หน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ บริษัท ปตท. จำกัด มหาชน รายงานว่าราคาน้ำมันดิบโลกสัปดาห์ที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือน ท่ามกลางสถานการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ตึงเครียด

อิสราเอลส่งตัวแทนเข้าร่วมเจรจาหยุดยิงรอบใหม่กับกลุ่มฮามาส ที่เมือง Cairo ประเทศอียิปต์ โดยมีกาตาร์ สหรัฐฯ และอียิปต์เป็นคนกลางเจรจา อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ของ Hamas กล่าวว่าการเจรจายังคงอยู่ระหว่างการแก้ไขรายละเอียดบางประการ

Reuters รายงานว่ากองทัพอิสราเอลถอนทหารภาคพื้นดินเกือบทั้งหมดออกจากฉนวนกาซาทางตอนใต้ เหลือไว้เพียง 1 กองพันรักษาการ โดยมิได้ชี้แจงเหตุผล อย่างไรก็ตาม นาย Yoav Gallant รมว. กระทรวงกลาโหมอิสราเอลกล่าวว่ากำลังพลของกองทัพยังคงเตรียมพร้อมสำหรับปฏิบัติการในอนาคตที่   กาซา

ที่ประชุม Joint Ministerial Monitoring Committee (JMMC) ของกลุ่ม OPEC+ มีมติคงมาตรการลดปริมาณการผลิตน้ำมันดิบโดยสมัครใจ 2.2 MMBD จนถึงสิ้นเดือน มิ.ย. 67 (ตามที่ตกลงกันไว้เมื่อต้นเดือน มี.ค. 67) และกำหนดการประชุม OPEC and non-OPEC Ministerial ครั้งถัดไปในวันที่ 1 มิ.ย. 67 ซึ่งจะเป็นการประชุมเต็มรูปแบบ โดยให้ประเทศที่ผลิตเกินโควตา จัดส่งแผนลดการผลิต ภายในวันที่ 30 เม.ย. 67 ทั้งนี้ Reuters รายงานว่าปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของ OPEC (12 ประเทศ) ในเดือน มี.ค. 67 ลดลง 0.05 MMBD MoM อยู่ที่ 26.42 MMBD

กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ รายงานว่ายอดจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ในเดือน มี.ค. 67 เพิ่มขึ้น 303,000 ราย จากเดือนก่อนหน้า เพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบ 10 เดือน ขณะที่อัตราว่างงาน (Unemployment Rate) ลดลง 0.1% จากเดือนก่อนหน้า มาอยู่ที่ 3.8%

ติดตามมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันเวเนซุเอลาของสหรัฐฯ เนื่องจากประธานาธิบดีเวเนซุเอลา นาย Niclolas Maduro ที่ให้คำมั่นสัญญาจะจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่เสรีและยุติธรรม ในวันที่ 28 ก.ค. 67 ล่าสุด ศาลสั่งห้ามผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี นาง María Corina Machado ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจากปัญหาด้านการเงิน ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ เห็นว่าเวเนซุเอลาไม่ทำตามสัญญา และอาจกลับมาคว่ำบาตรน้ำมันอีกครั้ง ทั้งนี้ในเดือน มี.ค. 67 เวเนซุเอลาส่งออกน้ำมันดิบ 590,000 บาร์เรลต่อวัน (ลดลง 20,000 บาร์เรลต่อวัน จากเดือนก่อนหน้า) ทั้งนี้มาตรการผ่อนผันการคว่ำบาตรจะสิ้นสุดในวันที่ 18 เม.ย. 67

Source : Energy News Center

เมื่อเร็วๆ นี้ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ได้มีการจัดงาน “มารักษ์กัน เพื่อการผลิต และการบริโภคที่ยั่งยืนด้วยฉลากเขียว” ขึ้น ซึ่งทำให้หลายคนได้รู้จักกับ “ฉลากเขียว” เป็นครั้งแรก เชื่อได้ว่าหลายคนยังไม่ทราบเลยว่า ตอนนี้เรามีฉลากเขียวสำหรับสินค้าออกมาแล้ว เป็นไปตามการให้ความสำคัญเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นเอง ดังนั้นในบทความนี้ จะพาทุกท่านไปรู้จักกัน “ฉลากเขียว” กัน

