EP กดปุ่ม COD วินด์ฟาร์ม HL3 ขนาด 30 เมกะวัตต์ เป็นทางการ พร้อมบุ๊กรายได้ทันที คาดเดินเครื่องครบ 160 เมกะวัตต์ ภายใน Q2/ 2567 ดันผลประกอบการปี 67 เพิ่ม 900 ล้านบาท ยังไม่รวมคาร์บอนเครดิต

นายอารักษ์ ราษฎร์บริหาร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีสเทอร์น พาวเวอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ EP แจ้งตลาดหลักทรัพย์ กรณี EPVN W1 (HIK) Company Limited (“EPVN W1”) และ EPVN W2 (HK) Company Limited (“EPVN W2”) บริษัทย่อยทางอ้อมของ บริษัท อีเทอร์นิดี้ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) (“ETP”) ที่ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 100 และ บริษัทฯถือหุ้นใน ETP สัดส่วนร้อยละ 81.40 ได้เข้าลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม ณ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม จำนวน 4 โครงการ กำลังการผลิตรวม 160 เมกะวัตต์

โดย 2 โครงการ

  • คือ HI3 และ HL 4 กำลังการผลิตรวม 60 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่จังหวัดกว๋างจิ
  • และอีก 2 โครงการ ตั้งอยู่ที่จังหวัดยาไล กำลังการผลิตรวม 100 เมกะวัตต์ มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าเวียดนาม (“VietamElectricity’ หรือ “EVN”) ระยะเวลา 20 ปี 

EPVN W1 ได้รับหนังสือแจ้งจาก EVN เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2567 ให้โครงการ HL3 ขนาดกำลังการผลิต 30.00 เมกะวัตต์ เริ่มจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (Commercial Operating Date : COD) ให้การไฟฟ้าเวียดนาม โดยเริ่มนับวัน COD ตั้งแต่เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2566 ในอัตรารับซื้อไฟฟ้า (Feed in Tariff หรือ FIT) ระยะแรกที่ 1.587.12 ดองเวียดนามต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง และเริ่มรับรู้รายได้ของโครงการดังกล่าวตั้งแต่วันที่เริ่มจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์เปีนต้นไป  ส่วนโครงการที่เหลืออีก 3 โครงการ คาคว่าจะทยอย COD ตามลำดับ และบริษัทฯจะแจ้งให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศทราบต่อไป

เดินเครื่องครบ 160 MW Q2 ดันผลประกอบการปี 67 เกือบ 4 เท่า  

ขณะที่ นายยุทธ ชินสุภัคกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อีสเทอร์น พาวเวอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (EP) ระบุว่า จากที่การไฟฟ้าเวียดนาม (EVN) อนุมัติโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม HL3 กำลังผลิต 30 เมกะวัตต์ (MW) ในจังหวัดกว๋างจิ เชื่อมต่อสายส่งของโครงการเข้ากับสถานีไฟฟ้า Lao Bau 110KV และเดินเครื่องตัวกังหันลม Wind turbine เพื่อจ่ายไฟฟ้าให้กับระบบสายส่ง ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2566 นั้น

การไฟฟ้าเวียดนาม (EVN) ได้อนุมัติรับรองความถูกต้องของโครงการ และออกเอกสารรับรองวันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพณิชย์ (COD) ตั้งแต่ 30 ธ.ค. 2566 ครบถ้วนแล้วโดยบริษัทฯ จะสามารถรับรู้รายได้ในทันที โดยโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม HL3 ปี 2567 รายได้ประมาณ 220 ล้านบาท 

นอกจากนี้ยังคาดว่าโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมที่ลงทุนทั้งหมดในเวียดนามกำลังการผลิตรวม 160 MW จะสามารถ COD ครบภายในไตรมาส 2/2567 ภายในเดือนมีนาคม-เมษายน ทำให้บริษัทฯ มั่นใจว่าจะสนับสนุนให้รายได้รวมปี 2567 กลับมาเติบโตได้เกือบ 4 เท่าจากปี 2566 หรือเพิ่มขึ้น 900 ล้านบาท ยังไม่รวม Carbon Credit ประมาณ 75 ล้านบาท 

“หลังโรงไฟฟ้าพลังงานลมโครงการ HL3 ดำเนินการจ่ายไฟฟ้าให้กับทาง EVN อย่างเป็นทางการ และมีการกำหนดวัน COD  เรียบร้อยแล้ว คาดว่าโครงการ ที่เหลือจะใช้เวลาอีกไม่นาน โดยโครงการในจังหวัดยาไลกำลังการผลิตรวม 100 เมกะวัตต์ จะสามารถกำหนดวัน COD ได้ภายในไตรมาส1/2567 ประมาณเดือนมีนาคม และโครงการ HL4 กำลังการผลิต 30 เมกะวัตต์ จะสามารถกำหนดวัน COD ได้ภายในไตรมาส2/2567 อย่างแน่นอน”.

