สภาพอากาศรุนแรงผลจากภาวะโลกร้อนเป็นสิ่งที่ทุกคนประจักษ์ชัดทุกขณะ ด้วยข่าวคราวที่เกิดขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ หลายคนตกเป็นเหยื่อน้ำท่วม คลื่นความร้อน และอื่นๆ ปัญหาใหญ่ระดับโลกเช่นนี้กำลังต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วนที่ต้องเริ่มต้นจากไลฟ์สไตล์ของทุกคน

กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นจัดบรรยายสรุปผ่านทางออนไลน์ หัวข้อ “การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกฝั่งอุปสงค์”  เริ่มต้นจากความตกลงปารีส” (Paris Agreement) ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภาคีของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change : UNFCCC) เห็นชอบให้มีปฏิบัติการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกในศตวรรษนี้ให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม และพยายามรักษาการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส 

แต่น่าเสียดายที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกในปัจจุบันนี้เพิ่มขึ้นจากระดับก่อนอุตสาหกรรมไป 1 องศาแล้ว ดังนั้นโอกาสจึงเหลือไม่ถึง 0.5 องศาเซลเซียส นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมทั่วโลกต้องลงมือลดโลกร้อนกันอย่างจริงจัง 

เมื่อพูดถึงก๊าซเรือนกระจก มีด้วยสองชนิด

1) ก๊าซเรือนกระจกช่วงอายุยาวนาน  อยู่ในชั้นบรรยากาศได้ยาวนาน มีส่วนสร้างโลกร้อนได้นานขึ้น การจะบรรลุเป้าหมายรักษาการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส จำต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอายุยืนให้มากที่สุดอย่างเร็วที่สุด

2) ก๊าซเรือนกระจกช่วงอายุสั้น  ตั้งแต่ 2-3 วันไปจนถึง 20-30 ปี ถ้ามีมาตรการลดก๊าซชนิดนี้เท่ากับว่าลดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้เร็วขึ้น

ข้อน่าสังเกตคือเอเชียเป็นภูมิภาคที่ใช้ถ่านหินมาก ข้อมูลเมื่อปี 2558 เอเชียใช้ถ่านหินคิดเป็น 60% ของโลก การลดใช้ถ่านหินจะช่วยลดมลพิษทางอากาศที่มีช่วงชีวิตสั้น มลพิษทางอากาศอื่นๆ และสารปรอท ส่งผลให้อากาศสะอาด ดีต่อสุขภาพมนุษย์ และสภาพธรรมชาติ ตัวอย่างการลดมลพิษในชีวิต เช่น ปรับปรุงเทคโนโลยีจากยานยนต์ดีเซล, เบนซิน เปลี่ยนไปใช้รถพลังงานไฟฟ้า เตาในครัวเปลี่ยนจากเตาถ่าน เตาอั้งโล่เป็นเตาไฟฟ้า ซึ่งการใช้เตาไฟฟ้านี้เชื่อมโยงไปถึงการผลิตกระแสไฟฟ้าที่ต้องเปลี่ยนจากโรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนเช่นกัน อาทิ พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ ที่ไม่ปล่อยมลพิษ

ตอนเป็นเจ้าภาพประชุมผู้นำกลุ่มประเทศจี7 ที่เมืองฮิโรชิมา ในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นได้สร้างขบวนการเคลื่อนไหวระดับชาติเพื่อไลฟ์สไตล์ใหม่และมั่งคั่งสู่การลดปล่อยก๊าซคาร์บอน เพื่อสนับสนุนพลเมืองและผู้บริโภคให้เปลี่ยนพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ บรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในปี 2030 และเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2050  น่าสังเกตว่า แม้ประชาชน/ผู้บริโภค 90% รู้จักคำว่า “ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน” แต่ยังไม่มีการลงมือทำอย่างเป็นรูปธรรมด้วยเหตุผลเพียงว่า ไม่รู้จะทำอย่างไร

