ความเสถียรแก่ระบบไฟฟ้า
  • สร้างมูลค่าเพิ่มให้ภาคเกษตร เกษตรกรสามารถขายเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรเป็นเชื้อเพลิง สร้างรายได้เพิ่มและลดการเผาในที่โล่งซึ่งเป็นต้นเหตุของ PM2.5
  • ใช้ประโยชน์โครงสร้างพื้นฐานเดิมได้ โรงไฟฟ้าชีวมวลที่มีอยู่แล้วสามารถดัดแปลงเพื่อติดตั้งระบบดักจับคาร์บอนได้ โดยไม่ต้องสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ทั้งหมด

เหรียญอีกด้าน ความท้าทายและข้อโต้แย้งของ BECCS

แม้จะดูเหมือนเป็นฮีโร่กู้โลก แต่ BECCS ก็เผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์และความท้าทายทางเทคนิคที่สำคัญมาก หากละเลยจุดเหล่านี้ BECCS อาจกลายเป็นปัญหาใหม่แทนที่จะเป็นทางออก

1. การแย่งชิงที่ดิน (Land Use Competition)

หากเราต้องการพึ่งพา BECCS เพื่อลดคาร์บอนในปริมาณมหาศาล เราจำเป็นต้องใช้พื้นที่ปลูกพืชพลังงานขนาดใหญ่มาก บางงานวิจัยระบุว่าอาจต้องใช้พื้นที่เทียบเท่ากับ 1 ถึง 2 เท่าของประเทศอินเดีย เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามเป้าหมาย สิ่งนี้ก่อให้เกิดความกังวลว่าจะไปเบียดเบียนพื้นที่ป่าธรรมชาติ หรือแย่งพื้นที่ปลูกพืชอาหาร ซึ่งอาจทำให้ราคาอาหารทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น

2. การใช้น้ำและปุ๋ย

การปลูกพืชพลังงานแบบเข้มข้นต้องใช้น้ำและปุ๋ยเคมีปริมาณมาก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำธรรมชาติและทำให้เกิดมลพิษทางน้ำจากการชะล้างปุ๋ย

3. ต้นทุนที่สูงลิ่ว

แม้เทคโนโลยีจะดีแค่ไหน แต่ถ้าแพงเกินไปก็เกิดได้ยาก ปัจจุบันต้นทุนในการดักจับและกักเก็บคาร์บอนผ่าน BECCS ยังคงสูง อยู่ที่ประมาณ 100 ถึง 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันคาร์บอน (ประมาณ 3,500 – 7,000 บาท) ซึ่งสูงกว่าราคาคาร์บอนเครดิตในตลาดส่วนใหญ่ ทำให้ความคุ้มค่าในการลงทุนยังเป็นโจทย์ใหญ่

4. ความเสี่ยงจากการรั่วไหล

การอัดก๊าซ CO2 ลงไปเก็บใต้ดินต้องอาศัยความเชี่ยวชาญทางธรณีวิทยาขั้นสูง หากเลือกพื้นที่ไม่ดี หรือเกิดแผ่นดินไหว อาจเกิดการรั่วไหลของ CO2 กลับสู่บรรยากาศ ซึ่งจะทำให้ความพยายามทั้งหมดสูญเปล่า

กรณีศึกษาโครงการ BECCS ระดับโลก

เพื่อยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่นิยายวิทยาศาสตร์ มีหลายโครงการทั่วโลกที่กำลังเดินหน้าพัฒนา BECCS อย่างจริงจัง

Drax Power Station (สหราชอาณาจักร)

จากเดิมที่เป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดยักษ์ Drax ได้เปลี่ยนตัวเองมาใช้เชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่ง (Wood Pellets) และกำลังทดสอบระบบ BECCS เพื่อมุ่งสู่การเป็นโรงไฟฟ้าที่มีสถานะ Carbon Negative แห่งแรกๆ ของโลก โครงการนี้ถือเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญที่สุดในการเปลี่ยนผ่านโรงไฟฟ้าเก่า

Stockholm Exergi (สวีเดน)

โรงไฟฟ้าความร้อนร่วม (Combined Heat and Power) ในกรุงสตอกโฮล์ม กำลังพัฒนาโครงการ BECCS ที่ตั้งเป้าจะดักจับ CO2 ให้ได้ 800,000 ตันต่อปี โดยใช้เศษไม้จากอุตสาหกรรมป่าไม้เป็นเชื้อเพลิง รัฐบาลสวีเดนให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ในฐานะส่วนหนึ่งของแผนการเป็นประเทศ Carbon Neutral

โครงการในสหรัฐอเมริกา

สหรัฐฯ มีโครงการ BECCS เกิดขึ้นหลายแห่ง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมผลิตเอทานอล (Ethanol Fermentation) ซึ่งกระบวนการหมักให้ก๊าซ CO2 ที่บริสุทธิ์สูง ทำให้ต้นทุนการดักจับต่ำกว่าการเผาไหม้แบบปกติมาก โครงการเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนจากมาตรการลดหย่อนภาษี 45Q ของรัฐบาลสหรัฐฯ