Source : ฐานเศรษฐกิจ

พลังงานสะอาดที่เราสามารถนำมาใช้ผลิตไฟฟ้านั้นมีมากมาย ที่เราน่าจะคุ้นเคยกันมากที่สุด ก็น่าจะเป็น แสงอาทิตย์ ลม และน้ำ แต่หลายคนยังไม่ทราบว่า เราสามารถผลิตไฟฟ้าจากคลื่นทะเลได้อีกด้วย บทความนี้จะพาทุกท่าน ไปเรียนรู้เกี่ยวกับการนำคลื่นทะเลมาผลิตเป็นไฟฟ้า

การผลิตไฟฟ้าจากคลื่นทะเล ได้มีการคิดค้นและวิจัยกันในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ออสเตรเลีย ประเทศในยุโรป อเมริกา และอิสราเอล ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะนำมาเป็นพลังงานทดแทนเพื่อใช้ภายในประเทศนั่นเอง สำหรับประเทศไทยนั้น ก็ต้องบอกว่า มีการศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีอยู่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของภาครัฐมีการร่วมมือกับภาคเอกชน ศึกษาศักยภาพ ทดสอบเทคโนโลยี พัฒนาต้นแบบ และติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากคลื่นทะเลขนาดเล็กเพื่อศึกษาผลลัพธ์ ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีการผลิตไฟฟ้าจากคลื่นทะเลในเชิงพาณิชย์

ความเป็นมาของการผลิตไฟฟ้าจากคลื่นทะเล

สำหรับการผลิตไฟฟ้าจะคลื่นทะเลนั้น เริ่มต้นในปี ค.ศ. 1799 โดยฟีแอรร์ ซิมอง ฌิราร์ ได้มีการคิดค้นวิธีการในการเปลี่ยนแปลงคลื่นทะเลให้เป็นไฟฟ้า และในปีเดียวกันนั้นก็ได้ทำการจดลิขสิทธิ์เอาไว้เรียบร้อย ต่อมาได้มีวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์ท่านอื่นๆ ได้มีการพัฒนาต่อยอดเครื่องผลิตไฟฟ้าจากคลื่นทะเล ซึ่งจะมีอุปกรณ์หลักๆ ได้แค่ เครื่องสูบน้ำ ระบบท่อกันน้ำ ท่อเชื่อมกับชายฝั่ง กังหังไฟฟ้าพลังน้ำ กังหันลม และเครื่องกำเนินไฟฟ้า โดยจะมีการติดตั้งตามชายฝั่ง หรือไม่ก็บริเวณใกล้ชายฝั่ง และกลางทะเล

รูปจาก : researchgate.net

หนึ่งในหัวใจสำคัญของเครื่องผลิตไฟฟ้าจากคลื่นทะเลนั่นก็คือ Piezoelectric device เป็นอุปกรณ์ที่จะแปลงพลังงานเชิงกลมาเป็นพลังงานไฟฟ้าเพื่อเก็บไฟฟ้าที่ได้คลื่นทะเล โดยพลังงานเชิงกลนี้ ก็จะได้มาในหลายรูปแบบ ก็ขอยกตัวอย่างกัน 2 แบบ เริ่มจาก การใช้อุปกรณ์ที่มีชื่อว่า Sea carpet ที่มีการออกแบบมาเป็นแผ่นยางที่มีความยืนหยุ่นคล้ายคลื่นใต้แผ่นยางก็ได้มีการติดตั้งลูกสูบเอาไว้เมื่อมีคลื่นก็จะมีการเคลื่อนที่ซึ่งจะเป็นพลังงานเชิงกล จากนั้นก็จะมีการแปลงไปเป็นไฟฟ้าอีกที

นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์ในแบบอื่นๆ อีก เช่น Pelamis Wave Power แบบนี้จะเป็นท่อลอยลักษณะยาว ประมาณ 120 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4 เมตร ประกอบด้วยทุ่นกลวงเชื่อมต่อกัน 15 ส่วน ลอยอยู่บนผิวน้ำ ห่างจากชายฝั่ง 2 – 10 กิโลเมตร คลื่นทะเลจะทำให้ทุ่นของ Pelamis ขยับขึ้นลง การเคลื่อนที่ของทุ่น จะส่งกำลังผ่านระบบไฮดรอลิกไปยังเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เพื่อทำการผลิตไฟฟ้านั่นเอง ทั้งหมดนี้ก็เป็นที่มาที่ไปของการผลิตไฟฟ้าจากคลื่นทะเล และเป็นตัวอย่างของการคิดค้นการผลิตไฟฟ้าจากคลื่นทะเลเบื้องต้น โดยรวมๆ แล้วก็จะเป็นการคิดค้นวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ที่สามารถขยับ หรือเคลื่อนที่ได้ โดยอาศัยแรงจากคลื่นทะเล ซึ่งจะเป็นพลังงานเชิงกลนั่นเอง จากนั้นก็จะมีการใช้อุปกรณ์เพื่อแปลงพลังงานเชิงกลมาเป็นพลังงานไฟฟ้าอีกที แล้วก็มีการส่งต่อพลังงงานไฟฟ้าไปยังฝั่งเพื่อทำการจัดเก็บ หรือนำไปใช้ต่อไป

รูปจาก : researchgate.net

ผลิตไฟฟ้าจากคลื่นทะเลมีวิธีไหนบ้าง

  • โรงไฟฟ้าจากน้ำขึ้นน้ำลง : อาศัยหลักการกักเก็บน้ำทะเลไว้ในเขื่อน เมื่อน้ำขึ้น น้ำทะเลจะไหลเข้าเขื่อน ทำให้กังหันหมุน และผลิตไฟฟ้า เมื่อน้ำลง น้ำทะเลในเขื่อนจะไหลออก สร้างกระแสไฟฟ้าอีกครั้ง
  • กังหันใต้น้ำ : ติดตั้งกังหันใต้น้ำ คล้ายกับกังหันลมบนบก เมื่อคลื่นทะเลเคลื่อนที่ กังหันจะหมุนและผลิตไฟฟ้า วิธีนี้ค่อนข้างได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีต้นทุนที่ค่อนข้างถูก
  • ทุ่นลอยน้ำ : ติดตั้งทุ่นลอยน้ำบนผิวน้ำ เมื่อคลื่นทะเลซัด ทุ่นจะเคลื่อนที่ขึ้นลง แรงดันจากทุ่นจะถูกแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้า
  • ระบบไฮดรอลิก : อาศัยแรงดันจากคลื่นทะเล ดันน้ำมันไฮดรอลิก ขับเคลื่อนเครื่องกำเนิดไฟฟ้า
  • ระบบอากาศอัด : คลื่นทะเลจะอัดอากาศเข้าถังเก็บ แรงดันอากาศจะถูกนำไปขับเคลื่อนเครื่องกำเนิดไฟฟ้า

ในปัจจุบันเราสามารถแบ่งประเภทของการผลิตไฟฟ้าจากคลื่นทะเลได้หลักๆ อยู่ 2 รูปแบบด้วยกันคือ

  • Focusing Device, Wave Surge เป็นการใช้คลื่นเพื่อทำให้เกิดแรงดันน้ำไปเก็บกักไว้ก่อน จากนั้นก็จะมีการปล่อยน้ำให้ไหลผ่านเครื่องผลิตไฟฟ้า ซึ่งแบบนี้มักจะมีการติดตั้งในบริเวณที่เป็นช่องแคบตามธรรมชาติ หรือช่องที่มีการสร้างขึ้นโดยเฉพาะ
  • Oscillating Water Column เป็นวิธีการที่คลื่นมีการเคลื่อนที่ผ่านเครื่องที่ทำให้เกิดแรงดันอากาศเพื่อไปหมุนกังหันเพื่อผลิตไฟฟ้า และเมื่อคลื่นมีการลดความแรงลง ตัวกังหันก็จะมีการหมุนกลับทำให้มีการหมุนเกิดขึ้นอีกรอบ ซึ่งวิธีนี้จะได้ผลดีมากสำหรับบริเวณที่มีคลื่นทะเลที่ค่อนข้างแรง

ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็นวิธีการที่ใช้กันในปัจจุบัน ซึ่งแน่นอนว่าอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้านั้นจะต้องมีการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง เพราะน้ำทะเลมีความสามารถในการกัดกร่อนอุปกรณ์ต่างๆ ในระดับที่สูง รวมถึงความรุนแรงจากคลื่นในทะเลที่มีมาก ทั้งคลื่นในน้ำ และแรงลม อาจจะทำให้อุปกรณ์ต่างๆ เกิดความเสียหายได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าจากคลื่นทะเล ที่มีต้นทุนสูงกว่าการผลิตไฟฟ้าในแบบอื่นๆ นั่นเอง

