GoodWe บริษัทผู้ให้บริการโซลูชั่นด้านพลังงานแสงอาทิตย์ระดับโลกได้เปิดตัวเครื่องชาร์จกระแสไฟฟ้าแบบสลับ (AC Wallbox) รุ่น HCA Series ที่อัดแน่นไปด้วยฟังก์ชั่นการชาร์จอัจฉริยะสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งสามารถใช้ได้กับรถยนต์ไฟฟ้าทุกยี่ห้อ และทำงานร่วมกันได้กับโซลาร์อินเวอร์เตอร์ของ GoodWe รวมถึงไฮบริด อินเวอร์เตอร์อื่นๆ โดยเครื่องชาร์จไฟฟ้ารุ่นนี้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับใช้เอง ขณะที่ช่วยให้ระบบที่ผสมผสานระหว่าง EV และ PV นี้ มีต้นทุนถูกลง การเปิดตัวครั้งนี้ แสดงให้เห็นความแข็งแกร่งของ GoodWe ในฐานะผู้ให้บริการแบบเบ็ดเสร็จด้านโซลูชั่นอัจฉริยะของตลาดพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใช้สำหรับที่อยู่อาศัย

เครื่องชาร์จพลังงานไฟฟ้าของบริษัท GoodWe ทำให้เจ้าของบ้านสามารถชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ส่วนเกินได้ ไม่ว่าจะทางตรงจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคาของผู้ใช้เอง หรือผ่านระบบแบตเตอรี่สำหรับกักเก็บพลังงาน เครื่องชาร์จสามารถใช้งานควบคู่กับอินเวอร์เตอร์ของ GoodWe ทั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์แบบไฮบริด และแบบแบตเตอรี่ในการชาร์จจากพลังงานแสงอาทิตย์มายังรถยนต์ได้เต็มที่ (sun-to-car setup) ระบบบูรณาการนี้ถูกจัดการผ่านระบบบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ (SEMS) ของ GoodWe ซึ่งรวมไปถึงฟีเจอร์ในการดูแลและการชาร์จไฟฟ้าอัจฉริยะอีกด้วย

เครื่องชาร์จไฟฟ้า GoodWe ประกอบไปด้วยกระแสไฟฟ้าแบบเฟสเดียว (7 กิโลวัตต์) และแบบ 3 เฟส (11/22 กิโลวัตต์) พร้อมด้วยโครงสร้างสำหรับติดตั้งกับกำแพงและเสาบ้าน พร้อมทั้งมีค่ามาตรฐานในการป้องกันฝุ่นอยู่ที่ระดับ IP66 และมีกรอบกันน้ำอย่างดี เครื่องชาร์จไฟฟ้านี้สามารถติดตั้งได้ทั้งภายนอกและภายในอาคาร ยิ่งกว่านั้น ยังสามารถป้องกันการเกิดกระแสไฟฟ้าส่วนเกิน กระแสไฟฟ้าแรงดันเกินและไฟฟ้าลัดวงจรได้

นายโทมัส แอร์ริ่ง (Thomas Hearing) กรรมการผู้จัดการ GoodWe Europe GmbH กล่าวว่า “รถไฟฟ้ากลายมาเป็นส่วนแบ่งที่สำคัญทางการตลาดของหลายประเทศในแถบยุโรป…พลังงานแสงอาทิตย์บวกกับพลังงานไฟฟ้าเป็นระบบที่พิสูจน์ได้ในอนาคตว่าช่วยส่งเสริมความเป็นกลางทางคาร์บอนและการเปลี่ยนผ่านพลังงานสู่ความยั่งยืน และด้วยเครื่องชาร์จไฟฟ้ารุ่น HCA Series ของ GoodWe นี้ เจ้าของบ้านสามารถพึ่งพาตนเองด้านพลังงานได้มากขึ้น ขณะที่มีค่าใช้จ่ายด้านพลังงานลดลง และสามารถลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกลงไปได้พร้อมกันด้วย”  

