ในช่วงครึ่งแรกของปี 2023 ที่ผ่านมา มีรายงานพบ “ภัยธรรมชาติ” เกิดขึ้นบนโลกบ่อยขึ้น ซึ่งสาเหตุหลักๆ แน่นอนว่าเป็นผลกระทบที่เชื่อมโยงกับ “ภาวะโลกร้อน” ซึ่งเกิดจากฝีมือมนุษย์

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีรายงานผลกระทบจากภาวะโลกร้อนให้เห็นบ่อยขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น สัตว์ทะเลหลายชนิดตายปริศนา, สัตว์ป่าบางชนิดใกล้สูญพันธุ์เนื่องจากที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติถูกทำลาย, กระแสน้ำกัลฟ์สตรีมอาจล่มสลายหายไป, หิมะขั้วโลกอาจละลายเร็วกว่าที่คิด, สภาพอากาศแปรปรวน ฯลฯ เหล่านี้ล้วนเป็นผลพวงจาก “ภาวะโลกร้อน” ที่รุนแรงขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนให้มนุษย์รู้ว่า อีกไม่นาน “วันสิ้นโลก” อาจเกิดขึ้นจริงภายในไม่กี่ชั่วอายุคน ?

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” หรือ “Climate Change” คือ การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ และสภาพอากาศในระยะยาว เกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ แต่หลังจากนั้นตั้งแต่ประมาณปี ค.ศ.1800 การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้กลับเกิดบ่อยขึ้นด้วยฝีมือมนุษย์ ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิลจำนวนมหาศาล เช่น ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซ จนเกิดเป็น “ปรากฏการณ์เรือนกระจก” ที่มีลักษณะคล้ายโดมกระจกใสคลุมชั้นบรรยากาศโลกไว้ ความร้อนจากดวงอาทิตย์ระบายออกไม่ได้ ทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นเรื่อยๆ (ภาวะโลกร้อน) เมื่อโลกร้อนขึ้นอย่างผิดปกติ ก็ส่งผลต่อเนื่องให้สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เลวลง เกิดภัยแล้ง พายุรุนแรง น้ำท่วมหนัก และจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นในอนาคตอันใกล้

โดยผลกระทบจากภาวะโลกร้อนที่เห็นได้อย่างชัดเจน ได้แก่ การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ของสัตว์โลก ความเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศน์ในมหาสมุทร สภาพอากาศแปรปรวนทั่วโลก จำนวนป่าไม้ที่ลดลง และอื่นๆ อีกมากมาย กรุงเทพธุรกิจขอหยิบยกเอาสัญญาณเตือนภัยจากธรรมชาติบางส่วน ที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งแรกของปี 2023 มาสรุปให้ดังนี้

  • ปัญหาสัตว์ป่าเสี่ยงสูญพันธุ์ และสัตว์ตายปริศนา

แม้จะมีสัตว์หลายชนิดทั่วโลกทยอยสูญพันธุ์ไปตามกาลเวลา และสภาพแวดล้อม แต่ปัจจุบันเริ่มพบปรากฏการณ์การสูญพันธุ์แบบผิดปกติเกิดขึ้นบ่อยครั้ง แม้ว่าจะมีเทคโนโลยีมากมายที่อาจป้องกันการสูญพันธุ์ของพวกมันได้ แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถสู้กับปัญหาสภาพอากาศ และการถูกล่าจากมนุษย์ได้ โดยสัตว์เสี่ยงสูญพันธุ์ล่าสุด ได้แก่

1. โลมาวากีตา (Vaquita) สัตว์ทะเลเลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กที่สุดในโลก มีขนาดประมาณ 1.2-1.5 เมตร ที่พบได้เฉพาะในอ่าวแคลิฟอร์เนียเท่านั้น จากข้อมูลของ The Guardian ล่าสุดระบุว่า พวกมันเหลืออยู่เพียง 10 ตัวเท่านั้น จากเดิม 567 ตัว ซึ่งคณะกรรมาธิการ ล่าวาฬระหว่างประเทศ หรือ International Whaling Commission (IWC) ออกประกาศแจ้งเตือนการสูญพันธุ์ของ “โลมาวากีตา” ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ 70 ปี โดยปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากการทำประมงผิดกฎหมาย

