SSC SC-01 โรดสเตอร์ขุมพลังไฟฟ้าที่ได้รับการสนับสนุนโดย Xiaomi เตรียมเปิดตัวผลิตอย่างเป็นทางการ ซึ่งได้เผยราคาคร่าวๆมาอยู่ที่ 1.48 ล้านบาท พร้อมกับสเปควิ่งไกลสุดถึง 520 กม. รถคันนี้จะน่าสนใจยังไงมาดูกัน

SSC SC-01 แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าน้องใหม่ที่มีทาง Xiaomi เข้ามาร่วมลงทุนด้วย ซึ่งล่าสุดได้เปิดตัวเจ้า SC-01 โรดสเตอร์ไฟฟ้ารุ่นแรก โดยขณะนี้ได้ออกจากสายการผลิตในจีนเป็นที่เรียบร้อยและจะเปิดจำหน่ายในจีนภายในปีนี้ 

Credit : CarNewsChina
Credit : CarNewsChinaแบรนด์

SSC ย่อมาจาก Small Sports Car ซึ่งบริษัทนี้ได้เปิดตัวมาในเดือนกันยายน ปี 2022 ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นสตาร์ทอัปแต่งเกี่ยวกับการแต่งรถยนต์ที่มีช่องยูทูป China Car Custom และทาง Xiaomi ก็ได้เข้ามาลงทุนในบริษัทนี้ตั้งแต่ปี 2018 เรามาดูกันว่า SSC SC-01 จะน่าสนใจแค่ไหน เชื่อว่าต้องดีแน่นอนเพราะมาจากสำนักแต่งรถยนต์ชื่อดังของจีนเลยทีเดียว

SC-01 ถือเป็นโรดสเตอร์ไฟฟ้ารุ่นแรกของแบรนด์ โดยล่าสุดทางบริษัทได้ผลิตรถเป็นสีขาวคันแรก โดยได้เผยราคาพรีเซลล์อยู่ที่ 300,000 หยวน หรือประมาณ 1.48 ล้านบาท และจะเริ่มจำหน่ายในจีน ภายในปี 2024 นี้ เรามาดูสเปคกันว่าจะน่าสนใจแค่ไหนกับราคานี้

Credit : CarNewsChina
Credit : CarNewsChina

สเปค SSC SC-01

ขนาดตัวรถ 4,105 x 1,830 x 1,160 มม. ระยะฐานล้อ 2,500 มม. น้ำหนักรถ 1,370 กก.  SSC SC-01 มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว กำลังรวมสูงสุด 320 kW หรือ 425 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 560 นิวตันเมตร ชุดแบตเตอรี่แบบ NMC ความจุ 60 kWh ระยะทางที่วิ่งได้ต่อการชาร์จ 520 กม. (มาตรฐาน CLTC) รองรับการชาร์จจาก 30-80% ในเวลา 25 นาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. เพียง 3.5 วินาที โดยตัวมอเตอร์ของรถคันนี้จะมีการใช้เทคโนโลยีการจัดการระบายความร้อนแบบ Active ซึ่งจะเป็นระบบระบายความร้อนแบบเดียวกันกับระบบระบายความร้อนแบตเตอรี่ 

Credit : CarNewsChina
Credit : CarNewsChina

โครงสร้างตัวรถเลือกใช้แบบ Chromium-molybdenum steel tube เพื่อให้ได้น้ำหนักที่เบาเป็นพิเศษ ส่วนตัวแบตเตอรี่จะอยู่ที่กลางตัวรถเพื่อให้ได้น้ำหนักรถที่เบา และเท่านั้นยังไม่พอ เรามาดูระบบเบรกที่เขาได้เคลมว่าดีกว่า Porsche 911 GT3 