เกี่ยวกับ GoodWe

GoodWe เป็นบริษัทผู้ผลิตเครื่องอินเวอร์เตอร์พลังงานไฟฟ้าโซล่าเซลส์และระบบการกักเก็บพลังงานชั้นนำของโลกที่มีชื่อจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ (รหัสหุ้นคือ 688390) ส่งออกอุปกรณ์อินเวอร์เตอร์รวมกว่า 2 ล้านชิ้นและการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์แบบ 35GW มากกว่า 100 ประเทศในหลายภูมิภาค ระบบอินเวอร์เตอร์พลังงานแสงอาทิตย์ของ GoodWe ได้รับการไว้วางใจติดตั้งบนหลังคาทั้งส่วนที่อยู่อาศัยและการพาณิชย์ อุตสาหกรรมและระบบสาธารณูปโภคมากมาย ขนาดระหว่าง 0.7กิโลวัตต์ ถึง 250 กิโลวัตต์ บริษัทฯ มีพนักงานมากกว่า 4,000 คน ในกว่า 20 ประเทศทั่วโลก และได้รับการจัดอันดับให้เป็นผู้ผลิตอินเวอร์เตอร์กักเก็บพลังงานท็อป 3 ของโลกโดยสถาบัน วู๊ด แมคเคนซีย์ เมื่อปี 2564 หากสนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเข้าเยี่ยมชมได้ที่ goodwe.com

Source : Energy News Center

ทั้งนี้ สาเหตุหลักมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจากวิกฤติโควิด-19 บวกกับสงครามทางการเมืองระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ส่งผลให้ราคาน้ำมันตลาดโลกที่เคยลดลงอย่างหนัก ค่อย ๆ ขยับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุด โดยราคาน้ำมันดีเซล (Gas Oil) เฉลี่ยทั้งเดือนมิ.ย. 2565 ซึ่งเป็นเดือนที่ราคาสูงสุดอยู่ที่ 176.8 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันสำเร็จรูปเฉลี่ยทั้งเดือนมิ.ย.อยู่ที่ 113 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กองทุนอุดหนุนน้ำมันดีเซลสูงสุดลิตรละ 14 บาท

1. ราคาดีเซลทะลุลิตรละ 35 บาท

ทั้งนี้ นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ใช้กลไกกองทุนน้ำมันของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาพยุงราคาน้ำมันดีเซลในช่วงแรกที่ลิตรละ 30 บาท และค่อย ๆ ขยับราคาเป็นลิตรละ 32 บาท จนถึงปัจจุบันพยุงไว้ที่ลิตรละ 35 บาท พร้อมกับลดเก็บเงินสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลิตรละ 3 บาท และขยับมาเป็นลิตรละ 5 บาทในปัจจุบัน

ส่งผลให้รัฐสูญเสียรายได้จากภาษีน้ำมันดีเซลราวเดือนกว่า 10,000 ล้านบาท หรือรวมรายได้ที่ต้องสูญเสียจนถึงสิ้นปี 2565 รวมกว่า 80,000 ล้านบาท โดยภาษีน้ำมันถือเป็นสัดส่วนรายได้ที่ใหญ่ที่สุดของกรมสรรพสามิต ซึ่งเก็บรายได้เฉลี่ยประมาณ 200,000 ล้านบาทต่อปี