การผลิตไฟฟ้าจากคลื่นทะเลในประเทศไทย

ในประเทศไทยของเรามีการศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีอยู่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของภาครัฐมีการร่วมมือกับภาคเอกชน เพื่อทำการวิจัย และศึกษาข้อมูล ยังไม่ได้มีการนำมาใช้แต่อย่างใด โดยข้อมูลเรื่องนี้ ก็พบว่าในประเทศไทย มีชายฝั่งด้านอ่าวไทยที่มีความยาวมากถึง 1,660 กิโลเมตร มีความหนาแน่นของคลื่นอยู่ที่ 10 – 20 กิโลวัตต์ต่อเมตรเท่านั้น ซึ่งถือว่ายังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอต่อการผลิตไฟฟ้าจากคลื่นทะเล โดยปกติค่าที่เหมาะสมนั้นควรจะอยู่ที่ 40 – 60 กิโลวัตต์ต่อเมตร หรือถ้าจะให้ดีที่สุดควรจะอยู่ที่ 60 – 70 กิโลวัตต์ต่อเมตร อธิบายง่ายๆ ว่า คลื่นยังมีไม่มาก และไม่แรงพอที่จะคุ้มค่าในการผลิตกระแสไฟฟ้านั่นเอง และถ้าจะผลิตจริง แบบที่เหมาะสมมากที่สุดก็น่าจะเป็นแบบกังหันน้ำ ส่วนแบบอื่นๆ นั้นไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่ เพราะจะมีต้นทุนที่สูง และไม่คุ้มค่ากับไฟฟ้าที่จะได้กลับมา ซึ่งดูจากข้อมูลส่วนนี้แล้ว ต้องบอกว่าในประเทศไทยนั้นอาจจะเกิดได้ค่อนข้างยาก เพราะต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าจากคลื่นทะเลนั้นค่อนข้างสูงมากทั้งอุปกรณ์ที่ใช้ ความหนาแน่นของคลื่นที่เหมาะสม และค่าซ่อมบำรุงที่สูง นอกจากนี้ยังต้องมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าสำหรับรับไฟฟ้าที่ได้จากการผลิตไว้บริเวณชายฝั่งอีกด้วย

ความหนาแน่นอนของคลื่นทะเล บริเวณทะเลของไทยจะเป็นสีม่วง รูปจาก : researchgate.net

บทสรุป

การผลิตไฟฟ้าจากคลื่นทะเลก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ซึ่งอาจจะไม่ได้เหมาะกับทุกประเทศที่มีทะเล เพราะมีปัจจัยอื่นๆ มาเกี่ยวข้องด้วยทั้งในเรื่องของความหนาแน่นของคลื่น ความแรงของคลื่น งบประมาณในการลงทุน การสนับสนุนจากภาครัฐ ซึ่งในหลายๆ ประเทศที่มีความเหมาะสม ก็คงจะเริ่มมีการนำไปใช้กันในเร็วๆ นี้ ส่วนประเทศที่มีข้อจำกัดต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องของงบประมาณ ก็คงต้องรอให้อุปกรณ์ต่างๆ มีราคาที่ถูกลงในระดับที่เกิดความคุ้มค่าในการผลิตไฟฟ้าต่อไป ทั้งหมดนี้ก็เป็นข้อมูลของการผลิตไฟฟ้าจากคลื่นทะเล

Photo : Freepik

“พลังงาน” ย้ำชัด เดินหน้าลดโลกร้อนสู่เป้า Net Zero เร่งลดสัดส่วนฟอสซิล เพิ่มพลังงานสะอาด ลุยนโยบายสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ภายใต้ราคาที่เป็นธรรม ควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อม

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การกีดกันทางการค้า สร้างความมั่นคงด้านพลังงาน รักษาระดับราคา และดูแลสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน ทั้งหมด คือพันธกิจเร่งด่วนที่กระทรวงพลังงานต้องเร่งทำ และสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับผู้ประกอบการในภาคธุรกิจ “นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ” ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวบนเวทีผู้นำ “Climate Action Leaders Forum รุ่น 3” หรือ CAL Forum #3 ครั้งที่ 1 ว่า ทิศทางและนโยบายพลังงาน ภาคพลังงานถือเป็นตัวใหญ่ที่ทำให้เกิดสภาวะโลกร้อนโดยที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณสูง ซึ่งในช่วงที่ผ่านมามีการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะด้านไฟฟ้า

