อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ร่วมกับกระทรวงพลังงานและสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย นำทัพหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และเครือข่ายพันธมิตรด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมชั้นนำจากทั่วโลก จัดงาน ASEAN Sustainable Energy Week (ASEW) และ Electric Vehicle Asia 2023 (EVA) งานมหกรรมเทคโนโลยีและการประชุมนานาชาติด้านพลังงานทดแทน สิ่งแวดล้อม การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าที่ครบครันที่สุดของภูมิภาค ระหว่างวันที่ 30 สิงหาคม ถึง 1 กันยายน 2566 นี้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ เพื่อร่วมผลักดันภาคอุตสาหกรรมในการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด สู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนอย่างยั่งยืน

โดยงาน ASEW ในปีนี้ได้ชูแนวคิด “Powering the Clean Energy Transition Toward Carbon Neutrality Goal” หรือ ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน โดยจะมีการนำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เทคโนโลยีด้านอุตสาหกรรมพลังงานและสิ่งแวดล้อม แบบครบวงจร โดยจัดควบคู่กับงาน Electric Vehicle Asia 2023 (EVA) ที่จัดต่อเนื่องร่วมกันปีนี้เป็นปีที่ 8 แล้ว โดยเป็นเวทีสำคัญด้านยานยนต์ไฟฟ้าที่รวบรวมผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และผู้ที่เกี่ยวข้องใน EV Eco System และ Value Chain ทั้งหมด ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า

ในงานแถลงข่าวเพื่อชี้แจงรายละเอียดของงานเมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2566 ที่ผ่านมา นายวรนล จันทร์ศิริ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านยุทธศาสตร์พลังงาน สำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า กระทรวงพลังงานมีพันธกิจที่สำคัญในการส่งเสริมการลดการปล่อยคาร์บอนจากภาคพลังงาน เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทยในการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (carbon neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Zero Emission) ภายในปี ค.ศ. 2065 โดยกระทรวงพลังงาน อยู่ระหว่างการจัดทำแผนพลังงานชาติ (National Energy Plan: NEP) ที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างความมั่นคงและยั่งยืนด้านพลังงาน โดยมีการดำเนินการที่สอดคล้องกับเป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero ของประเทศ อาทิ มุ่งลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล และเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนและพลังงานสะอาดสำหรับการผลิตไฟฟ้าในโรงไฟฟ้าใหม่ไม่น้อยกว่า 50% ในปี ค.ศ. 2050 และส่งเสริมการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ให้มีสัดส่วน 30% ภายในปี 2030

นายวรนล จันทร์ศิริ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านยุทธศาสตร์พลังงาน สำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน

นอกจากนั้น กระทรวงพลังงานยังมุ่งดำเนินการตามเป้าหมายย่อยเพื่อให้บรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศ เช่น รักษาสมดุลพลังงานผ่านการบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ ทั้งการผลิตจากแหล่งในประเทศและการจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากการนำเข้า การใช้เทคโนโลยีที่ส่งเสริมพลังงานสะอาด เช่น เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน หรือ CCS (Carbon Capture and Storage) และเทคโนโลยีการดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บคาร์บอน หรือ CCUS ( carbon capture, utilization & storage: การดักจับก๊าซ CO2 ด้วยวัสดุดูดซับ และนำก๊าซ CO2 ที่ดักจับได้ไปแปรรูปเป็นสารมูลค่าสูงในอุตสาหกรรม ตลอดจนนำก๊าซ CO2 ไปกักไว้อย่างถาวรโดยการอัดเข้าไปเก็บใต้ผืนพิภพ) โดยมีพื้นที่นำร่องคือในอ่าวไทย เป็นต้น เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจรูปแบบ BCG (B Bio Economy ระบบเศรษฐกิจชีวภาพ  C Circular Economy ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน และ G Green Economy ระบบเศรษฐกิจสีเขียว) โดยในงาน ASEW กระทรวงพลังงาน โดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน จะออกบูทจัดนิทรรศการให้ความรู้แก่ผู้เข้าเยี่ยมชม และจะมีการสัมมนาในหัวข้อที่น่าสนใจหลากหลายหัวข้อ

รศ.ดร. สาวิตรี การีเวทย์ ผู้แทนจากบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