ขบวนการเคลื่อนไหวระดับชาติจึงนำเสนอไลฟ์สไตล์ใหม่เพื่อสังคมลดคาร์บอนภายใน 10 ปี เช่น บ้านพลังงานแสงอาทิตย์ มีแผงโซลาร์บนหลังคา ประหยัดเงินได้ปีละ 380 ดอลลาร์, หน้าต่าง กำแพง พื้นติดฉนวนกันความร้อน ประหยัดเงินปีละ670 ดอลลาร์, ระบบน้ำร้อนประสิทธิภาพสูง ประหยัดเงินปีละ 250 ดอลลาร์, ใช้หลอดไฟ LED ประหยัดเงิน 20 ดอลลาร์ต่อปี หรือแม้แต่การทำงานที่บ้านสามารถประหยัดเงินได้ถึง 440 ดอลลาร์ต่อปี ทั้งยังประหยัดเวลา 275 ชั่วโมงต่อปี

นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของไลฟ์สตไล์ใหม่ ถ้าทำได้ครบทุกอย่างจะประหยัดเงินได้ถึง 260 ดอลลาร์ต่อเดือน หรือ 3,100 ดอลลาร์ต่อปี ได้เวลาส่วนตัวเพิ่มขึ้นมาวันละ 1 ชั่วโมง แต่ถ้ารวมทั้งปีจะได้เวลาเพิ่มขึ้นอีก 388 ชั่วโมง ไม่น่าเชื่อว่า การลดปล่อยก๊าซคาร์บอนด้วยไลฟ์สไตล์ใหม่จะให้ประโยชน์คืนมาได้มากขนาดนี้  วิถีการดำเนินชีวิตดังกล่าวไม่ใช่เรื่องที่ปฏิบัติได้เฉพาะในญี่ปุ่น แต่ทำได้ทั่วโลกเพราะการลดก๊าซเรือนกระจกเป็นภารกิจที่มวลมนุษยชาติต้องทำร่วมกัน 

Source : กรุงเทพธุรกิจ

“กฟผ.” รุกผลิตไฟฟ้าจากไฮโดรเจน มุ่งยกระดับสู่พลังงานสีเขียว เดินหน้าร่วมมือพันธมิตรภาครัฐและเอกชน หน่วยงานด้านพลังงานออสเตรเลีย เผยมีแผนเพิ่มกำลังการผลิตจากโรงไฟฟ้ากังหันลมผลิตไฟฟ้าลำตะคอง

นายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)เปิดเผยว่า กฟผ.ได้ดำเนินการพัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน และศึกษาพัฒนาการนำไฮโดรเจนมาใช้ประโยชน์ในการผลิตไฟฟ้าเป้าหมายเพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานพลังงานเพื่อให้บริการพลังงานสีเขียว โดยร่วมมือกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงหน่วยงานด้านพลังงานของประเทศออสเตรเลีย ที่มีเป้าหมายมุ่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างยั่งยืนเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ ล่าสุด กฟผ. ได้มีโอกาสดูงานแหล่งผลิตเชื้อเพลิงไฮโดรเจน Latrobe Valley Hydrogen Facility โครงการระบบกักเก็บพลังงานจากแบตเตอรี่ Victorian Big Battery และนวัตกรรมพลังงานจากองค์การวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งเครือจักรภพ (CSIRO) และหน่วยงานพันธมิตรด้านพลังงานที่ ประเทศออสเตรเลีย Latrobe Valley Hydrogen Facility 

โดยเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Hydrogen Energy Supply Chain (HESC) ที่นำร่องผลิตไฮโดรเจนจากถ่านหินและสารชีวมวล ด้วยขบวนการแปรสภาพเป็นก๊าซ และการกลั่นให้ก๊าซไฮโดรเจนบริสุทธิ์และขนส่งทางเรือไปยังญี่ปุ่น มีการซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ควบคู่กับกระบวนการดักจับคาร์บอนด้วยเทคโนโลยี CCS

สอดคล้องกับ กฟผ. ที่ผลิตไฮโดรเจนสีเขียวสำเร็จและใช้งานจริงตั้งแต่ปี 2559 โดยกักเก็บพลังงานไฟฟ้าจากกังหันลมในรูปของก๊าซไฮโดรเจนจับคู่กับเซลล์เชื้อเพลิง กำลังผลิต 300 กิโลวัตต์ เปลี่ยนไฮโดรเจนเป็นพลังงานไฟฟ้าจ่ายให้กับศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ลำตะคอง

กฟผ. รุกผลิตไฟฟ้าจากไฮโดรเจน มุ่งยกระดับสู่พลังงานเสีเขียว
กฟผ. รุกผลิตไฟฟ้าจากไฮโดรเจน มุ่งยกระดับสู่พลังงานเสีเขียว

