บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ตั้งเป้าหมายบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี 2583 (ค.ศ.2040) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2593 (ค.ศ. 2050) ภายใต้วิสัยทัศน์ “Powering Life with Future Energy and Beyond ขับเคลื่อนทุกชีวิต ด้วยพลังแห่งอนาคต”

การจะไปสู่เป้าหมายตามที่กล่าวได้ แนวทางหนึ่งจะเป็นเรื่องของการนำคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยจากกระบวนการผลิตกลับมาใช้ประโยชน์หรือ การใช้เทคโนโลยีการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ นำมาใช้ประโยชน์ (Carbon Capture and Utilization : CCU)

นายบูรณิน รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐาน บริษัท ปตท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ขณะนี้ ปตท.ร่วมกับธิสเซ่นครุปป์ อูเด้ห์ (Thyssenkrupp Uhde ) ของเยอรมนี อยู่ระหว่างศึกษาออกแบบความเป็นไปได้ ในการรวบรวมนำคาร์บอนไดออกไซด์ ที่เกิดจากกระบวนการแยกก๊าซฯของโรงแยกก๊าซธรรมชาติทั้ง 6 หน่วย ที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง มีความสามารถแยกก๊าซธรรมชาติสูงสุดรวมประมาณ 2,870 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งเป็นกระบวนการที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดของ ปตท.นำมาผลิตเป็นเมทานอล

เบื้องต้นคาดว่ามีขนาดกำลังผลิตราว 100,000 ตันต่อปี และสามารถขยายกำลังการผลิตได้ถึง 2 ล้านตันต่อปี ซึ่งโรงงานแห่งนี้คาดว่าจะตั้งอยู่หนองแฟบ ใกล้กับคลังก๊าซแอลเอ็นจีของปตท.เงินลงทุนราว 3,200 ล้านบาท

ปตท.ลุย CCU จ่อทุ่ม 3 พันล้าน ผลิตเมทานอลจาก CO2 โรงแยกก๊าซฯ

ปัจจุบันไทยยังไม่มีโรงงานผลิตเมทานอล แต่มีความต้องการใช้เมทานอลเฉลี่ยปีละ 700,000 ตัน โดยการนำเข้าจากตะวันออกกลาง ซึ่งเมทานอลเป็นสารละลายสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น อุตสาหกรรมเคมี การก่อสร้างและอุตสาหกรรมการผลิตพลาสติก ผสมในนํ้ามันเชื้อเพลิง แอลพีจี รวมทั้งการนำมาใช้ผสมในนํ้ามันอากาศยานแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel : SAF)

ทั้งนี้ จากผลการศึกษาเบื้องต้นพบว่า มีความเป็นไปได้เชิงเทคโนโลยี แต่ในด้านความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ยังต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องจากต้นทุนการผลิตเมทานอล จากคาร์บอนไดออกไซด์พบว่าสูงกว่าเมทานอลจากก๊าซธรรมชาติ โดยมีผลตอบแทนการลงทุน (IRR) ต่ำกว่า 10% ขณะที่การตัดสินใจลงทุนโครงการของ ปตท.จะต้องมี IRR เฉลี่ย 14-15% ทำให้ธิสเซ่นครุปป์ อูเด้ห์ ต้องหาแนวทางออกแบบในการลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายลงเพื่อให้โครงการนี้มี IRR ที่สูงขึ้น

รวมทั้งต้องนำโครงการมาเปรียบเทียบต้นทุนการนำคาร์บอนฯไปใช้ประโยชน์ต่อ กับการนำไปกักเก็บในหลุมปิโตรเลียม (CCS) และการเสียภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) ว่าแบบไหนมีความเหมาะสม คุ้มค่ากว่ากัน คาดว่าผลการศึกษาจะได้ข้อสรุปในปีนี้

บูรณิน รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐาน บริษัท ปตท จำกัด (มหาชน)
บูรณิน รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐาน บริษัท ปตท จำกัด (มหาชน)

“หากภาครัฐมีการเก็บภาษีคาร์บอนในอนาคต รวมถึงการไม่สนับสนุนอุตสาหกรรมที่ปล่อยคาร์บอนสูง ย่อมทำให้โครงการนี้มีความน่าสนใจลงทุนมากยิ่งขึ้น จนสามารถดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้”

