จะไม่เรียกว่าประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุคทองของการลดก๊าซเรือนกระจกด้วยดิจิทัลได้อย่างไร เมื่อชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric) ประกาศจัดงาน Innovation Summit Bangkok 2023 ที่ประเทศไทยเป็นปีแรกเมื่อวันที่ 5-6 กรกฎาคม 2566 นัยสำคัญของเรื่องนี้คือชไนเดอร์ฯ ไม่ได้จัดงานประชุมระดับโลกในทุกประเทศ และเหตุผลที่ไทยถูกเลือกเป็นสถานที่จัดงานแสดงนวัตกรรมครั้งนี้คือความพร้อมที่เหนือกว่าทุกประเทศในภูมิภาคซึ่งทำให้ชไนเดอร์ฯ ต้องการส่งสัญญาณแบบดังๆ ว่า ไทยควรเริ่มภารกิจลดคาร์บอนฯ อย่างจริงจังได้แล้วตั้งแต่นาทีนี้

สเตฟาน นูสส์ ประธานกลุ่มคลัสเตอร์ ดูแลประเทศไทย พม่า และลาว ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประเมินการจัดงาน Innovation Summit Bangkok 2023 ว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงามท่ามกลางผู้ร่วมงานกว่า 1,000 คน ประกอบด้วยผู้ใช้เอนด์ยูสเซอร์ ผู้บริหารที่มีอำนาจตัดสินใจในองค์กร รวมถึงทุกภาคส่วนในระบบนิเวศที่มารวมตัวกันในงาน ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าชไนเดอร์ฯ ไม่สามารถทำภารกิจลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สู่โลกได้ด้วยตัวคนเดียว แต่จะต้องไปพร้อมกันทั้งระบบ

‘งานนี้คืออินโนเวชันซัมมิต ไม่ได้จัดในทุกประเทศ แต่นี่คือครั้งแรกที่จัดขึ้นในประเทศไทย ทุกสาขาอาชีพมาร่วมกันในงานนี้เพื่อให้เกิดการร่วมแรงร่วมใจ วัตถุประสงค์ที่ทำให้ทุกคนมารวมกันคือเพื่อร่วมแรงให้โลกใบนี้ดีขึ้น ชไนเดอร์ฯ ทำคนเดียวไม่ได้ งานนี้จะเน้นสร้างแรงบันดาลใจ ให้ทุกคนที่มาร่วมงานได้รู้ว่าทุกคนเป็นหนึ่งในแรงที่จะช่วยลดภาวะโลกร้อนได้’

ชไนเดอร์ฯ ย้ำว่าการลดคาร์บอนฯ ขององค์กรสามารถทำได้ด้วยการนำเอาดิจิทัลมาช่วย ซึ่งจะเป็นการเร่งสู่ความยั่งยืนมากขึ้นเพราะการนำเอาระบบดิจิทัลมาผสมกับระบบจัดการไฟฟ้า จะไม่เพียงทำให้เกิดการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ระบบดิจิทัลยังทำให้สามารถวัดผลได้เป็นตัวเลข เพื่อแสดงข้อมูลว่าองค์กรมีการใช้พลังงานเท่าใด นำไปสู่การจัดการพลังงานไฟฟ้าที่ทำให้เกิดการใช้คาร์บอนฯ น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ภาพฝันเรื่องการลดคาร์บอนฯ สูงสุดในกระบวนการจัดการพลังงานไฟฟ้าเป็นเรื่องสำคัญมากในยุคที่ทุกอย่างเป็นระบบออนไลน์และดิจิทัล ภาวะที่เศรษฐกิจดิจิทัลแทรกตัวอยู่ในทุกพื้นที่ทำให้การใช้ไฟฟ้ามีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวนับจากนี้ ข้อมูลจากชไนเดอร์ฯ พบว่าปริมาณการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเกินเท่าตัวต่อเนื่องในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวในช่วง 10 ปีข้างหน้า 

กระทุ้งไทยต้องเริ่มตอนนี้!

เมื่อถามถึงนัยสำคัญในเชิงกรอบเวลาว่าทำไมปีนี้จึงเป็นปีแรกที่ชไนเดอร์ อิเล็คทริค จัดงาน Innovation Summit Bangkok 2023 ขึ้นที่กรุงเทพฯ สเตฟานตอบว่าไม่เพียงความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและตลาดที่เหนือกว่าทุกประเทศในภูมิภาคของไทย แต่การจัดงานนี้ตอกย้ำให้องค์กรไทยไม่ลืมว่าจะต้องเริ่มนำดิจิทัลมาใช้จัดการพลังงานอย่างจริงจังตั้งแต่ปีนี้ เพื่อให้เจตจำนงเรื่อง Net Zero ของประเทศไทยเกิดขึ้นได้จริงตามแผนที่ประกาศไว้