รศ.ดร. สาวิตรี การีเวทย์ ผู้แทนจากบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กล่าวว่า สถาบันมีพันธสัญญาที่จะพัฒนาหลักสูตรเพื่อสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมที่มุ่งเน้นด้านพลังงานสะอาด รวมถึงการ upskill และ reskill ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนการพัฒนาพลังงานสะอาด โดยในงาน ASEW ที่จะจัดขึ้นนี้ มหาวิทยาลัยฯ จะร่วมจัดสัมมนา the 19th Renewable Energy Asia International Conference “The Role of Private Sector in Carbon Neutrality Transition in ASEAN” ที่จะอภิปรายถึงบทบาทของภาคเอกชนที่จะช่วยผลักดันภูมิภาคอาเซียนไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน โดยจะได้มีการแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวาง รวมถึงประเด็นที่กำลังอยู่ในความสนใจ เช่น ไฮโดรเจนสีเขียว และการพัฒนาตลาดการค้าคาร์บอน เป็นต้น

ดร. พิลาณี ไวถนอมสัตย์ สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตร คณะอุตสาหกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ดร. พิลาณี ไวถนอมสัตย์ สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตร คณะอุตสาหกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้รับการจัดอันดับให้เป็นมหาวิทยาลัยสีเขียวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อันดับ 1 ของประเทศ และเป็นอันดับที่ 40 ของโลก โดยล่าสุดได้จัดให้มีแคมเปญ KU Carbon Neutrality เพื่อดำเนินการให้สอดคล้องกับเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศ โดยสำหรับงาน ASEW ในปีนี้ มหาวิทยาลัยฯ จะจัดสัมมนาเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและให้ความรู้ โดยเฉพาะในประเด็น bio energy หรือ พลังงานชีวมวลที่ได้จากการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรต่างๆ เพื่อสนับสนุนทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจ BCG และการดำเนินการสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero  ของประเทศ

ผศ.ดร. อุเทน สุปัตติ อุปนายกฝ่ายวิชาการและผู้แทนนายกสมาคม สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT)

ด้าน ผศ.ดร. อุเทน สุปัตติ อุปนายกฝ่ายวิชาการและผู้แทนนายกสมาคม สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย(EVAT) กล่าวว่า ทางสมาคมฯ ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการจัดงาน Electric Vehicle Asia 2023 ที่จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 แล้ว โดยในปีนี้สมาคมฯ จะจัดให้มีกิจกรรมต่างๆ ซึ่งจะเป็นการสร้างแพลตฟอร์มในการถ่ายทอดความรู้เพื่อเตรียมความพร้อมในการก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า พร้อมกันนี้ จะจัดให้มีการประชุมวิชาการระดับภูมิภาคด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า iEVTech 2023 เพื่ออัปเดตทิศทาง แนวโน้ม โอกาส ตลอดจนเทคโนโลยีต่างๆ ที่เกี่ยวกับยานยนต์ไฟฟ้าและระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Eco System) เช่น แบตเตอรี่และการจัดการแบตเตอรี่หลังใช้แล้ว นอกจากนั้น จะมีการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าดัดแปลง เพื่อกระตุ้นและสร้างการรับรู้ถึงการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ตลอดจนจะมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากภาคการเงินและภาคประกันภัยมาให้ความรู้และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าแก่ผู้สนใจด้วย

ดร. พิมพา ลิ้มทองกุล นายกสมาคมเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานไทย (TESTA) 

ดร. พิมพา ลิ้มทองกุล นายกสมาคมเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานไทย (TESTA) กล่าวว่า สมาคมฯ ร่วมจัดสัมมนา iEVTech 2023 ที่จะมีเวทีอภิปรายแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้ด้านเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า โดยปีนี้จะเน้นเรื่องแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า และจะมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง อาทิ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กระทรวงอุตสาหกรรม ตลอดจนภาคเอกชน เพื่อพูดคุยกันถึงโอกาส ความเหมาะสม และแนวทางการสนับสนุนแบตเตอรรี่เพื่อเป็นระบบกักเก็บพลังงานที่มีประสิทธิภาพสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า

นายสรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย 

นายสรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย กล่าวว่า ปีนี้ ASEW ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 33 ได้รับการตอบรับที่ดี โดยมีความต้องการเข้าร่วมจัดแสดงนิทรรศการมากกว่าช่วงก่อนโควิด-19 ถึง 130% ทำให้ปีนี้มีพื้นที่จัดแสดง กว่า 20,000 ตร.ม. สำหรับแบรนด์ชั้นนำระดับโลกที่เข้าร่วมแสดง กว่า 1,500 แบรนด์ อาทิ ABB, Delta, Anest Iwata, Oriental Copper, Siemens, Clenergy, Solar PPM, AMR Asia, Charge24, Trumpf และ Hexagon พร้อมกันนี้ยังจะได้พบกับพาวิเลียนนานาชาติกว่า 8 ประเทศ ทั้ง เยอรมนี ญี่ปุ่น จีน สิงคโปร์ สวิตเซอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ ไต้หวัน และเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นโอกาสที่จะสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายทางธุรกิจจากทั่วโลก และแลกเปลี่ยนความรู้เชิงลึกผ่านการประชุมและสัมมนาระดับนานาชาติกว่า 200 หัวข้อ ครอบคลุมหัวข้อด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมในอนาคต รวมถึงมีการจัดงาน Electric Vehicle Asia 2023 และการประชุมนานาชาติด้านยานยนต์ไฟฟ้า iEVTech 2023 ควบคู่กันด้วย ทั้งนี้ การจัดงานในปีนี้คาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานกว่า 25,000 คน จากทั่วภูมิภาคครอบคลุมทุกอุตสาหกรรมหลัก และคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมรับฟังสัมมนาในหัวข้อต่างๆ รวมกว่า 5,000 คน จึงเชื่อมั่นว่าเวที ASEW และ EVA จะช่วยพลิกโฉมภาคอุตสาหกรรมด้วยพลังงานสะอาดที่ยั่งยืนในอนาคตให้กับประเทศไทยได้

สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงาน ASEAN Sustainable Energy Week 2023 และ งาน Electric Vehicle Asia 2023 ได้ที่ www.asew-expo.com

Source : Energy News Center

ปี 2565 ภาพรวมขยะประมาณ 37 ล้านตัน ในจำนวนนี้มีขยะ 3 ล้านตันเป็นขยะอันตรายนำไปสู่การ”ลงนามความร่วมมือด้านการวิจัย และพัฒนาการผลักดันเพิ่มมูลค่า กากอุตสาหกรรมให้เป็นวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ใหม่”

 ระหว่าง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(สอท.) ,สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และกรมโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อเปลี่ยนขยะอันตรายเป็นวัตถุดิบใหม่ด้วยกระบวนการรีไซเคิลจะสามารถลดขยะและช่วยโลกได้อีก

เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสอท. กล่าวว่า ไทยมีความจำเป็นต้องเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน เนื่องจาก1.ความพร้อมเข้าสู่โมเดล  New S-curve  หรือ เป็นรูปแบบการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ที่ใช้เทคโนโลยี 2.เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ อัตราเด็กเกิดใหม่ลดลง สวนทางกับจำนวนผู้เสียชีวิตทำให้ภายในปี 2075 จากประชากรประมาณ 75 ล้านคนจะเหลือ 33 ล้านคน 

3.กติกาการค้าใหม่ที่สอดคล้องกับ ESG : Environment, Social, และ Governance คำนึงถึงความรับผิดชอบ 3 ด้านหลัก คือ สิ่งแวดล้อม สังคม การกำกับดูแล หรือ BCG: เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy)

อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรมผู้ก่อกำเนิดของเสีย (waste generator) อุตสาหกรรมรับขนส่งของเสีย (waste transporter) และอุตสาหกรรมผู้รับบำบัด กำจัดของเสีย (waste processor) จึงต้องนำแนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ ผ่านการพัฒนาแพลตฟอร์มการแลกเปลี่ยนของเสีย หรือ Circular Material Hub (CMH) สำหรับเป็นช่องทางการนำของเสียหรือวัสดุไม่ใช้แล้วกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างงานผ่านสตาร์ทอัพ (Startup) โดยอาศัยแนวคิดการเปลี่ยนของเสียจากอุตสาหกรรมหนึ่ง ไปสู่การเป็นวัตถุดิบหรือ Materials ให้อีกอุตสาหกรรมหนึ่ง สอดคล้องกับหลักการ End of Waste