ทั้งนี้ จากการเยี่ยมชมศูนย์วิจัย Carbon2Chem บริษัท ธิสเซ่นครุปป์ อูเด้ห์ เมืองดุยส์เบิร์ก ประเทศเยอรมนี ได้พัฒนาต้นแบบการผลิตกรีนเมทานอลขนาด 75 ลิตรต่อวัน โดยนำคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการผลิตเหล็ก ผ่านการสังเคราะห์มาใช้ร่วมกับกรีนไฮโดรเจนที่ผ่านมาการแยกนํ้าด้วยเครื่องอิเล็กโตรไลเซอร์ ขนาด 2 เมกะวัตต์จากไฟฟ้าพลังงานลม มาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเมทานอล โดยนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในการขนส่งทางเรือ และกำลังจะพัฒนานำไปใช้ผสมเป็นนํ้ามันอากาศยานแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel : SAF)

หากการดำเนินงานในโครงกานนี้สามารถเกิดขึ้นได้ จะมีส่วนช่วยสนับสนุนการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 ของปตท.ได้ และยังเพิ่มโอกาสการเติบโตในธุรกิจพลังงานแห่งอนาคตได้อีกทางหนึ่งด้วย

สำหรับบริษัท ธิสเซ่นครุปป์ (Thyssenkrupp ) เป็นบริษัทชั้นนำของโลกที่ให้บริการด้านการวางแผน การก่อสร้าง และการให้บริการวิศวกรรมแก่โรงงานเคมีและปิโตรเคมีอย่างครบวงจร ซึ่งเป็นบริษัทที่ก่อตั้งมากว่า 200 ปี มีพนักงานกว่า 100,000 คน มีบริษัทลูกตั้งอยู่หลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย และเป็นบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในดัชนี MDAX ในปี 2566 มียอดขายรวม 37,500 ล้านยูโร

ดำเนิน 5 ธุรกิจหลัก ประกอบด้วย ด้านเทคโนโลยียานยนต์ (Auto motive Technology), ด้านการบริการด้านวัสดุ (Materials Services), ด้านเทคโนโลยีลดคาร์บอน (Decarbon Technologies), ด้านระบบยุทธนาวี (Marine Systems) และด้านเหล็กยุโรป (Steel Europ) เป็นบริษัทที่ให้ความสำคัญด้าน R&D มีศูนย์วิจัยกว่า 75 แห่งทั่วโลกโดยได้พัฒนาเทคโนโลยีด้านการอนุรักษ์สภาพอากาศ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และการปรับใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจสีเขียวอย่างยั่งยืน (Green Transformation) ตอบโจทย์ความต้องการลูกค้า

บริษัท ธิสเซ่นครุปป์ ตั้งเป้าหมายจากการใช้เทคโนโลยีในการนำคาร์บอนออกไซด์จากโรงถลุงเหล็กมาใช้ในการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นแอมโมเนีย เมทานอล จะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 30% ภายในปี 2573 เป็นการสนับสนุนให้เยอรมนีบรรลุป้าหมาย Net Zero 4kp.oxu 2593 ได้

Source : ฐานเศรษฐกิจ

นักวิจัยจากจุฬา ได้ดำเนินโครงการวิจัย “การพัฒนาเทคโนโลยีการขยายขนาดการผลิตน้ำมันจากยีสต์เพื่อสังเคราะห์น้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพอากาศยาน” (Development of scaling-up technology for production of microbial lipid for bio jet fuel synthesis) นำโดย ศาสตราจารย์ ดร.วรวุฒิ จุฬาลักษณานุกูล และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชมภูนุช กลิ่นวงษ์ จากภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อต่อยอดผลสำเร็จจากการวิจัยพบยีสต์สายพันธุ์ที่มีศักยภาพสูงในการผลิตไขมันเพื่อนำมาผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน โดยในกระบวนการผลิตน้ำมันจากยีสต์นั้น ยังได้ใช้ของเหลือทิ้งจากภาคการเกษตรมาเป็นอาหารเลี้ยงจุลินทรีย์ นับเป็นการลดปัญหาจากเผาและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับของเหลือทิ้งภาคการเกษตรอีกทางหนึ่งด้วย