สเตฟาน นูสส์ ประธานกลุ่มคลัสเตอร์ ดูแลประเทศไทย พม่า และลาว ชไนเดอร์ อิเล็คทริค

สเตฟาน นูสส์ ประธานกลุ่มคลัสเตอร์ ดูแลประเทศไทย พม่า และลาว ชไนเดอร์ อิเล็คทริค

เจตจำนงเรื่อง Net Zero ของไทยถูกประกาศอย่างเป็นทางการบนเวทีการประชุม COP 26 หรือการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 26 นั้นจัดขึ้นที่เมืองกลาสโกว์ สหราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 31 ตุลาคมถึง 12 พฤศจิกายน 2564 บนเวทีนี้ COP 26 ประเทศไทยแสดงเจตจำนงที่จะแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนร่วมกับประชาคมโลกอย่างจริงจังโดยกำหนดเป้าหมายหลักว่าประเทศไทยจะบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2593 (ค.ศ.2050) และบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emissions) ให้ได้ภายในปี 2608 (ค.ศ.2065)

แนวทางการขับเคลื่อนนโยบายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทยนั้นแบ่งได้เป็น 3 ประเด็นใหญ่ ได้แก่ 1.การเพิ่มสัดส่วนพื้นที่สีเขียวในประเทศ ผ่านแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่ได้กำหนดเป้าหมายให้เพิ่มพื้นที่ป่าไม้ 40% 2.การผลักดันการใช้พลังงานสะอาด ทั้งพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานน้ำ พลังงานไฟฟ้า แทนพลังงานเชื้อเพลิงแบบเดิม อันเป็นต้นเหตุของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และ 3.การลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิง ซึ่งภาคเศรษฐกิจมีการปรับตัวโดยดำเนินการโมเดล BCG (Bio-Circular-Green Economy) ที่มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจใน 3 ด้าน คือ ด้านเศรษฐกิจชีวภาพ ด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน และด้านเศรษฐกิจสีเขียวที่มีการใช้เทคโนโลยีการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมกับที่กลุ่มอุตสาหกรรมในไทยต้องตื่นตัวอย่างมากตามมาตรการปรับราคาคาร์บอนฯ ก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป ที่จะกำหนดราคาสินค้านำเข้าบางประเภทเพื่อป้องกันการนำเข้าสินค้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงเข้ามาในกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ตรงนี้หากสินค้าไทยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการการผลิตตั้งแต่ต้นทางสูง อาจทำให้ต้องเสียภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) มากขึ้น เนื่องจากเป็นเหมือนการนำเข้าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไปสู่ประเทศปลายทาง

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค พยายามย้ำมานานแล้วว่าการนำดิจิทัลมาใช้จัดการพลังงานเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นเพื่อให้ประเทศไทยไม่เพียงลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ แต่ยังเป็นการเปิดประตูเพื่อให้ตลาดพลังงานหมุนเวียน หรือ Renewable Energy สามารถมีบทบาทในประเทศไทยได้มากกว่าปัจจุบันที่อยู่ในขั้นนำร่องเท่านั้น เป้าหมายของการจัดงานครั้งล่าสุดจึงเป็นการโชว์กรณีศึกษา และแนวคิดจากองค์กรชั้นนำระดับประเทศกว่า 40 องค์กร ที่จะมาร่วมแชร์กลยุทธ์ในเส้นทางไปสู่ความยั่งยืน

ทำไมชไนเดอร์ อิเล็คทริคจึงสามารถเสนอตัวเป็นหัวเรือใหญ่ในเรื่องนี้ได้ คำตอบคือดีกรีของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ที่เป็นบริษัทซึ่งทำยอดขายไม่ต่ำกว่า 3.4 หมื่นล้านเหรียญ และราว 5% ถูกจัดเป็นงบสำหรับวิจัยและพัฒนา ปัจจุบัน 74% ของรายได้ชไนเดอร์ อิเล็คทริคมาจากกรีนโซลูชัน โดยในช่วง 5 ปี กรีนโซลูชันของบริษัททำให้เกิดการลดคาร์บอนฯ 458 ล้านตัน เทียบเท่ากับคาร์บอนฯ ที่ไทยปล่อยออกมาตลอดทั้งปี

‘แปลว่าคาร์บอนฯ ที่เรากำจัดได้นั้นเหมือนการกำจัดคาร์บอนฯ ที่เมืองไทยผลิตได้ตลอด 1 ปี’ สเตฟานกล่าว ‘ไทยต้องเริ่มตอนนี้ เพราะประเทศไทยมุ่งมั่นจะลดคาร์บอนฯ 30% ซึ่งก่อนจะมีงานนี้เกิดขึ้น เรามีการสำรวจกับลูกค้า ผลพบว่า 64% ของบริษัทที่ตอบแบบสอบถาม บอกว่าบริษัทของตัวเองกำลังทำเรื่องความยั่งยืน ขณะที่ 62% บอกว่ามีเป้าหมายและมีแผนงานทำเรื่องลดคาร์บอนฯ ที่ชัดเจน ขณะที่ 99% เห็นด้วยเรื่องการทำดิจิทัลจะเป็นตัวหลักที่ทำให้เกิดความยั่งยืน’

