“บีโอไอ”กางแผนดึงลงทุนโรงงานแบตเตอรี่ EV เป้าหมาย 40 กิกะวัตต์ชั่วโมงภายในปี 2030 เน้นเทคโนโลยีระดับเซลล์หลังส่งเสริมในไทยแล้วกว่า 14 โครงกาารเตรียมดันมาตรการEV 3.5 เสนอรัฐบาลใหม่รักษาโมเมนตั้มตลาดรถในประเทศ ชี้ค่ายรถเตรียมเพิ่มการลงทุน EV อีกหลายรายวางไทยเป็นฐาน

“อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า” หรือ “อีวี” ของไทยกำลังเดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว จากมาตรการเชิงรุกในการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจร ส่งผลให้แนวโน้มความต้องการยานยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะรถยนต์ BEV เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่การเดินบนเส้นทางอุตฯอีวียังมีต่อ 

นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ตลาดรถอีวีในประเทศเติบโตอย่างก้าวกระโดดโดยใน 2 ปีที่ผ่านมามีการเติบโตเกิน 100%  การขยายตัวนี้ยังทำให้ประเทศไทยจะเป็นฐานการผลิตรถอีวีของภูมิภาค โดยปัจจุบันมีบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนรถอีวีในไทยแล้วกว่า 14 โครงการ มีกำลังการผลิตรวมกว่า 2.76 แสนคันหากมีการผลิตครบเต็มจำนวน รวมทั้งมีการส่งเสริมให้มีการลงทุนในสถานีชาร์จอีวีซึ่งปัจจุบันมีการส่งเสริมการลงทุนแล้ว 10 โครงการ รวม 11,600 หัวจ่าย

โครงการแบ่งเป็นโครงการที่ภาคเอกชนจะลงทุนผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถอีวีและโครงการลงทุนผลิตแบตเตอรี่ที่ใช้ได้ในหลายอุตสาหกรรม เช่น การผลิตแบตเตอรี่ที่เป็นุปกรณ์กักเก็บพลังงาน (energy storage)

'บีโอไอ' กางแผนดึงโรงงาน 'เซลล์แบต EV' เป้าหมายกำลังผลิต '40GWh' ในปี2030

เน้นส่งเสริมโรงงานแบตเตอรี่ระดับเซลล์

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการส่งเสริมการลงทุนการผลิตแบตเตอรี่หลายโครงการแล้วแต่ปัจจุบันการเข้ามาลงทุนในไทยยังเป็นเทคโนโลยีที่เป็นการประกอบแบตเตอรี่ที่ใช้ในรถอีวีในลักษณะที่เป็น Cell to Pack และ Cell to Module ซึ่งประเทศไทยมีการส่งเสริมการผลิตแบตเตอรี่ประเภทนี้ แต่เป้าหมายหลักของไทยในระยะต่อไปคือส่งเสริมให้มีการตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่ที่เป็นเทคโนโลยีต้นน้ำคือส่งเสริมให้มีการลงทุนโรงงานที่ผลิตแบตเตอรี่ในระดับเซลล์แบตเตอรี่

เป้าหมายมีกำลังการผลิตแบตเตอรี่ 40 GWh ภายในปี 2030 

ทั้งนี้ โรงงานแบตเตอรี่ที่เป็นเทคโนโลยีระดับเซลล์สอดคล้องกับเป้าหมายการเป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ในประเทศหรือเป้าหมาย “30@30” หรือการมีการผลิตรถไฟฟ้าให้ได้ 30% ของยอดการผลิตรถยนต์ทั้งหมดในประเทศหรือต้องผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (BEV)ได้ประมาณ 7.25 แสนคัน นั้นหมายความว่าต้องมีกำลังการผลิตแบตเตอรี่ในประเทศเพื่อรองรับการผลิตรถอีวีประมาณ 40 กิกะวัตต์ชั่วโมง (GWh) โดยขนาดของแต่ละโรงงานการผลิตแบตเตอรี่ควรจะมีขนาดโรงงานละไม่ต่ำกว่า 8 GWh