“ดังนั้น อุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ต้องเน้นเปลี่ยนจุดอ่อนให้เป็นจุดแข็ง แก้ปัญหาไม่เป็นภาระ ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีว่าด้วยการนำของเสียกลับมาเป็นวัตถุดิบผลิตสินค้าใหม่ ซึ่งต้องมี เทคโนโลยี มาตราฐานใบรับรองที่จะเป็นแต้มต่อ ชักจูงให้ทุกคนสามารถทำตามได้”

การผลักดัน End of waste ของประเทศไทยได้ทั้งห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain) ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ มุ่งหวังให้เกิด 1. การนำกากของเสียอุตสาหกรรมไปเพิ่มมูลค่า 2.การร่วมวิจัยและพัฒนาการเพิ่มมูลค่า กากของเสียอุตสาหกรรมเพื่อเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ รวมถึงสนับสนุนให้เกิดสังคมคาร์บอนต่ำและยั่งยืน 3.ร่วมพัฒนา และปฏิรูปมาตรฐาน และนำเสนอให้มีการปรับปรุง กฎระเบียบ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนให้เกิดการใช้ของเสียให้เป็นประโยชน์

ภาคเอกชนที่ต้องอยู่ภายใต้กฎข้อบังคับของราชการซึ่งจะมีส่วนสนับสนุนความต้องการดังกล่าวให้ประสบความสำเร็จได้ 

จุลพงษ์ ทวีศรี อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม กล่าวว่า ของเสียด้านอุตสาหกรรม ใช้ระบบอนุญาตต้องมีการกำกับดูแล และมีภาระ ซึ่งมีบางกลุ่มที่มีศักยภาพสูงแต่บางกลุ่มเป็นไปในทางตรงกันข้าม แต่ต้องผลักดันให้การรีไซเคิลเกิดขึ้น ซึ่งมีแนวความคิดให้ปลดล็อกให้หมด ไม่ต้องขออนุญาตมากเหมือนแต่ก่อน ซึ่งงานวิจัยต่างดๆจะช่วยสนับสนุนได้ เช่น การจดทะเบียนเครื่องจักรเพื่อให้อยู่ในตลาดได้ เป็นที่ยอมรับและสามารถยกระดับภาคอุตสาหกรรม เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศได้อีกด้วย

ท่ามกลางความพยายามและความตั้งใจที่มีอยู่จะสามารถเปลี่ยนไปสู่การปฎิบัติจริงได้ต้องอาศัยองค์ประกอบหลายด้านขณะเดียวกันการลงมือปฎฺิบัติอาจสร้างเศรษฐกิจใหม่ขึ้นอีกได้ด้วยเช่นกัน 

จุลเทพ ขจรไชยกูล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ กล่าวว่า ต้องสร้างความเข้าใจแล้วค่อยๆเปลี่ยนในเชิงจิตวิทยา ลดคำว่าของเสียในบริบทนี้ มีการศึกษาวิจัยว่าของเหลือทิ้ง มีโอกาสในการมาทำเป็นวัสดุอื่นๆได้หรือไม่ ตรวจสอบความเป็นไปได้ สามารถเกิดเศรษฐกิจใหม่ได้อีกแบบ จากโครงการนำร่อง ต้องสร้างความเชื่อมโยงคนให้เกิดกระบวนการที่ทำให้เกิดประโยชน์ได้ สร้างให้เกิดกิจการการลงทุนต่อ การสร้างคน และขับเคลื่อนต่อจนสามารถต่อยอดได้ทั้งปัจจุบันและอนาคต

นานมาแล้ว ที่ภาคอุตสาหกรรมสร้างขยะไว้ แต่หากเปลี่ยนมุมมองใหม่ ไม่เห็นว่าขยะเป็นของต้องทิ้งแต่มองว่าเป็นทุนที่ต้องมีการจัดการ ไม่เพียงการแก้ปัญหาขยะได้ แต่ในทางธุรกิจก็ได้เกิดทุนใหม่ ที่อาจเป็นผลกำไรที่ดีงานในอนาคต ซึ่งไม่รวมถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ทุกคนในสังคมจะได้อานิสงค์ด้วย