2. ซาวลา หรือ วัวหวูกวาง (Vu Quang ox) สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ค้นพบครั้งแรกเมื่อปี 1992 บริเวณพรมแดนระหว่างเวียดนามกับลาว ปัจจุบันแทบไม่มีใครพบเห็นอีกเลย ครั้งสุดท้ายที่มีการถ่ายภาพ “ซาวลา” ได้ก็คือปี 2013 ตามข้อมูลจาก IUCN พวกมันอาจเริ่มลดลงตั้งแต่มีการค้นพบแล้ว และยังมีความเสี่ยงสูญพันธุ์เพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีขนาดตัวใกล้เคียงกันในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ยังไม่มีเคยมีซาวลาในสวนสัตว์มาก่อน จึงคาดว่าสัตว์ชนิดนี้ไม่สามารถผสมพันธุ์เทียมเพื่อการอนุรักษ์ได้

3. แรดสุมาตรา หรือ กระซู่ (Sumatran rhino) ในอดีตการพบเจอ “แรดสุมาตรา” ในพื้นที่ส่วนใหญ่ของเอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือ เรื่องปกติ แต่จากปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า ส่งผลให้ที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของพวกมันเริ่มหายไป รวมถึงถูกฆ่าเพื่อเอานอไปขาย พวกมันจึงเหลืออยู่ไม่กี่ตัวบนเกาะสุมาตรา และบอร์เนียว โดยในมาเลเซียแรดสุมาตราตัวสุดท้ายตายไปเมื่อปี 2019 ส่วนในไทยมีรายงานพบเจอแรดสุมาตราเมื่อปี 1997 ก่อนที่จะไม่มีใครพบเจอพวกมันอีก

นอกจากนี้ยังมีสัตว์อีกหลายชนิดที่กำลังเสี่ยงต่อการ “สูญพันธุ์” ได้แก่ นกสเตรสแมนน์บริสเติลฟรอนต์(Strassmann Bristlefront), เสือดาวอามูร์ (Amur Leopard), หมาป่าแดง (Canis rufus) และ กอริลลาครอสริเวอร์ (Cross River gorilla) โดยสัตว์หลายชนิดต้องเจอกับปัญหาที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติถูกทำลาย

ไม่ใช่ปัญหาการสูญพันธุ์เท่านั้น แต่ยังมีสัตว์ที่ตายอย่างปริศนาด้วย โดยในช่วงสิ้นเดือนก.ค. ที่ผ่านมา พบว่า “เพนกวินมาเจลลัน” หรือ “Magellanic Penguins” กว่า 2,000 ตัว ถูกซัดมาเกยตื้นตายอยู่บริเวณชายหาดอุรุกวัย ในสภาพซูบผอมผิดปกติ จากการตรวจสอบพบว่าร้อยละ 90 ของเพนกวินเหล่านั้น ไม่มีไขมันสำรองในร่างกาย ไม่มีอาหารเหลืออยู่ในท้อง และยังมีอายุน้อย

ผู้เชี่ยวชาญมองว่าเป็นปัญหาที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก เพราะพายุไซโคลนที่เกิดขึ้นนอกชายฝั่งอุรุกวัย (คาดว่าพายุรุนแรงขึ้นจากภาวะโลกร้อน) ได้พัดเอาอาหารของพวกมันไปที่อื่น ทำให้อดอาหารจนอ่อนแอลงเรื่อยๆ และไม่ใช่แค่เพนกวินเท่านั้น แต่ในบริเวณนั้นยังมีซากนกทะเล ซากเต่า และซากสิงโตทะเลที่ร่างกายไร้อาหารในท้องรวมอยู่ด้วย

  • พื้นดินร้อนระอุ มหาสมุทรเดือด ไฟป่าลุกลาม น้ำแข็งขั้วโลกละลาย

เมื่อไม่นานมานี้องค์การสหประชาชาติ (UN) ระบุว่าภาวะโลกร้อนสิ้นสุดลงแล้ว และเข้าสู่ “ภาวะโลกเดือด” ซึ่งเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก โดยเดือนก.ค.2023 ที่ผ่านมาถูกบันทึกว่าเป็นเดือนก.ค. ที่ร้อนที่สุดในโลก และอาจร้อนสุดในรอบ 120,000 ปี