ถือว่าเป็นเป้าหมายในการทำงานของคณะกรรมการยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) ที่จะสร้างระบบนิเวศน์การเป็นฐานการผลิตรถอีวีอย่างครบวงจรในประเทศไทย ซึ่งมาตรการสนับสนุนที่บอร์ดอีวีจะให้เงินสนับสนุนผู้ผลิตแบตเตอรี่จะเน้นไปที่โรงงานขนาดใหญ่ที่มีกำลังการผลิตไม่น้อยกว่า 8 GWh

ตั้งเป้าดึงรายใหญ่สร้างโรงงานเซลล์แบตฯในไทย

โดยในประเทศไทยมีการให้การส่งเสริมการลงทุนไปหลายราย สำหรับ บริษัทผู้ผลิตแบตเตอรี่ระดับโลกบางรายที่เข้ามาลงทุนผลิตโรงงานประกอบแบตเตอรี่ในไทย เช่นบริษัท Contemporary Amperex Technology Co. Limited (CATL) และบริษัท SVOLT Energy Technology (SVOLT) ต่างก็มีเทคโนโลยีในระดับเซลล์ แต่จากการหารือถึงโอกาสที่จะเข้ามาตั้งโรงงานมที่ผลิตแบตเตอรี่ระดับเซลล์ในไทยนั้นจำเป็นที่จะต้องมีดีมานต์รถอีวี ในประเทศไทยในระดับ 1 – 1.5 แสนคันต่อปี ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่สูง แต่ประเทศไทยต้องพยายามผลักดันให้ดีมานต์ของรถอีวีในประเทศให้อยู่ในระดับที่มากเพียงพอ

ค่ายรถตบเท้าลงทุน EV ในไทย

ล่าสุดมียอดจดทะเบียนรถอีวี แล้วประมาณ 6 หมื่นคัน และตามมาตรการส่งเสริมอีวี 3.0 การผลิตรถอีวีในประเทศไทยเพื่อทดแทนการนำเข้ามาจำหน่ายก็จะเริ่มขึ้นในปี 2567 – 68 ซึ่งก็จะเริ่มมีความต้องการใช้แบตเตอรี่รถอีวี ในประเทศไทยเพิ่มขึ้นตามลำดับ

“มีอีกหลายค่ารถยนต์จากประเทศต่างๆที่จะเข้ามาเริ่มลงทุนสร้างโรงงาน เช่น บริษัทฉางอัน ออโตโมบิล บริษัท GACAION  จากประเทศจีนซึ่งจีนนั้นจะมีอีกหลายรายที่เข้ามาลงทุนในไทยเนื่องจากตามยุทธศาสตร์จีนให้ไทยเป็นฐานการผลิตรถอีวีพวงมาลัยขวานอกประเทศ”

'บีโอไอ' กางแผนดึงโรงงาน 'เซลล์แบต EV' เป้าหมายกำลังผลิต '40GWh' ในปี2030

ขณะที่ค่ายรถยนต์จากที่อื่นๆก็สนใจที่จะเข้ามาลงทุนผลิตรถอีวีในประเทศยุโรป โดยบริษัทเมอร์ซิเดสเบนท์เริ่มลงทุนแล้ว บริษัท BMW มีแผนที่จะเริ่มการลงทุน ส่วนค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นที่ลงทุนในประเทศไทยก็มีความสนใจที่จะเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีจากรถสันดาปไปเป็นรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นซึ่งบีโอไอก็พร้อมให้การสนับสนุนในการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีเพื่อให้เกิดการลงทุนในประเทศเพิ่มขึ้น

เตรียมเสนอแผนอีวี 3.5 ให้รัฐบาลใหม่พิจารณา 

สำหรับมาตรการการส่งเสริมรถอีวี 3.0 ที่จะหมดอายุลงในปีนี้บอร์ดอีวีเตรียมจะเสนอให้รัฐบาลใหม่พิจารณามาตรการอีวี 3.5 ซึ่งยังคงมีมาตรการในการสนับสนุนและอุดหนุน เพื่อเป็นการรักษาโมเมนตั้มของตลาดรถอีวีในประเทศให้ยังคงเติบโตต่อเนื่อง เช่นเดียวกับมาตรการสนับสนุนการผลิตแบตเตอรี่ในระดับเซลล์ในประเทศที่จะมีการให้เงินสนับสนุนซึ่งเป็นเรื่องที่ได้มีการเสนอผ่านมาตรการและได้ผ่านความเห็นชอบจากบอร์ดอีวีแล้วแต่จะต้องรอเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่พิจารณาตามที่บอร์ดอีวีเสนอ