ฉลากเขียว คืออะไร

มารู้จักกับฉลากเขียวกัน สำหรับฉลากเขียวนั้น เป็นฉลากที่มอบให้กับสินค้าที่มีคุณภาพ และมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย ซึ่งผู้ผลิตสินค้าจะนำไปติดบนผลิตภัณฑ์ของตัวเอง เพื่อเป็นเครื่องหมายให้ผู้บริโภคทราบว่า สินค้านั้นให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม และจะช่วยให้ผู้ผลิตสินค้าจำหน่ายสินค้าได้มากขึ้นเมื่อเทียบกับคู่แข่ง นอกจากนี้ยังจะได้รับความสนใจจากผู้คนที่เป็นชาวรักษ์โลกหันมาซื้อสินค้าที่มีฉลากเขียวมากขึ้นอีกด้วย และผู้ผลิตบางรายก็สามารถปรับสินค้าให้มีกำไรมากขึ้นได้เช่นกัน

ซึ่งในประเทศไทยของเรา ได้มีการริเริ่มโครงการฉลากเขียวมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 แล้ว โดยคณะกรรมการนักธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมไทย ขององค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Thailand Business Council for Sustainable Development, TBCSD)  ได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโลโลยี และสิ่งแวดล้อม รวมถึงองค์กรเอกชนอื่นๆ ได้เกี่ยวข้อง ถือว่าเป็นโครงการที่ได้รับความร่วมมือจากหากหลายฝ่ายทั้งรัฐบาล และเอกชน ทั้งนี้โครงการมีสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยทำหน้าที่เป็นเลขานุการ

อย่างไรก็ตามปัญหาใหญ่ในเรื่องนี้ คงไม่ใช่เรื่องความร่วมมือ แต่น่าจะเป็นเรื่องของการประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภค และผู้ประกอบการได้รับรู้ว่าในประเทศไทยมี “ฉลากเขียว” แล้ว ในมุมผู้บริโภคเองส่วนใหญ่ยังไม่ทราบเลยว่ามีฉลากเขียว และไม่เคยสังเกตฉลากใดๆ ที่อยู่บนผลิตภัณฑ์เลย ต่างจากฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ที่ประชาสัมพันธ์ได้ค่อนข้างดี เป็นที่รู้จักกันไปทั่ว ในมุมของผู้ผลิตสินค้า ก็เช่นกัน หลายรายก็ยังไม่ทราบว่ามี ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ ก็ควรจะมีการประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้นเพื่อให้ผู้ผลิตได้ส่งสินค้าเพื่อพิจารณาเข้าร่วม และผู้บริโภคเอง จะได้สังเกตฉลากสีเขียวก่อนจะซื้อสินค้าทุกครั้ง

สำหรับแนวคิดในเรื่องของฉลากเขียว มีดังนี้

  1. ฉลากเขียว เป็นฉลากที่ออกให้กับผลิตภัณฑ์ ซึ่งได้ผ่านการประเมินและตรวจสอบว่าได้มาตรฐานทางด้านสิ่งแวดล้อมตามข้อกำหนดที่ทางคณะกรรมการนโยบายและบริหารงานฉลากเขียวประกาศใช้
  2. เป็นการสมัครใจของผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย หรือผู้ให้บริการ ที่ต้องการแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม
  3. ปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีทางด้านสิ่งแวดล้อมให้แก่ผู้บริโภค โดยการแนะนำผลิตภัณฑ์ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย และกระตุ้นให้มีการบริโภคผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมากขึ้น
  4. กระตุ้นให้กลุ่มอุตสาหกรรมผู้ผลิต หันมาใช้เทคโนโลยีสะอาดเพื่อผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย
  5. กระตุ้นให้รัฐบาลและเอกชน ร่วมมือกันฟื้นฟูและรักษาสิ่งแวดล้อม ลดปัญหามลภาวะด้วยการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภค

วัตถุประสงค์ของ “ฉลากเขียว”

  1. ลดมลภาวะสิ่งแวดล้อมโดยรวมภายในประเทศ
  2. ให้ข้อมูลที่เป็นกลางต่อผู้บริโภคเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ทำหน้าที่อย่างเดียวกัน
  3. ผลักดันให้ผู้ผลิตใช้เทคโนโลยีหรือวิธีการผลิตที่สะอาด ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย ทั้งนี้ เพื่อส่งผลตอบแทนทางเศรษฐกิจแก่ผู้ผลิตเองในระยะยาว

ฉลากเขียวกับความร่วมมือระหว่างประเทศ

ฉลากเขียว ของสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เป็นฉลากสิ่งแวดล้อมประเภทที่ 1 ที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน ISO 14024 เริ่มดำเนินการให้การรับรองผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2537

ทางสถาบันฯ มีการพัฒนาความร่วมมือกับหน่วยงานฉลากสิ่งแวดล้อมของต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยฉลากเขียวได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกที่ได้รับรองระบบงาน GENICES ของเครือข่ายฉลากสิ่งแวดล้อมโลก (Global Ecolabelling Network (GEN))

