“ตรึงราคาน้ำมัน” 6 วันช่วงสงกรานต์ “บางจาก” ลั่นพร้อมปรับลงตามตลาดโลก เดินหน้าเตรียมสถานีบริการ ทั้งผลิตภัณฑ์น้ำมันคุณภาพสูง กาแฟอินทนิล ธุรกิจเสริม มุ่งรองรับทุกความต้องการ

นายเสรี อนุพันธนันท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจการตลาด บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ บางจากฯ จะตรึงราคาน้ำมันไม่ปรับขึ้นระหว่างวันที่ 12-17  เมษายน 2567 

ทั้งนี้ แม้ว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกจะปรับขึ้น  แต่ถ้าราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับลดลง บางจากฯ จะปรับลดลงด้วย 

นอกจากนี้ ยังได้เตรียมพร้อมสถานีบริการน้ำมัน ทั้งผลิตภัณฑ์น้ำมันคุณภาพสูง กาแฟอินทนิล ธุรกิจเสริม เพื่อรองรับทุกความต้องการ 

อย่างไรก็ดี จากการตรวจสอบของ “ฐานเศรษฐกิจ” เกี่ยวกับราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นวันนี้ของบางจาก เป็นดังนี้

กลุ่มน้ำมันเบนซิน

  • เบนซิน ออกเทน 95 ลิตรละ 47.04 บาท
  • ซุบเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 46.84 บาท (โออาร์)
  • แก๊สโซฮอล์ 97  ลิตรละ 49.44 บาท (บางจาก)
  • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 39.15 บาท
  • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 37.68 บาท
  • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 37.04 บาท
  • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 36.79 บาท 
     

กลุ่มน้ำมันดีเซล

  • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล B7 ลิตรละ 41.24 บาท (โออาร์)
  • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลS B7 ลิตรละ 43.34 บาท (บางจาก)
  • ดีเซล B7  ลิตรละ 29.94 บาท
  • ดีเซล B10 ลิตรละ 29.94 บาท 
  • ดีเซล B20 ลิตรละ 29.94 บาท

Source : ฐานเศรษฐกิจ

เราอาจจะเคยเห็นตู้คอนเทนเนอร์พลังงานแสงอาทิตย์ หรือจะเป็นตู้คอนเทนเนอร์ที่นำมาดัดแปลงติดโซล่าร์เซลล์กันไปแล้ว ล่าสุดมีนวตกรรมใหม่เป็นโซล่าร์คอนเทนเนอร์ออกมาให้เราได้เห็นกัน ซึ่งความแตกต่างก็คือ จะไม่ใช่ตู้คอนเทนเนอร์แบบที่ใช้โซล่าร์เซลล์แบบเดิมๆ แต่จะเป็นการออกแบบแผงโซล่าร์เซลล์จำนวนมาก ให้สามารถพับเก็บและยืดออกได้ โดยในการพับเก็บนั้นจะประกบกันเข้าไปเป็นตู้คอนเทนเนอร์นั่นเอง

โดยโซล่าร์คอนเทนเนอร์ จะรูปร่างหน้าตาเหมือนกับตู้คอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่ ภายในจะบรรจุไปด้วยแผงโซล่าร์เซลล์เป็นจำนวนมาก และไม่สามารถใช้เพื่อพักอาศัย หรือเป็นที่เก็บของได้ เรียกว่าจะเป็นแผงโซล่าร์เซลล์และอุปกรณ์ต่างๆ ทั้งหมดเลย