ตามแผนส่งเสริมการลงทุนที่เน้นการขับเคลื่อนทั้งระบบนิเวศของอุตสาหกรรมนั้นๆ ซึ่งในส่วนของอีวีการส่งเสริมการตั้งโรงงานและเทคโนโลยีแบตเตอรี่  การส่งเสริมการผลิตอีวี และการส่งเสริมการใช้อีวี ทั้งหมดมีความเกี่ยวเนื่องและสอดคล้องกัน ขณะนี้รอเพียงรัฐบาลใหม่จะมาเป็นผู้เชื่อมโยงแผนต่างๆให้เดินหน้าสู่เป้าหมายได้ตามความตั้งใจ

Source : กรุงเทพธุรกิจ

คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในการประชุม ครั้งที่ 34/2566 (ครั้งที่ 862) เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2566 มีมติรับทราบผลการรับฟังความคิดเห็นค่าเอฟที และได้พิจารณากรณีศึกษาการปรับค่าเอฟทีขายปลีก สำหรับเรียกเก็บในงวดเดือนกันยายน – ธันวาคม 2566 โดยมีมติเห็นชอบค่าเอฟทีเรียกเก็บจำนวน 66.89 สตางค์ต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยปรับลดลงจากงวดปัจจุบัน (พฤษภาคม – สิงหาคม 2566) จาก 4.70 บาทต่อหน่วยเหลืออยู่ที่ 4.45 บาทต่อหน่วย และให้มีผลตั้งแต่รอบบิลเดือนกันยายน 2566 รายละเอียดเอกสารเผยแพร่ค่าเอฟทีสำหรับงวดเดือนกันยายน – ธันวาคม 2566 สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์สำนักงาน กกพ. www.erc.or.th

ทั้งนี้ การพิจารณาดังกล่าว กกพ. ยึดหลักเกณฑ์ตามประกาศ กกพ. เรื่อง กระบวนการ ขั้นตอนการใช้สูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ พ.ศ. 2565 และได้พิจารณาประโยชน์ของประเทศ รวมถึงสภาพการแข่งขันและความสามารถในการให้บริการของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และการรักษาเสถียรภาพความมั่นคงการให้บริการระยะยาวประกอบแล้ว

ก่อนหน้านี้​ ทางสำนักงาน​ กกพ.ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นประชาชนเในแนวทางการปรับค่าไฟฟ้า​ ตั้งแต่วันที่​ 7-21​ ก.ค.2566​ ใน 3​ ทางเลือกคือ​

ทางเลือกที่​ 1​ ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยปรับขึ้นเป็น 6.28 บาทต่อหน่วย เพื่อจ่ายคืนภาระต้นทุนคงค้างทั้งหมดให้กับ กฟผ. จำนวน 1.35 แสนล้านบาท

ทางเลือกที่​ 2​ ค่าไฟฟ้ายังคงเดิมที่ 4.70 บาทต่อหน่วย โดยทยอยชำระเงินที่ กฟผ. กู้มาเพื่อตรึงค่าไฟฟ้าตั้งแต่เดือน ก.ย. 2564 – เม.ย. 2566 จำนวน 3.8 หมื่นล้านบาทเหลือหนี้ที่ต้องชำระคืนให้ กฟผ. 9.7 หมื่นล้านบาท

และทางเลือกที่ 3 ปรับลดค่าไฟฟ้าลงเป็น 4.45 บาทต่อหน่วย​ (จ่ายคืนภาระต้นทุนคงค้างใน 5 งวด) ซึ่ง กฟผ.จะได้รับคืนหนี้ 2.3 หมื่นล้านบาท ณ สิ้นเดือน ธ.ค. 2666 และมีภาระหนี้คงเหลือที่ต้องชำระคืนให้ กฟผ. 1.11 แสนล้านบาท​ ซึ่งในที่สุด​ ทางเลือกที่ 3 เป็นแนวทางที่​ กกพ.อนุมัติ​ให้ความเห็นชอบ