Credit : CarNewsChina
Credit : CarNewsChinaSSC SC-01 

มาพร้อมคาลิปเปอร์เบรกสีเหลือง ด้านหน้า 6 พอต ด้านหลัง 4 พอต จับคู่กับจานเบรกขนาดใหญ่ 350 มม. ข้อต่อบังคับเลี้ยวทำจากวัสดุอลูมิเนียม นอกจากนี้ยังมีโช้คอัพในแนวนอนอีกด้วย พร้อมยาง Michelin Pilot Sport CUP 2 245/40 R18 เรียกได้ว่าความสปอร์ตจัดเต็มเลยก็ว่าได้

Credit : CarNewsChina
Credit : CarNewsChina

ดีไซน์ภายในของ SSC SC-01 ยังมาพร้อมกับแผงหน้าปัด LCD ขนาดใหญ่ และพวงมาลัยดีไซน์สปอร์ตแบบ 3 ก้าน ทรงท้ายตัด ส่วนคอนโซลหน้าจะไม่มีหน้าจอกลาง แต่มีปุ่มควบคุมระบบปรับอากาศแทน และเบาะที่นั่งมาในทรง Bucket Seat ซึ่งดูเหมือนจะเน้นความดิบ ใช้งานง่ายเหมือนกับรถสปอร์ตทั่วไป

อย่างไรก็ตามเราคงต้องรอดู SC-01 ออกมาเปิดสเปคและราคาอย่างเป็นทางการอีกครั้งในเร็วๆนี้ ซึ่งรถคันนี้จะมาเป็นคู่แข่งกับรถสปอร์ตไฟฟ้าอย่าง MG Cyberster หรือ Aion Hyper GT , Neta GT นั่นเอง ซึ่งรถพวกนี้อาจเข้ามาตีตลาดรถสปอร์ตในอนาคตด้วยราคาที่เข้าถึงง่ายกว่าและยังได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกแบบรถยนต์ไฟฟ้านั่นเอง

ที่มา : carnewschina

Source : Spring News

ความนิยมในการใช้โซลาร์เซลล์ผลิตพลังงานไฟฟ้านั้นมีอัตราการเติบโตที่สูงมาก โดยเฉพาะในยุคที่คนเริ่มหันมาใช้รถไฟฟ้า หลายๆ ท่านก็ทำการติดตั้งโซลาร์เซลล์ไว้ที่บ้าน สำหรับชาร์จรถไฟฟ้าไว้อีกด้วย ซึ่งในอนาคตเราคงจะได้เห็นโซลาร์เซลล์แบบใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพดีกว่าเดิม ราคาถูกลง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน สำหรับบทความในวันนี้ ทางทีมงานก็เอาข้อมูลงานวิจัยที่น่าสนใจเกี่ยวกับโซลาร์เซลล์มากฝากกัน เป็นโซลาร์เซลล์ออร์แกนิคทำจากเยื่อไม้

สำหรับโซลาร์เซลล์ออร์แกนิกทำจากเยื่อไม้นี้ เป็นผลงานจากนักวิจัยชาวสวีเดน Mats Fahlman ศาสตราจารย์ จากมหาวิทยาลัย Linköping และ KTH Royal Institute of Technology ได้ทำการคิดค้นและพัฒนานำวัสดุจากธรรมชาติมาใช้เป็นส่วนประกอบของแผงโซลาร์เซลล์ โดยใช้เยื่อไม้ในรูปแบบที่ไม่ผ่านการปรับแต่ง หรือที่เรียกว่า Kraft Lignin ที่ได้มาจากการสกัดโดยตรงจากไม้ในประกวนการผลิตกระดาษ และนำมาวิเคราะห์หาองค์ประกอบที่เหมาะสมที่สุดในการทำโซลลาร์เซลล์ ซึ่งจะนำมาในส่วนของชั้นการเคลื่อนที่อิเล็กตรอนที่เชื่อมกับแคโทดภายในเซลล์