เครือข่าย GEN นี้ มีสมาชิกเป็นหน่วยงานด้านฉลากสิ่งแวดล้อมชนิดที่ 1 จากมากกว่า 50 ประเทศทั่วโลก ซึ่งมีวัตถุประสงค์ร่วมกันในการสร้างความร่วมมือ ถ่ายทอดความรู้ และพัฒนาเกณฑ์ของผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่สามารถใช้ร่วมกันได้ในระดับสากล (Common Core Criteria (CCC)) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสมาชิก GEN สมาชิกอาจลงนามบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding (MOU)) ร่วมกัน เพื่อดำเนินงานร่วมกันในระดับองค์กร

หลักเกณฑ์ในการพิจารณาคัดเลือก

  1. ต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคทั่วไปในชีวิตประจำวัน
  2. คํานึงถึงผลกระทบของผลิตภัณฑ์ที่มีต่อสิ่งแวดล้อม และคุณประโยชน์ทางสิ่งแวดล้อมที่ได้รับเมื่อผลิตภัณฑ์นั้นถูกจําหน่ายออกสู่ตลาด
  3. มีวิธีการตรวจสอบที่ไม่ยุ่งยากและไม่เสียค่าใช้จ่ายสูง ในการประเมินคุณภาพของผลิตภัณฑ์ทาง
    สิ่งแวดล้อมตามที่กําหนดไว้ในข้อกําหนด
  4. เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผู้ผลิตมีทางเลือกอื่นในการผลิตที่จะทําให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า

ในการพิจารณาคัดเลือกนั้นจะมีความแตกต่างกันไปตามแต่ละผลิตภัณฑ์ และผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะคำนึงถึงในเรื่องต่างๆ ดังนี้

  • การจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดทั้งที่เป็นทรัพยากรหมุนเวียน (renewableresources) และทรัพยากรไม่หมุนเวียน (nonrenewable resources)
  • การลดภาวะมลพิษทางสิ่งแวดล้อมที่เป็นปัญหาที่สําคัญของประเทศ โดยส่งเสริมให้มีการผลิต การ
    ขนส่ง การบริโภค และการกําจัดทิ้งหลังใช้แล้วอย่างมีประสิทธิภาพ
  • การนําขยะมูลฝอยทั่วไปและขยะอันตรายกลับมาใช้ซ้ํา (reuse) หรือ แปรสภาพกลับมาใช้ใหม่
    (recycle)

ประเภทของผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองฉลากสีเขียว

  • เครื่องใช้ไฟฟ้า
  • บ้านและที่อยู่อาศัย
  • อุปกรณ์ก่อสร้าง
  • บริการ
  • เครื่องใช้สำนักงาน
  • ยานพาหนะและอุปกรณ์เสริม
  • ผลิตภัณฑ์กระดาษ
  • และอื่นๆ

สามารถดูรายชื่อผลิตภัณฑ์ที่ได้รับฉลากสีเขียวแต่ละเดือนได้ที่เว็บไซต์ https://www.tei.or.th/greenlabel/labs.html

การสมัครขอ “ฉลากเขียว”

การขอใช้ฉลากเขียวเป็นการดําเนินการด้วยความสมัครใจของผู้ผลิต ผจู้ัดจําหน่าย หรือผู้ให้บริการที่ต้องการแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ไม่มีกฎหมายบังคับ ผู้ประสงค์จะสมัครขอใช้ฉลากเขียวสามารถดูรายละเอียดได้จากคู่มือแนะนาโครงการฉลากเขียว หรือที่เว็บไซต์
http://www.tei.or.th/greenlabel/th_index.html

ข้อมูลเพิ่มเติม : ฉลากเขียว

บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP ผู้ผลิตพลังงานไฟฟ้า เผยแผนธุรกิจสู่ทศวรรษ 2030 ขยายพอร์ตธุรกิจให้เป็นมากกว่าการผลิตไฟฟ้า และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ CO2

ปี 2023-2024 นับเป็นปีที่เห็นที่มนุษย์โลกและสิ่งมีชีวิต ได้รับผลกระทบจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ climate change มากอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นอากาศร้อนที่ยกระดับจากโลกร้อน เข้าสู่ภาวะโลกเดือด , น้ำท่วม , แผ่นดินไหว , ภัยแล้ง , ฝุ่น PM2.5 , เอลนีโญและลานีญ่า ทั้งหมดเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ หลายภาคส่วนเล็งเห็นความสำคัญของปัญหาทั้งหมด จึงร่วมมือและเอาจริงเอาจังในการแก้ปัญหาแบบยั่งยึน ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