2. กองทุนน้ำมันติดลบกว่า 1.2 แสนล้าน

สำหรับสถานกองทุนน้ำมัน จากปี 2564 ที่ยังเป็นบวกกว่า 20,000 ล้านบาท เริ่มติดลบเดือนม.ค. 2565 ระดับ 5,000 ล้านบาท ซึ่ง นายวิศักดิ์ วัฒนศัพท์ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เริ่มเข้าสู่ขั้นตอนการทำแผนกู้เงินเพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับกองทุนน้ำมัน แต่ก็ยังไม่มีสถาบันทางการเงินไหนปล่อยกู้และกินเวลายาวมาถึงช่วงเดือนส.ค. 2565 ที่สถานกองทุนน้ำมันติดลบทะลุ 1.1 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงเห็นชอบให้ขยายกรอบวงเงินกู้ที่ 1.5 แสนล้านบาท พร้อมกับให้กระทรวงการคลังค้ำประกันการชำระหนี้ให้กับ สกนช. เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับสถาบันทางการเงินในการปล่อยสินเชื่อให้กับกองทุนน้ำมัน ส่งผลให้มีสถาบันทางการเงินที่เป็นของรัฐบาลปล่อยสินเชื่อให้แล้ว ณ วันที่ 25 ธ.ค. 2565 รวม 30,000 ล้านบาท ส่วนสถานการเงินยังคงติดลบที่ 123,155 ล้านบาท โดยกว่าจะได้เงินเข้ามากองทุนน้ำมันใช้เวลากว่า 1 ปีในการดำเนินงานเรื่องเงินกู้ 

3. รีดกำไรโรงกลั่นอุ้มน้ำมัน

จากการที่กองทุนน้ำมันติดลบทะลุ 1 แสนล้านบาท กระทรวงพลังงานจึงมีแนวคิดขอลดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นทั้ง 6 แห่ง ประกอบด้วย TOP, IRPC, PTTGC, BCP, ESSO, SPRC รวมเป็นเงินประมาณ 7,500 – 8,000 ล้านบาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือน ก.ค. – ก.ย.2565

ทั้งนี้ การเก็บเงินจากธุรกิจโรงกลั่นและโรงแยกก๊าซจากกำไรการกลั่นน้ำมัน และการแยกก๊าซ แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ 1.กำไรจากการกลั่นน้ำมันดีเซลเดือนละประมาณ 5 – 6 พันล้านบาท โดยเงินส่วนนี้จะส่งเข้าสู่กองทุนน้ำมันฯ 2.กำไรจากการกลั่นน้ำมันเบนซินจะเก็บจากโรงกลั่นเดือนละ 1 พันล้านบาท โดยในส่วนนี้จะมีการเก็บเงินเพื่อไปชดเชยให้กับผู้ใช้ราคาเบนซิน โดยลดราคาน้ำมันเบนซินให้กับผู้ใช้เบนซิน 1 บาทต่อลิตร และ 3.เก็บจากกำไรของโรงแยกก๊าซ เดือนละประมาณ 1,500 ล้านบาท โดยกำไรส่วนนี้จะเก็บเข้าสู่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อเป็นการเสริมสภาพคล่องให้กับกองทุนเช่นกัน  

อย่างไรก็ตาม โรงกลั่นได้จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ส่งผลให้การจะนำกำไรจากโรงกลั่นออกมาจะผิดกฎระเบียนการดำเนินธุรกิจภายใต้ธรรมาภิบาล แต่มีพียง บอร์ด ปตท. ที่อนุมัติเงินช่วยเหลือ 3,000 ล้านบาท เข้ากองทุนน้ำมัน

4. ส่วนลดซื้ออีวีคันละ 7 หมื่น – 1.5 แสนบาท

ด้วยนโยบายมุ่งสู่ความเป็กลางทางคาร์บอน ปี ค.ศ. 2550 และเป้าหมาย Net Zero ปี ค.ศ. 2565 ภาครัฐจึงได้ขับเคลื่อนนโยบาย 30@30 โดยคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) เพื่อผลักดันไทยก้าวเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Society) ด้วยการเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า และชิ้นส่วนที่สำคัญของโลกหรือศูนย์กลางของภูมิภาค (EV Hub) โดยได้ ตั้งเป้าหมายการผลิตรถ ZEV (Zero Emission Vehicle) หรือยานยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ให้ได้อย่างน้อย 30% ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมดในปี ค.ศ. 2030 (พ.ศ. 2573) จึงเป็นที่มาของตัวเลข 30@30