ภาวะโลกเดือดส่งผลกระทบไปทุกพื้นที่ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาหาคลื่นความร้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิต ความถี่การเกิดไฟป่า และพายุที่มากขึ้น ไปจนถึงน้ำในมหาสมุทร

อีกหนึ่งปัญหาที่ตามมาจากภาวะโลกร้อนก็คือ “กระแสน้ำกัลฟ์สตรีม” หรือ “Gulf Stream” หนึ่งในกระแสน้ำหลักของโลกในมหาสมุทรแอตแลนติก อาจล่มสลายภายในปี 2050 หรือ 27 ปีหลังจากนี้ แต่ในกรณีเลวร้ายที่สุด นักวิชาการคาดการณ์ว่าอาจเกิดขึ้นภายในปี 2025 หรือ อีก 3 ปีข้างหน้า โดยจะทำให้เกิดหายนะต่อสภาพอากาศทั่วโลก และอาจทำให้โลกกลับไปสู่ “ยุคน้ำแข็ง

ภาวะโลกร้อนไม่ได้ส่งผลกระทบต่อพื้นดิน และอากาศเท่านั้น แต่ยังทำให้น้ำทะเลเดือดไปด้วย เพราะ “อุณหภูมิน้ำทะเล” ในมหาสมุทรทั่วโลกร้อนขึ้น จากเดิม 21 องศาเซลเซียส เมื่อปี 2016 กลายเป็น 21.1 – 21.2 องศาเซลเซียส ในปัจจุบัน (2023) ถือเป็นอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงสุดที่เคยมีการบันทึกมา

อีกหนึ่งปัญหาที่ร้ายแรงไม่แพ้กันก็คือ “น้ำแข็งขั้วโลกละลาย” มีข้อมูลจาก The Conversation ว่าในช่วง 43 ปีที่ผ่านมา น้ำแข็งบริเวณอาร์กติกมีอุณหภูมิสูงขึ้นเร็วกว่าส่วนอื่นๆ ของโลกกว่า 4 เท่า เฉลี่ยแล้วจะอุ่นขึ้นกว่าปี 1980 ประมาณ 3 องศาเซลเซียส เมื่ออุณหภูมิบริเวณดังกล่าวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้อุณหภูมิน้ำในมหาสมุทรเพิ่มขึ้นตามไปด้วย รวมถึงปัญหาน้ำแข็งละลายที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันตามมา และที่เลวร้ายที่สุดก็คือ น้ำแข็งขั้วโลกอาจจะหายไปตลอดกาล และอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตท้องถิ่น เช่น หมีขั้วโลก หรือ เพนกวิน เป็นต้น

ขณะที่จุดเสี่ยงอีกจุดที่เป็นผลกระทบจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นก็คือ “แผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์” ซึ่งเป็นมวลน้ำแข็งขนาดใหญ่ของซีกโลกเหนือ หากละลายจนหมดจะส่งผลให้น้ำทะเลทั่วโลกสูงขึ้นถึง 7.4 เมตร

นอกจากนี้ยังมี “ไฟป่า” ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นวงกว้างอย่างรวดเร็ว ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีไฟป่าเกิดขึ้นทั่วโลกจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเกินพอดีของมนุษย์โดยเฉพาะการ “ตัดไม้ทำลายป่า” ทำให้สภาพอากาศ และระบบนิเวศน์สูญเสียความสมดุล

ในปี 2020 มีเหตุการณ์ไฟป่าเกิดขึ้นในจุดที่ไม่เคยเกิดมาก่อน เช่น ป่าแอมะซอน (Amazon) และ ขั้วโลกเหนือ หรืออาร์กติก (Arctic) ในเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา เกิดไฟป่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 13 หากเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันเมื่อปีก่อน จึงได้รับการบันทึกว่าเป็นปีที่เกิดไฟป่าสูงสุดที่เคยมีมา และเช่นเคย.. คาดว่าเกิดจากปัญหาโลกร้อน