ที่มาของการริเริ่มงานวิจัย

ปัจจุบันมีความต้องการการใช้น้ำมันปิโตรเลียมในอุตสาหกรรมอากาศยานเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากรายงานของกรมธุรกิจพลังงานพบว่า ประเทศไทยมีการนำเข้าเชื้อเพลิงสำหรับอากาศยานเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จาก 84.9 ล้านลิตรในปี พ.ศ. 2559 มาเป็น 376.3 ล้านลิตรต่อปีในปี 2562 ซึ่งถือว่ามีอัตราการเพิ่มที่ค่อนข้างสูง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ามีความต้องการที่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างแน่นอน และเพื่อช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม จึงมีความจำเป็นต้องหานวัตกรรมพลังงานทดแทน ที่สามารถใช้แทนน้ำมันปิโตรเลียมสำหรับอากาศยานได้

ทำให้คณะนักวิจัย ได้ดำเนินโครงการวิจัย “การพัฒนาเทคโนโลยีการขยายขนาดการผลิตน้ำมันจากยีสต์เพื่อสังเคราะห์น้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพอากาศยาน” ขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้คณะผู้วิจัยประสบความสำเร็จในการคัดแยกยีสต์ชนิด Saccharomyces cerevisiae ที่มีศักยภาพในการสะสมไขมันสูง สายพันธุ์ CU-TPD4 และได้นำมาผลิตเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานชีวภาพ โดยโครงการวิจัยนี้ ได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยรับทุนในกลุ่มเรื่องแผนงานพลังงานทดแทน ภายใต้โครงการความร่วมมือระหว่างไทย-จีน กรอบวิจัยพลังงานทดแทน (Renewable Energy) แผนงานวิจัยการสังเคราะห์ไขมันและการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานจากชีวมวล Microbial lipid synthesis and bio-refinery of jet fuel from biomass resource

คณะผู้วิจัยโครงการน้ำมันเชื้อเพลิงจากยีสต์

คณะผู้วิจัยยังประกอบด้วยนิสิตปริญญาเอกจากภาควิชาพฤกษศาสตร์ จำนวน 3 คน ได้แก่ ดร.ณัฏฐา จึงเจริญพานิชย์ ดร.วรรณพร วัฒน์สุนธร และนายธนาพงษ์ ตั้งวนาไพร ร่วมด้วย ดร. สุริษา สุวรรณรังษี จากศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และกลุ่มนักวิจัยจีน ได้แก่ Prof. Zhongming Wang และ Prof. Wei Qi จาก Guangzhou Institute of Energy Conversion, Chinese Academy of Science (GIEC)

ศาสตราจารย์ ดร.วรวุฒิ จุฬาลักษณานุกูล

ผศ. ดร.ชมภูนุช กลิ่นวงษ์

ดร.สุริษา สุวรรณรังษี

ยีสต์เพื่อการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิง

นักวิจัยได้คัดแยกยีสต์จากตัวอย่างดินทั้งหมด 53 ตัวอย่าง จากตัวอย่างดินที่เก็บในเขตพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน และจังหวัดใกล้เคียง และได้ค้นพบยีสต์ที่มีศักยภาพในการสะสมไขมันสูง สายพันธุ์ CU-TPD4 ซึ่งจัดเป็นยีสต์ชนิด Saccharomyces cerevisiae (S. cerevisiae) จัดเป็นจุลินทรีย์ที่มีความปลอดภัยสูง มีประวัติการใช้มาอย่างยาวนานและได้รับการยอมรับว่ามีความปลอดภัย (Generally Recognized as Safe, GRAS) ซึ่งมีการใช้ในอุตสาหกรรมอาหารอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน เช่น อุตสาหกรรมการผลิตเบียร์ และอุตสาหกรรมการผลิตขนมปัง แต่ยังไม่เคยมีรายงานการนำยีสต์สายพันธุ์ดังกล่าวมาใช้เพื่อการผลิตไขมันในระดับอุตสาหกรรม” ในเวลานั้น ไม่เคยมีรายงานมาก่อนว่ายีสต์ชนิดนี้สามารถผลิตน้ำมันได้ในปริมาณสูงเทียบเท่ายีสต์ผลิตน้ำมันชนิดที่มีอยู่ ซึ่งยีสต์สายพันธุ์ที่พบนี้สามารถผลิตและสะสมไขมันในเซลล์ได้สูงถึงร้อยละ 20-25 ของน้ำหนักเซลล์แห้ง ซึ่งคุณสมบัติของไขมันดังกล่าวเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับการพัฒนาไปเป็นพลังงานชีวภาพอย่างไบโอดีเซล