ทั้งนี้เป้าหมายในการวิจัยครั้งนี้ ก็เป็นการสร้างแผงโซลลาร์เซลล์ที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ราคาถูกลง และยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งการเลือกใช้เยื่อไม้ ซึ่งเป็นวัสดุจากธรรมชาตินั้น เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของการผลิตโซลลาร์เซลล์ที่แต่เดิมจะต้องใช้ส่วนประกอบที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากมาย และวัสดุเหล่านี้มักผลิตจากพลาสติกหรือพอลิเมอร์ที่ได้จากน้ำมัน แถมยังมีต้นทุนในการผลิตที่สูงกว่าวัสดุธรรมชาติอีกด้วย

ประโยชน์ของโซลาร์เซลล์ออร์แกนิคที่ใช้ Lignin (ไลกนิน)

  • Kraft Lignin จากไม้ สามารถใช้สร้างชั้นอิเล็กโตรดแคโทดในเซลล์แสงอาทิตย์อินทรีย์
  • เซลล์แสงอาทิตย์ที่ใช้ Kraft Lignin มีความเสถียรมากขึ้น
  • มิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปลอดภัย ทนทาน และราคาประหยัด
  • เทคโนโลยีนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่มีศักยภาพในการผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • ลดการใช้พลังงานและสารเคมีในการผลิตเซลล์แสงอาทิตย์
  • เพิ่มทางเลือกใหม่สำหรับแหล่งพลังงานหมุนเวียน

Lignin (ไลกนิน) คืออะไร

เรามาทำความรู้จัก Lignin (ไลกนิน) กันสักเล็กน้อย ก่อนดีกว่า จะได้เข้าใจถึงภาพรวมในเรื่องของวัสดุที่นำมาใช้กับโซลาร์เซลล์ออร์แกนิค ไลกนินเป็นพอลิเมอร์อินทรีย์ที่มีความซับซ้อนซึ่งเป็นหนึ่งในองค์ประกอบหลักของผนังเซลล์พืช และเป็นหนึ่งในสารอินทรีย์ที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในโลก รองจากเซลลูโลส พบในไม้และพืชล้มลุกในปริมาณมาก และยังพบในสาหร่ายบางชนิดอีกด้วย ไลกนินประกอบด้วยโมโนเมอร์ต่างๆ มากมาย โมโนเมอร์เหล่านี้เชื่อมโยงกันด้วยพันธะเคมีต่างๆ เพื่อสร้างโครงสร้างที่ซับซ้อน โครงสร้างนี้ทำให้ไลกนินมีความทนทานต่อการย่อยสลายทางชีวภาพ นอกจากนี้ยังทำหน้าที่ให้โครงสร้างและความแข็งแรงแก่พืช ช่วยให้พืชยืนตรงและต้านทานแรงลมและสภาพอากาศอื่นๆ และยังช่วยป้องกันพืชจากโรคและแมลง

ไลกนินมีการใช้งานหลายอย่าง สามารถใช้ทำกระดาษ กระดาษแข็ง และวัสดุอื่นๆ นอกจากนี้ยังใช้ในการผลิตสารเคมี เช่น สารเติมแต่งพลาสติกและสารเพิ่มประสิทธิภาพในการเจาะน้ำมัน ไลกนินเป็นทรัพยากรหมุนเวียน สามารถปลูกและเก็บเกี่ยวได้จากพืช ไลกนินเป็นสารที่มีศักยภาพมากมาย สามารถใช้เพื่อผลิตผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากมายและเป็นทรัพยากรหมุนเวียน นี่เป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญเหนือวัสดุที่ไม่หมุนเวียน เช่น ปิโตรเลียม