ส่วนพื้นที่ป่าของแคนาดา ก็พบว่าเกิดปัญหาไฟป่า และน้ำท่วมฉับพลันหลังอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างรวดเร็วถึงประมาณ 10-15 องศาเซลเซียส ณ เดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ส่งผลให้อากาศไม่เป็นไปตามฤดูกาล

ล่าสุดเกิดเหตุการณ์ไฟป่าบนเกาะเมาวี รัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 89 ราย (12 ส.ค.) ถือว่ามากที่สุดในรอบกว่าร้อยปี มีพื้นที่ได้รับความเสียหายประมาณ 5,311 ไร่ หลายฝ่ายคาดว่าปัจจัยที่ทำให้เกิดไฟป่าในครั้งนี้มาจากพายุเฮอริเคนนอกชายฝั่ง ที่มีลมกระโชกแรง 80 ไมล์ต่อชั่วโมง หนึ่งในผลพวงจาก “ภาวะโลกร้อน

สุดท้ายแล้วผลกระทบที่เชื่อมโยงมาจากภาวะโลกร้อนนั้น ล้วนแต่มีความร้ายแรงกว่าที่คาดคิด และจะยิ่งทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ที่สำคัญปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพราะหลายเหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วกว่าที่ผู้เชี่ยวชาญเคยคาดการณ์เอาไว้มาก ถ้าหากมนุษย์ยังไม่รีบหันมาใส่ใจดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง “วันสิ้นโลก” อาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

อ้างอิงข้อมูล : The GuardianIUCNThe ConversationUNEuropean Scientist, และ BBC

Source : กรุงเทพธุรกิจ

รู้ไหมว่าในพืชผักผลไม้มักมีสารเคมีตกค้าง หนึ่งในสารเคมีที่พบบ่อยคือ พาราควอต (Paraquat) ซึ่งเป็นสารที่เกษตรกรนิยมใช้เนื่องจากราคาถูกได้ผลดี หากสารตัวนี้ไปตกค้างในอาหารที่เรากินอาจทำให้เกิดอันตราย จึงมีการคิดค้นชุดทดสอบพาราควอต ขึ้นซึ่งการใช้งานคล้ายกับ ATK

องค์การอนามัยโลก (WHO) เผยว่า พาราควอต เป็นสารที่มีความเป็นพิษสูง หากได้รับโดยตรงจากการบริโภค จะทำให้เกิดอาการแสบร้อน เกิดแผลในหลอดลม และระบบทางเดินอาหาร สามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านการสัมผัส สูดดมจะส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจอย่างรุนแรง ทำให้เกิดพังผืดในปอด ปนเปื้อนในอาหาร และยังก่อให้เกิดโรคต่างๆ เช่น โรคพาร์กินสัน สมองเสื่อม และที่สำคัญเป็นสารก่อมะเร็ง นอกจากนี้สารเคมีตกค้างในสิ่งแวดล้อม ดิน แหล่งน้ำธรรมชาติ และผลิตภัณฑ์การเกษตรอีกด้วย

ชุดทดสอบความปลอดภัยของผักผลไม้ “พาราควอต (Paraquat)” ใช้ง่ายเหมือนตรวจ ATK

ชุดทดสอบพาราควอตนี้เป็นความร่วมมือระหว่างสถาบันชีววิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ และสำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ซึ่งชุดทดสอบ Paraquat มีคุณสมบัติเป็นการตรวจเบื้องต้นคล้ายชุดตรวจ ATK (Antigen Test Kit)

ชุดทดสอบความปลอดภัยของผักผลไม้ “พาราควอต (Paraquat)” ใช้ง่ายเหมือนตรวจ ATK

ส่วนการใช้งานของชุดตรวจสอบความปลอดภัยผักผลไม้ “พาราควอต (Paraquat)” วิธีการใช้เหมือนกับ Antigen Test Kit ที่ใช้ตรวจหาโควิด โดยใช้เทคนิคอิมมูโนโครมาโทกราฟี (Immunochromatography) หรือ IC ซึ่งอาศัยหลักการจับกันระหว่างแอนติบอดี และแอนติเจนแบบแข่งขัน (Competitive immunoassay) เป็นวิธีที่สะดวก มีประสิทธิภาพ มีความไวในการตรวจสอบ ทราบผลใน 15-30 นาที ไม่ต้องมีเครื่องมือพิเศษแต่อย่างใด เกณฑ์การวัดขั้นต่ำสุดที่ชุดทดสอบพาราควอตนี้สามารถตรวจพบได้ที่ 0.005 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม (mg/kg) ซึ่งตรงตามที่กฎหมายกำหนด