การลดคาร์บอนฯ ขององค์กรสามารถทำได้ด้วยการนำเอาดิจิทัลมาช่วย ซึ่งจะเป็นการเร่งสู่ความยั่งยืนมากขึ้น

การลดคาร์บอนฯ ขององค์กรสามารถทำได้ด้วยการนำเอาดิจิทัลมาช่วย ซึ่งจะเป็นการเร่งสู่ความยั่งยืนมากขึ้น

ชไนเดอร์ฯ การันตีว่าเทคโนโลยีลดคาร์บอนฯ ด้วยดิจิทัลนั้นพร้อมใช้งานแล้วโดยไม่ต้องรอ รองรับตั้งแต่ฝั่งการผลิต ฝั่งการใช้งาน และทุกส่วนที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานได้ เบื้องต้น คาดว่าลูกค้าจะมีการใช้พลังงานดีขึ้นและประหยัดพลังงานได้กว่า 15-30% ซึ่งเป็นการลดลงที่เกิดขึ้นได้เพราะโซลูชัน

งานมอนิเตอร์ต้องมา

7 โซลูชันเด่นที่ถูกยกทัพมาโชว์ในงานนี้ประกอบด้วย

  1. เทคโนโลยี RM AirSeT และ SM AirSeT ซึ่งจะมีเซ็นเซอร์อัจฉริยะแบบฝังตัวช่วยให้สามารถมอนิเตอร์ข้อมูลและมีประสิทธิภาพในการควบคุมรวมถึงการตรวจสอบประสิทธิภาพของแอปพลิเคชัน การจ่ายไฟฟ้าและจะช่วยให้สามารถบำรุงรักษาเชิงป้องกันและคาดการณ์การซ่อมบำรุงได้
  2. เทคโนโลยี Wiser โฮมออโตเมชัน ที่ช่วยเปลี่ยนบ้านธรรมดาให้เป็นบ้านอัจฉริยะ พร้อมความสามารถในการควบคุมผ่านแอปพลิเคชัน หรือทำให้เป็นอัตโนมัติก็ได้
  3. โซลูชันอาคารยุค 4.0 ช่วยบริหารจัดการอาคาร โรงแรม และองค์กรด้านเฮลธ์แคร์ที่ต้องการประหยัดพลังงานและเพิ่มประสบการณ์ที่ดี
  4. โซลูชันไมโครดาต้าเซ็นเตอร์ที่ยั่งยืน APC Micro Data Center R-Series ถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้กลุ่มโกดังโรงงาน ไซต์งาน อุตสาหกรรมน้ำมัน หรืออุตสาหกรรมเหมือง ไม่ต้องติดตั้งท่อน้ำยาแอร์ มีโครงสร้างแข็งแกร่งปิดสนิทอย่างแนบแน่น ป้องกันฝุ่น และความชื้น ใช้งานได้แม้ในพื้นที่ที่มีความร้อนสูง ผสานระบบรักษาความปลอดภัยชั้นยอด
  5. โซลูชันเพื่อปลดล็อคศักยภาพด้านพลังงาน และระบบออโตเมชัน ที่มุ่งแก้ปัญหาสำหรับอุตสาหกรรมการผลิต และ
  6. Electrical Digital Twin Service (EDTS) บริการยกระดับผังวงจรของระบบไฟฟ้าทั้งโรงงาน อาคาร หรือไซต์งาน ให้เป็นดิจิทัล เป็นการทำครั้งเดียวที่ใช้ได้ตลอด ช่วยให้ง่ายในการดูแล และอัปเดตอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัย แถมยังลดค่าใช้จ่ายในการสร้างแบบจำลองที่มีราคาแพง ประหยัดเวลาในการรวบรวมข้อมูลใหม่ที่ใช้เวลานาน
  7. อุปกรณ์และระบบสำหรับเครื่องชาร์จรถไฟฟ้าสำหรับอาคารและสถานีชาร์จ ได้แก่ EVlink Pro AC แบบใช้ไฟฟ้า 3 เฟส ให้พลังในการชาร์จ 7.4 kW, 11 kW, 22 kW และ EVlink Pro DC โฟกัสการทำสถานีเป็นหลัก ตัวเครื่องทนทานใช้งานในสถานที่เปิดได้อย่างดี สามารถรองรับการชาร์จได้รวดเร็ว ตั้งแต่ 120-180 kW สามารถใช้งานพร้อมกันได้ถึง 2 หัวจ่ายต่อเครื่อง มาพร้อมโซลูชัน EV Charging expert ช่วยในเรื่องการบริหารจัดการโหลดพลังงานทั้งหมดให้เพียงพอในการชาร์จ และไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้งานพลังงานในส่วนอื่น เช่น อาคาร หรืออุปกรณ์ชาร์จตัวอื่นๆ และ EV Advisor ช่วยในการมอนิเตอร์สถานะของเครื่องชาร์จทั้งหมด