ในอนาคตคาดว่าจะมีการวิจัยโซลาร์เซลล์ออร์แกนิค อย่างต่อเนื่อง และน่าจะได้รับความนิยมในที่สุด ด้วยข้อดีต่างๆ หลายประการ นอกจากนี้ด้วยต้นทุนที่ต่ำ น้ำหนักเบา มีความยืดหยุ่นสูง จะช่วยให้เกิดการใช้งานที่มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น ทั้งการใช้งานภายในบ้าน การใช้งานกับอาคารขนาดต่างๆ รวมถึงอาจจะมีการนำไปใช้ติดกับเสื้อผ้าเพื่อจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์อิเลคทรอนิคส์ส่วนตัวได้อีกด้วย ซึ่งก็ถือว่ามีความน่าสนใจมากเลยทีเดียว และเราอาจจะได้เห็นผลิตภัณฑ์ไฮเทคใหม่ๆ ที่ได้นำโซลาร์เซลล์ออร์แกนิคมาประยุกต์ใช้อีกมากมาย

ข้อมูลอ้างอิง Linköping University

ฝ่ายธุรกิจสิ่งแวดล้อม ล็อกซเล่ย์จับปากกาเซ็นเอ็มโอยูกับ AEL เจ้าของเทคโนโลยีระบบบริหารจัดการขยะชั้นนำจากฮ่องกง ตั้งเป้านำนวัตกรรมเปลี่ยนเศษอาหารเป็นก๊าซชีวภาพ เข้ามาติดตั้งในไทยอย่างแพร่หลาย หวังบรรเทาปัญหาสิ่งแวดล้อมระยะยาว

นายพิเศษ ดิศวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ดูแลฝ่ายธุรกิจสิ่งแวดล้อม บริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) และ มร.จู๊ด เชาว์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท AEL (International Holdings) ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือด้านนวัตกรรมเปลี่ยนเศษอาหารเป็นพลังงานชีวมวล ก๊าซชีวภาพ และกากอาหารสัตว์ เพื่อขับเคลื่อนสิ่งแวดล้อมและชุมชนอย่างยั่งยืน

โดยมี นายภัทร พจน์พานิช  รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายธุรกิจเน็ตเวิร์คโซลูชั่นส์ บมจ.ล็อกซเล่ย์ และ มร.สตีฟ ชวง ประธานสมาพันธ์อุตสาหกรรมฮ่องกง (FHKI) ให้เกียรติเป็นสักขีพยานภายในงาน “Thai-Hong Kong Business Forum” จัดโดยสมาพันธ์อุตสาหกรรมฮ่องกง (FHKI) และสมาคมการค้าไทย-ฮ่องกง (THKTA) ณ โรงแรมเชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท

นายพิเศษเผยว่า บริษัทมองว่าขยะอาหาร (Food Waste) จากแหล่งต่างๆ อาทิ ฟู้ดคอร์ท ศูนย์อาหาร ร้านอาหารขนาดใหญ่ มีจำนวนมหาศาลในแต่ละวัน หากถูกนำไปกำจัดอย่างไม่เหมาะสม ย่อมส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว และเพื่อไม่ให้ขยะอาหารถูกทิ้งอย่างสูญเปล่า จึงนำมาสู่การผนึกความร่วมมือระหว่าง ล็อกซเล่ย์ และ AEL ในการวิจัยและพัฒนาด้านนวัตกรรมเปลี่ยนเศษอาหารเป็นพลังงานชีวมวล ก๊าซชีวภาพ และกากอาหารสัตว์ เพื่อช่วยลดการสูญเสียทรัพยากร ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม และชุมชนอย่างยั่งยืน

Source : กรุงเทพธุรกิจ

 สิ่งหนึ่งที่มีศักยภาพสูงคือ อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ ด้วยการก่อตั้ง Global Impact Coalition (GIC) ซึ่งเป็นบริษัท หรือเวที สำหรับการทำงานร่วมกัน และการทดลองเกี่ยวกับโซลูชันของคาร์บอนต่ำ GIC มีศักยภาพที่จะกลายเป็นแพลตฟอร์มสำหรับการสร้างพันธมิตร ส่งเสริมความร่วมมือที่แหวกแนว และเป็นหัวหอกในการพัฒนาโซลูชันผ่านโครงการภาคพื้นดินที่จับต้องได้ ซึ่งช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในวงจรมูลค่าในอนาคต