ที่สำคัญชุดทดสอบพาราควอต (Paraquat) ได้ผ่านการทดสอบในภาคสนาม และจดทะเบียนอนุสิทธิบัตรจากกรมทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว ขณะนี้ทางกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เตรียมเปิดให้ผู้สนใจทั้งภาครัฐภาคเอกชนมารับการถ่ายทอดเทคโนโลยีนี้ เพื่อนำไปผลิตจำหน่ายให้กับประชาชน ตลอดจนหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ได้เข้าถึงชุดทดสอบพาราควอตนี้ได้ง่ายขึ้น สำหรับนำไปใช้ในการตรวจสอบความปลอดภัยผักผลไม้เบื้องต้นได้

Source : Spring News

บทความนี้จะพาทุกท่านมารู้จักกับแบตเตอรี่แหลว หรือ Liquid Metal Battery ซึ่งเป็นนวตกรรมที่คาดว่าจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงวงการแบตเตอรี่กันเลยทีเดียว เพราะแบตเตอรี่เหลวนี้มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าแบตเตอรี่ลิเทียม และยังมีความทนทานสูง อายุการใช้งานยาวนาน ซึ่งล่าสุดได้การรับรองความปลอดภัยจาก UL Solutions ซึ่งเป็นบริษัทที่ให้บริการและคำปรึกษาเกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยและคุณภาพต่างๆ มีบทบาทที่สำคัญในการตรวจสอบและรับรองผลิตภัณฑ์ที่มีความปลอดภัย และตรวจสอบกระบวนการผลิตที่สอดคล้องกับมาตรฐาน และแบตเตอรี่เหลวของทาง Ambri ก็กำลังจะมีการนำมาทดลองใช้กันในปีหน้านี้แล้ว

สำหรับแบตเตอรี่เหลว ได้รับการพัฒนาโดยบริษัทที่มีชื่อว่า Ambri เป็นบริษัทที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2010 โดยมีกลุ่มนักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ หรือ MIT เป็นผู้ก่อตั้งขึ้น และพัฒนาเทคโนโลยี Liquid Metal Battery มาตลอด

Liquid Metal Battery (แบตเตอรี่เหลวโลหะ) เป็นเทคโนโลยีเก็บพลังงานที่นำโดยแรงเคลื่อนที่ของโลหะเหลวที่ต่างกัน เทคโนโลยีนี้เป็นส่วนหนึ่งของนวัตกรรมพลังงานและเก็บพลังงานที่มีการพัฒนาขึ้นเพื่อให้มีความยืดหยุ่นและความประสิทธิภาพในการจัดเก็บพลังงานมากขึ้น โดยแบตเตอรี่เหลวประกอบด้วยส่วนประกอบหลัก 3 ชั้นสำคัญคือ

  1. ชั้นโลหะบน (Cathode): เป็นชั้นที่สัมผัสกับอีกสองชั้น โดยจะเป็นโลหะหนาตัวที่สามารถรับและปล่อยอิเลกตรอนไฟฟ้าได้ เช่น แคลเซียม-โซเดียม (Calcium-Sodium) หรือโลหะอื่นที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสม
  2. ชั้นอิเลคโทรไลท์ (Electrolyte): เป็นสารชนิดเหลวที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางสำหรับการไหลของอิเลกตรอนไฟฟ้าระหว่างชั้นโลหะบนและชั้นโลหะล่าง ชั้นนี้มีคุณสมบัติพิเศษที่ช่วยให้เป็นไปได้ในการทำงานได้ดี
  3. ชั้นโลหะล่าง (Anode): เป็นชั้นสุดท้ายที่สัมผัสกับชั้นอิเลคโทรไลท์ มีคุณสมบัติในการรับและปล่อยอิเลกตรอนไฟฟ้าเช่นเดียวกับชั้นโลหะบน โลหะที่ใช้ในชั้นนี้อาจเป็นอลูมิเนียม (Aluminum) หรือโลหะอื่นที่เหมาะสม