‘ทุกเทคโนโลยีมีความต้องการสูงในประเทศไทย แต่ที่เด่นมากนั้นมี 3 เทคโนโลยี คือ 1.สเตชันชาร์จรถไฟฟ้าที่จะใช้เวลารวดเร็ว 30 นาที 2.ซอฟต์แวร์ใหม่ที่องค์กรจะตรวจดูได้แบบเรียลไทม์ว่าหน่วยงานมีการปล่อยคาร์บอนฯ เท่าใด เพื่อให้สามารถตรวจจับและรู้ตัวเลขคาร์บอนฯ ที่แม่นยำ และ 3.ตู้สวิตช์เกียร์รุ่นใหม่ที่ไม่ใช้ก๊าซ SF6 แต่ใช้อากาศบริสุทธิ์แทน’

อิมแพกต์ที่จะเกิดหากประเทศไทยมีการใช้ 3 เทคโนโลยีนี้อย่างแพร่หลายคือการมีทิศทางที่ชัดเจน สเตฟานอธิบายว่าเมื่อบริษัทรู้ว่าตัวเองปล่อยคาร์บอนฯ เท่าใด จะทำให้เกิดการตรวจและวิเคราะห์ระบบภายในอย่างจริงจังจึงจะได้รู้ว่าควรจะทำอะไรต่อ ทำให้สิ่งไม่เคยเห็นมาก่อนสามารถได้เห็นชัดขึ้น นำไปสู่การแก้ปัญหาได้ถูกจุด

ทั้งหมดนี้จะตอบความคาดหวัง 2 ด้านของชไนเดอร์ฯ คือการใช้เทคโนโลยีที่มากขึ้น จะสร้างความยั่งยืนมากขึ้นให้องค์กรไทย และจะลดการใช้พลังงาน ลดต้นทุน เพิ่มกำไรมากขึ้น รวมถึงเพิ่มการใช้พลังงานทางเลือก และด้านที่ 2 คือการทำให้องค์กรเห็นว่าการลงทุนด้านเทคโนโลยีนั้นทำใ้ห้เกิดผลดี เกิดการผลิตมากขึ้นและปลอดภัยมากขึ้น เพราะมีการนำ AI เข้ามาเพิ่มความเสถียร ช่วยแจ้งเตือนว่าต้องทำอะไรก่อนหลัง เป็นการวิเคราะห์ล่วงหน้าที่ไม่ต้องรอว่าจะเกิดปัญหาอะไรขึ้น ทำให้ลดการเสียหายจากการแก้ปัญหาไม่ทัน

ยุคทองของไทยต่อการ ‘ลดคาร์บอนฯ ด้วยดิจิทัล’ จึงกำลังเกิดขึ้นในปีนี้

Source : MGRonline

ที่ปรึกษาด้านความร้อนสูงขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลกกล่าวเมื่อวันศุกร์ ระบุคลื่นความร้อนจะยังคงมีอยู่ในพื้นที่ส่วนใหญ่ของโลกตลอดเดือนสิงหาคม หลังอุณหภูมิสูงเป็นประวัติการณ์ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) กล่าวเมื่อต้นสัปดาห์นี้ คาดว่าอุณหภูมิในอเมริกาเหนือ เอเชีย แอฟริกาเหนือ และทะเลเมดิเตอร์เรเนียนจะสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส (104 ฟาเรนไฮต์) ติดต่อกันนานหลายวันในสัปดาห์นี้ เนื่องจากคลื่นความร้อนทวีความรุนแรงขึ้น

“เราควรวางแผนสำหรับคลื่นความร้อนสูงเหล่านี้ที่จะดำเนินต่อไปจนถึงเดือนสิงหาคม” จอห์น แนร์น ที่ปรึกษาอาวุโสของ WMO กล่าว

ยุโรปตอนใต้กำลังต่อสู้กับคลื่นความร้อนที่ทำลายสถิติในช่วงฤดูท่องเที่ยวสูงสุดในฤดูร้อน ทำให้ทางการเตือนถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของปัญหาสุขภาพและแม้แต่การเสียชีวิต

สภาพอากาศที่รุนแรงยังทำให้ชีวิตชาวอเมริกันหลายล้านคนต้องหยุดชะงัก ด้วยความร้อนที่เป็นอันตรายซึ่งทอดยาวจากแคลิฟอร์เนียตอนใต้ไปจนถึงภาคใต้ตอนล่าง ความร้อนที่ร้อนระอุได้กระทบถึงตะวันออกกลางด้วย

ที่ปรึกษาของ WMO เตือน คลื่นความร้อนจัดทั่วโลกลากยาวถึงสิงหาคม

Nairn กล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Change ทำให้คลื่นความร้อนจะถี่มากขึ้นและเกิดขึ้นได้ในทุกฤดูกาล