การแยกสารเคมีออกจากคาร์บอนเป็นสิ่งสำคัญในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการทำงานร่วมกันเป็นเครื่องมืออันทรงพลัง อุตสาหกรรมสร้างการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 2% ทั่วโลก แต่ใช้น้ำมัน 14% และ 8% ของก๊าซทั้งหมดเป็นวัตถุดิบตั้งต้น และเชื้อเพลิง ดังนั้นจึงเป็นหนึ่งในผู้บริโภคที่ใหญ่ที่สุดในการจัดหาคาร์บอนฟอสซิลสำหรับการใช้วัสดุ มันส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอื่นๆ ส่วนใหญ่เช่นกัน เนื่องจากมากกว่า 95% ของสินค้าที่ผลิตทั้งหมดเกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์เคมี อุตสาหกรรมดำเนินไปตามแนวทางสี่ประการในการลดการปล่อยคาร์บอน ได้แก่ การเปลี่ยนไปใช้ผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ ผลิตภัณฑ์หมุนเวียน วัสดุจากธรรมชาติทั้งหมด และวัสดุที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ

การเปลี่ยนรูปคาร์บอน (CO2 เป็น X) เกี่ยวข้องกับแนวคิดของการสังเคราะห์สารเคมีต่างๆ จากคาร์บอนไดออกไซด์ ไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำ และทรัพยากรหมุนเวียน ดังนั้นจึงเป็นการแทนที่เชื้อเพลิงฟอสซิลและแหล่งความร้อนแบบดั้งเดิม

กลยุทธ์นี้ใช้ประโยชน์ และมีส่วนช่วยในการดักจับ และกักเก็บคาร์บอน (CCS) ซึ่งหลายบริษัทมีเป็นเสาหลักสำคัญของโครงการความยั่งยืนอยู่แล้ว โดยพื้นฐานแล้ว สิ่งนี้นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงของการปล่อยก๊าซคาร์บอนให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นประโยชน์ ขณะเดียวกันก็เสริมสร้างความมุ่งมั่นของบริษัทในด้านความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

CO2 ถึง X เป็นแนวทางเสริม โครงสร้างพื้นฐานสำหรับการดักจับ และการขนส่ง คาร์บอน ช่วยสร้างการประหยัดจากขนาดสำหรับคาร์บอน ที่เป็นวัตถุดิบตั้งต้น ตัวอย่างเช่น ExxonMobil และ Mitsubishi Heavy Industries ร่วมมือกันใช้เทคโนโลยีดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของ Mitsubishi ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโซลูชัน CCS ระดับอุตสาหกรรมแบบครบวงจรของ Exxon Air Liquide, Fluxys เบลเยียม และท่าเรือ Antwerp-Bruges ได้รับรางวัลมูลค่า 145 ล้านยูโร จากสหภาพยุโรปสำหรับศูนย์กลางการส่งออกคาร์บอน ซึ่งจะรวบรวมและขนส่ง CO2 ผ่านเครือข่ายท่อส่งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ภายในพอร์ตที่เข้าถึงได้แบบเปิด

การเปลี่ยนแปลงของคาร์บอน  อยู่ในขั้นเริ่มต้นของการสร้างขนาดโดยการย้ายจากผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียมไปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีต้นทุนต่ำกว่า เทคโนโลยีดังกล่าวดึงดูดเงินทุนร่วมลงทุนเกือบ 700 ล้านดอลลาร์ในปี 2565 การระดมทุนร่วมลงทุนมีการเติบโตในอัตรา 47% ต่อปีตั้งแต่ปี 2561 ตามข้อมูลของ Pitchbook