โดยมีแผนเพิ่มกำลังการผลิตจากโรงไฟฟ้ากังหันลมผลิตไฟฟ้าลำตะคอง ระยะที่ 2 พร้อมศึกษาแนวทางการใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนผสมกับก๊าซธรรมชาติ ทดแทนการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก ซึ่งคาดว่าจะนำร่องในโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องระหว่างปี 2574 – 2583และมีแผนศึกษาการนำถ่านหินมาผลิตไฮโดรเจนพร้อมพัฒนาเทคโนโลยี การดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน ในพื้นที่กฟผ. คือโรงไฟฟ้าน้ำพอง จ.ขอนแก่น และ โรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง

ส่วน CSIRO ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์แห่งชาติของออสเตรเลีย เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ได้ร่วมมือกับ กฟผ.ศึกษาวิจัยระบบกักเก็บพลังงาน และเชื้อเพลิงไฮโดรเจนทั้งการผลิต การกักเก็บ การขนส่ง รวมถึงการนำมาเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า

ขณะที่ระบบกักเก็บพลังงาน โครงการ Victorian Big Battery หนึ่งในโครงการกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ที่ใหญ่ที่สุดในออสเตรเลีย ขนาด 300 เมกะวัตต์ สร้างความมั่นคงให้ระบบไฟฟ้า ให้กับผู้ใช้ไฟในรัฐวิคตอเรีย ประเทศออสเตรเลีย

เช่นเดียวกับระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ของ กฟผ. ที่มีโครงการนำร่อง 3 แห่ง ได้แก่ สถานีไฟฟ้าแรงสูงบำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิจำนวน 16 เมกะวัตต์สถานีไฟฟ้าแรงสูงชัยบาดาล จ.ลพบุรี จำนวน 21 เมกะวัตต์ รวม 37 เมกะวัตต์ ช่วยรักษาเสถียรภาพในระบบไฟฟ้า และโครงการพัฒนาสมาร์ทกริด จ.แม่ฮ่องสอน ขนาด4 เมกะวัตต์ เสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้าในตัวเมืองแม่ฮ่องสอน

Source : ฐานเศรษฐกิจ

หลังจากที่ค่าไฟแพง กระแสของการติดโซลาร์เซลล์ก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะหลายคนมุ่งหวังที่จะลดค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าลงในระยะยาว ซึ่งปัจจุบันนี้มีผู้ให้บริการติดตั้งโซลาร์เซลล์เกิดขึ้นมากมาย และที่สำคัญที่สุด ราคาค่าอุปกรณ์และค่าติดตั้งถูกลงกว่าเดิมมาก และอุปกรณ์ต่างๆ ก็มีความทันสมัยมากขึ้น สามารถดูสถานะต่างๆ ของระบบได้ผ่านมือถือกันเลยทีเดียว รวมถึงมีการคำนวณความคุ้มค่าในการใช้งานให้ทราบอีกด้วย และหากบ้านไหนติดตั้งโซลาร์เซลล์แล้ว มีไฟเหลือ ก็ยังสามารถขายคืนให้กับการไฟฟ้าได้อีกด้วย 

ก่อนจะไปถึงเรื่องของความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับการติดโซลาร์เซลล์ เรามาดูกันก่อนดีกว่าว่า การติดตั้งโซลาร์เซลล์นั้นมีข้อดีอะไรบ้าง

  1. รักษ์โลก ช่วยในเรื่องของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จากการปรับเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดนั่นเอง
  2. ลดค่าใช้จ่ายส่วนของค่าไฟฟ้าได้ค่อนข้างมาก ตั้งแต่เริ่มใช้งาน
  3. ช่วยลดความร้อนจากหลังคาให้กับบ้านได้ประมาณ 10 องศาเซลเซียส
  4. ช่วยเรื่องของมลพิษ เพราะจะเป็นการลดการใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นตัวก่อให้เกิดมลพิษในอากาศ
  5. การติดตั้งโซลาร์เซลล์เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า สามารถคืนทุนได้ในเวลาไม่กี่ปีเท่านั้น

สำหรับข้อดีของการติดตั้งโซลาร์เซลล์ก็จะมีประมาณนี้ ซึ่งแน่นอนว่า การติดโซลาร์เซลล์ก็จะมีเรื่องที่เข้าใจผิดๆ กันด้วย บางเรื่องก็มีการเล่าต่อๆ กันมา บางเรื่องก็มีการนำเสนอผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ จากผู้ที่ไม่ได้มีความเชี่ยวชาญในเรื่องของโซลาร์เซลล์ ซึ่งวันนี้ก็จะมาสรุปให้ฟังกันว่ามีเรื่องอะไรบ้าง 