โดยสถิติการใช้ไฟปี 2566 สูงมากกว่า 2 แสนเมกะวัตต์ อาจจะเพราะอากาศร้อนโดยเฉพาะช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค. มียอดใช้ไฟฟ้าพีคที่ 34,827 เมกะวัตต์ สูงที่สุดในช่วงเวลากลางคืน จากปกติที่พีคอยู่ระดับ 3.3. หมื่นเมกะวัตต์ มากกว่าปี 2565 ถึง 5% ที่ผ่านมาสูงแค่ 2% อาจเพราะมีการขยายเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ภาคอุตสาหกรรมได้มีการผลิตเริ่มกระบวนการผลิตต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง ผนวกกับการใช้ไฟภาคประชาชนที่อยู่อาศัยมีจำนวนมากขึ้น จากการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งชาร์จไฟในเวลากลางคืนส่งผลให้ประชาชนทั่วไปใช้ไฟเพิ่มขึ้น 7% ส่วนภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น 8% ส่วนหนึ่งมาจากธุรกิจโรงแรม ที่ภาคท่องเที่ยวมีการเติบโต

ทั้งนี้จากปัญหาโควิด และโลกร้อน ทำให้เกิดเหตุการต่างๆ มากมาย กระทรวงพลังงานเห็นว่าโลกมีการตื่นตัว โดยพบว่ามีปัจจัยหลายอย่างที่จะช่วยได้เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่เป็นต้นเหตุของโลกร้อน เช่น การใช้พลังงานสะอาดในรูปแบบต่างๆ ที่ค่าใช้จ่ายและเทคโนโลยีเริ่มถูกลง ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม เป็นต้น ที่ช่วงแรกไม่มีใครกล้าลงทุน เช่น การทำโซลาร์ฟาร์ม 1 แห่ง ต้องใช้เงินลงทุนถึง 130 ล้านบาท ซึ่งตอนนี้อยู่ระดับ 15-20 ล้านบาท

นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีที่ถือเป็นเทรนด์อนาคต คือ พลังงานไฮโดรเจน และเทคโนโลยี CCS ที่จะเข้ามาทดแทน ซึ่งปัจจุบันยังแพงโดยแผนพลังงานชาติ ฉบับใหม่จะผสมผสานนำเอาไฮโดรเจนเข้าลงท่อก๊าซในโครงการนำร่องพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ในขณะที่เทคโนโลยี CCS ได้สำรวจแหล่งผลิตปิโตรเลียมที่แหล่งอาทิตย์ และแม่เมาะ ราว 40 ล้านตัน แม้ปัจจุบันจะพยายามลดสัดส่วนฟอสซิลในน้ำมัน โดยผสมเอทานอล หรือไบโอดีเซลระดับ 7-10% ซึ่งยังถือว่าน้อยมาก

สำหรับปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศไทยปีละประมาณ 370 ล้านตัน โดย 70% มาจากภาคพลังงาน การจะถึงเป้าหมายปี 2550 จะต้องเหลือ 95 ล้านตัน จาก 260 ล้านตัน ถือว่ายังทำได้ยาก จึงต้องใช้วิธีปลูกป่า ใช้วิธีกักเก็บคาร์บอนผ่านเทคโนโลยี CCS มาช่วยลด จึงเป็นโจทย์ที่กระทรวงพลังงานจะต้องทำ

“ปัจจุบันการค้าการลงทุนเข้ามาเกี่ยวข้อง ถ้าไฟฟ้าไม่สีเขียว ไม่เป็นพลังงานสะอาดก็จะไม่มา จะต้องกำหนดชัดเจนถึงพลังงานที่ปล่อยคาร์บอนในการผลิตสินค้า ถือเป็นความสำคัญของประเทศ”

อย่างไรก็ตามสำหรับนโยบายพลังงานที่สำคัญโดยรวมมี 3 เรื่อง คือ 1. ความมั่นคง 2. ราคา และ 3 สิ่งแวดล้อม โดยสิ่งสำคัญที่จะเกิดขึ้นปีนี้คือ การเพิ่มก๊าซในอ่าวไทย เนื่องจากปีที่ผ่านมาปริมาณนำเข้าถึง 90 ลำ จากก่อนโควิดช่วง 8-10 ปี นำเข้า 5 ลำ แต่ขณะนี้มีการใช้ไฟมากขึ้น หากก๊าซในอ่าวไทยเพิ่มขึ้น บวกกับพลังงานทดแทนที่เปิดรับซื้อช่วง 1- 2 ปีที่ผ่านมา จะมาช่วยลดการนำเข้าเหลือ 60 ลำ