ในงานวิจัยครั้งนี้จะใช้กระบวนการเลี้ยงยีสต์ด้วยวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร นอกจากหญ้าอาหารสัตว์แล้ว วัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรและชีวมวลประเภทลิกโนเซลลูโลสประเภทต่าง ๆ สามารถนำมาใช้เป็นแหล่งคาร์บอนเพื่อเป็นอาหารเลี้ยงเชื้อให้แก่ยีสต์สะสมไขมันได้ ยกตัวอย่างเช่น ฟางข้าว ซังข้าวโพด ชานอ้อย รวมทั้งเปลือกผักและผลไม้ต่าง ๆ ได้แก่ เปลือกกล้วย เปลือกทุเรียน เปลือกถั่ว โดยเฉพาะฟางข้าว ซึ่งเป็นวัสดุเหลือทิ้งปริมาณมากของประเทศไทย จึงนับเป็นการใช้ของเหลือทิ้งทางการเกษตรให้เกิดประโยชน์อีกทางหนึ่ง

ข้อดีของน้ำมันเชื้อเพลิงจากยีสต์

  • วงจรชีวิตสั้น: ใช้เวลาเพาะเลี้ยงน้อย
  • ใช้อาหารหลากหลาย: เศษวัสดุทางการเกษตร น้ำเสีย จากโรงงาน ฯลฯ
  • ราคาถูก: ต้นทุนการผลิตต่ำ
  • ใช้แรงงานน้อย: กระบวนการเพาะเลี้ยงไม่ซับซ้อน
  • เพาะเลี้ยงได้ทุกที่: ไม่ต้องพึ่งพาฤดูกาล
  • ขยายขนาดการผลิตง่าย: เพิ่มปริมาณถังหมัก ยีสต์ และอาหาร
  • ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม: ไขมันที่ได้มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับน้ำมันพืช

สำหรับการเจริญเติบโตของยีสต์และปริมาณน้ำมันที่ผลิตได้จากยีสต์ในสเกลการผลิตในห้องปฏิบัติการนั้น ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการเชื้อเพลิงในตลาด จึงมีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อขยายขนาดกำลังผลิต เช่น การปรับปรุงสายพันธุ์ของยีสต์สะสมไขมัน เพื่อเพิ่มความสามารถในการผลิตและสะสมไขมันให้ได้มากขึ้น หรือปรับปรุงให้ยีสต์สามารถทนทานต่อสภาวะที่ไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตได้มากขึ้น เช่น สามารถทนต่ออุณหภูมิที่สูงขึ้นในกระบวนการผลิต เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการหล่อเย็น หรือสามารถทนต่อสารพิษที่เกิดขึ้นจากกระบวนการปรับสภาพวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรได้มากขึ้น เพื่อลดขั้นตอนและค่าใช้จ่ายในกระบวนการ Detoxification เป็นต้น

ปัจจุบันการวิจัยมุ่งเน้นที่จะเพิ่มระดับการผลิตน้ำมันของยีสต์ S. cerevisiae ในระดับขยายขนาดที่สูงขึ้น โดยทำการดัดแปลงพันธุกรรม เพิ่มการแสดงออกของเอนไซม์ Acetyl-CoA carboxylase เป็นสายพันธุ์ TWP02 ทำให้ผลิตไขมันได้เพิ่มสูงขึ้น หลังจากนั้นจึงได้ศึกษากระบวนผลิตน้ำมันจากเซลล์ยีสต์ในระดับขยายขนาด โดยใช้บริการเครื่องมือวิจัยจากห้องปฏิบัติการวิศวกรรมชีวภาพและการหมักแม่นยำ (Bioengineering and precision fermentation laboratory) ของฝ่ายวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพและวัสดุ สถาบันนวัตกรรม บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการชั้นนำของประเทศไทยทางด้านกระบวนการทางชีวภาพและกระบวนการหมัก มีความพร้อมของเครื่องมือวิจัยทางด้านเทคโนโลยีชีวภาพตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำที่ใช้ในการคัดเลือกและปรับปรุงสายพันธุ์จุลินทรีย์ กระบวนหมักตั้งแต่ระดับห้องปฏิบัติการขนาดถังหมัก 2 ลิตร ไปจนถึงระดับหน่วยวิจัยต้นแบบขนาดถังหมัก 20,000 ลิตร รวมไปถึงกระบวนการปลายน้ำที่ใช้ในการแยกเซลล์จุลินทรีย์ การทำให้เซลล์ของเชื้อจุลินทรีย์แตกด้วยความดัน การเพิ่มความเข้มข้นและความบริสุทธิ์ของสารชีวภัณฑ์ ตลอดจนการขึ้นรูปสารชีวภัณฑ์ในรูปแบบแห้งด้วยความร้อนหรือความเย็น ซึ่งศักยภาพของห้องปฏิบัติการดังกล่าวมีส่วนช่วยทำให้โครงงานวิจัยนี้สามารถประเมินศักยภาพสำหรับการออกแบบกระบวนผลิตเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพสำหรับอากาศยานที่เหมาะสมต่อไปได้