1. ในช่วงหน้าฝน แผงโซลาร์เซลล์จะไม่สามารถใช้งานได้

เรื่องนี้ต้องบอกว่าเป็นความเข้าใจผิดที่ได้ยินบ่อยมาก จริงๆ แล้วเรายังสามารถใช้งานโซลาร์เซลล์ได้ต่อเมื่อยังมีแสง เนื่องจากแผงโซลาร์เซลล์จะผลิตกระแสไฟฟ้าโดยใช้ความเข้มของแสง ซึ่งในช่วงหน้าฝนสิ่งที่ควรระวังก็จะเป็นเรื่องของฟ้าผ่า ที่อาจจะทำให้อุปกรณ์เสียหายได้ แนะนำว่าควรจะใช้ Inverter ที่มีระบบป้องกันฟ้าผ่า หรืออาจจะติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันฟ้าผ่าภายนอกเพิ่มเติม

2. ติดโซลาร์เซลล์ ต้องใช้เงินลงทุนสูง ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน

ในปัจจุบันราคาการติดโซลลาร์เซลล์เริ่มถูกลงแล้ว และเราไม่จำเป็นต้องลงทุนด้วยเงินก้อนใหญ่ในครั้งเดียว แต่สามารถติดต่อสถาบันการเงินเพื่อขอสินเชื่อสำหรับติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้ ซึ่งจะเป็นการผ่อนชำระต่อเดือนในอัตราที่ไม่สูงจนเกินไป และเรายังสามารถนำเงินก้อนที่มีไปหาประโยชน์จากการลงทุนในธุรกิจอื่นๆ แทนได้อีกด้วย

3. ติดโซลาร์เซลล์แล้วจะทำให้เกิดปัญหาความร้อนกับบ้าน หรืออาคาร รวมถึงผลกระทบกับหลังคาบ้าน

จริงๆ แล้ว การติดตั้่งแผงโซลาร์เซลล์ไว้บนหลังคาบ้าน หรืออาคาร ช่วยลดความร้อนให้กับบ้านได้อีกด้วย เป็นเพราะแผงโซลาร์เซลล์จะรับแสงแดดโดยตรงแทนหลังคาบ้านนั่นเอง ส่วนปัญหาเรื่องหลังคาบ้านจะพัง หรือส่งผลกระทบอื่นๆ อันนี้บอกเลยว่า ก่อนจะติดตั้งจะมีการประเมินหลังคาก่อนแล้วว่ามีความเหมาะสมในการติดตั้งหรือไม่ ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อหลังคาในระยะยาว

4. แผงโซลาร์เซลล์มีอายุสั้น ใช้ไปสักพักก็ต้องเปลี่ยน

ตามสเปคของแผงโซลาร์เซลล์นั้น ระบุเอาไว้ว่า สามารถใช้งานได้นานหลายปี บางรุ่นใช้นานได้ถึง 25 ปีแบบเต็มประสิทธิภาพ หลังจากนั้นก็จะมีประสิทธิภาพลดลงเรื่อยๆ แต่ก็ยังสามารถใช้งานได้อยู่ ซึ่งเรื่องนี้อยู่ที่การดูแลบำรุงรักษาด้วย ตามคำแนะนำของผู้ให้บริการติดตั้่ง แจ้งเอาไว้ว่าควรจะมีการตรวจสอบแผง และทำความสะอาดกันทุกๆ ปี ซึ่งผู้ให้บริการติดตั้งหลายเจ้าก็จะมีแถมบริการนี้ให้ฟรี ในปีแรกด้วย

Photo : freepik

อุณภูมิโลกที่สูงขึ้น 1.5-2 องศา อาจไม่ได้สร้างความรู้สึกร้อนขึ้น หรือ หนาวน้อยลงสำหรับบุคคลทั่วไป แต่ในแง่วัฎจักรตามธรรมชาติอุณหภูมิทุกองศาสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่น่าเชื่อ คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP)

 เปิดเผยรายงาน”ภัยพิบัติเอเชียแฟซิฟิก 2566” หรือ “Asia-Pacific Disaster Report 2023” 