“กระทรวงพลังงานจะเน้นเรื่องสิ่งแวดล้อม ในภาพรวมพลังงานหลีกเลี้ยงไม่ได้ในเรื่องของความมั่นคง ถือเป็นความสำคัญอย่างยิ่ง รวมถึงเรื่องของราคาด้วย ซึ่งจะต้องควบคุมและบริหารจัดการให้สมดุลใน 3 เรื่อง” นายประเสริฐ กล่าว

Source : Spring News

สวัสดีครับที่ผ่านมาเรามักได้ยินเกี่ยวกับโครงการลดก๊าซเรือนกระจกในรูปแบบกิจกรรมต่างๆ ที่ต้องอาศัยเงินลงทุนจำนวนมากหรือความชำนาญเฉพาะทาง อาทิ การสร้างโรงงานพลังงานหมุนเวียน หรือการนำก๊าซมีเทนมาใช้ประโยชน์

ซึ่งอาจจะยังดูห่างไกลสำหรับคนทั่วไปหรือแม้แต่องค์กรเล็กๆ  แต่ทราบไหมครับว่าเพียงการปลูกต้นไม้บางชนิดอย่างจำปี ปีป ทุเรียน มะขาม สะเดา หรือไผ่ในที่ดินของเราแล้วบำรุงรักษาตามระเบียบวิธีที่กำหนด ก็สามารถนับเป็นโครงการที่ลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ พร้อมทั้งสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิตได้ด้วย

โครงการที่มาตอบโจทย์เรื่องนี้ได้พอดี คือโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program: T-VER) ซึ่งเป็นกลไกที่องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. พัฒนาขึ้นประมาณ 10 ปีมาแล้ว 

โครงการ T-VER แบ่งได้หลายประเภท อาทิ ประเภทการพัฒนาพลังงานทดแทน ประเภทการจัดการในภาคขนส่ง  แต่ในที่นี้ ผมขอยกตัวอย่างประเภทที่บุคคลหรือนิติบุคคลทั่วไปสามารถจัดทำในพื้นที่ของตนเองได้ นั่นคือโครงการประเภทการลด ดูดซับ และการกักเก็บก๊าซเรือนกระจกจากภาคป่าไม้และการเกษตร  เน้นการปลูกป่าอย่างยั่งยืน หรือสวนไม้เศรษฐกิจโตเร็ว เพื่อเพิ่มพูนการกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่โครงการ  ข้อกำหนดเบื้องต้นสำหรับการทำโครงการ T-VER ภาคป่าไม้ มีดังนี้

มีพื้นที่สำหรับดำเนินโครงการไม่น้อยกว่า 10 ไร่ โดยสามารถรวมหลายๆ พื้นที่เข้าด้วยกัน และจะเป็นพื้นที่โล่งหรือมีต้นไม้อยู่แล้วก็ได้ 

พื้นที่ต้องมีเอกสารแสดงสิทธิการใช้ประโยชน์ที่ดินตามกฎหมาย อาทิ โฉนดที่ดิน หนังสือรับรองการทำประโยชน์ หรือ มีเอกสารที่ยืนยันได้ว่าเจ้าของกรรมสิทธิ์เหนือพื้นที่นั้นๆ ยินยอมให้ดำเนินการ อาทิ สัญญาเช่า หนังสืออนุญาตจากหน่วยงานราชการ 

กรณีพื้นที่เดิมมีสภาพเป็นป่า ต้องไม่มีการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศป่าไม้ดั้งเดิม 

ผู้สนใจสามารถเลือกปลูกไม้ใกล้ตัวตามที่ผมได้ยกตัวอย่างข้างต้น รวมถึงต้นไม้ชนิดอื่นๆ อีกมากมายเกือบ 60 ชนิดตามประกาศของ อบก. ซึ่งแต่ละชนิดก็กำหนดอัตราการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไว้แตกต่างกันไป แล้วยื่นเอกสารขอขึ้นทะเบียนโครงการ T-VER ภาคป่าไม้ต่อ อบก.  สำหรับขั้นตอนนี้ อบก. มีจัดอบรมและให้คำปรึกษาเรื่องการจัดเตรียมข้อเสนอโครงการโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