ในการใช้งานนั้นต้องใช้การขนย้ายแบบเดียวกับการขนตู้คอนเทนเนอร์ทั่วไป จากนั้นเวลาติดตั้งก็จะต้องมีการเตรียมพื้นที่ในการจัดวาง มีการวางฐานเพื่อรองรับแผงโซลาร์เซลล์ให้มีความแข็งแรง โดยต้องมีการเชื่อมต่อโครงสร้างตามขนาดของแผงโซล่าร์เซลล์ที่จะทำการกางออกมา จากนั้นก็เพียงแค่กดปุ่มให้แผงเซลลาร์เซลล์กางออกมาจนเต็มพื้นที่ โดยแผงจะค่อยๆ เลื่อนยาวออกไปทั้ง 2 ฝั่งซ้าย และขวา โดยแต่ละด้านจะมีจำนวนแผงอยู่ที่ 24 แผง รวมทั้ง 2 ด้านจะได้ทั้งหมด 48 แผง ในการจัดเก็บก็จะใช้การกดปุ่มเพื่อให้ตัวแผงเลื่อนหดกลับเข้ามาประกบกันนั่นเอง ซึ่งดูแล้วก็ติดตั้ง และการจัดเก็บนั้น อาจจะต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญในการทำงานในครั้งนี้ด้วย ในการกางแผงจนสุดจะใช้เวลาประมาณ 27 นาที ไม่รวมการขนย้ายและติดตั้ง

ข้อจำกัดของโซล่าร์คอนเทนเนอร์

  1. โซล่าร์คอนเทนเนอร์มีขนาดใหญ่ และมีน้ำหนักมาก ต้องใช้รถขนาดใหญ่ในการขนย้าย
  2. ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญในการติดตั้ง
  3. ต้องได้รับการบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ
  4. ราคายังค่อนข้างสูง

ส่วนประกอบของโซล่าร์คอนเทนเนอร์

โซล่าร์คอนเทนเนอร์ ถ้าดูจากการออกแบบแล้ว ก็จะเป็นการดีไซน์ส่วนของแผงโซล่าร์เซลล์แบบซ้อนพับกันได้ ประกบกันหลายๆ แผ่น เมื่อประกบกันแล้วจะมีลักษณะเหมือนกับตู้คอนเทนเนอร์นั่นเอง โดยส่วนประกอบนั้นจะมีอยู่ด้วยกัน 4 ส่วนด้วยกัน คือ ตู้คอนเทนเนอร์ที่ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างหลัก และมีขนาดประมาณ 20 ฟุต ต่อไปก็จะเป็น แผงโซล่าร์เซลล์ที่เรียงพับประกบกันอยู่ ในการใช้งานก็สามารถกางออกแล้วพับเก็บได้ ต่อไปก็จะเป็นตัวอินเวอร์เตอร์ แบตเตอรี่สำหรับเก็บไฟ และอุปกรณ์ควบคุมต่างๆ สุดท้ายก็จะเป็นระบบไฟฟ้าสำหรับจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์ต่างๆ ซึ่งความสะดวกของโซล่าร์คอนเทนเนอร์ที่ชัดเจนมากที่สุด ก็จะเป็นเรืองของอุปกรณ์ต่างๆ ที่สามารถจัดเก็บรวมเข้าเป็นตู้คอนเทนเนอร์ได้เลย ทำให้มีความสะดวกในการขนย้ายไปใช้งานตามพื้นที่ต่างๆ ได้ทันที

โซล่าร์คอนเทนเนอร์ เหมาะกับการใช้งานแบบไหน

ด้วยการออกแบบโซล่าร์คอนเทนเนอร์ให้มีลักษณะแบบเดียวกับตู้คอนเทนเนอร์ ทำให้มีข้อดีในเรื่องของความสะดวกในการเคลื่อนย้าย ความสามารถในการจัดเก็บแผง และสามารถขยายแผงออกมาได้เป็นจำนวนมาก จึงเหมาะสำหรับการนำไปใช้งานในพื้นที่ห่างไกลแบบชั่วคราว เช่น การไปจัดงานในพื้นที่ห่างไกล ที่ไม่มีไฟฟ้า และไม่สามารถขนเครื่องปั่นไฟขนาดใหญ่เข้าไปได้ รวมถึงไม่มีแหล่งพลังงานอื่นๆ รวมถึงการนำไปใช้งานกับบ้านพักอาศัย ที่มีข้อจำกัดในการติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์ในรูปแบบเดิมๆ เช่น การติดตั้งบนหลังคาที่ไม่เหมาะสมกับทิศทางของแสง เป็นต้น และหากจะนำไปใช้งานแบบถาวร ก็อาจจะต้องพิจารณาให้ดีว่า สามารถติดตั้งแบบปกติทั่วไปได้หรือไม่ เพราะโซล่าร์คอนเทนเนอร์จะมีข้อจำกัดในเรื่องของงบประมาณที่สูงกว่าการติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์แบบปกตินั่นเอง

ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งนวตกรรมของโซล่าร์เซลล์อีกรูปแบบ ที่ถือว่าช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้งานโซล่าร์เซลล์ในพื้นที่ห่างไกล และไม่สามารถติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์บนหลังคาได้ แม้ว่าจะมีข้อจำกัดบางอย่าง แต่ก็คาดว่าจะมีการพัฒนาโซล่าร์คอนเทนเนอร์ให้มีความสะดวกทั้งในเรื่องของการขนย้าย และความง่ายในการติดตั้งให้ดียิ่งขึ้น รวมถึงราคาที่ถูกลด เพื่อให้สามารถจัดหาซื้อมาใช้ได้กับทุกคน

Source : Solarcontainer

บทความนี้จะพาทุกค้นหาคำตอบของคำถามที่ว่า ทาบ้านด้วยสีขาว ช่วยลดโลกร้อนได้จริงหรือไม่ ผู้อาศัยในบ้านสีขาวจะรู้สึกเย็นขึ้นจริงหรือเปล่า เปรยเป็นน้ำจิ้มไว้ก่อนว่า มหานครนิวยอร์กก็ทำ อินเดียก็ทำ หรือแคว้นบาร์เซโลนาที่ร้อนนักร้อนหนาก็ยังทาบ้านด้วยสีขาว

ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูร้อนมาสักพักแล้ว แม้เราจะหลบแสงแดด แล้วนอนอยู่ในบ้านก็ยังรู้สึกว่าร้อนอยู่ดี ครั้นจะเปิดแอร์ก็กลัวว่าค่าไฟจะแพงหูฉี่จนชวนกุมขมับอีก บางทีหากทาบ้านด้วบสีขาวอาจเป็นกุญแจช่วยให้คุณรู้สึกเย็นขึ้นก็ได้นะ

เรื่องนี้ไม่ได้คิดไปเองอย่างแน่นอน เพราะตอนนี้หลายประเทศทั่วโลกกำลังเจอกับอากาศที่ร้อนขึ้น บ้านเรือนก็ร้อนระอุจนแทบอยู่ไม่ได้ ซึ่งไม่น่าเชื่อว่า วิธีการทาบ้านด้วยสีขาวก็เป็นที่นิยมมาก ๆ เช่นกัน สปริงรวบรวมมาให้แล้วด้านล่าง

ไขข้อสงสัย ทาบ้านด้วยสีขาว ลดโลกร้อนได้หรือไม่ คนในบ้านเย็นขึ้นรึเปล่า?

นิวยอร์ก, สหรัฐฯ

หากพูดถึงเรื่องอากาศในช่วงฤดูร้อน ‘นิวยอร์ก’ ก็ฮ็อตไม่แพ้ใคร ทำให้ตั้งแต่ปี 2009 เป็นต้นมา มหานครแห่งนี้ทาสีขาวให้กับตึกรามในเมืองไปแล้วกว่า 9.2 ตารางฟุต โดยจะทาสีขาวบนดาดฟ้า และหลังคา ให้กับองค์กรไม่แสวงผลกำไร โรงพยาบาล หรืออาคารบ้านเรือนที่ราคาไม่แพง

ตามการรายงานของ Small Business Services ระบุว่า นิวยอร์กจ้างพนักงานจาก CoolRoofs จำนวน 70 คน เพื่อทำหน้าที่ในการทาสีให้กับตึกรามต่าง ๆ โดยเผยว่า ช่วยลดอุณหภูมิภายในอาคาร และช่วยประหยัดค่าไฟจากแอร์แบบเห็นได้ชัด