นายอิศรา นิโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP ผู้ผลิตพลังงานไฟฟ้าคุณภาพระดับสากล  กล่าวว่า “จากความมุ่งมั่นในการส่งมอบพลังงานไฟฟ้าคุณภาพสู่สังคม (Powering Society with Quality Megawatts) และความเชี่ยวชาญในการดำเนินธุรกิจพลังงานไฟฟ้ามากกว่า 20 ปี ใน 8 ประเทศทั่วภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก  BPP เล็งเห็นความต้องการด้านพลังงานในอนาคตที่มุ่งไปในทิศทางที่ยั่งยืนและทันสมัยมากขึ้น 

“บ้านปู เพาเวอร์” รุกธุรกิจผู้นำผลิตพลังงานยั่งยืน และลดการปล่อย CO2

บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP จึงได้กำหนดแผนการเติบโตทางธุรกิจจากปัจจุบันสู่ทศวรรษ 2030 หรือจนถึงปี 2573 ที่จะขยายพอร์ตธุรกิจที่ไม่จำกัดเฉพาะภาคการผลิตไฟฟ้า โดยเปิดประตูสู่น่านน้ำใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจผลิตพลังงานอาทิ โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน (Energy Infrastructure) โครงการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture Utilization and Storage: CCUS) และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS)

นอกจากนี้ ยังคงมุ่งเน้นการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการดำเนินงาน และการขยายโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น ด้วยแนวทางนี้ เรามั่นใจว่าบริษัทฯ จะสามารถสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอแก่ผู้ถือหุ้น และสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนแก่ผู้มีส่วนได้เสีย สามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจพลังงานยุคใหม่ที่ยั่งยืนและสอดรับกับบริบทใหม่ของสังคม”

“บ้านปู เพาเวอร์” รุกธุรกิจผู้นำผลิตพลังงานยั่งยืน และลดการปล่อย CO2

    แผนการเติบโตทางธุรกิจ “บ้านปู เพาเวอร์”  

    1. ขยายการเติบโตด้านพลังงานไฟฟ้าคุณภาพผ่านโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ

    ขยายการลงทุนในธุรกิจโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ CCGT (Combined Cycle Gas Turbines) โดยเน้นตลาดในประเทศสหรัฐอเมริกา จากปัจจุบันที่ BPP มีโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติอยู่แล้ว2 แห่ง คือโรงไฟฟ้า Temple I และโรงไฟฟ้า Temple II ในรัฐเท็กซัส โดยโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ CCGT ถือเป็นสินทรัพย์ที่ส่งมอบพลังงานไฟฟ้าคุณภาพได้อย่างเหมาะสม เนื่องจากไม่เพียงสามารถสร้างกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอให้แก่บริษัทฯ แต่ยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ด้วยเทคโนโลยี CCGT ที่มีประสิทธิภาพสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (High Efficiency, Low Emissions: HELE) 

    2. รักษาสมดุลระหว่างสัญญาซื้อขายไฟฟ้าและตลาดไฟฟ้าเสรี 

    รักษาสมดุลของพอร์ตธุรกิจที่อยู่ในรูปแบบสัญญาการซื้อขายไฟฟ้า (Power Purchase Agreement: PPA) และตลาดไฟฟ้าเสรี (Merchant Market) เพื่อนำข้อได้เปรียบของรูปแบบการซื้อขายไฟฟ้าแต่ละประเภทมาก่อให้เกิดโอกาสในการสร้างรายได้สูงสุดจากการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า โดยสามารถสร้างกระแสเงินสดได้อย่างมั่นคงจากรูปแบบสัญญา PPA และสร้างโอกาสการทำผลกำไรสูงจากรูปแบบตลาดไฟฟ้าเสรี  ทั้งนี้ BPP มีประสบการณ์การทำธุรกิจตลาดไฟฟ้าเสรี ERCOT (Electric Reliability Council of Texas) ในรัฐเท็กซัส เป็นอย่างดี และพร้อมแสวงหาโอกาสในตลาดไฟฟ้าเสรีอื่น ๆ  อีกทั้งกำลังพัฒนาธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่องในตลาดไฟฟ้าเสรี ทั้งธุรกิจซื้อขายไฟฟ้า (Power Trading) และธุรกิจค้าปลีกไฟฟ้า (Power Retail) เป็นการต่อยอดจากธุรกิจผลิตพลังงานไฟฟ้าที่มีอยู่ในปัจจุบัน