เมื่อขึ้นทะเบียนสำเร็จและดำเนินการปลูกดูแลต้นไม้ตามจำนวนปีที่กำหนด ก็จะมีการประเมินผลการเติบโตของต้นไม้ตามมาตรวัดต่างๆ  หากผ่านก็จะได้รับการรับรอง “คาร์บอนเครดิต” ซึ่งหมายถึงการรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดหรือกักเก็บได้เมื่อเทียบกับก่อนเริ่มโครงการ โดยโครงการมีระยะเวลาการคิดคาร์บอนเครดิตนานถึง 10 ปี และสามารถต่ออายุโครงการได้อีกครั้งละ 10 ปีแบบไม่จำกัดจำนวนครั้ง

บางท่านอาจสงสัยว่าคาร์บอนเครดิตสามารถเอาไปทำอะไรได้บ้าง  แน่นอนครับนำไปสร้างรายได้ด้วยการแลกเปลี่ยนซื้อขายระหว่างผู้มีบัญชีคาร์บอนเครดิตในตลาดคาร์บอน (Trading) โดย ณ ต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2567 มีราคาประมาณ 280 บาทต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2eq)  หรือใช้ในการชดเชยคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรหรือผลิตภัณฑ์ (Offsetting)  หรือใช้เพิ่มความน่าเชื่อถือในการรายงานความสำเร็จของการลดก๊าซเรือนกระจกในรายงานความยั่งยืนองค์กร (Reporting) เป็นต้น 

จากข้อมูล ณ เดือนมกราคม 2567  มีโครงการ T-VER ภาคป่าไม้ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนแล้วทั้งหมด 51 โครงการทั่วประเทศ   มีทั้งที่ดำเนินการโดยวัด ชุมชน เทศบาลตำบล สนามกอล์ฟ และมหาวิทยาลัย  คาดว่าปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่จะกักเก็บได้จากโครงการเหล่านี้คือประมาณ 361,966 tCO2eq ต่อปี

จะเห็นได้ว่ากิจกรรมการลดและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างโครงการ T-VER ภาคป่าไม้นี้เป็นการปลูกต้นไม้เพื่อขายคาร์บอนเครดิตซึ่งเป็นอีกหนทางสร้างรายได้สำหรับผู้ที่มีที่ดินหลายไร่ พร้อมเปิดโอกาสให้ทั้งองค์กรขนาดใหญ่ และบุคคลหรือหน่วยงานทั่วไปในทุกภาคส่วนสามารถร่วมเพิ่มพื้นที่สีเขียวพร้อมทั้งลดก๊าซเรือนกระจก ช่วยผลักดันประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำไปด้วยกันครับ

Source : กรุงเทพธุรกิจ

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้เปิดตัวเว็บไซต์ www.FoodWasteHub.com  โดยการสนับสนุนของกลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย (Dow) เพื่อเผยแพร่ผลงานนวัตกรรมฝีมือคนไทยในการนำขยะอาหารไปใช้ประโยชน์ ตอบโจทย์เอสเอ็มอี และ สตาร์ทอัพ ที่มองหาแนวทางการนำงานวิจัยไปใช้ได้จริงในเชิงพาณิชย์ ตั้งเป้าลดขยะอาหาร และแยกขยะอินทรีย์ออกจากขยะรีไซเคิล ช่วยลดปริมาณขยะ เพิ่มอัตราการรีไซเคิล หนุนนโยบาย BCG ของประเทศ

ปัญหาขยะอาหารกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ทั่วโลกให้ความสนใจ โดย 1 ใน 3 ของอาหารที่ผลิตได้ทั่วโลกถูกทิ้งจนเกิดการเน่าเสีย สร้างผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพสิ่งแวดล้อม และทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกซึ่งเชื่อมโยงไปสู่ภาวะโลกร้อน ซึ่งประเทศไทยมีขยะอาหารคิดเป็น 64% ของปริมาณขยะทั้งหมด และยังมีการนำขยะอาหารไปใช้ประโยชน์น้อยมาก เนื่องจากไม่มีการคัดแยกที่ถูกต้องก่อนทิ้ง ทำให้ขยะอาหารปนเปื้อนกับขยะประเภทอื่น ส่งผลให้วัสดุที่สามารถรีไซเคิลได้ เช่นพลาสติก ไม่ได้ถูกนำกลับไปใช้ประโยชน์ตามไปด้วย

วช. และ Dow เห็นถึงความสำคัญของการจัดการขยะของประเทศ จึงได้ร่วมมือกันส่งเสริมการคัดแยกขยะด้วยนวัตกรรม โดยหนึ่งในความร่วมมือล่าสุดคือ การสร้างเว็บไซต์ www.FoodWasteHub.com เพื่อสนับสนุนการจัดการขยะอาหารอย่างมีส่วนร่วมตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งจะช่วยลดปริมาณขยะอาหาร จากการนำเศษอาหารมาใช้ประโยชน์ก่อนเน่าเสีย ช่วยลดการปนเปื้อนต่อขยะที่สามารถรีไซเคิลได้ ทำให้ขยะในประเทศลดลงและเพิ่มอัตราการรีไซเคิลไปพร้อม ๆ กัน