แบตเตอรี่เหลวที่ทาง Ambri พัฒนาขึ้นนั้นมีข้อดีในเรื่องของการปรับเปลี่ยนขนาดที่มีความยืนหยุ่นสูง ทำให้ปรับแต่งขนาดได้ตามความต้องการในการใช้พลังงานในรูปแบบต่างๆ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดเก็บพลังงานที่ได้มาจากแหล่งต่างๆ ได้สะดวก เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีอายุการใช้งานที่ยาวนานมากกว่า 20 ปี และยังมีระดับของการจัดเก็บแบตเตอรี่ได้ในระดับ 95% โดยไม่จำเป็นต้องมีการบำรุงรักษาใดๆ เป็นพิเศษ ซึ่งด้วยข้อดีต่างๆ เหล่านี้ ทำให้แบตเตอรี่เหลวที่พัฒนาโดย Ambri เป็นทางเลือกที่น่าสนใจในการนำมาใช้กับรถยนต์ EV หรือการใช้สำหรับเก็บพลังงานไฟฟ้าได้หลากหลายรูปแบบ โดยมีต้นทุนที่ต่ำ มีความยืนหยุ่นในเรื่องของการปรับเปลี่ยนขนาด และที่สำคัญอายุการใช้งานที่ยาวนานอีกด้วย

Ambri ยังได้มีการร่วมมือกับทาง Xcel Energy เพื่อจะทดสอบการใช้งานแบตเตอรี่เหลวนี้อีกด้วย โดยจะทดสอบแบตเตอรี่เหลวขนาด 300 KWh ที่รัฐโคโลราโด ซึ่งจะมีการทดสอบใช้งานเป็นระยะเวลา 12 เดือน ซึ่งการทดสอบนี้ก็จะทำร่วมกับแพลตฟอร์ม GridNXT Microgrid

หากการทดสอบครั้งนี้ผ่านไปได้ด้วยดี คาดว่าแบตเตอรี่เหลวจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในวงการรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงอุปกรณ์ที่ต้องใช้แบตเตอรี่อื่นๆ มากมาย ซึ่งจะส่งผลดีในแง่ของต้นทุนที่ลดลง อายุการใช้งานของแบตเตอรี่ที่ยาวนานมากขึ้น และราคาของรถยนต์ และอุปกรณ์ต่างๆ จะมีราคาที่ไม่สูงจนเกินไปนั่น เนื่องจากผู้ผลิตสามารถควบคุมต้นทุนของแบตเตอรี่ให้มีราคาถูกลงนั่นเอง

ข้อมูลเพิ่มเติม https://ambri.com

เดินหน้าแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมต่อเนื่อง พาเปิดดู 4 มาตรการดิน น้ำ ลม ไฟ ที่จะเข้ามาคุมเข้มด้านสิ่งแวดล้อมรอบโรงงานทั่วประเทศ โดยจะนำร่อง 11 จังหวัดรอบปริมณฑล

ต้องยอมรับว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมส่วนหนึ่งเกิดมาจากโรงงานที่มีระบบการบริหารจัดการที่ไม่ดีพอ จนส่งผลกระทบถึงสิ่งแวดล้อม ชุมชนโดยรอบโรงงานอุตสาหกรรม แต่…หลายโรงงานก็มีระบบบริหารจัดการตัวเองที่ดีขึ้น จากการเกิดปัญหาดังกล่าว จึงทำให้กระทรวงอุตสาหกรรม แม่งานใหญ่ที่ต้องดูแลโรงงานอุตสาหกรรมเหล่านั้น เพื่อไม่ให้ทำลายสิ่งแวดล้อม