“เรามีแนวโน้มที่จะเห็นการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก ซึ่งจะส่งผลให้คลื่นความร้อนมีความรุนแรงและความถี่เพิ่มขึ้น” 

“เรามีข้อบ่งชี้ค่อนข้างชัดเจนว่าพวกมันกำลังขยายตัวในฤดูใบไม้ผลิแล้ว”

บางประเทศรวมถึงสมาชิกสหภาพยุโรป 27 ประเทศต่างหวังว่าทุกประเทศจะเห็นพ้องต้องกันในการเจรจาด้านสภาพอากาศของสหประชาชาติในปลายปีนี้ เพื่อยุติการบริโภคเชื้อเพลิงฟอสซิลที่เป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

แต่ประเทศที่มีทรัพยากรน้ำมันและก๊าซได้คัดค้านแนวคิดนี้

“มีหลักฐานที่ชัดเจนมากว่าหากเรากำจัดเชื้อเพลิงฟอสซิล เราจะลดปัจจัยหลักที่ก่อให้เกิดสิ่งที่เราเห็น” Nairn กล่าว

“เราไม่สามารถแก้ไขได้แบบทันที แต่เราสามารถดำเนินการได้อย่างแน่นอน”

Source : โพสต์ทูเดย์

ทุกวันนี้ทั่วโลกกำลังเผชิญปัญหา “ภาวะโลกร้อน” ทำให้หลายพื้นที่มีสภาพอากาศแปรปรวน ด้าน “อ.ธรณ์” ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเลเผยอุณภูมิทั่วโลกสูงขึ้นก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะปรากฏการณ์ “เอลนีโญ”

“พรุ่งนี้จะดีกว่า เป็นเพียงแค่คำโกหก” คือสิ่งที่ ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเล โพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัว (Thon Thamrongnawasawat) เมื่อวันที่ 19 ก.ค. ที่ผ่านมา ถึงปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นจาก “ภาวะโลกร้อน

ก่อนจะอธิบายว่าโลกเมื่อปี พ.ศ. 2519 ตอนที่ตนอายุ 10 ขวบ มีอากาศเย็นสบาย อุณหภูมิโลกเหมือนเมื่อ 40-50 ปีก่อน อยู่ กทม. นั้นรู้สึกสบาย ลมหนาวโชยมาตั้งแต่ต้นเดือน พ.ย. ตอนอยู่ประถมในยุคนั้นต้องใส่เสื้อกันหนาวไปโรงเรียนเป็นเดือน ในช่วงเดือน มิ.ย. นอนอ่านหนังสือใต้ต้นมะม่วงท่ามกลางลมพัดเย็นสบายจนสามารถนอนหลับไปได้ ในตอนนั้นคุณพ่อคุณแม่เดินทางไปญี่ปุ่นหรือยุโรปก็ต้องเตรียมเสื้อแจ็กเกตไป

อ.ธรณ์ ชี้ ‘ภาวะโลกร้อน’ สร้างความเดือดร้อนทั่วโลก โดยเฉพาะ ‘เอลนีโญ’
ภาพจากเฟซบุ๊ก Thon Thamrongnawasawat

อ.ธรณ์ บอกอีกว่า โลกในปัจจุบันนี้เหมือนกับกำลังลุกเป็นไฟ ตั้งแต่เด็กจนโตตนอยู่ในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล ซึ่งเปลี่ยนไปในทางที่มีความน่าอยู่น้อยลง ย้อนไปเมื่อปี 2530 เป็นตอนที่เริ่มพูดถึงเรื่องโลกร้อน ในตอนนั้นก็ยังไม่คิดว่าโลกจะเดินทางมาถึงจุดนี้ ในส่วนของคนฟังนั้นยิ่งคิดไม่ถึงและอาจจะไม่เชื่อเสียด้วยซ้ำ แค่เพียงฟังไว้เฉยๆ

หากดูจากแผนที่ด้านบนจะเห็นว่า สีแดง คือบริเวณที่อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นกว่าค่าเฉลี่ย 2-4 องศาเซลเซียส เมื่อเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งในตอนนั้นยังแทบไม่มีฮีทเวฟ และเอลนีโญยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น นั่นหมายความว่า เราทุกคนต่างตกอยู่ในโลกที่แปลกประหลาดและน่าสะพรึงกลัว ที่เกิดขึ้นจากฝีมือของมนุษย์เอง

ภาวะโลกร้อน เอลนีโญ และผลกระทบในหลายด้าน

แม้ว่าเรื่อง “ภาวะโลกร้อน” จะเป็นเรื่องทั่วไปที่หลายคนรู้อยู่แล้ว แต่บางคนก็ยังทำให้ปัญหาทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น การปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังคงสร้างสถิติใหม่ทุกปี ยังไม่มีที่สิ้นสุด ทำให้ตนเชื่อว่า พรุ่งนี้จะดีกว่าวันนี้ นั่นคงเป็นเพียงแค่คำโกหก