บทสรุปและอนาคตของ BECCS

BECCS ไม่ใช่ยาวิเศษที่จะรักษาโรคร้อนได้เพียงลำพัง และไม่ใช่ข้ออ้างที่จะทำให้เรายังคงใช้พลังงานฟอสซิลต่อไปได้ แต่ BECCS คือ “เครื่องมือจำเป็น” ในกระเป๋าเครื่องมือต่อสู้โลกร้อน โดยเฉพาะในการจัดการกับก๊าซเรือนกระจกส่วนเกินที่เราปล่อยออกมาแล้วในอดีต

อนาคตของ BECCS จะสดใสหรือไม่ ขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยหลักคือ นโยบายภาครัฐ ที่ต้องสนับสนุนราคาคาร์บอนให้สูงพอจูงใจการลงทุน ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ที่จะช่วยลดต้นทุนให้ถูกลง และ การจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน เพื่อไม่ให้การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมเรื่องหนึ่ง ไปสร้างปัญหาใหม่อีกเรื่องหนึ่ง ในวันที่โลกต้องการทางออกที่มากกว่าแค่คำสัญญา BECCS คือเทคโนโลยีที่พิสูจน์ให้เห็นว่า มนุษย์มีความสามารถที่จะ “ย้อนศร” กระบวนการทางธรรมชาติเพื่อรักษาบ้านหลังเดียวของเราเอาไว้ แต่เราต้องใช้อย่างระมัดระวังและชาญฉลาดที่สุด

เชื่อไหมว่า ‘คาร์บอนไดออกไซด์’ สามารถใช้ผลิตพลังงานไฟฟ้า และจีนพิสูจน์ว่ามันทำได้จริง ซึ่งนับเป็นการนำก๊าซที่ก่อให้เกิดมลพิษมาใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ

แม้ว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มักถูกมองว่าเป็นตัวการร้าย เพราะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ล่าสุดจีนกลับนำมันมาใช้งานให้เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ได้ โดยวิศวกรของบริษัท China National Nuclear Corporation (CNNC) ได้เชื่อมต่อ เครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่ใช้พลังงานจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นเครื่องแรกของโลก เข้ากับโครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติแล้ว

นักวิทยาศาสตร์ของจีนระบุว่า เมื่อก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถูกทำให้ร้อนและอัดความดันในระดับสูงมาก มันจะเข้าสู้สถานะพิเศษที่เรียกว่า คาร์บอนไดออกไซด์เหนือวิกฤต (Supercritical) ซึ่งไม่ใช่ทั้งก๊าซหรือของเหลว แต่เป็นสถานะกึ่งกลาง ซึ่งในสถานะนี้ มันจะไหลเหมือนก๊าซแต่สามารถนำความร้อนได้เหมือนของเหลว และถ่ายโอนพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าไอน้ำ โดยมีหลักการทำงานคล้ายกับกังหันไอน้ำที่หมุนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า แต่มีประสิทธิภาพเป็นสองเท่า 

ะบบดังกล่าวใช้ประโยชน์จากความร้อนเหลือทิ้งจากการผลิตเหล็กที่โรงงานในเมืองหลิวปานซุย มณฑลกุ้ยโจว ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน แทนที่จะปล่อยให้พลังงานความร้อนนั้นสูญเปล่า ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในสถานะเหนือวิกฤต ก็จะดูดซับความร้อนนั้นไว้ ขับเคลื่อนกังหัน และหมุนเวียนไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ที่สำคัญคือนี่ไม่ใช่แค่การทดลองเครื่องต้นแบบ แต่เป็นระบบที่ใช้งานได้จริงอย่างสมบูรณ์แล้ว โดยมีหน่วยผลิตไฟฟ้าขนาด 15 เมกะวัตต์สองหน่วย

อย่างไรก็ตาม ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เหล่านั้นไม่ได้ถูกดักจับจากอากาศ แต่เป็นคาร์บอนไดออกไซด์จากแหล่งจ่ายอุตสาหกรรมมาตรฐานขนาดเล็กเท่านั้น และเมื่อแปลงเป็นของเหลวแล้ว ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะไหลเวียนในระบบปิด ไม่เคยถูกนำไปใช้หรือเผาไหม้ 

Source : Spring News

สภาผู้บริโภค ยื่นค้านมติ กพช. 28 พ.ย. 68 ปรับโครงสร้างราคาก๊าซใหม่ ผลักภาระต้นทุนจากกลุ่มปิโตรเคมีไปยังผู้ใช้ไฟฟ้า จี้ “อนุทิน” ยกเลิก ก่อนผลบังคับใช้ 1 ม.ค. 69