Source : Chulalongkorn University

Zhidou Rainbow รถยนต์ไฟฟ้าไซส์มินิ ดีไซน์น่ารัก โดยจะมีให้เลือกทั้งหมด 5 รุ่น โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 1.6 – 2.2 แสนบาท โดยสเปคของรถรุ่นนี้จะน่าสนใจแค่ไหน มาดูกัน

Zhidou Rainbow รถยนต์ไฟฟ้าไซส์มินิ หรือที่เรียกกันว่า Mini EV ที่น่าสนใจด้วยราคาเปิดตัวเพียง 1.6 แสน – 2.2 แสนบาท ถึงแม้จะวิ่งไม่ได้ไกลมากนัก แต่ก็ถือว่า Zhidou จะเข้ามาตีตลาดรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กสำหรับคนที่ไม่ได้ใช้เดินทางไกล 

Zhidou Rainbow เปิดตัว Mini EV ราคาเริ่มต้น 1.6 แสนบาท สเปควิ่งไกล 205 กม.

Zhidou ถือเป็นหนึ่งในแบรนด์จีนแรกๆที่เริ่มเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าตั้งแต่ปี 2014 ซึ่งได้มีทั้ง Zhidou D1, D2, D3 และล่าสุดคือ Zhidou Rainbow นั่นเอง โดย Zhidou ยังมีดีกรีเป็นแบรนด์ในเครือของ Geely อีกด้วย 

สเปค Zhidou Rainbow 

Zhidou Rainbow มีขนาดตัวรถ ยาว 3,224 มม. กว้าง 1515 มม. สูง 1,630 มม. และระยะฐานล้อ 2,100 มม. ซึ่งจะเป็นรูปแบบ 3 ประตู 4 ที่นั่ง 

Zhidou Rainbow เปิดตัว Mini EV ราคาเริ่มต้น 1.6 แสนบาท สเปควิ่งไกล 205 กม.

Zhidou Rainbow มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 20 kW, 30 kW จับคู่กับชุดแบตเตอรี่ลิเธียมเหล็กฟอสเฟตจาก Guoxuan Hi-Tech ชุดแบตเตอรี่มีความจุ 9.98 kWh, 17.18 kWh และ 17.3 kWh ซึ่งระยะการเดินทางอยู่ที่ 125 กม, 201 กม. และ 205 กม. (มาตรฐาน CLTC) ตามรุ่นย่อย

Zhidou Rainbow เปิดตัว Mini EV ราคาเริ่มต้น 1.6 แสนบาท สเปควิ่งไกล 205 กม.

ดีไซน์ภายในของ Zhidou Rainbow จะมากับโทนสีชมพู พร้อมพวงมาลัยแบบก้านคู่ แผงหน้าปัด LCD ขนาด 5 นิ้ว และหน้าจอควบคุมส่วนกลางของรถขนาด 9 นิ้ว และยังคงมีปุ่มควบคุมอยู่ใต้หน้าจอกลาง

Zhidou Rainbow เปิดตัว Mini EV ราคาเริ่มต้น 1.6 แสนบาท สเปควิ่งไกล 205 กม.