สำหรับภาวะโลกร้อนในปัจจุบันนั้นส่งกระทบต่อโลกในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสภาพอากาศแปรปรวน ภัยแล้ง อุณหภูมิในแหล่งน้ำเพิ่มสูงขึ้น เป็นต้น โดยเฉพาะการเกิดขึ้นของปรากฏการณ์เอลนีโญ หลังสภาพอากาศแบบลานีญาสิ้นสุดลง ตามที่ องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก หรือ WMO ของสหประชาชาติ ประกาศ

ไม่ใช่แค่สิ่งแวดล้อมเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบจาก “ภาวะโลกร้อน” และ “เอลนีโญ” แต่มนุษย์เองก็เดือดร้อนไปด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่นในประเทศญี่ปุ่นที่มีการออกประกาศคำเตือนฉบับล่าสุดให้ประชาชนในกรุงโตเกียวเฝ้าระวังภาวะ “Heat Stroke” หรือ “โรคลมแดด” ระลอกใหม่ หลังญี่ปุ่นต้องเผชิญ “อากาศร้อนจัดพิเศษ” เพิ่มความเสี่ยงให้ประชาชนป่วยลมแดดง่ายขึ้น

ผลกระทบหลักของเอลนีโญนั้นก็คือการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศทั่วโลกให้เป็นไปในทิศทางที่แย่ลง แต่สิ่งที่ตามมาจากผลกระทบนี้ก็คือ คลื่นความร้อนและพายุที่จะมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น รวมถึงปัญหา อุทกภัย และภัยแล้ง ที่จะทำให้เกิดการรบกวนสภาพอากาศหลายประเทศโดยเฉพาะบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกจะได้รับผลกระทบมากที่สุด

เมื่อโลกร้อน น้ำทะเลก็มีอุณหภูมิสูงขึ้นตามไปด้วย

หากย้อนไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว (15 ก.ค.) อ.ธรณ์ ก็ให้ข้อมูลไว้ด้วยว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญของปีนี้เกิดขึ้นมาได้ 2 เดือนแล้ว และส่งผลให้น้ำทะเลมีอุณหภูมิสูงขึ้น ซึ่ง “เอลนีโญ” เกี่ยวข้องโดยตรงกับอุณหภูมิผิวหน้าของน้ำทะเล จากภาพด้านล่างแสดงให้เห็นว่า “น้ำร้อนผิดปกติ” ที่เคลื่อนเข้ามาจ่อปากอ่าวไทยแล้ว

อ.ธรณ์ ชี้ ‘ภาวะโลกร้อน’ สร้างความเดือดร้อนทั่วโลก โดยเฉพาะ ‘เอลนีโญ’
ภาพจากเฟซบุ๊ก Thon Thamrongnawasawat

สอดคล้องกับข้อมูลล่าสุดจาก NOAA แสดงกราฟอุณหภูมิน้ำทะเลที่ทำให้เราเห็นว่า เราทะลุเข้าเอลนีโญตั้งแต่เดือนพฤษภาคม และตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงเร่งตัวขึ้น

ทั้งนี้ เอลนีโญจะรุนแรงที่สุดในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2566 – มกราคม 2567 มีโอกาสที่น้ำทะเลร้อนเพิ่มขึ้นเกิน 1 องศาเซลเซียส (80%) เกิน 1.5 องศาเซลเซียส (50%) และเกิน 2 องศาเซลเซียส (20%) ทั้งนี้ ตัวเลข % อาจเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จะแม่นยำเพิ่มขึ้นเมื่อใกล้ขึ้น

เมื่อดูกราฟในอดีต ส่วนใหญ่เอลนีโญจะจบลงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ปีหน้า แต่มีอยู่บ้างที่จะลากยาวไปไกลกว่านั้น กลายเป็นดับเบิ้ลเอลนีโญ และถ้าน้ำทะเลร้อนขึ้นเรื่อยๆ ก็จะส่งผลเสียต่อ “ปะการัง” เกิดภาวะฟอกขาว ไม่แข็งแรงอย่างที่ควรเป็น

รวมถึงส่งผลกระทบต่อแพลงก์ตอนบลูม เกิดน้ำเปลี่ยนสีหรือปรากฏการณ์น้ำเขียวเป็นระยะ อีกทั้งมวลน้ำที่ร้อนกว่าปกติ จะทำให้น้ำแบ่งชั้น น้ำร้อนอยู่ข้างบน น้ำเย็นอยู่ข้างล่าง ออกซิเจนจากน้ำด้านบนมาไม่ถึงน้ำชั้นล่าง ทำให้สัตว์น้ำตามพื้นทรายใต้ทะเลจะตายง่ายขึ้น เป็นต้น