สาระสำคัญส่วนหนึ่งชี้ว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นทันที หากอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้น 1.5 องศา และ 2 องศา คือความเสี่ยงจากภัยพิบัติจาก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Change จะเกิดขึ้นมากและรุนแรงขึ้น

“ ปี 2565 เพียงปีเดียว เกิดภัยพิบัติกว่า 140 ครั้งในภูมิภาคนี้ ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 7,500 ราย ส่งผลกระทบต่อผู้คนกว่า 64 ล้านคน และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจประมาณ 5.7 หมื่นล้านดอลลาร์”

ในรายงานได้แบ่งข้อมูลออกเป็นบทต่างๆ ซึ่งในส่วนของบทที่2 ที่ว่าด้วย “ค่าเสียหายหากไม่ดำเนินการใดๆ” (The Cost of Inaction) สาระโดยสรุปชี้ว่า  การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้คุกคามต่อความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน ซึ่งจะกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน ซึ่งความล้มเหลวเพื่อรับมือกับปัญหาทำให้สิ่งแวดล้อมเลวร้ายลงรวมถึงการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ 

ภัยพิบัติจากสภาพอากาศเป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่ยากจะเอาชนะได้ และอาจทำให้มูลค่าจีดีพีโลกหายไปถึง 18% ในปี 2048 หรือ อีกราว 25 ปีจากนี้ หากไม่ทำอะไรเลย ซึ่งมากกว่าสิ่งที่โควิด-19ฝากไว้ นอกจากนี้ ความเสียหายที่ว่าซึ่งครอบคลุมเศรษฐกิจ การลงทุนและการบริโภค จะสร้างความเสียหายอย่างยาวนานขึ้น 

“ความสูญเสียจะเฉลี่ยในรูปแบบต่างๆทั้งความแห้งแล้ง อุทกภัย คลื่นความร้อน พายุโซนร้อน สึนามิ และแผ่นดินไหว ทั้งหมดนี้สามารถคำนวนเป็นมูลค่าได้ราว  9.24 แสนล้านดอลลาร์ หรือ 2.9%ของจีดีพีแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กรณีที่อุณหภูมิโลกสูงขึ้น 1.5 องศา และความสูญเสียจะเพิ่มไปได้อีกราว 9.53แสนดอลลาร์ หรือ 3% ของจีดีพี หากอุณภูมิโลกสูงขึ้น 2 องศา และมีโอกาสแตะไปถึงระดับ 

9.8 แสนล้านดอลลาร์ – 1 ล้านล้านดอลลาร์  หรือ เลวร้ายสุดคือ  ฉุดจีดีพี 3.1% 

รายงานยังระบุอีกว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีผลคุกคามต่อความมั่นคงด้านอาหารอย่างมีนัยสำคัญ เพราะผลกระทบต่อภาคเกษตรและทำให้ความเหลื่อมล้ำยิ่งถ่างออกไปอีก ท่ามกลางสัดส่วนรายได้ของคนยากจนที่จะลดลงไป จากข้อมูลชี้ว่าเอเชียยังมีครัวเรือนถึง 67%ที่เผชิญความหิวโหย หรือ ราว 552 ล้านคน 

“การเกษตรรวมถึง การประมง ปศุสัตว์ และยังข้ามไปสู่ภาคเศรษฐกิจอื่นๆของระบบการทำการเกษตร ตั้งแต่ข้าวและข้าวสาลี ซึ่งภูมิภาคนี้เป็นแหล่งผลิต และเผชิญอุณหภูมิที่ร้อนขึ้นจะทำให้ความมั่่นคงด้านน้ำลดลง ผลผลิตต่อไร่ลดลง และราคาอาหารจะสูงขึ้นในที่สุด ” 

รายงาน ระบุถึงผลกระทบด้าน“พลังงาน” ซึ่งสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงมีผลต่อปริมาณน้ำ ทั้งแบบที่“น้อยลงมาก”และ“มากเกินไป” ทำให้โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อน  (Thermal power plants) ซึ่งใช้น้ำหล่อเย็นต้องเผชิญความเสี่ยงต่างๆที่เขื่อนเกือบทุกแห่งกังวลอยู่

“ข้อมูลอ้างอิงจากIEA [ องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency] ระบุว่าหากอุณภูมิโลกเพิ่มขึ้น 1.5 องศา ประสิทธิภาพพลังงานน้ำในเอเชียและแปซิฟิกจะลดลง3.9% แต่หากอุณภูมิเพิ่มขึ้น 2 องศา ประสิทธิภาพจะลดลง 5%