มีรายชื่อกิจการร่วมค้า และความร่วมมือที่ประสบความสำเร็จเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ Cardyon ซึ่งเป็นสารตั้งต้นทางเคมีที่ใช้คาร์บอน ของ Covestro และวิธีการผลิตโพลีออลที่ใช้คาร์บอน ของ Econic ถูกนำมาใช้เพื่อผลิตโฟมโพลียูรีเทนที่ยั่งยืน Evonik ร่วมมือกับพันธมิตรหลายราย ได้เปิดตัวโครงการ PlasCO2 ซึ่งมีเป้าหมายที่จะใช้ คาร์บอนเป็นวัตถุดิบในการผลิตสารเคมี C4 Twelve สตาร์ตอัปที่ทำงานร่วมกับ Daimler และ Procter & Gamble เพื่อผลิตผลิตภัณฑ์ที่ใช้คาร์บอน เพิ่งประกาศการระดมทุน Series B มูลค่า 130 ล้านดอลลาร์เมื่อเร็วๆ นี้ และ Air Company ซึ่งเป็นสตาร์ตอัปอีกรายหนึ่งได้จำหน่ายวอดก้า และน้ำหอมที่มีคาร์บอนไดออกไซด์ รวมถึงผลิตภัณฑ์อื่นๆ

ความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องขึ้นอยู่กับบริษัท ทั้งสตาร์ตอัป และผู้เล่นที่จัดตั้งขึ้น การค้นหาจุดที่น่าสนใจในความสามารถด้านเทคโนโลยี รูปแบบการใช้งาน การวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ และความต้องการของตลาด พูดอย่างกว้างๆ เราคาดหวังว่าการรับเลี้ยงบุตรบุญธรรมจะเป็นไปตามเส้นโค้งรูปตัว L โดยเริ่มจากผลิตภัณฑ์ที่มีอัตรากำไรสูงซึ่งมีความต้องการพลังงานต่ำ และแพร่กระจายไปยังโมเลกุลที่ใช้กันอย่างแพร่หลายมากขึ้นเมื่อต้นทุนลดลง และเทคโนโลยีเติบโตเต็มที่

นี่เป็นอีกจุดที่กลุ่มเช่น GIC สามารถส่งผลกระทบในวงกว้างได้ ด้วยการรวมตัวกันของผู้เล่นรายใหญ่ในอุตสาหกรรม สตาร์ตอัปที่ผลักดันเทคโนโลยีใหม่ๆ และพันธมิตรในห่วงโซ่คุณค่าขั้นปลายน้ำ GIC สามารถอำนวยความสะดวกในการขยายขนาดของเทคโนโลยีการลดคาร์บอนแบบใหม่เหล่านี้ได้ ความร่วมมือ และการสร้างความร่วมมือในลักษณะนี้มีความสำคัญเนื่องจากอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์มีความหลากหลาย โดยผู้ผลิตปิโตรเคมีในยุโรป ตะวันออกกลาง และสหรัฐอเมริกาต่างดำเนินกลยุทธ์การลดคาร์บอนของตนเอง บริษัทเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษต่างก็มีข้อกังวลของตนเอง

การรวมพันธมิตรในห่วงโซ่คุณค่าจะมีความสำคัญ ผู้แปรรูป และผู้ใช้ปลายทางเผชิญกับแรงกดดันในการลดการปล่อยคาร์บอนของตนเอง และกำลังเรียกร้องทางเลือกที่มีคาร์บอนต่ำหรือไม่มีเลย การทำงานร่วมกัน เช่น GIC ถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับความมุ่งมั่นร่วมกันในการลงทุนขั้นต้น และการรับปริมาณขั้นปลาย ซึ่งสามารถสร้างการรับรู้ของตลาดที่แข็งแกร่งขึ้น และความก้าวหน้าของความมุ่งมั่นทางการตลาดสำหรับวัสดุที่เปลี่ยนรูปคาร์บอนได้อย่างยั่งยืน