ทั้งนี้ บอร์ดอีวีได้ออกมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) 3 ประเภท ได้แก่ รถยนต์ รถจักรยานยนต์และรถกระบะ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะไปออกกฎหมายและทำสัญญากับค่ายรถที่เข้าร่วมโดยให้เงินสนับสนุนตั้งแต่ 7 หมื่นบาท จนถึงสูงสุด 1.5 แสนบาทต่อคัน

5. ค่าไฟทยอยปรับขึ้นทะลุ 5.33 บาท

จากสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองต่างประเทศ ส่งผลให้ราคานำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) มีราคาสูงขึ้นจากระดับ 10 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู ค่อย ๆ ขยับพุ่งสูงขึ้นเป็นระดับ 20-40 ดอลลารต่อล้านบีทียู ส่งผลให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้มีมติให้ปรับค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) สำหรับการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าในรอบเดือน ม.ค.–เม.ย. 2565 โดยให้เรียกเก็บที่ 1.39 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้อัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.78 บาทต่อหน่วย

และได้ปรับขึ้นค่า Ft รอบเดือน พ.ค. – ส.ค. 2565 เรียกเก็บที่ 24.77 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้อัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 23.38 สตางค์ต่อหน่วย เป็น 4.00 บาทต่อหน่วย ในขณะที่ เดือนก.ย. – ธ.ค. 2565 มีมติปรับค่า Ft ที่หน่วย 68.66 สตางค์ มาอยู่ที่ 93.43 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยที่เรียกเก็บขึ้นมาอยู่ที่ 4.72 บาทต่อหน่วย 

ทั้งนี้ กกพ. ได้มีมติ พิจารณาราคาค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) รอบเดือนม.ค. – เม.ย. 2566 ประเภทบ้านอยู่อาศัยที่หน่วยละ 93.43 สตางค์ ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าต้องจ่ายเฉลี่ยหน่วยละ 4.72 บาท เท่าเดิม ส่วนผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทอื่น ได้แก่ กิจการขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ โรงแรม กิจการไม่แสวงหากำไร สูบน้ำเพื่อการเกษตร ไฟฟ้าชั่วคราว(ระหว่าง ก่อสร้าง) คือ อุตสาหกรรม การค้า การเกษตร การบริการ กำหนดหน่วยละ 190.44 สตางค์ ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่อัตรา 5.69 บาทต่อหน่วย หรือเพิ่มขึ้น 20.5% จากงวดก.ย.-ธ.ค. 2565

อย่างไรก็ตาม ปัญหาค่าไฟที่สูงขึ้นของกลุ่มธุรกิจในรอบดังกล่าวนั้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการรวมตัวยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อเสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหาราคาค่าไฟในระยะยาว 5 ข้อ เพื่อแก้ปัญหาระยะยาว โดยล่าสุดบอร์ดกกพ.ได้ทบทวนตัวเลขค่า Ft ใหม่ ส่งผลให้ผู้ใช้ไฟฟ้าภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมจ่ายค่า Ft ที่ 154.92 สตางค์ต่อหน่วยจากเดิมที่ต้องจ่ายค่าเอฟที 190.44 สตางค์ต่อหน่วย จึงต้องจ่ายค่าไฟฟ้า 5.33 บาทต่อหน่วยในรอบบิลค่าไฟฟ้า ม.ค. – เม.ย. 2566

6. กฟผ. แบกค่าเอฟที 1.5 แสนล้าน

ทั้งนี้ จากต้นทุนผลิตไฟฟ้าที่สูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา กระทรวงพลังงานใช้กลไกการรับภาระค่า Ft เพื่อพยุงราคาค่าไฟไม่ให้สูงจากต้นทุนจริงราวหน่วยละ 7-8 บาท มาอยู่ในระดับหน่วยละ 4 บาท โดยให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รับภาระถึงสิ้นปี 2565 ที่ 1.5 แสนล้านบาท ซึ่งกกพ. ได้จัดทำตัวเลขเพื่อคืนหนี้ให้กับกฟผ.ที่หน่วยละ 22.22 สตางค์ เป็นเวลา 3 ปี 