บาร์เซโลนา, สเปน

ในปี 2020 แคว้นกาตาลันแห่งนี้ ซึ่งตั้งอยู่ในทวีปยุโรป เคยอุณหภูมิพุ่งไปถึง 44 องศาเซลเซียส ในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา หรือในปี 2022 ก็มีรายงานที่ระบุว่า ตั้งแต่ปี 1971 อุณหภูมิในเมืองบาร์เซโลนาเพิ่มสูงขึ้นเฉลี่ย 2.88 องศาเซลเซียส

เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว กลุ่มนักวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศกำลังบุกเบิกโครงการทีสีตึกรามด้วยสีขาว โดยระบุถึงขั้นว่า วิธีนี้จะช่วยลดอุณหภูมิของเมืองได้ 4.7 องศาเลยทีเดียว

อินเดีย

ในปี 2021 แดนภารตะถูกคลื่นความร้อนถล่ม ทำให้นิวเดลีอากาศร้อนพุ่งสูง 43 องศาเซลเซียส ส่งผลให้ประชาชนกว่า 32 ล้านชีวิตต้องทุกข์ตรมกับอากาศที่ร้อนระอุ ผนวกกับความยากจน แร้นแค้น ที่บีบบังคับให้ประชาชนส่วนใหญ่ต้องทุกข์ตรมอยู่บ้านในสลัมแออัดอย่างน่าอดสู

อย่างไรก็ดี มีการเสนอให้ทาหลังคาบ้านด้วยสีขาว ซึ่งวิศวกรในอินเดียระบุว่า หลังที่หลังคาบ้านในสลัมด้วยสีขาวสามารถลดอุณหภูมิในบ้านได้ถึง 8 องศาเซลเซียส ทำให้อย่างน้อยคนในบ้านก็ไม่ร้อนแบบที่เคยเจอ แต่ถึงยังไงก็ยังรู้สึกร้อนอยู่ดี

สีขาวลดโลกร้อนได้จริงไหม?

สีขาว หรือสีโทนอ่อนมักขายดีเสมอ เพราะสามารถช่วยสะท้อนแสงอาทิตย์ได้ถึง 80 – 90% และจะไม่ดูดซับแสงจากดวงอาทิตย์ไว้เหมือนสีโทนเข้ม อย่างเช่น ถนน ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้ บ้านเย็น คนในบ้านก็เย็นไปด้วย ทั้งในเชิงกายภาพ และจิตใจ

ไขข้อสงสัย ทาบ้านด้วยสีขาว ลดโลกร้อนได้หรือไม่ คนในบ้านเย็นขึ้นรึเปล่า?

ทว่า การศึกษาจาก Journal of Climate เผยว่า การทาบ้านสีขาวอาจไม่ได้ช่วยลดโลกร้อนเลย แถมยังเป็นอันตรายต่อโลกเสียมากกว่า เพราะแสงอาทิตย์ที่สะท้อนออกไป ไม่ได้ออกไปนอกอวกาศ แต่ยังอยู่ในชั้นบรรยากาศ ซึ่งอากาศโลกก็ยังร้อนอยู่ดี ก็เป็นเรื่องที่ต้องถกกันต่อไป

แต่ความหวังลดโลกร้อนก็ยังพอมีอยู่บ้าง นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเพอร์ดู รัฐอินเดียนา ได้ทำแบบจำลองขึ้นมา ใจความสำคัญของงานชิ้นนี้คือ เราอาจต้องทาบ้านจำนวน 1% ของพื้นที่โลกจึงจะสามารถพอบรรเทาอากาศร้อนได้ หรือการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเยลที่ระบุว่า หากทั้งโลกพร้อมใจกันทาบ้านและถนนด้วยสีขาว จะช่วยชะลอปัญหาโลกร้อนออกไปได้ 11 ปี

ที่มา: Yale Environmenttheweek, businessinsiderBBC

Source : Spring News

ปณิธานตลอด 77 ปี ของ “กลุ่มเซ็นทรัล” ดำเนินธุรกิจควบคู่การสร้างคุณค่าร่วมกับทุกภาคส่วนให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน ผ่านโครงการ “เซ็นทรัล ทํา”-ทำด้วยกัน ทำด้วยใจ พัฒนาสังคมในมิติต่างๆ