Source : กรุงเทพธุรกิจ

หลายคนยังไม่ทราบว่า มีแอพสั่งอาหารแปลกๆ อยู่ด้วย ซึ่งไม่ได้เพิ่งมีนะ แต่มีมาตั้งแต่ปี 2020 แล้ว ซึ่งแอพนี้มีชื่อว่า Yindii อ่านว่ายินดี ก็ได้ เป็นแอพสั่งอาหารที่ขายไม่หมด ซึ่งช่วยลดขยะจากอาหารได้ เพราะไม่ต้องทิ้ง และคนสั่งยังได้ราคาที่ถูกกว่าปกติอีกด้วย และแน่นอนว่าการช่วยลดขยะจากอาหาร ก็ช่วยลดโลกร้อนได้เช่นกัน

แอพ Yindii มีผู้ร่วมก่อตั้งคือ ชวิน อัศวเสตกุล และ Louis-Alban Batard-Dupre ในขณะนี้ก็เรียกได้ว่ามีร้านที่เข้าร่วมกับทางแอพเยอะกว่าตอนเปิดตัวใหม่ๆ มากมาย และมีโรงแรมชั้นนำ มีแบรนด์อาหารใหญ่ๆ เข้าร่วมแล้ว ซึ่งใครที่อยากจะลองสั่งอาหารจากโรงแรมมาทานก็สั่งจากแอพนี้ได้เลย เท่าที่เข้าไปค้นหาดู พบว่ามีหลายคนสั่งอาหารเช้าจากโรงแรมมาทานเป็นอาหารเที่ยงด้วย ซึ่งปกติทางโรงแรมมักจะเตรียมอาหารเช้าไว้ให้แขก เมื่ออาหารที่ทำไว้เกิน ก็นำมาจำหน่ายผ่านแอพ Yindii ได้เลย

แนะนำว่าใครจะสั่งก็สามารถดูรีวิวจากคนที่เคยสั่งไว้ก่อนได้เลย จะได้ทราบว่าสั่งแล้วจะได้อาหารหน้าตาแบบไหน มีปริมาณเท่าไหร่ นอกจากนี้บางร้านเวลาสั่งจะไม่สามารถกำหนดอาหารได้ด้วย คล้ายๆ กล่องสุ่มเลยก็ว่าได้ในแอพเขาจะใช้ชื่อว่า กล่องเซอร์ไรส์ อะไรที่ขายไม่หมดเขาก็จะใส่มาให้ในกล่องเลย ส่วนใหญ่จะเป็นร้านที่ขายเบเกอรี่ ขนม ที่จะเป็นกล่องอาหารแบบสุ่มในแบบนี้ และถ้าใครจะสั่งแนะนำว่าให้รีบสั่งตั้งแต่ตอนเช้าเลยนะครับ จะได้รับอาหารในวันนั้นเลย ส่วนใครที่พลาดไม่ทัน ก็สามารถสั่งในช่วงเย็น หรือดึกๆ ได้จะเป็นการพรีออเดอร์สำหรับวันรุ่งขึ้น

ข้อสังเกตอย่างหนึ่งที่พบในแอพนี้ก็จะเป็นเรื่องของราคาอาหารในบางร้านที่ค่อนข้างสูง แนะนำให้ดูราคาให้ดีก่อนสั่งนะครับ ที่ราคาค่อนข้างสูงส่วนใหญ่จะเป็นโรงแรม หรือร้านอาหารที่มีการจำหน่ายอาหารที่มีราคาสูงอยู่แล้ว เมื่อลดราคาแล้วราคาก็ยังไม่ถูกมากนัก อันนี้แล้วแต่งบประมาณที่แต่ละท่านจ่ายได้นะครับ อีกส่วนหนึ่งจะเป็นค่าจัดส่ง ที่แนะนำให้ดูร้านที่อยู่ใกล้บ้านหน่อย ไม่งั้นค่าส่งจะค่อนข้างสูงพอสมควรครับ

นอกจากนี้ในแอพยังมีส่วนของการบริจาคอาหารด้วย เราสามารถกดสั่งเพื่อให้อาหารถูกส่งไปบริจาคได้อีกด้วย ใครชอบทำบุญก็ไปกดสั่งในแอพได้