ฟีเจอร์ของ Zhidou Rainbow สามารถควบคุมรถด้วยโทรศัพท์มือถือจากระยะไกล ไม่ว่าจะเป็นการปลดล็อกรถ, การค้นหารถจากระยะไกล, การชาร์จตามกำหนดเวลา และการอัปเดต OTA

นอกจากนี้ ในอีก 3 ปีข้างหน้า Zhidou วางแผนที่จะเปิดตัวโมเดล 8 รุ่น และในอีก 5 ปีข้างหน้า จะเปิดตัวรุ่นทั้งหมด 16 รุ่น ซึ่งถือว่าน่าสนใจเพราะอนาคตรถ Mini EV ก็จะเข้ามาตอบโจทย์ผู้ใช้ที่งบประมาณจำกัดแต่ต้องการประหยัดค่าน้ำมันด้วยรถ EV 

ที่มา : carnewschina

Source : Spring News

ใครที่จะติดตั้ง “แผงโซลาร์เซลล์” เพื่อผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดใช้เอง ต้องรู้แผงโซลาร์เซลล์ ทำงานดีสุด และมีประสิทธิภาพช่วงเวลา 10.00-14.00 น. แต่หากเมฆบังจะผลิตไฟได้ลดลงตามเวลาที่ถูกบดบัง

เชื่อว่าหลายบ้านกำลังหาทางประหยัดค่าไฟ และผลิตไฟฟ้าใช้เองจากโซลาร์เซลล์ ซึ่งหลายบ้านติดตั้งไปแล้ว และหลายบ้านยังกำลังวางแผนที่จะติดตั้ง รับเทรนด์โลกที่หันมาใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น สำหรับใครที่อยากติดตั้ง“ โซลาร์เซลล์” ก่อนหน้านี้ #สปริงนิวส์ ได้พาเปิดเทคนิคว่าทิศไหนดีสุด ผลิตไฟได้มากกว่ากัน ! โดย นายพงศภัค นครศรี กรรมการบริหาร บริษัท ไอออน เอนเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ ION ผู้นำธุรกิจจัดหาโซลูชั่นพลังงานสะอาดจากแสงอาทิตย์ครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบ จัดหา และติดตั้ง รวมถึงการดูแลบริการหลังการขายสำหรับภาคครัวเรือน อสังหาริมทรัพย์และองค์กรธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

เขาได้กล่าวว่า ปัจจุบันทั่วโลกมีแนวโน้มการใช้พลังงานไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนซึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เพื่อลุยภารกิจพิชิต Net Zero สู่อนาคตที่ยั่งยืน เทรนด์ติดตั้ง Solar Roof มีเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดโดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่อาศัย (Residential) ด้วยเหตุผลภาระค่าไฟฟ้าที่กำลังเพิ่มขึ้น

รู้ยัง? “แผงโซลาร์เซลล์” ทำงานดีสุด!  10.00-14.00 น. หากเมฆบังจะผลิตไฟลดลง

    ทั้งนี้ได้มีการเปิดเผยข้อมูลการติดตั้ง “โซลาร์เซลล์” ว่าทิศไหนดีสุด ผลิตไฟได้มากกว่ากัน รายละเอียดดังนี้

    • ทิศใต้  ผลิตไฟได้ 7,203 หน่วย/ปี
    • ทิศตะวันออก ผลิตไฟได้  6,830 หน่วย/ปี
    • ทิศตะวันตก ผลิตไฟได้  6,752 หน่วย หน่วย/ปี
    • ทิศเหนือผลิตไฟได้  หน่วย 6,275 หน่วย/ปี

    ส่วนใครที่สงสัยว่าแผงโซลาร์เซลล์ ทำงานดีสุด! ช่วงเวลาใด คำตอบ คือ

    • ระบบเริ่มทำงานตั้งแต่ 06.00 -18.00 น.
    • ความเข้มแสงสูงสุด คือ 10.00-14.00 น.
    • หากเมฆบังระบบรับแสงแดดได้ไม่ดี ทำให้การผลิตไฟลดลงในขณะนั้น
    • หากฝนตก แสงน้อยระบบแผงโซลาร์เซลล์ยังทำงานได้ แต่การผลิตจะต่ำลง

    Source : Spring News

    การศึกษาใหม่พบว่า ความร้อนและความแห้งแล้งที่รุนแรงขึ้นเนื่องจาก “วิกฤตสภาพภูมิอากาศ” จะทำให้ดินของ “ออสเตรเลีย” กลายเป็นแหล่งปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขนาดใหญ่ ที่จะทำให้ “ภาวะโลกร้อน” แย่ลงกว่าเดิม

    แผ่นดินเป็นหนึ่งใน “แหล่งกักเก็บคาร์บอน” ที่สำคัญของโลก แต่เมื่อสภาพอากาศอุ่นขึ้น ดินก็สามารถกักเก็บคาร์บอนได้ลดลง และในบางกรณี ดินก็เริ่มปล่อยคาร์บอนบางส่วนกลับคืนสู่อากาศ ส่งผลให้วิกฤตสภาพภูมิอากาศโลกรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะดินใน “ออสเตรเลีย