Source : Energy News Center

เปิดคาเฟ่ก็ช่วยรักษ์โลกได้ วันนี้จะพาทุกท่านมารู้จักกับคาเฟ่ที่มีชื่อว่า Infinite Cafe Power by Banpu NEXT คาเฟ่รักษ์โลก ซึ่งเป็นคาเฟ่ที่ใช้พลังงานสะอาดแบบ 100% แห่งแรกของไทย ตั้งอยู่ที่ สวนเบญจกิติ กรุงเทพมหานคร สำหรับคาเฟ่ Infinite Cafe Power by Banpu NEXT เป็นความร่วมมือระหว่าง บ้านปู เน็กซ์ ผู้ให้บริการโซลูชันพลังงานสะอาด กับ Roots แบรนด์ร้านกาแฟสัญชาติไทย ซึ่งเป็นคาเฟ่แบบป๊อปอัพ ใครที่เป็นสายคาเฟ่อยู่แล้ว แนะนำให้แวะไปลองกัน ส่วนใครที่ประกอบธุรกิจคาเฟ่ แล้วอยากรักษ์โลกบ้างก็แนะนำให้ไปชมเช่นกัน จะได้ไอเดียกลับมาปรับปรุงคาเฟ่ที่เราเปิดอยู่ได้ ซึ่งจะสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายต่างๆ ได้ โดยเฉพาะการนำพลังงานสะอาดมาใช้ รวมถึงการใส่ใจสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้นอีกด้วย

ที่มาของ คาเฟ่ Infinite Cafe Power by Banpu NEXT

สำหรับคาเฟ่แห่งนี้เป็นโปรเจกต์พิเศษที่ต้องการนำเสนอ SMART BUSINESS ด้วยการนำโซลูชั่นพลังงานสะอาดแบบครบวงจรมาใช้อย่างเป็นรูปธรรม โดยชูจุดเด่นเรื่องของการใช้พลังงานสะอาดแบบครบวงจร ที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการประกอบการ มีการให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมในทุกกระบวนการตั้งแต่การปลูกเมล็ดกาแฟ จนถึง การจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ โดยคาเฟ่นี้จะช่วลดการปล่อยคาร์บอนได้สูงสุด 750 กรัม มีการใช้เมล็ดกาแฟที่ปลูกภายในประเทศ ส่วนนมก็จะใช้นมข้าวโอ๊ตเนื่องจากนมที่ผลิตจากสัตว์นั้นมีการปล่อยคาร์บอนสูง สำหรับแก้วก็จะเป็นแก้ว Plant Fiber วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมต่อการย่อยสลายและนำไปรีไซเคิล ส่วนการใช้ไฟฟ้าภายในคาเฟ่ ก็จะใช้พลังงานสะอาดกับอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกอย่างภายในร้าน

สำหรับการดีไซน์ร้านได้แรงบันดาลใจในการออกแบบจาก Brand Identity ของบ้านปู เน็กซ์ ที่เป็นรูปกล่องพลังงานสะอาด หรือ “Smart Magic Box” มีขนาด 4 X 4 X 4 เมตร เป็นต้นแบบ Smart Café เพื่อให้ผู้ประกอบการและเจ้าของธุรกิจได้เห็นถึงศักยภาพและประโยชน์ของการใช้พลังงานสะอาดที่มีต่อธุรกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และผู้ใช้บริการ

สำหรับโซลูชั่นที่นำมาในร้านจะมีด้วยกัน 4 อย่าง

  1. Smart Energy ระบบผลิตพลังงานไฟฟ้าด้วยระบบโซลาร์รูฟท็อฟขนาด 19 kW มีการเก็บกักพลังงานไว้ในแบตเตอรี่ขนาด 69 kW โดยไม่พึ่งพาระบบไฟฟ้าหลัก หรือแหล่งพลังงานอื่นๆ เลย และสามารถจ่ายไฟให้กับการใช้งานภายในร้านได้นาน 9 ชั่วโมง
  2. Smart Mobility เป็นการบริการให้กับผู้ที่ต้องการเดินทางมาคาเฟ่ผ่านรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า โดยสามารถเรียกผ่านแอพ MUVMI ได้เลย
  3. Smart Waste Management ระบบการจัดการขยะที่มีการคัดแยก กำจัด รีไซเคิล มีการติดตามผล และมีการบันทึกยอดการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซค์
  4. Smart Operation & Digital Platform ระบบจอแดชบอร์ดสำหรับการแสดงการใช้พลังงานแบบเรียลไทม์ และยอดการลดคาร์บอนไดออกไซค์ จากการใช้พลังงานสะอาดและเครื่องดื่มที่มีการจำหน่ายในร้าน