    “บ้านปู เพาเวอร์” รุกธุรกิจผู้นำผลิตพลังงานยั่งยืน และลดการปล่อย CO2

    3. ลงทุนในโครงการ CCUS เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์

    ขยายการลงทุนในโครงการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CCUS) โดยในปี 2566 ได้ลงทุนในโครงการ Cotton Cove ซึ่งนับเป็นโครงการ CCUS แห่งแรกของ BPP ที่คาดจะสามารถเริ่มดำเนินการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ภายในไตรมาส 4 ปีนี้ และคาดอัตรากักเก็บคาร์บอนเฉลี่ย 45,000 เมตริกตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปีในระยะเริ่มแรก นอกจากนี้ยังมีโครงการที่อยู่ในระหว่างการศึกษาอีกหลายโครงการ

    4. ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่

    มองหาโอกาสลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน อาทิ ระบบสายส่งไฟฟ้า (Electricity Transmission 
    System) โดยมุ่งเน้นโครงการที่สามารถสร้างกระแสเงินสดได้ทันทีและโครงการที่มีศักยภาพในการสร้างกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งในอนาคต และการลงทุนในโครงการพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ซึ่งสามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่ว่างในสินทรัพย์ที่มีอยู่ของ BPP ได้ ซึ่งทั้งสองสิ่งนี้จะช่วยเสริมความมั่นคงในการเปลี่ยนผ่านพลังงานไปสู่ระบบนิเวศการใช้พลังงานที่ยั่งยืน

    Source : Spring News

    ยอดใช้ไฟฟ้าพุ่งสูงช่วงวันหยุดยาวที่ผ่านมา เกิดพีคไฟฟ้าของปี 2567 รอบที่ 7 ถึง 34,656 เมกะวัตต์ ช่วงกลางคืนวันที่ 6 เม.ย. 2567 ในระบบของ 3 การไฟฟ้า เหตุอากาศร้อนสะสม เฉียดทำลายสถิติพีคไฟฟ้าประเทศปี 2566 พลังงานระบุ ได้โซลาร์เซลล์ช่วยตัดพีคไฟฟ้ากลางวัน ส่งผลเกิดการเกลี่ยไฟฟ้าไปใช้กลางคืนตามระบบอัตราค่าไฟฟ้า TOU ชี้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ใช้โรงไฟฟ้าให้เต็มประสิทธิภาพ อยู่ในเกณฑ์ที่ดีไม่จำเป็นต้องปรับโครงสร้าง TOU ใหม่   

    จากสถิติการใช้ไฟฟ้าของไทยแบบเรียลไทม์ในระบบของสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ. ) พบว่าในช่วงวันหยุดยาว 3 วันที่ผ่านมา (วันที่ 6-8 เม.ย. 2567) สภาพอากาศร้อนสะสมต่อเนื่องทั่วประเทศ ส่งผลให้ยอดการใช้ไฟฟ้าในช่วง 3 วันดังกล่าวพุ่งเกิน 34,000 เมกะวัตต์โดยตลอด แต่ช่วงที่เกิดสถิติการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีค) ของปี 2567 นี้ ไปเกิดในวันที่ 6 เม.ย. 2567 มียอดใช้ไฟฟ้ารวม 34,656 เมกะวัตต์ ช่วงกลางคืนเวลา 20.54 น. ซึ่งพีคไฟฟ้าของปี 2567 นี้ นับว่าเข้าใกล้ยอดพีคไฟฟ้าของประเทศที่เคยสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เมื่อปี 2566 ที่ 34,827 เมกะวัตต์

    ทั้งนี้แสดงให้เห็นว่าหากสภาพอากาศยังคงร้อนสะสมต่อเนื่องไปอีก พีคไฟฟ้าของปี 2567 อาจทำลายสถิติของพีคไฟฟ้าประเทศที่เกิดปี 2566 ได้ ตามที่สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) คาดการณ์ว่าพีคไฟฟ้าปี 2567 จะพุ่งสูงสุดเกิน 35,000 เมกะวัตต์ได้ อย่างไรก็ตามกรมอุตุนิยมวิทยาได้คาดการณ์ว่าในวันที่ 9-11 เม.ย. 2567 นี้จะเกิดพายุฤดูร้อนขึ้นหลายพื้นที่ในประเทศไทย ซึ่งอาจเป็นปัจจัยให้ยอดการใช้ไฟฟ้าปรับลดลง   