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ปรากฏการณ์ เอลนีโญ (El Nino) เริ่มต้นกันแล้วตั้งแต่ช่วงเดือน มิถุนายน 2566 ที่ผ่านมา และคาดการณ์ว่าจะขึ้นในระยะเวลายาวนานกว่า 15 เดือน ซึ่งความรุนแรงที่ประเมินกันไว้อยู่ในระดับสูง ถึงสูงมาก ซึ่งประเทศไทยในขณะนี้ได้มีการบริหารงานน้ำโดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยแล้ว กรรมการสมาคมนักอุทกวิทยาไทย ได้วิเคราะห์จากข้อมูลเอลนีโญ 72 ปี ความยาวนานที่เคยเกิดขึ้นจะไม่เกิน 19 เดือน และเมื่อเปรียบเทียบปรากฏการณ์เอลนีโญ กับวิเคราะห์ปริมาณฝนทั้งระดับประเทศ และรายภาค พบว่า ปี 2565 ตั้งแต่เดือน มี.ค.-มิ.ย.2565 ปริมาณน้ำฝนน้อยกว่าค่าปกติแต่น้อยกว่าเดิมไม่มาก และปริมาณน้ำฝนจะเพิ่มขึ้น ในเดือนส.ค.-ต.ค. ซึ่งในช่วงนั้นบางปี อย่างปีที่ผ่านมาฝนมากกว่าค่าปกติ

เอลนีโญ

เอลนีโญ (El Nino) คืออะไร?

เอลนีโญ (El Nino) คือ ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติแบบหนึ่ง ที่เกิดจากกระแสลมมีกำลังอ่อนและเปลี่ยนทิศทาง โดยมีการพัดจากทางด้านตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิก ไปยังทางด้านตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งจะทำให้กระแสน้ำอุ่นไหลไปยังทวีปอเมริกาใต้แทน ปรากฏการณ์เอลนีโญจะส่งผลทำให้พื้นที่บริเวณทวีปเอเชียและทวีปออสเตรเลียและโอเชียเนียประสบกับสภาวะแห้งแล้งขึ้น ในขณะที่ทวีปอเมริกาใต้จะเกิดฝนตกชุก หรืออธิบายง่ายๆ ได้ว่า ถ้าประเทศไทยเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญขึ้น ประเทศไทยก็จะเกิดปัญหาความแห้งแล้ง หรือประสบปัญหาภัยแล้งนั่นเอง

ลักษณะของเอลนีโญ นั้นสามารถสรุปได้ดังนี้

  • การอุ่นขึ้นผิดปกติของผิวน้ำทะเล
  • กระแสน้ำอุ่นที่ไหลลงทางใต้ตามชายฝั่งประเทศเปรู
  • เกี่ยวข้องกับอุณหภูมิผิวน้ำทะเลที่สูงขึ้นทางด้านตะวันออก และตอนกลางของแปซิฟิกเขตศูนย์สูตร
  • ปรากฏตามชายฝั่งประเทศเอกวาดอร์ และเปรูเหนือ (บางครั้งประเทศชิลี)
  • เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงของความกดอากาศที่ระดับน้ำทะเล
  • เกิดร่วมกับการอ่อนกำลังลงของลมค้าที่พัดไปทางทิศตะวันตกบริเวณแปซิฟิกเขตศูนย์สูตร
  • เวียนเกิดซ้ำแต่ช่วงเวลาไม่สม่ำเสมอ
  • เกิดแต่ละครั้งนาน 15 – 19 เดือน

เอลนีโญ 2566 เกิดขึ้นนานแค่ไหน?

จากข้อมูลที่มีการเผยแพร่ออกมาเกี่ยวกับปรากฏการณ์เอลนีโญ พบว่าจะมีระยะเวลานาน 15 – 19 เดือน สำหรับในประเทศไทยมีการประกาศเอาไว้ว่าเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน 2566 ที่ผ่านมานี้แล้ว และคาดว่าจะเกิดขึ้นแบบชัดเจนในเดือนกรกฎาคมนี้ ซึ่งทางหน่วยงานศูนย์ภูมิภาคอากาศสหรัฐอเมริกา ได้มีการคาดหมายเอาไว้ว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญในรอบนี้จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องไปจนถึงเดือนมีนาคม 2567 และจะมีระดับความรุนแรงมากในช่วงเดือนกันยายน – พฤศจิกายน 2566 นี้ และค่อยๆ ลดความรุนแรงลงในช่วงต้นเดือนปีหน้าในเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ 2567 และเข้าสู่สภาวะปกติในช่วงเดือนมีนาคม 2567

ขนาดของเอลนีโญ ก็จะแบ่งเป็นได้ 3 ระดับด้วยกัน

ขนาดรุนแรงมาก– ปริมาณฝนสูงมากที่สุด มีน้ำท่วม และเกิดความเสียหายในประเทศเปรู มีบางเดือนในช่วงฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วงของซีกโลกใต้ที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณชายฝั่งสูงกว่าปกติมากกว่า 7oซ.