เมล็ดกาเฟ ก็รักษ์โลกเช่นกัน

สำหรับเมล็ดกาแฟที่ใช้ภายในร้านก็มาจาก Roots แบรนด์ร้านกาแฟสัญชาติไทย ก่อตั้งโดยกลุ่มคนรักกาแฟ และยึดแนวคิดการทำธุรกิจอย่างยั่งยืน “Cup to Farm” โดยแบ่งส่วนหนึ่งของรายได้ไปพัฒนาคุณภาพของกาแฟไทย ทำงานร่วมกับคนต้นน้ำอย่างเกษตรกรและนักแปรรูปกาแฟไทย ตั้งแต่การเพาะต้นกล้าจนถึงขั้นตอนการแปรรูปสารกาแฟ ก่อนส่งตรงมายังโรงคั่วของ Roots โดยเมล็ดกาแฟผ่านกระบวนการปลูกที่สนับสนุนความเป็นท้องถิ่น ด้วยโรงงาน Zero Waste Factory ซึ่งปฏิบัติตามแนวคิดลดขยะเป็นศูนย์ บำบัดน้ำให้สะอาดเพื่อใช้หมุนเวียนและใช้พลังงานต่ำในการผลิตกาแฟ ผลิตด้วยความพิถีพิถันและใส่ใจสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่กระบวนการเพาะปลูกจนกลายเป็นเครื่องดื่ม โดยมีการปลูกกาแฟแบบออร์แกนิค เน้นเติบโตตามธรรมชาติ ใช้กาแฟภายในประเทศแทนการใช้กาแฟนำเข้า เพื่อลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนจากกระบวนการขนส่งเมล็ดกาแฟ

สำหรับคาเฟ่ Infinite Cafe Power by Banpu NEXT เป็นความร่วมมือระหว่าง บ้านปู เน็กซ์ ผู้ให้บริการโซลูชันพลังงานสะอาด กับ Roots แบรนด์ร้านกาแฟสัญชาติไทย ซึ่งเป็นคาเฟ่แบบป๊อปอัพ จะเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2566 ถึง 24 กันยายน 2566 เท่านั้น ตั้งแต่เวลา 07.00 น. – 13.00 น. เท่านั้น ใครสนใจก็รีบไปก่อนจะปิดกันนะ ใครที่พกแก้วไปเองมีส่วนลดให้ด้วย 10 บาท และใครที่เป็นลูกค้าที่ซื้อครั้งแรก ก็สามารถแอดไลน์ของร้าน แล้วรับสิทธิ์ซื้อ 1 แถม 1 ได้ทันที

ใครที่แวะไปเที่ยวหรือออกกำลังกายที่ สวนเบญจกิติ ก็อย่าลืมแวะไปกันนะ ได้ทั้งสุขภาพ และรักษ์โลกไปด้วยกันเลย

ข้อมูลจาก Facebook Banpu Next

EA จับมือ กรมการแพทย์ ลุยโปรเจค Green Hospital ต้นแบบ นำยานยนต์ไฟฟ้าขับเคลื่อนขนส่งและบริการทางการแพทย์ ครบวงจร

บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ (EA) จรดปากกาเซ็นเอ็มโอยูร่วมกับ “กรมการแพทย์” ลุยโปรเจคพัฒนาโรงพยาบาลตามแนวทาง Green and Clean Hospital ต้นแบบ พร้อมเดินหน้าผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานสะอาด ยกระดับด้วยระบบกักเก็บพลังงานที่มีประสิทธิภาพ พร้อมขับเคลื่อนการขนส่งและบริการทางการแพทย์ ด้วยยานยนต์ไฟฟ้าและสถานนีชาร์จด้วยจุดบริการที่ครอบคลุม กว่า 500 สถานีชาร์จ เล็งขยายสถานีฯ ตอบโจทย์แผนยุทธศาสตร์ EV แห่งชาติ สร้างความยั่งยืน-เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของประเทศ

EA จับมือ กรมการแพทย์ ลุยโปรเจค Green Hospital

กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) (EA) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “โครงการพัฒนาโรงพยาบาลตามแนวทางการดำเนินงาน Green and Clean Hospital ต้นแบบ” โดยมี นายแพทย์ธงชัย กีรติหัตถยากร อธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข, นายสมโภชน์ อาหุนัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และนายอมร ทรัพย์ทวีกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ผู้แทนจาก บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) (EA) ร่วมลงนาม

EA จับมือ กรมการแพทย์ ลุยโปรเจค Green Hospital

นายแพทย์ธงชัย กีรติหัตถยากร อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข มีโรงพยาบาล/สถาบันในสังกัดให้บริการรักษาโรคที่ยุ่งยากซับซ้อนแก่ประชาชน และมีการมุ่งมั่นพัฒนาการบริการรักษา รวมถึงบริการด้านอื่นๆ จึงมีความประสงค์จะร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ศึกษา และพัฒนาระบบบริหารจัดการพลังงานสะอาดแบบบูรณาการที่เหมาะสมตามแนวทางการดำเนินงาน Green and Clean hospital ซึ่งเป็นการยกระดับให้หน่วยงานสาธารณสุขภายใต้กรมการแพทย์บริหารจัดการสิ่งแวดล้อมในโรงพยาบาล ตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 22 มีนาคม 2565 เห็นชอบแนวทางประหยัดพลังงานโดยให้หน่วยงานภาครัฐลดการใช้ไฟฟ้าและน้ำมันเชื้อเพลิงลงร้อยละ 20 และเร่งผลักดันให้นำมาตรการด้านพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้หน่วยงานราชการเร่งดำเนินการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (solar rooftop) ในลักษณะร่วมมือกับภาคเอกชน เพื่อลดภาระการใช้จ่ายและเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ภาคเอกชนและประชาชนต่อไป

EA จับมือ กรมการแพทย์ ลุยโปรเจค Green Hospital

กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยบริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด ที่ให้ความร่วมมือในการที่จะคิดค้นและริเริ่ม ศึกษาพัฒนา สนับสนุน และแลกเปลี่ยนข้อมูลของโครงการฯ ทั้ง 3 ด้าน ดังนี้ ด้านที่ 1 ระบบผลิตไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์ (Solar) ด้านที่ 2 ระบบกักเก็บพลังงานเพื่อรองรับการใช้พลังงานไฟฟ้าของหน่วยงาน และด้านที่ 3 การพัฒนาดัดแปลงยานยนต์ไฟฟ้าสำหรับการให้บริการทางการแพทย์ในพื้นที่ต่างๆ โดยใช้หลักการความยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพและไม่ส่งผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ รวมถึงเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ผู้มาใช้บริการในการรณรงค์และขยายผลสู่สังคมต่อไป

EA จับมือ กรมการแพทย์ ลุยโปรเจค Green Hospital

นายสมโภชน์ อาหุนัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) (EA) เปิดเผยว่า บริษัทฯและบริษัทย่อยในกลุ่มพลังงานบริสุทธิ์ วางกลยุทธ์ด้าน EA Eco System เป็นแนวทางหลักในการขยายธุรกิจ และสร้างความโตที่แข็งแกร่ง ด้วยการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าพลังงานสะอาดครบวงจร พัฒนาแบตเตอรี่และระบบกักเก็บพลังงานจากนวัตกรรม Amita Technology เชื่อมโยงสู่การให้บริการสถานีอัดประจุไฟฟ้า EA Anywhere รวมถึงพัฒนายานยนต์ไฟฟ้า ภายใต้แบรนด์ MINE Mobility ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานที่หลากหลาย ตรงวัตถุประสงค์เป้าหมายของกลุ่มผู้ใช้งาน และมีระบบบริหารจัดการพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

EA จับมือ กรมการแพทย์ ลุยโปรเจค Green Hospital

เพื่อเป็นการยกระดับให้หน่วยงานสาธารณสุขภายใต้กรมการแพทย์บริหารจัดการสิ่งแวดล้อมในโรงพยาบาล โดยใช้หลักการความยั่งยืนและเป็นมิตรกับส่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่ส่งผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ รวมถึงเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ผู้มาใช้บริการในการรณรงค์และขยายผลสู่สังคมได้ต่อไป EA จึงได้ร่วมกับ กรมการแพทย์ ลงนามบันทึกข้อตกลง ในการร่วมกันศึกษาและพัฒนาระบบการบริหารจัดการพลังงานสะอาดแบบบูรณาการที่เหมาะสม ตามแนวทางการดำเนินงาน Green and Clean Hospital ด้วยโรดแมปดังนี้