สภาผู้บริโภค ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ให้ยกเลิกมติเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 ที่เห็นชอบการกำหนดโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติใหม่ หรือพูลก๊าซ (Pool Gas) ที่ทำให้โรงแยกก๊าซและกลุ่มปิโตรเคมีมีต้นทุนถูกลง แต่ไปเพิ่มต้นทุนของกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้า ทำให้ค่าไฟแพงขึ้น และผู้บริโภคได้รับผลกระทบ

วันที่ 25 ธันวาคม 2568 สภาผู้บริโภคจัดแถลงข่าว “รัฐรีบร้อนปรับโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติ…เพื่อใคร” เพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยต่อมติ กพช. ดังกล่าว เนื่องจากแนวทางดังกล่าวจะส่งผลให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้น และสร้างความไม่เป็นธรรมต่อผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเป็นฝ่ายได้รับประโยชน์อย่างชัดเจน พร้อมเรียกร้องให้ยกเลิกมติดังกล่าวก่อนมีผลบังคับใช้วันที่ 1 มกราคม 2569

รศ.ดร.ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ อนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค อธิบายว่า มติในครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนสูตรการคำนวณโครงสร้างราคาก๊าซใหม่ โดยนำก๊าซราคาถูกจากอ่าวไทยไปจัดสรรให้ภาคปิโตรเคมีเป็นหลัก ขณะที่ภาคผลิตไฟฟ้าต้องใช้ก๊าซที่มีต้นทุนสูงขึ้นจากการเฉลี่ยรวมกับ LNG นำเข้า ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าที่ประชาชนต้องจ่ายในที่สุด ในทางกลับกันต้นทุนของกลุ่มปิโตรเคมีจะลดลง ซึ่งสวนทางกับหลักการใช้ทรัพยากรพลังงานของประเทศอย่างเป็นธรรม

ทั้งนี้ สมัยที่ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ใช้ระบบพูลก๊าซ ซึ่งโรงแยกก๊าซต้องซื้อก๊าซในราคา 327.29 บาทต่อล้านบีทียู แต่หากคำนวณราคาภายใต้นโยบายปรับโครงสร้างราคาก๊าซตามมติ กพช. ล่าสุดจะทำโรงแยกก๊าซได้ใช้ราคาที่ถูกลงกว่าการคำนวณแบบพูลก๊าซ โดยพบว่าต้นทุนของโรงแยกก๊าซจจะลดลงเหลือประมาณ 223.07 บาทต่อล้านบีทียู

“มตินี้ทำให้โรงแยกก๊าซและปิโตรเคมีได้ก๊าซราคาถูก ขณะที่ภาคไฟฟ้าต้องใช้ก๊าซแพงขึ้นจากการถัวเฉลี่ยกับ LNG สุดท้ายค่าไฟก็ต้องสูงขึ้น นี่คือโครงสร้างที่ถอยหลังจากหลักความเป็นธรรม” รศ.ดร.ชาลี ระบุ

จี้ “อนุทิน” ยกเลิกมติกพช.

ด้านรสนา โตสิตระกูล กรรมการนโยบาย และประธานอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค ระบุว่า การเร่งผลักดันมติดังกล่าวในช่วงที่รัฐบาลอยู่ในสถานะรักษาการ และไม่มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ถือเป็นการดำเนินนโยบายที่ขัดต่อหลักธรรมาภิบาล ทั้งยังเป็นการผลักภาระให้ผู้ใช้ไฟฟ้า และย้ายประโยชน์ไปสู่ภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมี

“ก่อนหน้านี้ที่ที่ภาคส่วนใช้ราคาพูลก๊าซ สามารถช่วยประชาชนลดค่าไฟได้ 6 สตางค์ อาจจะดูน้อย แต่เมื่อคำนวณภาพรวมจะทำให้ลดภาระค่าไฟ ได้ถึง 12,000 ล้านบาทต่อปี แต่การกำหนดโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติใหม่ ตามมติ กพช. วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 และ ให้มีผลทันที ในวันที่ 1 มกราคม นี้ ถือ ว่าเป็นการให้ของขวัญปีใหม่กับภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และผลักภาระ ให้ประชาชนใช่หรือไม่” ประธานอนุฯ พลังงาน ระบุ

รสนา กล่าวว่า อยากให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกพช.ยกเลิกมติปรับโครงสร้างราคาก๊าซใหม่ หากมีความจริงใจที่จะลดราคาพลังงานให้กับประชาชนตามที่หาเสียงไว้ เพราะการใช้โครงสร้างราคาก๊าซใหม่นอกจากจะไม่ช่วยลดค่าไฟแล้ว ยังผลักภาระให้กับผู้บริโภค ถ้าไม่ดำเนินการ สภาผู้บริโภคจะฟ้องยกเลิกมติดังกล่าว และประชาชนที่จะเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์นี้ ต้องคิดให้ดีว่าจะเลือกพรรคนี้หรือไม่ เพราะพูดแล้วไม่ทำ