ขนาดรุนแรง – ปริมาณฝนสูงมาก มีน้ำท่วมตามบริเวณชายฝั่ง มีรายงานความเสียหายในประเทศเปรู มีหลายเดือนในช่วงฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วงของซีกโลกใต้ที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณชายฝั่งสูงกว่าปกติ 3 – 5 oซ.

ขนาดปานกลาง – ปริมาณฝนสูงกว่าปกติ มีน้ำท่วมตามบริเวณชายฝั่ง ความเสียหายที่เกิดขึ้นในประเทศเปรูอยู่ในระดับต่ำ โดยทั่ว ๆ ไปอุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณชายฝั่งในช่วงฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วงในซีกโลกใต้จะสูงกว่าปกติ 2 – 3 oซ.

ผลกระทบ และแผนการรองรับในไทย

ผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญ่ จะเกิดขึ้นกับภาคเกษตรมากที่สุด เพราะมีการใช้น้ำมากที่สุด โดยในภาคเกษตรนั้นมีการใช้น้ำสูงถึง 40 – 60 % ของปริมาณการใช้น้ำในประเทศ ซึ่งในประเทศไทยเรามีการจัดการบริหารเรื่องน้ำแยกออกเป็น 2 ส่วนด้วยกัน คือ น้ำบนฟ้า จะเป็นหน้าที่ของกรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งจะมีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาสร้างแบบจำลองที่มีความแม่นยำสูงและเป็นที่ยอมรับ อีกส่วนหนึ่งจะเป็นน้ำบนดิน จะเป็นหน้าที่ของทางกรมชลประทาน ซึ่งก็ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่มาจัดการเช่นกัน โดยจะเครื่องตรวจวัด มีการคำนวณการแปลงน้ำบนฟ้ามาเป็นน้ำบนดินออกมาเป็นสัดส่วนเท่าไหร่ และจะต้องมีการปล่อยน้ำเข้าสู่พื้นที่เกษตรมากน้อยขนาดไหน โดยมีการประเมินโดยใช้เทคโนโลยีเอไอ ควบคุมการปล่อยน้ำในเขื่อน เพื่อปรับปริมาณการปล่อยน้ำที่จะเข้าสู่พื้นที่การเกษตรในระดับที่เหมาะสม อีกทั้งยังต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ทางภาครัฐก็ได้มีการจัดการบริหารเรื่องน้ำมาโดยตลอด เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับภาคเกษตรซึ่งใช้น้ำมากที่สุดในประเทศไทย

นอกจากนี้ยังมีการเรื่องของการสร้างคลองเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ให้ได้ตลอดปีอีกด้วย รวมถึงในภาคเกษตรก็จะมีคำแนะนำเรื่องของการปลูกพืชแบบใหม่ที่มีการใช้น้ำน้อยให้กับทางเกษตรกรอีกด้วย เพื่อช่วยลดผลกระทบจากภัยแล้งที่จะเกิดขึ้นในช่วงนี้

อย่างไรก็ตามการจัดการบริหารน้ำนั้นก็จะสามารถช่วยทางภาคเกษตรได้ดีในเฉพาะบริเวณที่ใกล้แหล่งชลประทานเป็นส่วนใหญ่ ส่วนภาคเกษตรที่อยู่ห่างไกลจากแหล่งชลประทานก็อาจจะต้องปรับเปลี่ยนการปลูกพืชที่ใช้น้ำมาก ไปปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยแทน และในอนาคตอาจจะมีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะมาเปลี่ยนน้ำเค็มจากทะเลมาเป็นน้ำจืดเพื่อนำมาใช้ในภาคเกษตรเพิ่มเติม แต่ในตอนนี้ก็ยังอยู่ในช่วงของการศึกษาหาข้อมูลเท่านั้น และยังไม่ได้มีการเปิดโครงการอย่างเป็นทางการสำหรับภาคเกษตรแต่อย่างใด

คำแนะนำในช่วงนี้ก็ให้ประชาชนโดยเฉพาะเกษตรกรให้ติดตามข้อมูลข่าวสารต่างๆ จากทางภาครัฐ ซึ่งหน่วยงานต่างๆ ก็จะมีการเผยแพร่ข้อมูลให้ทราบอยู่ตลอด พร้อมคำแนะนำต่างๆ ส่วนประชาชนทั่วไป ตอนนี้ยังไม่ได้รับผลกระทบใดๆ ที่ชัดเจน โดยเฉพาะประชาชนที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ที่มีระบบการจัดการแหล่งน้ำที่ดีอยู่แล้ว ส่วนประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ก็สามารถเตรียมการด้วยตัวเองได้ เช่น หาที่กักเก็บน้ำไว้ใช้ด้วยตัวเอง โดยเมื่อฝนตกก็สามารถกักเก็บน้ำได้เองทันที โดยให้ประเมินการใช้น้ำของตัวเอง และกักเก็บตามความเหมาะสม

อ้างอิงข้อมูลจาก : กรมอุตุนิยมวิทยา