การพัฒนาเว็บไซต์ดังกล่าว ไม่เพียงเป็นการนำเสนอแพลตฟอร์มออนไลน์ให้ข้อมูลนวัตกรรมจากการวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก วช. หรือต้นแบบโครงการ เพื่อให้คนไทยได้รับความรู้เกี่ยวกับการนำขยะอาหารไปใช้ประโยชน์ เท่านั้น แต่ยังเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้ที่สนใจประกอบธุรกิจและนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้ด้วย

ในงานแถลงข่าวเปิดตัวเว็บไซต์ www.FoodWasteHub.com ณ ห้องประชุมชั้น 2 ตึกทรู ดิจิทัล พาร์ค เวสต์ ยังได้มีการจัดแสดงนวัตกรรมการจัดการขยะอาหารให้กับสื่อมวลชน เอสเอ็มอี สตาร์ทอัพ และผู้ที่สนใจเข้าร่วมชม เพื่อให้เห็นตัวอย่างงานวิจัยส่วนหนึ่งที่มีเผยแพร่ในเว็บไซต์ นอกจากนี้ นักวิจัยทุกคนที่เข้าร่วมโครงการฯ ยังได้รับใบประกาศเกียรติคุณสำหรับการอนุญาตให้เผยแพร่ผลงานเพื่อเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะอีกด้วย

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวถึงความสำคัญของ Food Waste Hub ว่า “โครงการนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการนำนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน และเราหวังว่า Food Waste Hub จะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในการจัดการขยะอาหารของประเทศไทย เรายินดีที่ได้ร่วมมือกับ Dow ในการพัฒนา Food Waste Hub ซึ่งจะเป็นแหล่งข้อมูลและแนวคิดที่จะเสริมสร้างการใช้ประโยชน์จากขยะอาหารในประเทศไทย และส่งเสริมนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อทุกคน”

นอกจากนี้ Dow ยังได้ร่วมมือกับ วช. ให้การสนับสนุนหนึ่งในงานวิจัยดังกล่าว โดยส่งเสริมการนำกากถั่วเหลืองที่เหลือจากการทำน้ำเต้าหู้ มาผลิตเป็นแป้งถั่วเหลืองโอคาร่า (OKARA) ซึ่งสามารถทดแทนการใช้แป้งสาลีในผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ได้หลากหลายชนิด มีโปรตีน และใยอาหารสูง อีกทั้งยังปราศจากกลูเตน ช่วยแก้ปัญหาผู้ที่แพ้กลูเตนในแป้งสาลี ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการลดการบริโภคแป้ง และผู้ที่ลดน้ำหนักด้วยอาหารคีโต โดยเริ่มนำแป้งโอคาร่า มาใช้ที่ร้านเรย์ เบเกอรี่ ของมูลนิธิคุณพ่อเรย์ พัทยา ตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2566

นายเอกสิทธิ์ ลัคนานิธิพันธุ์ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจและพัฒนาธุรกิจคาร์บอนต่ำ กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย กล่าวว่า “Dow ตั้งเป้าที่จะช่วยลดโลกร้อน เปลี่ยนขยะเป็นผลิตภัณฑ์ และส่งเสริมวงจรรีไซเคิลตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน การแยกขยะอาหารและนำมาใช้ประโยชน์ก่อนที่จะเน่าเสียสามารถช่วยลดก๊าซเรือนกระจกที่เป็นสาเหตุของโลกร้อน และลดการปนเปื้อนของเศษอาหารกับขยะอื่น ๆ โดยเฉพาะพลาสติก ทำให้สามารถนำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้มากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นนวัตกรรมฝีมือคนไทยเหล่านี้ยังสามารถนำไปสร้างธุรกิจใหม่ ๆ ได้ โครงการนี้จึงไม่เพียงแต่มีผลในด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังให้ประโยชน์ทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างครบวงจร”

นอกจากแป้ง OKARA แล้ว ยังมีงานวิจัยฝีมือคนไทยที่น่าสนใจและพร้อมให้นำไปใช้ประโยชน์อีกหลากหลายซึ่งท่านสามารถค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติมได้จากหน้าเว็บไซต์  www.foodwastehub.com ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

Source : Energy News Center