    สำหรับระบบสถิติการใช้ไฟฟ้าแบบเรียลไทม์ของ สำนักงาน กกพ. เป็นการรวบรวมยอดการใช้ไฟฟ้าของ 3 การไฟฟ้า (การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. , การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ PEA และการไฟฟ้านครหลวง หรือ กฟน.) ซึ่งเกิดขึ้นในแต่ละวัน ขณะที่สถิติการใช้ไฟฟ้าแบบเรียลไทม์ในระบบของ กฟผ. จะเป็นยอดการใช้ไฟฟ้าในแต่ละวันของ กฟผ. เท่านั้น

    ทั้งนี้พีคไฟฟ้าปี 2567 ได้เกิดขึ้นต่อเนื่องกันมา 7 รอบแล้ว โดยเกิดขึ้นในเดือน เม.ย. 2567 มากที่สุดดังนี้

    ครั้งที่  1 เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 2567 เวลา 19.24 น. ยอดพีคไฟฟ้าอยู่ที่ 30,989.3 เมกะวัตต์

    ครั้งที่  2 เมื่อวันที่  7  มี.ค. 2567 เวลา 19.47 น. ยอดพีคไฟฟ้าอยู่ที่ 32,704 เมกะวัตต์

    ครั้งที่  3 เมื่อวันที่  1 เม.ย. 2567 เวลา 21.00 น. ยอดพีคไฟฟ้าอยู่ที่ 33,340 เมกะวัตต์

    ครั้งที่  4 เมื่อวันที่  2 เม.ย. 2567 เวลา 20.51 น. ยอดพีคไฟฟ้าอยู่ที่ 33,827.1 เมกะวัตต์

    ครั้งที่  5 เมื่อวันที่  4 เม.ย. 2567 เวลา 21.00 น. ยอดพีคไฟฟ้าอยู่ที่ 34,196.5 เมกะวัตต์

    ครั้งที่  6 เมื่อวันที่  5 เม.ย. 2567 เวลา 22.22 น. ยอดพีคไฟฟ้าอยู่ที่ 34,277.4 เมกะวัตต์

    ครั้งที่  7 เมื่อวันที่  6 เม.ย. 2567 เวลา 20.54 น. ยอดพีคไฟฟ้าอยู่ที่ 34,656.4 เมกะวัตต์

    Screenshot

    ขณะที่เมื่อย้อนดูสถิติยอดการใช้ไฟฟ้าในแต่ละเดือนของไทย นับตั้งแต่เดือน ม.ค.- เม.ย. 2567 มีแนวโน้มปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง เช่นกัน ดังนี้

    เดือน ม.ค. 2567  มียอดพีคไฟฟ้าเกิดขึ้นในวันที่ 11 ม.ค. 2567 เวลา 18.52 น. ยอดใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ 29,051.3 เมกะวัตต์

    เดือน ก.พ. 2567  มียอดพีคไฟฟ้าเกิดขึ้นในวันที่ 22 ก.พ. 2567 เวลา 19.29 น. ยอดใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ 30,989.3 เมกะวัตต์

    เดือน มี.ค. 2567  มียอดพีคไฟฟ้าเกิดขึ้นในวันที่  7  มี.ค. 2567 เวลา 19.47 น. ยอดใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ 32,704 เมกะวัตต์

    เดือน เม.ย. 2567  มียอดพีคไฟฟ้าเกิดขึ้นในวันที่ 6 เม.ย. 2567 เวลา 21.54 น. ยอดพีคไฟฟ้าอยู่ที่ 34,656.4 เมกะวัตต์

    Screenshot

    แหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า กรณีที่บางหน่วยงานแสดงความเห็นว่าควรปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าแบบ TOU ใหม่ ( Time of use tariff) หรือ “อัตราค่าไฟฟ้าที่คิดตามช่วงเวลาการใช้งาน” เนื่องจากพีคไฟฟ้าส่วนใหญ่จะเกิดในช่วงกลางคืน และภาคอุตสาหกรรม รวมถึงผู้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) จะหันมาใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางคืนด้วย จึงทำให้ยอดการใช้ไฟฟ้าเกิดพีคกลางคืนเป็นส่วนใหญ่นั้น ที่ผ่านมาทั้งคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และ กฟผ. เคยหารือร่วมกันและได้ข้อสรุปว่า ยังไม่ควรปรับเปลี่ยนค่า TOU

    เนื่องจากการตรวจสอบประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้าโดยภาพรวม ยังถือว่าสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานดีอยู่แล้ว ซึ่งหากปรับเปลี่ยนอัตราค่า TOU หรือ เปลี่ยนช่วงเวลาให้พีคไฟฟ้าไปเกิดในตอนกลางวัน ก็จะทำให้เกิดความปั่นป่วนกับผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งระบบ เช่น ปรับพีคไฟฟ้าไปเกิดช่วงกลางวันแทน โรงงานอุตสาหกรรมก็จะต้องเปลี่ยนช่วงเวลาการผลิตสินค้าไปช่วงกลางวันเช่นกันและแรงงานก็ต้องเปลี่ยนเวลาทำงานกันใหม่หมดด้วย