สำหรับใครที่อ่านมาถึงตรงนี้แล้วสนใจ ก็สามารถไปดาวน์โหลดแอพได้เลย ไม่ว่าจะเป็นใน iOS หรือ Andriod ค้นหาด้วยคำว่า Yindii ได้เลย ดาวน์โหลดมาแล้วก็ทำการติดตั้งให้เรียบร้อย จากนั้นก็จัดการลงทะเบียนผู้ใช้งานตามปกติ และยืนยันหมายเลขมือถือให้เรียบร้อย โดยจะมี OTP ส่งไปให้กรอก ก็เรียบร้อยครับ

วิธีการสั่งอาหารก็จะเหมือนแอพสั่งของ สั่งอาหารปกติทั่วๆ ไปเลย ก็คือ เลือกร้านที่ต้องการก่อน จะกดจากหน้าแอพที่เจอโดยตรง หรือจะค้นหาก็ได้ เมื่อพบร้าน หรืออาหารที่ต้องการสั่งแล้ว ก็ให้ดูว่าเป็นแบบสั่งได้เลย หรือว่าพรีออเดอร์นะครับ กดสั่งได้เลย บางร้านเราต้องรอให้ร้านยืนยันก่อนนะครับ ถึงจะชำระเงิน บางร้านก็สั่งแล้วชำระเงินได้เลย ซึ่งขั้นตอนต่างๆ เหล่านี้ก็จะแสดงบนหน้าแอพอยู่แล้ว ใครที่ไม่ถนัดในการสั่งอาหารผ่านแอพ แนะนำให้ค่อยๆ ดูคำแนะนำให้หน้าจอ แล้วกดไปเรื่อยๆ จนถึงขั้นตอนการชำระเงินได้เลยครับ

ยูนิโคล่ ประเทศไทย ตอกย้ำพันธกิจด้านความยั่งยืนของแบรนด์เสื้อผ้า พร้อมมุ่งสู่ความเป็นหนึ่งในบริษัทที่ยั่งยืนที่สุดในประเทศไทย ร่วมมือกับ หน่วยงานกรุงเทพมหานคร และมูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์ สนับสนุนโครงการสวนป่าในเมือง บนพื้นที่กว่า 65 ไร่ เพื่อเป็นศูนย์การเรียนรู้ป่าในเมือง โดยเป็นหนึ่งในแผนงานของโครงการปลูกต้นไม้ 1 ล้านต้น สร้างพื้นที่สีเขียวและกำแพงกรองฝุ่นทั่วกรุงที่ผู้ว่าฯ กทม. ได้ตั้งเป้าไว้ด้วย โดยยูนิโคล่เป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนเงินจำนวน 131,000 บาท ในการปลูกต้นไม้จำนวน 1,000 ต้น 

กิจกรรมปลูกป่าในครั้งนี้ นอกจากที่พนักงานของยูนิโคล่จะได้ลงมือปลูกป่าด้วยตัวเองแล้ว ยังได้ร่วมกิจกรรมเวิร์คช็อปสร้างความเข้าใจในกระบวนการปลูกต้นไม้ฟื้นฟูป่า พร้อมติดแท็กชื่อที่กล้าไม้ที่ปลูก เพื่อการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะตัดกระดาษลังมาคลุมโคนกล้าไม้ที่ปลูก เพื่อเก็บความชื้นหน้าดิน และป้องกันไม่ให้หญ้าและวัชพืชขึ้นปกคลุมกล้าไม้ที่ปลูกด้วย เป็นการดูแลอย่างยั่งยืนเพื่อต้นไม้ใหญ่ในอนาคต