โลกร้อนขึ้น 1.5 องศา ฉุดแรง จีดีพี 2.9% พลังงาน-อาหาร-เกษตรเสี่ยงสูงสูญเสีย

พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า  ในประเทศไทยนั้นมีสิ่งที่น่ากังวลอยู่พอสมควรอย่าง น้ำท่วมจะมากขึ้น หรือ พื้นที่ที่ฝนไม่ตกก็จะยิ่งแล้งมากขึ้น ซึ่งประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพมากแหล่งหนึ่งของโลก หากเกิดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพในพืชและสัตว์ ทั้งทางบกและทางทะเลก็มีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นที่จะเผชิญภัยธรรมชาติ

“ต้องร่วมมือกันทุกประเทศในการลดก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ตามที่ทุกประเทศได้ประกาศไว้ถือเป็นทางรอดทางเดียวที่จะบรรเทาให้เบาบางลงได้”

ในส่วนเอเชียแปซิฟิกจะได้รับผลกระทบมากกว่าภูมิภาคอื่นรวมถึงอาเซียน โดยคาดว่าประชากรในเมืองจะได้รับผลกระทบจาก เกราะความร้อนรุนแรงมากขึ้นและมีวันที่อากาศร้อน30 วันต่อปี อย่างในเมืองใหญ่ เช่น โตเกียว กรุงเทพ คนที่มีความพร้อมน้อยจะได้รับผลกระทบมากสุด

จากข้อมูลรายงานและความเห็นของผู้เชี่ยวชาญกำลังชี้ว่า ทฤษฎี“ผีเสื้อขยับปีก” เหมือนปัญหาอุณภูมิโลกสูงขึ้น เพราะผลกระทบที่รุนแรง บานปลาย และยาวนาน กำลังตั้งคำถามกับทุกคนในโลกว่า “จะไม่ทำอะไรเลยหรือเพื่อสกัดไม่ให้โลกเราร้อนขึ้น”

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ซีพีเอฟ พัฒนาไข่ไก่สด ขึ้นทะเบียน “ฉลากลดโลกร้อน” “คาร์บอนนิวทรัล” รายแรกของภูมิภาคเอเชีย เดินหน้าส่งเสริมผู้บริโภคได้รับประทาน ไข่ไก่” สด แบรนด์ CP และไข่ไก่ Cage Free ที่ได้มากกว่าคุณค่าโภชนาการ โปรตีนสูง มีส่วนร่วมดูแลสิ่งแวดล้อม ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

นายสมคิด วรรณลุกขี ผู้อำนวยการใหญ่ ธุรกิจไก่ไข่ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ซีพีเอฟ ให้ความสำคัญกับการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ (Low Carbon Products) เพื่อร่วมลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากผลิตภัณฑ์อาหารของบริษัทฯ รวมถึง “ไข่ไก่” ที่ ซีพีเอฟได้ดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของผลิตภัณฑ์ไข่ไก่อย่างต่อเนื่องให้เหลือน้อยที่สุดผ่านโครงการต่างๆ เช่น การใช้สายพานลำเลียงไข่อัตโนมัติ การลดการสูญเสียไข่ไก่ (Food Loss) ตามแนวทางขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO)  

ไข่ไก่ ซีพีเอฟ ติด “ฉลากคาร์บอนนิวทรัล” รายแรกของภูมิภาคเอเชีย

ไข่ไก่ ซีพีเอฟ ติด “ฉลากคาร์บอนนิวทรัล” รายแรกของภูมิภาคเอเชีย

ไข่ไก่ ซีพีเอฟ ติด “ฉลากคาร์บอนนิวทรัล” รายแรกของภูมิภาคเอเชีย

รวมถึงการนำของเสียจากเปลือกไข่ไปใช้ประโยชน์ และการใช้พลังงานทางเลือก เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานชีวมวลจากระบบบำบัดน้ำเสีย เป็นต้น จากความพยายามดังกล่าวส่งผลให้ในปีที่ผ่านมา ไข่ไก่สดปลอดสาร และไข่ไก่เคจฟรี 23 รายการ ของซีพีเอฟ ได้รับรอง “ฉลากลดโลกร้อน” และอีก 2 รายการ ได้รับรองฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ จากอบก. และเมื่อเร็วๆ นี้ อบก. ขึ้นทะเบียน “ฉลากคาร์บอนนิวทรัล” กับ ผลิตภัณฑ์ไข่ไก่ Cage Free แบรนด์ยูฟาร์ม (U Farm) ในขนาดบรรจุ 2 รายการ ประกอบด้วยขนาด 4 ฟอง/แพ็ค และขนาด 10 ฟอง/แพ็ค นับเป็นไข่ไก่เคจฟรีปลอดคาร์บอนรายแรกของไทย และภูมิภาคเอเชีย  