อิฐบูรณ์ อ้นวงษา อนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันประเทศไทยใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าสูงถึงกว่าร้อยละ 50 ของกำลังผลิตทั้งหมด โดยก๊าซดังกล่าวมาจาก 3 แหล่งหลัก ได้แก่ ก๊าซจากอ่าวไทย ก๊าซจากเมียนมา และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) นำเข้า ซึ่งที่ผ่านมามีการใช้ระบบ “ถัวเฉลี่ยราคา” หรือพูลก๊าซเพื่อให้ผู้ใช้ทุกภาคส่วนร่วมรับภาระต้นทุนอย่างเท่าเทียม

อย่างไรก็ตาม มติ กพช. ล่าสุดจะส่งผลให้ก๊าซที่ใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีมีต้นทุนต่ำลง ขณะที่ก๊าซสำหรับผลิตไฟฟ้า ภาคอุตสาหกรรมอื่น และภาคขนส่งต้องใช้ราคาพูลก๊าซ ซึ่งเป็นราคาเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักจากทั้งสามแหล่ง ทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้ามีแนวโน้มปรับสูงขึ้น

“การปรับโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติ ไม่ใช่เรื่องเชิงเทคนิคเฉพาะวงการพลังงาน แต่เป็นเรื่องปากท้อง ถ้าโครงสร้างราคาถูกปรับโดยไม่รอบคอบ ค่าไฟก็มีโอกาสขยับขึ้นทันที และคนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือประชาชนทั่วไป” อิฐบูรณ์ กล่าว

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2568 สภาผู้บริโภคได้ทำหนังสือถึงประธาน กพช. ขอให้ทบทวนมติการปรับโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติ โดยย้ำว่าก๊าซจากอ่าวไทยเป็นทรัพยากรของประเทศที่ประชาชนควรได้รับประโยชน์อย่างเท่าเทียม พร้อมเสนอให้ยึดหลัก “Single Pool Gas” คือการถัวเฉลี่ยราคาก๊าซจากทุกแหล่งเป็นราคาเดียวสำหรับผู้ใช้ทุกกลุ่ม หรือพิจารณาทางเลือกให้ภาคปิโตรเคมีและภาคขนส่งใช้ราคาก๊าซธรรมชาติเหลวอิงตลาดโลก เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชน หากไม่มีการชะลอหรือทบทวนมติดังกล่าว และมีการบังคับใช้ตั้งแต่ต้นปี 2569 อาจจำเป็นต้องดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมาย เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคและรักษาความเป็นธรรมด้านพลังงานของประเทศต่อไป

Source : สภาองค์กรของผู้บริโภค

นักวิทยาศาสตร์ไม่เคยหยุดค้นหาแหล่งพลังงานใหม่ ๆ ที่ยั่งยืนและไม่มีวันใช้หมดอยู่เสมอ เพื่อรองรับความต้องการพลังงานของคนทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และล่าสุดนักวิจัยได้ออกแบบอุปกรณ์ที่สามารถดึงพลังงานไฟฟ้าออกมาจากพลศาสตร์การหมุนรอบตัวเองของโลกได้โดยตรง 

แนวคิดที่ฟังดูเหมือนหลุดออกมาจากนิยายวิทยาศาสตร์นี้ได้รับการพิสูจน์ผ่านการทดลองในห้องปฏิบัติการ ซึ่งยืนยันว่าการหมุนของดาวเคราะห์สีน้ำเงินดวงนี้ไม่ได้ให้เพียงกลางวันและกลางคืน แต่ยังซ่อนพลังงานมหาศาลที่มนุษย์อาจนำมาใช้ประโยชน์ได้ในอนาคต

ย้อนกลับไปในปี 1832 ไมเคิล ฟาราเดย์ นักฟิสิกส์ชาวอังกฤษ ผู้คิดค้นไดนาโม ทำการทดลองเพื่อหาคำตอบว่า การหมุนของโลกจะสามารถสร้างกระแสไฟฟ้าได้หรือไม่ เพราะสนามแม่เหล็กของโลกไม่ได้หมุนไปพร้อมกับโลกเหมือนวัตถุทางกายภาพ แต่สนามแม่เหล็กถูกสร้างขึ้นในแต่ละขณะและคงที่อยู่ในอวกาศ ดังนั้นความคิดในเวลานั้นคือ บางทีการเคลื่อนที่ของโลกผ่านสนามแม่เหล็กนี้อาจสร้างพลังงานได้