    “ดิน” คาย “ก๊าซคาร์บอน” ที่กักเก็บมานาน

    การศึกษาใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Portfolio Journal เตือนว่า ดินในออสเตรเลียอาจกลายเป็นหนึ่งในแหล่งปล่อยก๊าซคาร์บอนที่ใหญ่ที่สุด และไม่สามารถกักเก็บ “ก๊าซคาร์บอน” ได้ภายในสองทศวรรษข้างหน้า โดยจะทำให้เกิดมลภาวะคาร์บอนประมาณ 8.3% ของมลพิษทั้งหมด แม้ว่าเราจะสามารถควบคุม “ภาวะโลกร้อน” ได้อย่างดีที่สุดแล้วก็ตาม

    นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเคอร์ติน ทำการจำลองสถานการณ์ต่าง ๆ เพื่อทำนายวิถีการเปลี่ยนแปลงในออสเตรเลีย โดยพบว่า ภายในปี 2588 ดินจะคายคาร์บอนมากกว่า 14% หากโลกยังคงปล่อยมลพิษคาร์บอนออกมาในปริมาณปัจจุบัน

    ดินในออสเตรเลียกักเก็บคาร์บอนไว้ประมาณ 28 กิกะตัน โดย 70% ถูกเก็บไว้ในพื้นที่ราบอันกว้างใหญ่ แม้ว่าในตอนนี้ พื้นที่เหล่านี้บางส่วนสามารถกักเก็บคาร์บอนต่อไปได้ แต่การศึกษาพบว่าการชดเชยปริมาณคาร์บอนที่สูญเสียไปจากดินในพื้นที่ที่ไวต่อสภาพอากาศที่ร้อนกว่านั้นไม่เพียงพอ โดยสาเหตุหลักมาจากการทำการเกษตรกรรม และความอ่อนไหวในดินเมื่อมีอุณหภูมิสูงขึ้น เช่น พื้นที่ชายฝั่งทะเลและพื้นที่ราบสูง

    จากแนวทางการจัดการที่ดินในปัจจุบัน รายงานคาดการณ์ว่าในช่วงปี 2563-2588 พื้นที่เกษตรกรรมจะสะสมคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากถึง 0.19 ตันต่อเฮกตาร์ต่อปี

    “ถ้าหากเราหาทางทำให้ดินในพื้นที่เกษตรกรรมมีประสิทธิภาพการกักเก็บคาร์บอนเพิ่มขึ้น อัตราการปล่อยคาร์บอนของดินก็จะลดน้อยลง แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับภาวะโลกร้อนด้วยว่าจะรุนแรงขึ้นหรือไม่ ซึ่งถ้าหากสถานการณ์โลกร้อนรุนแรงขึ้น ดินก็อาจปล่อยคาร์บอนออกมาได้เช่นกัน และจะทำให้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแย่ลง” ศาสตราจารย์ราฟาเอล วิสคาร์รา รอสเซล ผู้นำการวิจัย ทีมกล่าวว่า

    หากการปล่อย “ก๊าซเรือนกระจก” ยังคงดำเนินต่อไปในอัตราปัจจุบัน อุณหภูมิของโลกจะสูงกว่า อุณหภูมิก่อนยุคอุตสาหกรรมมากกว่า 2 องศาภายในศตวรรษนี้  และจะส่งผลร้ายแรงและอาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อโลก

    การที่ดินปล่อยคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศจะทำให้เกิดความร้อนทั่วโลกสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดการสูญเสียคาร์บอนในดินรุนแรงขึ้น “ถ้าเราไม่ฟื้นฟูดิน โลกของเราจะอุ่นขึ้น และเราจะสูญเสียคาร์บอนเพิ่มมากกว่าเดิม มันเลวร้ายมาก เราต้องทำทุกวิถีทางที่ทำได้ เพื่อลดการสูญเสีย คาร์บอนจากในให้น้อยที่สุด” ศ.วิสคาร์รา รอสเซล กล่าว

    แก้ปัญหาดินปล่อย “ก๊าซคาร์บอน”

    อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการคาดการณ์ที่เลวร้ายเหล่านี้ การศึกษาได้เสนอแนวทางแก้ไขบางอย่างที่อาจบรรเทาผลกระทบมที่เกิดจากการปล่อยคาร์บอนในดินได้ด้วย “การจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน” ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ เพิ่มผลผลิตทางการเกษตร และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การดายหญ้า และปลูกพืชพรรณพื้นเมืองเพิ่มขึ้นในพื้นที่ราบ 

    การจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน สามารถปรับปรุงสุขภาพดินได้อย่างมาก และเป็นการช่วยเพิ่มการกักเก็บคาร์บอนในดิน พร้อมเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพของระบบนิเวศอีกด้วย การปฏิบัติเหล่านี้สามารถนำไปสู่ดินที่มีสุขภาพดีขึ้น มีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้นและสามารถกักเก็บน้ำได้ดีขึ้น

    นอกจากนี้จำเป็นต้องให้ความรู้กับชนเผ่าพื้นเมือง ให้สามารถจัดการการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน และสามารถนำมาปรับให้เข้ากับสภาพแวดล้อมในท้องถิ่น โดยเฉพาะ “การเผา” ที่เป็นวัฒนธรรมสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน แต่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพดิน ทำให้เกิดฝุ่นควัน และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมากที่เป็นอันตรายต่อระบบนิเวศ 

    การเกษตรปฏิรูปเพื่อฟื้นฟูดิน นับเป็นการทำเกษตรกรรมช่วยปรับปรุงและฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างยั่งยืน แนวทางนี้สามารถทำได้หลากหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการปลูกพืชคลุมดิน ลดการไถหน้าดิน การทำปุ๋ยหมัก และการปลูกพืชหมุนเวียนที่หลากหลาย ทั้งหมดนี้มุ่งเป้าไปที่การเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน สามารถผลิตอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการมากขึ้น ลดการพึ่งพาปัจจัยการผลิตทางเคมี และทนทานต่อความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ

    เกษตรกรที่ใช้เทคนิคเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการลดสภาพภูมิอากาศ โดยเปลี่ยนการเกษตรจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิไปสู่การกักเก็บสุทธิที่อาจเกิดขึ้น ด้วยการมุ่งเน้นไปที่บริการด้านสุขภาพดินและระบบนิเวศ

    “เราจำเป็นต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าดินในพื้นที่ราบของออสเตรเลียสามารถรักษาปริมาณคาร์บอนไว้ได้ การจับและกักเก็บคาร์บอนจะต้องอาศัยวิทยาศาสตร์แบบสหวิทยาการ นวัตกรรม ความตระหนักรู้ทางวัฒนธรรม และนโยบายที่มีประสิทธิผล” ศ.วิสคาร์รา รอสเซล กล่าว

    นอกจากวิธีข้างต้นแล้ว ในตอนนี้ออสเตรเลียมีที่เกี่ยวกับการชดเชยคาร์บอนในดินที่ลงทะเบียนภายใต้หน่วยงานกำกับดูแลพลังงานสะอาด จำนวน 530 โครงการ นับตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา แต่มีเพียง 7 โครงการเท่านั้นที่มีการขายคาร์บอนเครดิต โดยสามารถทำยอดขายรวมกันไปได้ 254,913 หน่วย มูลค่ามากกว่า 8 ล้านดอลลาร์ ขณะที่อีก 10 โครงการถูกเพิกถอนโดยสมัครใจ

    กำไรจากการกักเก็บดินยังถูกนำมาใช้เพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในฟาร์ม หรือเรียกว่า “คาร์บอนอินเซ็ต” (carbon insetting) อีกทั้งยังมียังมีการประมูลวัวสายพันธุ์ดี 700 ตัว ถูกประมูลแบบปลอดคาร์บอน

    ขณะที่ โฆษกจากกรมสิ่งแวดล้อมกล่าวว่า “การจัดทำบัญชีเรือนกระจกระดับชาติ” สามารถวัดการเปลี่ยนแปลงของคาร์บอนในดิน อันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิและปริมาณน้ำฝนได้ ถูกนำใช้ในการติดตามและวัดความคืบหน้าการเข้าสู่ Net Zero ของออสเตรเลีย 

    นอกจากนี้รัฐบาลได้ลงทุน 40 ล้านดอลลาร์ ในการพัฒนาเทคโนโลยีต้นทุนต่ำ สำหรับการตรวจวัดคาร์บอนในดินได้อย่างแม่นยำ

    ที่มา: EarthScience DailyThe GuardianThe Independent

    Source : กรุงเทพธุรกิจ