'ยูนิโคล่' ร่วมเนรมิตพื้นที่กว่า 65 ไร่ สู่ 'ศูนย์การเรียนรู้' ป่าในเมือง

'ยูนิโคล่' ร่วมเนรมิตพื้นที่กว่า 65 ไร่ สู่ 'ศูนย์การเรียนรู้' ป่าในเมือง

ยูนิโคล่ ยึดถือพันธกิจด้านความยั่งยืนมาโดยตลอด โดยมีนโยบายการใช้ซ้ำ (Reuse) และ การลดการใช้ทรัพยากร (Reduce) ยูนิโคล่จึงสนับสนุนการนำถุงผ้าที่มีอยู่มาใช้ซ้ำที่ร้านยูนิโคล่แทนการซื้อถุงกระดาษใหม่ และยังได้จำหน่ายถุงกระดาษยูนิโคล่ ที่ทำจากวัสดุรีไซเคิลที่ผ่านการรับรองจาก FSC (Forest Stewardship Council) ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นการจำหน่ายแบบไม่แสวงหาผลกำไร และรายได้ส่วนหนึ่งของการจำหน่ายถุงกระดาษ ยูนิโคล่ได้บริจาคให้กับองค์กรเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยยูนิโคล่ ประเทศไทย ได้บริจาคเงินจำนวน 1 ล้านบาทจากรายได้การจำหน่ายถุงกระดาษให้กับมูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์ เพื่อฟื้นฟูป่าเสื่อมโทรม และเพิ่มจำนวนต้นไม้ได้ถึง 5,960 ต้น ภายในปี 2566 – 2567

ทั้งนี้ ยูนิโคล่ ประเทศไทย ยังคงเดินหน้าสานพันธกิจด้านความยั่งยืนเพื่อสังคมไทย และสนับสนุนกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว สู่อากาศที่สะอาด และลดภาวะโลกร้อนจากก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทยทั้งประเทศ

Source : กรุงเทพธุรกิจ

กระทรวงพลังงานชี้แนวโน้มราคา LNG ช่วงเดือน​ ก.ย.-ธ.ค.66​ ปรับลดลงส่งผลดีต่อต้นทุนค่าไฟฟ้า

นายสมภพ พัฒนอริยางกูล โฆษกกระทรวงพลังงาน ได้กล่าวว่า ตั้งแต่เกิดวิกฤติราคาพลังงาน โดยสาเหตุหลักเกิดจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ส่งผลให้ราคา LNG นำเข้ามีราคาสูงและค่อนข้างผันผวน และส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันติดตามและบริหารสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและดำเนินทุกมาตรการที่สามารถทำได้ เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าให้แก่ประชาชนและผู้ประกอบการ

โดยที่ผ่านมาได้ใช้ทั้งมาตรการปรับเปลี่ยนเชื้อเพลิงจาก LNG เป็นน้ำมันดีเซลในกรณีที่น้ำมันดีเซลมีราคาถูกกว่า การกลับมาเดินเครื่องโรงไฟฟ้าแม่เมาะเป็นการชั่วคราว การเร่งผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย การบริหารจัดการเพื่อนำก๊าซที่ภาคปิโตรเคมีใช้ลดลงเข้าสู่ภาคไฟฟ้าเพิ่มขึ้น การรับซื้อไฟฟ้าพลังงานทดแทนและพลังน้ำจากประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงการให้ กฟผ. ช่วยรับภาระด้านต้นทุนเชื้อเพลิงแทนประชาชนเป็นการชั่วคราว และการออกมาตรการช่วยเหลือส่วนลดค่า Ft ให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าภาคครัวเรือนกลุ่มเปราะบางและกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 500 หน่วย ซึ่งกระทรวงพลังงานยังคงติดตามและทำทุกวิถีทางเพื่อทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าปรับลดลงและบรรเทาผลกระทบให้กับประชาชนและผู้ประกอบการ

“ส่วนสถานการณ์ต้นทุนเชื้อเพลิงในรอบถัดไป (กันยายน ถึง ธันวาคม) นั้น กระทรวงพลังงานประเมินว่ามีแนวโน้มที่ดีขึ้น เนื่องจากราคา LNG นำเข้าจากตลาดจรได้อ่อนตัวลง การผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่เพิ่มขึ้น ซึ่งกระทรวงพลังงานได้เสนอข้อคิดเห็นไปยังคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานถึงแนวทางที่อาจพิจารณาในการคำนวณค่า Ft ได้ อาทิ ผลประหยัดที่ได้จากส่วนต่างการประเมินราคาเชื้อเพลิงกับราคาที่เกิดขึ้นจริง ทั้งในรอบการคำนวณค่า Ft ในปัจจุบัน และรอบแรกของปี 2566 รวมถึงการบริหารภาระต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงที่คงค้างอย่างเหมาะสม” นายสมภพ กล่าว

Source : Energy News Center