มุ่งลดช่องว่างแห่งความเหลื่อมล้ำ ยกระดับคุณภาพชีวิต พัฒนาการศึกษา สร้างความมั่นคงและมั่งคั่งให้เศรษฐกิจชุมชน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อขับเคลื่อนแบบองค์รวมให้เติบโตเข้มแข็งและยั่งยืนไปด้วยกัน

ล่าสุด “เซ็นทรัล ทำ” ชวนทุกคนมาร่วมกันลงมือทำผ่านแคมเปญใหม่ “THAMsformation ทำเพื่อเปลี่ยน สู่ความยั่งยืน” พร้อมสานต่อ 6 กลยุทธ์ขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน

ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ความยั่งยืน” เป็นกรอบแนวคิดสำคัญต่อทุกองค์กรในการขับเคลื่อนธุรกิจระยะยาว รับมือต่อทรัพยากรในโลกที่มีจำกัดและเข้าขั้นวิกฤติ ทั้งน้ำสะอาด น้ำดิบ ดินคุณภาพ ความหลากหลายทางชีวภาพ ปริมาณอาหารในแหล่งธรรมชาติ คุณภาพทรัพยากรมนุษย์ อีกทั้งยังมีนโยบาย กฎกติกา มาตรฐานใหม่ๆ

“ความยั่งยืนกับการทำธุรกิจให้สำเร็จและเติบโต สามารถเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ส่งเสริมกันและกันได้ เมื่อเราคำนึงถึงคุณภาพสิ่งแวดล้อม ก็จะต้องลดความเสี่ยงด้วยการปฏิบัติตามกติกา แสดงความรับผิดชอบต่อสังคมในด้านต่างๆ ทำให้เกิดการสร้างคุณค่าในระยะยาวเพื่อเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากการพัฒนาด้วยแนวทางยั่งยืน”

กลุ่มเซ็นทรัล สาน 6 กลยุทธ์ เพื่อความยั่งยืน ผ่านแคมเปญ THAMsformation

พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล ฉายภาพกว่า 7 ปีของโครงการ “เซ็นทรัล ทำ”-ทำด้วยกัน ทำด้วยใจ มุ่งสร้างคุณค่าร่วม (Creating Shared Values : CSV) ระหว่างธุรกิจ สังคม ชุมชนและสิ่งแวดล้อม ผู้มีส่วนได้เสีย เติบโตไปด้วยกัน ผ่านพลัง “การร่วมกันลงมือทำ” เพื่อส่งมอบคุณค่าเชิงบวกอย่างเป็นรูปธรรมต่อทุกภาคส่วน เป็นไปตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs : Sustainable Development Goals) ตามกรอบขององค์การสหประชาชาติ (UN)

“เรามุ่งถ่ายทอดองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านค้าปลีกและบริการด้วยการลงพื้นที่ปฏิบัติจริง เรียนรู้ แก้ปัญหาร่วมกับชุมชน พัฒนาและต่อยอดผลิตภัณฑ์ ยกระดับสินค้าชุมชนให้มีคุณภาพเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค สนับสนุนช่องทางการจำหน่าย ส่งผลให้ชุมชนมีรายได้ที่มั่นคง พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน และส่งต่อองค์ความรู้ไปยังชุมชนใกล้เคียงผ่านศูนย์การเรียนรู้ ต่อยอดสู่แหล่งท่องเที่ยวชุมชน สร้างความเท่าเทียม ลดช่องว่างแห่งความเหลื่อมล้ำด้วยโอกาสทางอาชีพ ส่งเสริมการศึกษา และสร้างโลกสีเขียว”