    ที่ผ่านมามีการกำหนดค่า TOU เนื่องจากต้องการเกลี่ยการใช้ไฟฟ้าให้ได้ทั้งวัน ไม่เช่นนั้นจะเกิดพีคไฟฟ้ากลางวันตลอด และทำให้ต้องสร้างโรงไฟฟ้ามาเพื่อรองรับพีคในช่วง 2-3 เดือนเท่านั้น ซึ่งไม่คุ้มค่าและจากนั้นโรงไฟฟ้าที่สร้างมาจะใช้งานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ เพราะยอดการใช้ไฟฟ้าจะลดลงตามฤดูกาล ดังนั้นจึงกำหนดค่า TOU เพื่อให้ประชาชนหันไปใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางคืนบ้าง ซึ่งก็เป็นไปตามวัตถุประสงค์และโรงไฟฟ้าก็ได้ผลิตไฟฟ้าเต็มประสิทธิภาพ และอยู่ในเกณฑ์ประสิทธิภาพที่สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานด้วย

    ดังนั้นการเกิดพีคไฟฟ้าช่วงกลางคืนนี้ ในความเป็นจริงถ้าไม่มีการผลิตไฟฟ้าโซลาร์เซลล์จากแสงอาทิตย์ที่มีมากกว่า 3,000 เมกะวัตต์ จะส่งผลให้เกิดพีคไฟฟ้าช่วงกลางวันอยู่ดี ดังนั้นขณะนี้เป็นการแสดงให้เห็นว่าการใช้ไฟฟ้าโดยรวมของไทยเพิ่มขึ้น การที่ไม่เกิดพีคไฟฟ้าตอนกลางวันเพราะมีโซลาร์เซลล์มาช่วยตัดพีคช่วงกลางวัน จึงเห็นการเกิดพีคช่วงกลางคืนแทนนั้นเอง   

    สำหรับ TOU จะแบ่งช่วงเวลาและอัตราคิดค่าไฟฟ้าดังนี้ 1. แรงดันไฟฟ้า 12-24 กิโลโวลต์ ช่วง On Peak (09.00 – 22.00 น. วันจันทร์-วันศุกร์) อัตราค่าไฟฟ้าอยู่ที่ 5.1135 บาทต่อหน่วย ช่วง Off Peak (22.00 – 09.00 น. วันจันทร์ – วันศุกร์ และ 00.00 – 24.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุด) อัตราค่าไฟฟ้าอยู่ที่ 2.6037 บาทต่อหน่วย แต่ค่าบริการจะสูงถึง 312.24 บาทต่อเดือน

    2. แรงดันไฟฟ้าต่ำกว่า 12 กิโลโวลต์ ช่วง On Peak (09.00 – 22.00 น. วันจันทร์-วันศุกร์) อัตราค่าไฟฟ้าอยู่ที่ 5.7982 บาทต่อหน่วย ช่วง Off Peak (22.00 – 09.00 น. วันจันทร์ – วันศุกร์ และ 00.00 – 24.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุด) อัตราค่าไฟฟ้าอยู่ที่ 2.6369 บาทต่อหน่วย แต่ค่าบริการจะต่ำกว่าอยู่ที่ 24.62 บาทต่อเดือน

    Source : Energy News Center

    นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า “การปลูกต้นไม้” ในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมสามารถทำให้เกิด “ภาวะโลกร้อน” ได้ แนะควรทำการฟื้นฟูป่าในภูมิอากาศแบบร้อนชื้น

    การฟื้นฟู “ป่าเสื่อมโทรม” และ “การปลูกป่าทดแทน” เป็นเครื่องมือหนึ่งในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่นิยมทำกันทั่วโลก เพราะเราต่างรู้กันดีว่า “ต้นไม้” ช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลดภาวะโลกร้อนได้ดี แต่ดูเหมือนว่าในบางกรณีที่มีต้นไม้หนาแน่นเกินไปแสงแดดสะท้อนกลับจากพื้นผิวโลกน้อยลง นั่นหมายความว่าโลกก็ดูดซับความร้อนได้มากกว่าเดิม