อย่างไรก็ตาม การทดลองของฟาราเดย์ในยุคนั้นกลับประสบความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง และต่อมานักฟิสิกส์ก็ได้ข้อสรุปว่า แรงที่เกิดจากสนามแม่เหล็กจะไปผลักดันอิเล็กตรอนในตัวนำให้จัดเรียงตัวใหม่ จนเกิดเป็นสนามไฟฟ้าที่มาหักล้างกันเองอย่างสมบูรณ์ ทำให้ไม่มีแรงดันไฟฟ้าเกิดขึ้นในวงจรที่หมุนไปพร้อมกับโลก

จนกระทั่งเกือบ 200 ปีต่อมา ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน ห้องปฏิบัติการแรงขับเคลื่อนไอพ่น (JPL) ของนาซ่า และบริษัท Spectral Sensor Solutions นำโดย คริสโตเฟอร์ ไชบา ศาสตราจารย์ด้านดาราศาสตร์ฟิสิกส์ ได้ค้นพบช่องโหว่สำคัญในกฎฟิสิกส์เดิม

นักวิจัยชี้ให้เห็นว่าสมมติฐานเดิมที่ว่าแรงดันไฟฟ้าจะถูกหักล้างจนหมดสิ้นนั้น ตั้งอยู่บนเงื่อนไขที่สนามแม่เหล็กเปลี่ยนแปลงผ่านวัสดุตัวนำเกือบทันที แต่หากใช้วัสดุที่มีคุณสมบัติเฉพาะที่เรียกว่าวัสดุแม่เหล็กแบบอ่อน (Soft magnetic material) ซึ่งยอมให้สนามแม่เหล็กแพร่กระจายผ่านได้ช้าลง การหักล้างกันของประจุไฟฟ้าจะไม่เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ในทุกจุด

เพื่อพิสูจน์สมมติฐานนี้ ทีมวิจัยได้สร้างอุปกรณ์พิเศษที่มีลักษณะเป็นทรงกระบอกกลวงยาวประมาณ 30 ซม. ทำจากวัสดุแมงกานีส-ซิงก์เฟอร์ไรต์ ซึ่งเป็นวัสดุเซรามิกที่มีคุณสมบัติเป็นตัวนำไฟฟ้าที่แย่ แต่สามารถนำพาและกั้นสนามแม่เหล็กได้ดีเยี่ยม

การทดลองถูกจัดตั้งขึ้นในห้องใต้ดิน เพื่อป้องกันสัญญาณรบกวนจากภายนอก โดยวางทรงกระบอกนี้ในแนวทิศเหนือ-ใต้ และทำมุมเอียงประมาณ 57 องศา เพื่อให้แกนของมันตั้งฉากกับทั้งแนวการหมุนของโลกและเส้นแรงแม่เหล็กโลก ณ ตำแหน่งละติจูดของห้องปฏิบัติการ

ผลลัพธ์ที่ได้จากการทดลองสร้างความตื่นเต้นให้กับวงการฟิสิกส์เป็นอย่างมาก เมื่อพวกเขาสามารถวัดแรงดันไฟฟ้าคงที่ได้ประมาณ 18 ไมโครโวลต์ และกระแสไฟฟ้าในระดับนาโนแอมป์ แม้ว่าตัวเลขนี้จะดูน้อยนิดเมื่อเทียบกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน แต่ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่ปริมาณพลังงาน ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าหลักการนี้ใช้งานได้จริงในทางปฏิบัติ

ทีมวิจัยยังได้ทำการตรวจสอบอย่างเข้มงวดเพื่อตัดปัจจัยรบกวนอื่น ๆ เช่น ความแตกต่างของอุณหภูมิที่อาจทำให้เกิดแรงดันไฟฟ้า (Seebeck effect) หรือสัญญาณรบกวนจากคลื่นวิทยุ จนมั่นใจว่าพลังงานที่ได้มานั้นเกิดจากการหมุนของโลกผ่านสนามแม่เหล็กจริง ๆ

นักวิจัยระบุในรายงานการศึกษาว่า “เราทำให้มันเป็นจริงได้ด้วยเปลือกทรงกระบอกของแมงกานีส-ซิงก์เฟอร์ไรต์ และเมื่อควบคุมผลกระทบจากเทอร์โมอิเล็กทริกและปัจจัยรบกวนอื่น ๆ แล้ว เราแสดงให้เห็นว่าระบบสาธิตขนาดเล็กนี้สร้างแรงดันไฟฟ้าและกระแสตรงที่มีขนาดต่อเนื่องตามที่ทำนายไว้” 

แน่นอนว่าผลการทดลองที่ท้าทายความเชื่อเดิมย่อมตามมาด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์ นักฟิสิกส์บางคนอย่าง รินเก วิจน์การ์เดน จากมหาวิทยาลัยฟรีแห่งอัมสเตอร์ดัม ยังคงแสดงความเคลือบแคลงใจ โดยระบุว่าแรงดันไฟฟ้าที่วัดได้นั้นมีค่าน้อยเกินไปจนอาจเกิดจากปัจจัยแอบแฝงอื่น ๆ ที่ยังไม่ถูกค้นพบ และเขายังไม่สามารถจำลองผลลัพธ์ที่ตรงกันในการทดลองส่วนตัวได้