พลังแห่งการร่วมกันลงมือทำก่อเกิดเป็นผลิตผลและผลิตภาพที่สร้างคุณประโยชน์ตลอดห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน สะท้อนจากความสำเร็จของโครงการ “เซ็นทรัล ทำ” โดยปี 2566 สร้างรายได้ให้ชุมชน 1,700 ล้านบาทต่อปี สร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับชุมชนกว่า 150,000 ราย สร้างงานและสนับสนุนอาชีพคนพิการ 1,011 คน มุ่งสู่ Net Zero ด้วยการลดปริมาณขยะสู่หลุมฝังกลบกว่า 20,830 ตัน ฯลฯ

กลุ่มเซ็นทรัล สาน 6 กลยุทธ์ เพื่อความยั่งยืน ผ่านแคมเปญ THAMsformation

โดยในปี 2567 วางโรดแมปสานต่อ “6 กลยุทธ์เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน” สร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นกว่าเดิม

เริ่มจากกลยุทธ์แรก “Community – พัฒนาศักยภาพและส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน” ส่งเสริมสินค้าให้มีเอกลักษณ์เป็นที่ต้องการของตลาด ด้วยการออกแบบบรรจุภัณฑ์ ดีไซน์ และกระจายสินค้าผ่านโมเดิร์นเทรดทั้งออนไลน์-ออฟไลน์ ยกระดับสู่ศูนย์การเรียนรู้ ต่อยอดการท่องเที่ยวยั่งยืนในเชิงเกษตรอินทรีย์และเชิงวัฒนธรรมนำสู่การสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน

โครงการเด่น เช่น ชุมชนเกษตรอินทรีย์วิถีชีวิตยั่งยืนแม่ทา อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ ขยายผลการท่องเที่ยวชุมชนเชิงวิถีเกษตรอินทรีย์ ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนผ้าทอนาหมื่นศรี จ.ตรัง สืบสานวัฒนธรรมผ้าทอมือโบราณอายุกว่า 200 ปี เป็นต้นแบบศูนย์การเรียนรู้การอนุรักษ์เชิงวัฒนธรรม

จริงใจ มาร์เก็ต จ.เชียงใหม่ ภายใต้แนวคิด CSV และรักษ์โลก แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ อาหาร, ศิลปะและงานออกแบบ และงานฝีมือ ถือเป็นตลาดเกษตรอินทรีย์แห่งแรกของกลุ่มเซ็นทรัล ช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการในท้องที่ให้มีรายได้อย่างยั่งยืน

ศูนย์การเรียนรู้บ้านเทพพนา จ.ชัยภูมิ ต้นแบบด้านการทำเกษตรอัจฉริยะในภาคอีสาน  เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้การปลูกอะโวคาโด ปี 2566 สร้างรายได้ให้กับชุมชนกว่า 41 ล้านบาทและร้านจำหน่ายสินค้าภูมิปัญญาท้องถิ่นดีไซน์ร่วมสมัยแบรนด์ “good goods” (กุ๊ด กุ๊ดส์) ผลิตโดยวิสาหกิจเพื่อสังคม “เซ็นทรัล ทำ” เพื่อสืบสานมรดกวัฒนธรรม ยกระดับสินค้าไทยให้ทันสมัย

กลยุทธ์ที่สอง “Inclusion – การลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงโอกาสอย่างเท่าเทียม” ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้แบบ Project-Based Learning ต่อยอดสู่การประกอบอาชีพในอนาคต ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางในด้านต่างๆ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เช่น โครงการยกระดับการศึกษาโรงเรียนบ้านตากแดด จ.พังงา ให้เป็น “ศูนย์การเรียนรู้ข้าวไร่ดอกข่า” และสร้างรายได้จากการจำหน่ายข้าวไร่ดอกข่ากลับคืนสู่โรงเรียน

กลุ่มเซ็นทรัล สาน 6 กลยุทธ์ เพื่อความยั่งยืน ผ่านแคมเปญ THAMsformation

กลยุทธ์ที่สาม “Talent – พัฒนาศักยภาพที่เป็นเลิศของบุคลากร” จัดหลักสูตรรับมือการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคโลกดิจิทัล ส่งเสริมสร้างสุขภาวะและการดูแลพนักงาน ด้วยแนวคิด DEI (Diversity หลากหลาย Equity เท่าเทียม Inclusion เปิดรับความแตกต่าง) อีกทั้งส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุในตำแหน่งบริการลูกค้าหน้าร้าน รวมทั้งการจ้างงานคนพิการ เช่น ศูนย์ Contact Center ของไทวัสดุและเพาเวอร์บาย