    ซูซาน คุก-แพตตัน หนึ่งในผู้ร่วมวิจัยกล่าวกับเอเอฟพีว่า การฟื้นฟูป่าเสื่อมโทรมบ้างพื้นที่ จะส่งผลร้ายต่อสภาพภูมิอากาศมากขึ้น โดยการวิจัยนี้เป็นครั้งแรกที่เห็นว่า อัตราส่วนสะท้อนมีความสำคัญต่อการเกิดภาวะโลกร้อน และการสร้างอิทธิพลความเย็น (Cooling Effect) ของต้นไม้

    โครงการฟื้นฟูป่าที่ไม่ได้คำนึงถึงอัตราส่วนสะท้อน จะมีการประเมินค่าประโยชน์ทางสภาพอากาศของต้นไม้เพิ่มเติมไว้สูงเกินไป 20-80% 

    “อัตราส่วนสะท้อน” ตัวช่วยโลกเย็น

    นักวิทยาศาสตรู้ว่าการฟื้นฟูป่าทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของ “อัตราส่วนสะท้อน” หรือ “แอลบีโด” ซึ่งเป็นปริมาณรังสีดวงอาทิตย์ที่สะท้อนกลับจากพื้นผิวดาวเคราะห์ แต่ผู้เชี่ยวชาญไม่สามารถอธิบายปรากฏการณ์ได้ว่าเกิดขึ้นอย่างไร โดยการศึกษาใหม่ที่ได้ตีพิมพ์ ในวารสาร Nature Communications ช่วยไขความลับดังกล่าว

    อัตราส่วนสะท้อน” หรือ “แอลบีโด” สามารถพบได้มากที่สุดในพื้นที่แช่แข็งของโลก เช่น เกาะกรีนแลนด์ และทวีปแอนตาร์กติกา โดยเฉพาะหิมะและน้ำแข็งที่ใสเหมือนกระจก มีแอลบีโดสูงพอที่จะสะท้อนแสงอาทิตย์ได้มากถึง 90% 

    ในขณะเดียวกัน ป่าไม้ก็มักจะมีสีเข้มกว่าพื้นที่อื่น ๆ ซึ่งหมายความว่าป่าดูดซับแสงแดดได้มากขึ้นและกักเก็บความอบอุ่นไว้ ทำให้มีอัลเบโด้ต่ำ

    ดังนั้นแอลบีโดจึงเปรียบเสมือนสารทำความเย็นที่สำคัญของโลก เช่นเดียวกับผืนดินและมหาสมุทรที่ดูดซับความร้อนส่วนเกินและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตัวการสำคัญที่ทำให้โลกร้อน

      “ป่าร้อนชื้น” เหมาะสมกับการ “ฟื้นฟูป่า”

      การศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าหลายประเทศให้คำมั่นว่าจะปลูกต้นไม้หลายพันล้านต้น เพื่อเป็นเครื่องมือป้องกันภาวะโลกร้อน แต่ไม่ใช่ว่าทุกความพยายามจะสร้างประโยชน์ให้กับโลกได้อย่างเท่าเทียมกัน

      สำหรับภูมิอากาศแบบร้อนชื้น เช่น ป่าแอมะซอน และพื้นที่แอ่งรอบลุ่มน้ำคองโก นับเป็นพื้นที่กักเก็บคาร์บอนสูงและการเปลี่ยนแปลงของอัลเบโดต่ำ จึงเป็นรูปแบบสภาพภูมิประเทศที่เหมาะสำหรับการฟื้นฟูพื้นที่ป่า แต่สำหรับพื้นที่ประเภททุ่งหญ้าเขตอบอุ่นและทุ่งหญ้าสะวันนา ไม่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งจะที่ปลูกป่าทดแทน

      แม้คุก-แพตตัน จะเน้นย้ำว่าการฟื้นฟูป่าไม้ก่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อผู้คนและโลกของเราอย่างมากมาย เช่น ช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศ เป็นแหล่งน้ำสะอาดและอากาศบริสุทธิ์ แต่ให้ปลูกป่าในตำแหน่งที่ดีที่สุด ในพื้นที่สภาพภูมิประเทศที่ไม่เหมาะสม ก็จะได้ผลออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ถึง 20% เมื่อพิจารณาถึงการเปลี่ยนแปลงของอัลเบโด

      “ไม่ได้มีเงิน เวลา ทรัพยากร และแรงงานพอที่จะปลูกต้นไม่ได้ทุกที่ ดังนั้นเราจึงใช้ประโยชน์สูงและได้รับผลตอบแทนจากสภาพภูมิอากาศสูงสุดต่อการลงทุนที่มีจำกัด ในทุกไร่ที่เราปลูก” เธอกล่าวเสริม


      ที่มา: Euro NewsPhys

      Source : กรุงเทพธุรกิจ