ขณะที่ พอล โทมัส นักฟิสิกส์กิตติคุณจากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-โอ แคลร์ กลับมองว่าการทดลองของทีมพรินซ์ตันนั้นทำออกมาได้อย่างประณีตและน่าเชื่อถืออย่างมาก

เมื่อมองถึงอนาคต หากเทคโนโลยีนี้สามารถขยายขนาดหรือเพิ่มประสิทธิภาพได้ผ่านการเชื่อมต่ออุปกรณ์ขนาดเล็กเหล่านี้เข้าด้วยกันในรูปแบบของอาเรย์ (Arrays) มันอาจกลายเป็นแหล่งพลังงานรูปแบบใหม่ที่ไม่ต้องการเชื้อเพลิงและไม่มีวันสึกหรอ อุปกรณ์ดังกล่าวอาจถูกนำไปใช้เป็น “แบตเตอรี่ถาวร” สำหรับเซนเซอร์ในพื้นที่ห่างไกล หรือแม้แต่การติดตั้งบนดาวเทียมที่โคจรรอบโลกซึ่งมีความเร็วสัมพัทธ์กับสนามแม่เหล็กสูงกว่าบนพื้นดินมาก ซึ่งจะช่วยให้สร้างพลังงานได้ในปริมาณที่มหาศาลขึ้น

ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือผลกระทบต่อโลก หากเราดึงพลังงานจากการหมุนของมันมาใช้ ในทางฟิสิกส์ การดึงพลังงานนี้จะทำให้การหมุนรอบตัวเองของโลกช้าลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตามกฎการอนุรักษ์พลังงาน แต่ทีมวิจัยคำนวณว่าผลกระทบดังกล่าวนั้นมีน้อยมากจนแทบไม่มีนัยสำคัญ โดยระบุว่าแม้มนุษยชาติจะดึงพลังงานไฟฟ้าทั้งหมดที่เราใช้ในปัจจุบันมาจากวิธีนี้เพียงอย่างเดียว การหมุนของโลกจะช้าลงไม่ถึง 1 มิลลิวินาทีต่อทศวรรษ ซึ่งน้อยกว่าการที่โลกหมุนช้าลงตามธรรมชาติจากการกระทำของดวงจันทร์เสียอีก

แม้ว่าพลังงาน 18 ไมโครโวลต์ที่นักวิจัยผลิตได้ อาจยังไม่สามารถเปลี่ยนโลกได้ในวันนี้ แต่มันคือการเปิดประตูสู่ความเข้าใจใหม่ในความสัมพันธ์ระหว่างพลศาสตร์ของดวงดาวกับแม่เหล็กไฟฟ้า การค้นพบนี้เปรียบเสมือนการพบกุญแจที่ฟาราเดย์เคยทิ้งไว้เมื่อเกือบสองร้อยปีก่อน ซึ่งในอนาคตมันอาจกลายเป็นรากฐานสำคัญของพลังงานสะอาดที่ยั่งยืนที่สุดเท่าที่มนุษย์จะจินตนาการได้

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น พลังงานจากการหมุนของโลกนี้เปรียบเสมือนกระแสลมจาง ๆ ที่พัดผ่านกังหันขนาดจิ๋ว แม้ในยามที่เรายืนอยู่นิ่ง ๆ บนพื้นดิน แต่ความจริงเรากำลังเคลื่อนที่ไปพร้อมกับดาวเคราะห์ด้วยความเร็วสูงมาก การสกัดพลังงานจากกระแสลมที่มองไม่เห็นนี้คือบทพิสูจน์ความชาญฉลาดของมนุษย์ที่พยายามเปลี่ยน “การเคลื่อนที่ของดวงดาว” ให้กลายเป็น “แสงสว่างในบ้าน” ของเราเอง

ที่มา: Discover MagazineEarthInteresting EngineeringScientific American

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ท่ามกลางคลื่นการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจโลกสู่สังคมคาร์บอนต่ำ พลังงานสะอาดได้กลายเป็น “แรงขับเคลื่อนใหม่” ของการแข่งขันระดับโลก ในปี 2024 เพียงปีเดียวพบว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าทั่วโลกเพิ่มขึ้นกว่า 1,050 เทราวัตต์ชั่วโมง

โดยเฉพาะในเอเชียแปซิฟิกที่กว่า 76% ของไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นมาจากพลังงานสะอาด ภาพนี้สะท้อนว่าโลกไม่ได้มองพลังงานสะอาดเป็นแค่เรื่องของสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่เป็น “ยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ” ของประเทศ