“ไข่ไก่เคจฟรี ฉลากคาร์บอนิวทรัล หรือ ไข่ไก่ Cage Free ปลอดคาร์บอน เป็นอีกทางเลือกให้คนไทยได้บริโภคอาหารโปรตีนคุณภาพสูง ดีต่อสุขภาพ ดีต่อใจเพราะไข่ไก่เคจฟรี คุณภาพสูง สะอาด ปลอดภัย และช่วยลดโลกร้อน จากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ สนับสนุนผู้บริโภคมีส่วนร่วมจัดการปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก” นายสมคิดกล่าว

ไข่ไก่เคจฟรี (คาร์บอนนิวทรัล) มีการจัดหาคาร์บอนเครดิตมาชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกส่วนที่เหลือซึ่งเกิดจากกระบวนการผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทานจนถึงการกำจัดซากบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของผลิตภัณฑ์เท่ากับศูนย์ ส่วนผลิตภัณฑ์ไข่ไก่สดที่ได้รับฉลากลดโลกร้อน ของซีพีเอฟ มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของไข่ไก่ทั่วไปถึงร้อยละ 30 และปีที่ผ่านมาสามารถช่วยลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 617,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

นอกจากนี้ ไข่ไก่ Cage Free ยังมาจากแม่ไก่อารมณ์ดี สายพันธุ์คัดพิเศษ เลี้ยงแบบปล่อยอิสระ หรือ แบบไม่ใช้กรงในโรงเรือนระบบปิดตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ขั้นสูง ได้รับมาตรฐานกรมปศุสัตว์ และมาตรฐานสากล ใช้ระบบอัตโนมัติในการควบคุมสภาพแวดล้อมการเลี้ยงสัตว์ รวมถึงระบบสายพานลำเลียงไข่จากจุดวางไข่ไปยังห้องเก็บไข่ มีระบบความปลอดภัยทางชีวภาพสูง เลี้ยงด้วยอาหารที่ผลิตจากธัญพืชเสริมด้วยโปรไบโอติก ช่วยให้แม่ไก่อยู่อย่างสุขสบาย อารมณ์ดีไม่เครียด แข็งแรง ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะตลอดการเลี้ยง “ไข่ไก่เคจฟรี” แบรนด์ยูฟาร์ม จึงสะอาด ปลอดภัย มีความสดกว่าไข่ไก่ทั่วไป ไม่มีกลิ่นคาว ไข่แดงมีสีส้มสด นูนสวย 

นอกจากนี้ ไข่ไก่เคจฟรี ยังใช้บรรจุภัณฑ์กระดาษที่ใช้วัสดุรีไซเคิล 100% คำนึงถึงการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดและลดปัญหาขยะจากบรรจุภัณฑ์อีกด้วย

ทั้งนี้ ซีพีเอฟ ยังเดินหน้าหาแนวทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิตไข่ไก่อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ การส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือกในกระบวนการผลิตเพิ่มเติม เช่น การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานชีวมวลผลิตไบโอแก๊สจากมูลไก่เป็นกระแสไฟฟ้าใช้ในฟาร์ม และตั้งเป้าพัฒนาฟาร์มไก่ไข่ต้นแบบที่ใช้พลังงานหมุนเวียน 100% 

ปัจจุบัน ซีพีเอฟ มี 818 ผลิตภัณฑ์ที่มีการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐานสากล โดยกว่า 56 ผลิตภัณฑ์ จัดเป็นผลิตภัณฑ์ได้รับ “ฉลากลดโลกร้อน” และมีไข่ไก่ 2 รายการเป็นสินค้าปลอดคาร์บอน ซึ่งเป็นการสนับสนุนเป้าหมายในปี 2573 ร้อยละ 40 ของรายได้บริษัทฯ มาจากผลิตภัณฑ์สีเขียว (CPF Green Revenue)

Source : กรุงเทพธุรกิจ