ล่าสุดได้มีการชูนโยบาย MIND และได้ผนึกกำลังโรงงานอุตสาหกรรม ภาคประชาชน และชุมชน เดินหน้าภารกิจ “อุตสาหกรรมรวมใจ รักษ์น้ำใส ใส่ใจชุมชน” ฟื้นฟูคุณภาพน้ำในลำคลองรอบโรงงาน นำร่อง 11 จังหวัด หวังชุมชนเกิดมุมมองที่ดีกับโรงงานอุตสาหกรรม เรื่องนี้ถูกเปิดเผยจาก ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้จัดกิจกรรม “อุตสาหกรรมรวมใจ รักษ์น้ำใส ใส่ใจชุมชน” ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการดิน น้ำ ลม ไฟ ที่กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับภาคีเครือข่าย ผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรม และชุมชนโดยรอบโรงงานอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ความร่วมมือให้ภาคอุตสาหกรรมมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสามารถอยู่คู่กับชุมชนได้อย่างยั่งยืน โดยเริ่มกิจกรรมใน 4 จังหวัดรอบพื้นที่กรุงเทพมหานคร ได้แก่ คลองบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ คลองเปรมประชากร จังหวัดปทุมธานี คลองบ้านใหม่ จังหวัดนนทบุรี และคลองรางเตย จังหวัดนครปฐม โดยเริ่มจากการสำรวจตรวจสอบว่าโรงงานมีการปฏิบัติตามกฎระเบียบต่าง ๆ อย่างถูกต้อง  มีการบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงสู่แม่น้ำลำคลองว่าเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานหรือไม่ พร้อมสำรวจพื้นที่และเก็บตัวอย่างน้ำในคลองในจุดที่มีความเสี่ยง เพื่อตรวจวัด วิเคราะห์คุณภาพน้ำ

เร่งตรวจสิ่งแวดล้อมรอบโรงงาน
เร่งตรวจสิ่งแวดล้อมรอบโรงงาน

พร้อมกับการดำเนินการฟื้นฟูสภาพน้ำให้มีคุณภาพผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด ทั้งการติดตั้งอุปกรณ์เครื่องบำบัดน้ำเสียเครื่องเติมอากาศกังหันน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ การมอบถังดักไขมันให้แก่ชุมชนและสถานประกอบการต่าง ๆ โดยรอบลำคลอง การดำเนินการจัดเก็บผักตบชวาและจัดทำแนวปิดกั้นหรือจุดพักผักตบชวาให้เหมาะสม การขุดลอกคลอง รวมถึงการจัดกิจกรรมอบรมให้ความรู้เพื่อสร้างจิตสำนึกในการดูแลรักษาน้ำในคลองให้กับชุมชนที่อยู่อาศัย และประสานความร่วมมือกับ หน่วยงานในพื้นที่ในการขอความร่วมมือดูแลรักษาสภาพน้ำในคลอง

“จะเดินหน้าตามนโยบาย MIND ใช้หัวและใจปั้นอุตสาหกรรมคู่ชุมชน ดำเนินนโยบาย 4 มิติ มุ่งสร้างความสำเร็จให้ภาคธุรกิจ ดูแลสังคมโดยรอบโรงงาน รักษาสิ่งแวดล้อม และกระจายรายได้ให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดย 1 ในโครงการที่ช่วยผลักดันนโยบายนี้คือ โครงการ “อุตสาหกรรมรวมใจ รักษ์น้ำใส ใส่ใจชุมชน” โดยจะมีการติดตามประเมินผลทั้ง 4 จังหวัดในอีก 1 เดือนข้างหน้าเพื่อวิเคราะห์ผลการดำเนินการก่อนและหลังด้วย โครงการตั้งเป้าดำเนินการใน 11 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ สมุทรปราการ ปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม สมุทรสาคร ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง อยุธยา สระบุรี และปราจีนบุรี และเตรียมการขยายผลต่อไปให้ครอบคลุมในทุกจังหวัดทั่วประเทศในอนาคต เพื่อทำให้ชุมชน สังคมโดยรอบ เกิดมุมมองที่ดีกับโรงงานอุตสาหกรรม”

Source : Spring News

กฟผ. เปิดตลาดจำหน่ายฮิวมิค วัตถุพลอยได้จากการทำเหมืองแม่เมาะ ส่งเสริมระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน สนับสนุนเกษตรกรเข้าถึงผลิตภัณฑ์ช่วยเพิ่มผลผลิต ลดค่าใช้จ่าย สร้างความยั่งยืนในภาคเกษตรกรรม

นายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร กฟผ. ร่วมพิธีส่งมอบวัตถุพลอยได้จากการทำเหมืองแม่เมาะ (ฮิวมิค) ให้แก่ผู้ซื้อ พร้อมให้ข้อมูลคุณสมบัติเชิงลึกและประโยชน์ของฮิวมิค เพื่อสนับสนุนชุมชนและเกษตรกรให้เข้าถึงผลิตภัณฑ์ฮิวมิคในราคาย่อมเยา ณ กฟผ. แม่เมาะ จ.ลำปาง

นายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร เปิดเผยว่า การทำเหมือง กฟผ. แม่เมาะ จำเป็นต้องเปิดหน้าดินที่ปิดทับถ่านหินลิกไนต์ออก และนำไปทิ้งยังพื้นที่ที่กำหนดไว้ ซึ่งจากการศึกษาวิจัยพบว่า หน้าดินดังกล่าวมีชั้นลีโอนาร์ไดต์ (Leonardite) ซึ่งเป็นชั้นดินที่มีอินทรีย์วัตถุสำคัญแทรกอยู่ คือสารประกอบฮิวมิค (กรดฮิวมิค กรดฟูลวิค และฮิวมิน) สามารถนำมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตรกรรมได้หลากหลาย เช่น ใช้ปรับปรุงดินที่เสื่อมสภาพให้เหมาะสมต่อการเพาะปลูก กฟผ. ได้ศึกษาวิจัยกระบวนการคัดแยกสิ่งเจือปนออกจากลีโอนาร์ไดต์ เพื่อให้มีความปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม และพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ฮิวมิคแบบน้ำเป็นผลพลอยได้ (By Product) ซึ่งมีคุณสมบัติที่ดีหลายประการ โดยเฉพาะอินทรียวัตถุที่มีปริมาณสูง มีธาตุอาหารจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืชหลายชนิด นอกจากนี้ จากการวิจัยพบว่า ปริมาณธาตุโลหะหนักทุกชนิดมีค่าดีกว่าเกณฑ์มาตรฐาน สามารถใช้เป็นส่วนผสมของวัสดุปรับปรุงดิน การบำบัดน้ำเสีย หรือใช้กับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องได้

กฟผ. ได้ทดลองตลาดจำหน่ายฮิวมิคแบบน้ำครั้งแรก กว่า 10,000 ลิตร ในราคาลิตรละ 25 บาท ได้รับความสนใจเป็นจำนวนมาก เกินกว่าปริมาณที่ กฟผ. เสนอขาย การเปิดขายในรอบแรกนี้ได้จัดสรรให้แก่ผู้ซื้อจำนวน 26 ราย โดย กฟผ. ได้ทยอยส่งมอบตั้งแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2566 เป็นต้นมา ทั้งนี้ กฟผ. แม่เมาะ ได้ตั้งโรงงานต้นแบบสำหรับผลิตฮิวมิคแบบน้ำ ความเข้มข้น 3-5% มีขนาดกำลังผลิตประมาณ 32,000 ลิตรต่อเดือน และยังมีศักยภาพที่จะขยายกำลังผลิตได้มากกว่า 100,000 ลิตรต่อเดือน

นายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร กล่าวเพิ่มเติมว่า การผลิตฮิวมิค ถือเป็นการใช้วัตถุพลอยได้หรือของที่ต้องทิ้งจากการทำเหมืองให้เกิดประโยชน์ และเพิ่มมูลค่าได้ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) จำหน่ายในราคาย่อมเยาเมื่อเปรียบเทียบกับราคาขายทั่วไปในท้องตลาด สอดรับกับปริมาณความต้องการใช้งานฮิวมิคทั่วโลกที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นปีละมากกว่า 10% ขณะที่ประเทศไทยมีการนำฮิวมิคมาใช้อย่างแพร่หลายเพิ่มมากขึ้น จึงถือเป็นการช่วยเหลือชุมชน เกษตรกร ให้เข้าถึงผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเพิ่มผลผลิต และลดค่าใช้จ่ายในการทำเกษตรกรรมลงได้มาก

Source : Energy News Center