  1. Renewable Power การพัฒนาและติดตั้ง ระบบ Solar System มุ่งเน้นผลิตไฟฟ้า ด้วยพลังงานสะอาด
  2. Energy Storage System เพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานให้มีเสถียรภาพ ด้วยระบบกักเก็บพลังงาน เทคโนโลยีจาก Amita Technology
  3. EV & Charging Station การยกระดับขนส่งและการให้บริการทางการแพทย์ ด้วยยานยนต์ไฟฟ้าที่ออกแบบพิเศษสำหรับการบริการด้านสาธารณสุข พร้อมขยายสถานีอัดประจุไฟฟ้า EA Anywhere ครบคลุมเส้นทางการให้บริการ

EA จับมือ กรมการแพทย์ ลุยโปรเจค Green Hospital

“มั่นใจว่าการเซ็นเอ็มโอยูในครั้งนี้ระหว่าง EA กับกรมการแพทย์ จะมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนให้กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ไปสู่เป้าหมาย Green and Clean Hospital ในอนาคต ช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ถือเป็นการมุ่งสู่พลังงานสะอาด ตอบโจทย์ความยั่งยืนเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” นายสมโภชน์กล่าว

Source : โพสต์ทูเดย์

CHARLOTTE, N.C. – Duke Energy continues to expand solar power in North Carolina with its 22.6-megawatt (MW) Stony Knoll Solar power plant in Surry County now in operation.

The project is owned and operated by Duke Energy Sustainable Solutions (DESS). The project was selected as part of the competitive bidding process established by 2017’s solar legislation in North Carolina.

The solar plant contains 76,600 panels with single-axis tracking. The plant is located on 195 acres in Dobson, N.C. – near Rockford Road. The facility will power the equivalent of 5,000 homes.

“In addition to our many renewable energy projects across the nation, North Carolina continues to be fertile ground for solar power,” said Chris Fallon, president of Duke Energy Sustainable Solutions. “With the help of our partners in Surry County, we have brought online the largest solar power plant in the county.”

The facility’s design and construction of the project were performed by SOLV Energy. The solar power generated by the project will be delivered through a 20-year power purchase agreement.

North Carolina is fourth in the nation for overall solar energy. The outlook is promising for more solar energy in the future as Duke Energy develops a proposed Carolinas Carbon Plan, which will be submitted to regulators in May.

“Solar power continues to play a vital part in our clean energy transition,” said Stephen De May, Duke Energy’s North Carolina president. “We expect renewables to grow significantly in the years ahead as we focus on meeting our customers’ needs for increasingly clean energy.”

A leader in renewable energy

Duke Energy is leading the largest clean-energy transformation in the United States. It maintains more than 4,200 MW of solar power on its energy grid in North Carolina, which could power about 800,000 homes and businesses at peak output. The company also operates more than 40 solar facilities in the state. With nuclear, hydro, and renewable energy, more than half of North Carolina’s energy mix is carbon-free.

Duke Energy Sustainable Solutions

Duke Energy Sustainable Solutions is a leader in sustainable energy, helping large enterprises reduce power costs, lower emissions, and increase resiliency. The team provides wind, solar, resilient backup power, and managed energy services to over 1,000 projects across the U.S., with a total electric capacity of more than 5,100 megawatts of nonregulated renewable energy. Duke Energy Sustainable Solutions is a nonregulated commercial brand of Duke Energy, a Fortune 150 company and one of the largest energy holding companies in the U.S. The brand includes the following subsidiaries of Duke Energy Corporation that are registered to transact business in various states and may be branded as Duke Energy Sustainable Solutions for marketing purposes: Duke Energy One, Inc.; Duke Energy Commercial Enterprises, Inc.; Duke Energy Renewables, Inc.; Duke Energy Renewables Commercial, LLC; Duke Energy Renewable Services, LLC.; Duke Energy Renewables Storage, LLC; Duke Energy Renewables Wind, LLC.; Duke Energy Renewables Solar, LLC.; and REC Solar Commercial Corporation.

BEST STATE FOR BUSINESS

North Carolina: Leading the Charge to a Clean Energy Future