กลยุทธ์ที่สี่ “Circularity – ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน” ผ่านโครงการต่างๆ เช่น จัดการอาหารส่วนเกิน บริหารจัดการขยะพลาสติก ลดพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง เพิ่มการใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โครงการขวดเปล่าไม่สูญเปล่าเพื่อผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่า เช่น กระเป๋า เสื้อกั๊ก ผ้าห่ม จำหน่ายภายใต้แบรนด์ good goods หรือส่งมอบให้กับผู้ประสบภัย โดยเซ็นทรัลพัฒนา สามารถคัดแยกขยะรีไซเคิลได้มากกว่า 10,585 ตัน ดำเนินผ่านโครงการ Journey to Zero ในขณะที่โรงแรมในเครือเซ็นทารากว่า 37 แห่ง ดำเนินโครงการ Plastics Only, Please ถังขยะรูปทรงปลาทะเล หนุนลูกค้าไม่ทิ้งขยะพลาสติกลงในทะเล

กลยุทธ์ที่ห้า “Climate – การฟื้นฟูสภาพอากาศ” ตามเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 โดยส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนหรือพลังงานสะอาด รณรงค์ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของพนักงานและผู้บริหารในองค์กรคู่ค้า ลูกค้า พันธมิตร ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าโซลาร์เซลล์กว่า 170 แห่งในพื้นที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพัฒนา ห้างเซ็นทรัล โรบินสัน และไทวัสดุ โรงแรมในเครือเซ็นทารา และโรงงานภายในเครือเซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป ทางด้าน ท็อปส์ และไทวัสดุ นำรถบรรทุกพลังงานไฟฟ้า หรือ Electric Truck มาใช้ในระบบโลจิสติกส์และซัพพลายเชน รวม 22 คัน ลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิง 180,000 ลิตร

กลยุทธ์ที่หก “Nature – การอนุรักษ์ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ” เป็นกุญแจสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน นำสู่ความมั่นคงทางอาหาร และลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผ่านโครงการฟื้นฟู และอนุรักษ์พื้นที่สีเขียวเพื่อดูดซับคาร์บอน ในปี 2567 มีแผนดำเนินโครงการ Community Climate Action (CCA) ฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว 50,000 ไร่ ใน 6 จังหวัด

พร้อมกันนี้ “เซ็นทรัล ทำ” ยังได้เปิดตัววิดีโอโฆษณาชุดใหม่ “แค่ทำสักครั้ง” จากแคมเปญ “THAMsformation ทำเพื่อเปลี่ยน สู่ความยั่งยืน” สะท้อนเรื่องราวคุณค่าของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ไม่ใช่เพียงแค่คิด แต่เกิดจากความกล้าที่จะเริ่มต้นลงมือทำและทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อการเปลี่ยนแปลงสู่สิ่งที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนนั่นเอง เพิ่มเติมได้ที่ centraltham.com/thamsformation

กลุ่มเซ็นทรัล สาน 6 กลยุทธ์ เพื่อความยั่งยืน ผ่านแคมเปญ THAMsformation

Source : กรุงเทพธุรกิจ

พลังงานเตรียมเสนอ ครม. ของบกลางหรือลดภาษีสรรพสามิตดีเซล เพื่ออุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลซึ่งจะสิ้นสุดมาตรการตรึงราคา 30 บาทต่อลิตร ในวันที่ 31 มี.ค. 2567 นี้  ระบุหากไม่มีงบช่วยเหลือ จำเป็นต้องปรับลดอัตราเงินชดเชยราคาน้ำมันดีเซล ซึ่งจะส่งผลให้ราคาดีเซลแพงขึ้นแบบขั้นบันได เพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบมากนัก วอนประชาชนเข้าใจสถานการณ์กองทุนน้ำมันฯ ที่ติดลบใกล้ทะลุ 1 แสนล้านบาท

นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ว่า หลังจากที่กระทรวงพลังงานได้ลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน โดยเฉพาะค่าน้ำมันดีเซลซึ่งเป็นต้นทุนของสินค้าและบริการ โดยมีการตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 30 บาทตั้งแต่เดือน ก.ย. 2566 เป็นต้นมา ทำให้ปัจจุบัน กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการชดเชยราคาน้ำมันดีเซลมีภาระหนี้ใกล้แตะ 1 แสนล้านบาทแล้ว

ทั้งนี้เพื่อมิให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีภาระหนี้มากเกินไป และเป็นการรักษาสภาพคล่องและความเชื่อมั่นของกองทุนฯ กระทรวงพลังงานจะนำเรื่องเข้าหารือในคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือประชาชนไปพร้อมกับการลดภาระหนี้ของกองทุนฯ แต่หากไม่มีงบประมาณจากส่วนอื่นเข้ามาช่วย เช่น งบกลาง หรือ การลดอัตราภาษีสรรพสามิต  เบื้องต้นคาดว่ากองทุนฯ จะต้องปรับลดอัตราการชดเชยราคาน้ำมันดีเซลลง 1-2 บาทต่อลิตร ซึ่งจะส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น แต่เพื่อมิให้เป็นภาระกับประชาชนมากเกินไป จึงจะมีการปรับลดการชดเชยราคาน้ำมันดีเซลลงแบบขั้นบันได

“ที่ผ่านมากระทรวงพลังงาน เข้าใจถึงความเดือดร้อนของประชาชน จะเห็นได้ว่าได้มีการตรึงราคาน้ำมันดีเซล ซึ่งเป็นต้นทุนของสินค้าและบริการ จึงได้มีการตรึงราคาน้ำมันดีเซลมาตั้งแต่เดือน ก.ย. 2566 ที่ 30 บาทต่อลิตรมาอย่างต่อเนื่อง และบางช่วงราคาน้ำมันดีเซลที่แท้จริงเคยสูงถึง 45 บาทต่อลิตร แต่เนื่องจากปัญหาราคาน้ำมันในตลาดโลกมีความผันผวนในระดับสูง ทั้งจากสถานการณ์สงครามที่มีความยืดเยื้อ และจากการลดกำลังการผลิตน้ำมันของกลุ่มโอเปก กระทรวงพลังงานจึงมีมาตรการช่วยเหลือผ่านกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ ณ วันที่ 24 มี.ค. 2567 สถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบกว่า 98,000 ล้านบาท ขณะนี้กระทรวงพลังงานเตรียมนำเรื่องเข้าหารือใน ครม. เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือประชาชน อาจจะเป็นการของบกลาง หรือ ขอความร่วมมือจากกระทรวงการคลังในการลดอัตราภาษีสรรพสามิต ซึ่งหากไม่มีงบประมาณเข้ามาช่วยเหลือ กองทุนฯ จำเป็นต้องปรับลดอัตราการชดเชยลง 1-2 บาทต่อลิตร ซึ่งจะส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น แต่เพื่อให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด จึงจะมีการปรับลดอัตราการชดเชยราคาน้ำมันดีเซลลงแบบขั้นบันได ปัจจุบันมีการชดเชยราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 4.17 บาทต่อลิตร คิดเป็นจำนวนเงินที่กองทุนฯ ต้องจ่ายประมาณ 8,700 ล้านบาทต่อเดือน จึงขอให้ประชาชนเข้าใจในสถานการณ์ ณ เวลานี้ด้วย ” นายวีรพัฒน์ กล่าว

สำหรับมาตรการลดภาษีดีเซลนั้น คณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ผ่านมา ได้กำหนดลดอัตราภาษีดีเซลลง 1 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 3 เดือน ตั้งแต่ 20 ม.ค. – 19 เม.ย. 2567 

Source : Energy News Center