สำหรับประเทศไทย แม้ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP 2024) จะประกาศเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดเป็น 51% ภายในปี 2037 และ74% ภายในปี 2050 แต่ในปี 2023 ไทยยังผลิตไฟฟ้าสะอาดเพียง 15% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาค

ตามหลังเวียดนามที่มีสัดส่วนสูงถึง 38% ช่องว่างนี้ไม่ใช่แค่ “ตัวเลขพลังงาน” แต่คือ ความเสี่ยงของประเทศในการดึงดูดการลงทุนใหม่ ๆ โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องการใช้พลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง

แดด ลม และแผน: ไทยมีศักยภาพ แต่แผนยังไม่เชื่อมกัน

แม้แสงแดดและลมของไทยจะมีมาก แต่ยังขาด “การวางแผนแบบเชื่อมโยง” ที่ทำให้ศักยภาพเหล่านี้เกิดผลได้จริงในทางปฏิบัติ ในช่วงสิบปีที่ผ่านมาต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ลดลงกว่า 80% และคาดว่าจะลดลงอีก 27% ภายในปี 2030

ขณะที่พลังงานลมก็มีความคุ้มค่ามากขึ้นจากเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไทยจึงถือเป็นประเทศที่มีศักยภาพเพียงพอที่จะบรรลุเป้าหมายพลังงานสะอาด หากการวางแผนและนโยบายสนับสนุนสอดคล้องกัน

ทว่า “แผน” กลับเป็นจุดอ่อนสำคัญ โดยเฉพาะ 5 แผนหลัก ได้แก่ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) แผนพัฒนาพลังงานทดแทน (AEDP) แผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP) แผนบริหารจัดการน้ำมัน และแผนบริหารจัดการก๊าซ ซึ่งต่างดำเนินการแยกกันตามภารกิจของแต่ละหน่วยงาน ทำให้ทิศทางการพัฒนาไม่เชื่อมโยงกันอย่างแท้จริง เป้าหมายของไทยจึงชัดเพียงบนแผ่นกระดาษ แต่เดินหน้าจริงได้ช้า

ESS และ EV ตัวเชื่อมที่ทำให้ไฟฟ้าสะอาดใช้ได้จริง

ปัจจุบันโลกกำลังเคลื่อนไปสู่ระบบพลังงานที่บูรณาการมากกว่าที่เคย พลังงานหมุนเวียนอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ เมื่อไฟฟ้าจากแดดและลมเพิ่มขึ้น ความเสถียรของระบบไฟฟ้ากลายเป็นโจทย์ใหม่ที่หลายประเทศต้องเร่งแก้ จึงต้องอาศัยเทคโนโลยีเสริมที่ช่วยให้ไฟฟ้าสะอาด “ใช้ได้จริง-มั่นคง”

หนึ่งในนั้นคือ ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System: ESS) ที่สามารถเก็บไฟฟ้าส่วนเกินจากแสงอาทิตย์ในตอนกลางวัน แล้วปล่อยกลับเข้าสู่ระบบในช่วงที่ความต้องการสูงหรือไม่สามารถผลิตพลังงานสะอาดได้

หลายประเทศ เช่น จีนและสหรัฐมอง ESS เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลัก จีนกำหนดให้โครงการไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และลมต้องติดตั้ง ESS อย่างน้อย 10-30% ของขนาดโครงการ ขณะที่สหรัฐฯ สนับสนุนโครงข่าย Smart Grid เพื่อเชื่อมการผลิตและการใช้พลังงานแบบเรียลไทม์ แต่ไทยกลับวางแผนใช้ ESS จริงจังหลังปี 2032 ซึ่งอาจช้าเกินไปเมื่อเทียบกับทิศทางของตลาดโลก

ด้านยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ก็มีบทบาทสำคัญในการ “เสริมความยืดหยุ่นของระบบ” ไม่เพียงลดการปล่อยคาร์บอนในภาคขนส่งแต่ยังช่วย “จัดการโหลด” ของระบบไฟฟ้าได้ โดยเฉพาะเทคโนโลยี “Vehicle-to-Grid” หรือ V2G ที่เปิดทางให้รถยนต์ไฟฟ้าจ่ายไฟกลับเข้าระบบในช่วงที่ไฟฟ้าขาดแคลน หากมีระบบ Smart Charging และโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม EV จะกลายเป็น “พลังเสริมให้ระบบ” อย่างแท้จริง

ปลายทางการเปลี่ยนผ่าน CCUS และ Hydrogen ปิดช่องว่างคาร์บอน

ในระยะยาว แม้ไฟฟ้าสะอาดและเทคโนโลยีเสริมจะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้ แต่ก็ยังไม่เพียงพอสำหรับภาคอุตสาหกรรมหนัก เช่น เหล็ก ปูนซีเมนต์ และปิโตรเคมี ซึ่งหลีกเลี่ยงการปล่อยคาร์บอนได้ยาก หลายประเทศจึงเริ่มลงทุนในเทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ แลการกักเก็บคาร์บอน (CCUS) รวมถึงไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) เพื่อปิดช่องว่างสุดท้ายดังกล่าว