Source : กรุงเทพธุรกิจ

บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ยืนยันพร้อมกลับมาผลิตก๊าซธรรมชาติในแหล่งเอราวัณให้ได้ตามสัญญา 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ภายในวันที่ 1 เม.ย. 2567 แน่นอน ระบุเร่งเจาะหลุมผลิตก๊าซฯ เพิ่มต่อเนื่องปีละ 300 หลุม เพื่อรักษาระดับปริมาณก๊าซฯ คาดใช้เงินลงทุน 800-900 ล้านเหรียญสหรัฐฯต่อปี

นายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่า ปตท.สผ. ยืนยันตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2567 นี้ กำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติจากพื้นที่อ่าวไทยในแหล่งเอราวัณ (G1/61) จะกลับมาผลิตได้ตามสัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) ที่ 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จากปัจจุบันที่ผลิตได้เพียง 400-450 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งตามสัญญาจะต้องผลิตก๊าซฯ 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เป็นเวลา 10 ปี โดยจะเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2567 นี้เป็นต้นไป  

ทั้งนี้ ปตท.สผ. วางแผนจะเพิ่มกำลังผลิตก๊าซฯ ขึ้นเป็น 550 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันในเดือน มี.ค. 2567 และคาดว่าช่วงปลายเดือน มี.ค. 2567 นี้ จะสามารถผลิตก๊าซฯ แตะ 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันได้ทันที เนื่องจากมีการเจาะหลุมผลิตใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยแต่เดิมแหล่งเอราวัณมีหลุมผลิตรวม 689 หลุม และ ปตท.สผ.ได้เจาะเพิ่มใหม่ 300 หลุม รวมแล้วมีหลุมทั้งสิ้น 989 หลุม ซึ่งการจะรักษากำลังการผลิตให้อยู่ในระดับ 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จะต้องเจาะหลุมผลิตให้ได้ปีละ 300 หลุม หรือต้องลงทุนประมาณ 800-900 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี ต่อเนื่องเป็นเวลา 10 ปี ตามสัญญา PSC โดยแต่ละหลุมจะสามารถผลิตก๊าซฯ ได้ประมาณ 2-3 ปี   

ส่วนแท่นผลิตก๊าซฯ นั้น แต่เดิม ปตท.สผ.ได้รับแท่นผลิตมาจากผู้รับสัมปทานรายเดิม 134 แท่น และได้ติดตั้งแท่นเพิ่มในภายหลังอีก 12 แท่น รวมเป็น 146 แท่น และจะมีการติดตั้งแท่นผลิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องต่อไป

สำหรับแหล่งผลิตก๊าซฯ จากอ่าวไทยในแหล่งบงกช ตามสัญญาจะต้องผลิตก๊าซฯ ให้ได้ 700 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน แต่เนื่องจากแหล่งเอราวัณยังไม่สามารถผลิตก๊าซฯ ได้เต็มจำนวนตามสัญญา ส่งผลให้ ปตท.สผ. ต้องเร่งผลิตก๊าซฯ จากแหล่งบงกชมาทดแทน โดยปัจจุบันแหล่งบงกช ผลิตก๊าซฯได้ 840 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน แต่คาดว่าจะผลิตลดลงเหลือ 750 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ในวันที่ 1 เม.ย. 2567 หรือในวันที่แหล่งเอราวัณกลับมาผลิตก๊าซฯ ได้ตามสัญญา 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน

อย่างไรก็ตามหลังจากแหล่งเอราวัณกลับมาผลิตก๊าซฯ ได้ตามสัญญาที่ 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จะส่งผลให้ไทยสามารถลดการพึ่งพาก๊าซฯ จากต่างประเทศลงได้ ประกอบกับราคาก๊าซฯ ที่จะนำไปรวมอยู่ใน Pool Gas ยังมีส่วนช่วยเฉลี่ยให้ราคาก๊าซฯ ถูกลงกว่าการซื้อจากต่างประเทศด้วย    

Source : Energy News Center