สหรัฐใช้กฎหมาย Inflation Reduction Act (IRA) ให้เครดิตภาษีสูงถึง 85 ดอลลาร์ต่อการดักจับคาร์บอนหนึ่งตันทำให้โครงการ CCUS เกิดขึ้นจริงหลายแห่ง ขณะที่ญี่ปุ่นกำหนดยุทธศาสตร์ไฮโดรเจนระดับชาติ ผลักดันให้เทคโนโลยีนี้กลายเป็นแหล่งพลังงานใหม่สำหรับอุตสาหกรรมและภาคขนส่ง

ในทางกลับกัน ไทยยังไม่มีกรอบนโยบายเฉพาะสำหรับเทคโนโลยีเหล่านี้ ทั้งที่ข้อมูลจาก Global CCS Institute ชี้ว่าอ่าวไทยมีศักยภาพกักเก็บคาร์บอนได้ถึง 8,400 ล้านตัน ซึ่งไทยยังมีโอกาสผลักดันตนเองให้ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางไฮโดรเจนของภูมิภาคในอนาคต

ต่อจิ๊กซอวให้ครบ เพื่อให้ “แผน” เดินได้จริง

แม้ไทยมีชิ้นส่วนของจิ๊กซอว์พลังงานสะอาดหลายชิ้นไม่ว่าจะเป็นแดด ลม เทคโนโลยี และโอกาสทางการตลาด แต่ชิ้นส่วนสำคัญที่ยังขาดหายไปคือ “กลไกเชื่อมโยง” ที่จะต่อให้ชิ้นส่วนทั้งหมดทำงานไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากแต่ละหน่วยงานยังทำงานแยกส่วนและภาคเอกชนรวมทั้งประชาชนยังไม่มีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบาย

การปรับแผน PDP 2024 ที่กำลังดำเนินอยู่ จึงอาจเป็นโอกาสสำคัญที่สุดของไทยในรอบหลายปี ไม่ใช่เพียงเพื่อปรับตัวเลขเป้าหมาย แต่เพื่อ “รีเซ็ต” ระบบวางแผนพลังงานของประเทศให้ตอบโจทย์โลกที่เปลี่ยนไป และเปิดพื้นที่ให้เทคโนโลยีใหม่และผู้เล่นใหม่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น

ดังนั้น เพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้จริง ไทยควรเร่งดำเนินการในประเด็นต่อไปนี้ 1.บูรณาการแผนพลังงานของประเทศให้เป็นหนึ่งเดียว ตั้งกลไกกลางที่มีอำนาจจริงในการเชื่อมโยงแผนต่าง ๆ ให้มีเป้าหมายร่วมและตัวชี้วัดระยะยาวเดียวกัน ลดการทำงานซ้ำซ้อน และจัดลำดับความสำคัญให้ชัดเจน

2.เร่งพัฒนาโครงสร้างระบบไฟฟ้าที่รองรับเทคโนโลยีใหม่ ยกระดับ ESS และ EV จาก “เทคโนโลยีเสริม” ไปเป็น “โครงสร้างหลัก” ของระบบไฟฟ้าแห่งอนาคต พร้อมกำหนดระยะเวลาให้เร็วขึ้น 

3.สร้างตลาดและแรงจูงใจทางการเงิน ส่งเสริมการลงทุนใน CCUS และไฮโดรเจนด้วยมาตรการจูงใจเพื่อให้เทคโนโลยีเหล่านี้มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ และกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับไทยจากผู้ใช้เทคโนโลยีไปสู่ผู้พัฒนาเทคโนโลยี

และ 4.เปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมจริงจัง ปรับกระบวนการนโยบายพลังงานให้โปร่งใสและเพิ่มการมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านไม่ใช่ภาระของรัฐฝ่ายเดียว

พลังงานสะอาดของไทยจะไม่เกิดขึ้นด้วยแดด หรือลมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยแผนงานที่เชื่อมโยง เทคโนโลยีที่ยืดหยุ่นและความร่วมมือของทุกภาคส่วน หากเราสามารถต่อจิ๊กซอว์เหล่านี้เข้าด้วยกันได้อย่างครบถ้วน จะกลายเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของพลังงานไทยที่พลังงานสะอาดจะกลายเป็นโครงสร้างจริงของเศรษฐกิจที่มั่นคง แข่งขันได้ และยั่งยืนในศตวรรษนี้

บทความชิ้นนี้จัดทำภายใต้โครงการหลักสูตรผู้นํานโยบายด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนพัฒนาไฟฟ้า สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน พ.ศ.2567

Source : กรุงเทพธุรกิจ