ซึ่งกฟผ. พร้อมแบกภาระหนี้ต่อไปอีกได้ แต่รัฐบาลจะต้องสนับสนุนงบประมาณการลงทุนในโครงการต่าง ๆ ให้กฟผ. เพื่อเสริมสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ หรือ ยอมให้กฟผ. งดส่งรายได้จากกำไรบางส่วนให้กับรัฐบาล ซึ่งตลอด 2 ปีที่ผ่านมา กฟผ. ได้ขอชะลอการนำส่งรายได้เข้ารัฐ โดยค้างจ่ายปี 2564 อยู่ที่ 6,000 ล้านบาท และในปี2565 อีกประมาณ 17,000 ล้านบาท

7. ทุ่ม 2.3 แสนล้าน ตรึงราคาพลังงาน

นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ในปี 2565 กระทรวงพลังงานได้ดำเนินมาตรการหลายด้าน ประกอบด้วย ด้านลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน โดยช่วยลดภาระค่า Ft ให้แก่ผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 500 หน่วย รักษาระดับราคาขายปลีกดีเซล และยังคงตรึงราคาขายก๊าซ LPG ไว้ภายหลังจากทยอยปรับขึ้นให้ใกล้เคียงราคาตลาดที่แท้จริง โดยมีการช่วยเหลือผ่านกลุ่มร้านค้า หาบเร่ แผงลอยอาหาร และผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยมูลค่าการช่วยเหลือทางด้านพลังงานในปี 2565 รวมทั้งสิ้นกว่า 232,800 ล้านบาท  

พร้อมกับส่งเสริมการลงทุนและกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยส่งเสริมทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมัน
ก๊าซธรรมชาติ ไฟฟ้า โครงการพลังงานทดแทนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และโครงการอื่นๆ รวมมูลค่าการลงทุนกว่า 260,000 ล้านบาท 

Source : กรุงเทพธุรกิจ

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ผนึกกำลังบริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด เดินหน้ารุกธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า (EV ) ลุยขายและติดตั้งเครื่องชาร์จ EV  สนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ผุดสถานีชาร์จ EleX by EGAT แห่งใหม่ที่เมืองทองธานีรวม 13 ช่องจอด พร้อมชวนสัมผัสผลิตภัณฑ์และบริการของบริษัทในกลุ่ม กฟผ. ในงาน Motor Expo 2022 ระหว่างวันที่ 1 – 12 ธ.ค. 2565 นี้

วันที่ 1 ธ.ค. 2565 นายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) พร้อมด้วยนายพอลล์ กาญจนพาสน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด, นายอธิป ตันติวรวงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด และนายเฮซุส ครูซ ซานเชส ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก Wallbox Chargers S.L. ร่วมพิธีเปิดบูธ EGAT Group EV Business Solution และสถานีชาร์จ EleX by EGAT 13 ช่องจอด ที่งานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 39 (Motor Expo 2022) ณ อาคารชาเลนเจอร์ 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

นายบุญญนิตย์ กล่าวว่า การเดินหน้าขับเคลื่อนการลงทุนผลิตภัณฑ์และบริการด้านยานยนต์ไฟฟ้า (EV)ของบริษัทในกลุ่ม กฟผ. มีเป้าหมายสำคัญเพื่อส่งเสริมระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) และสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศตามนโยบาย 30@30 ทั้งการขยายสถานีชาร์จ EleX by EGAT การพัฒนาแอปพลิเคชัน EleXA และระบบปฏิบัติการบริหารจัดการสถานีชาร์จ (BackEN) รวมถึงการจับมือพันธมิตรชั้นนำทางธุรกิจจากประเทศสเปนนำเข้าเครื่องชาร์จ EVประสิทธิภาพสูงภายใต้แบรนด์ Wallbox ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจให้คนไทยในการตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้อีวีมากยิ่งขึ้น

โดย กฟผ. ตั้งเป้าขยายสถานีชาร์จ EleX by EGAT และสถานีพันธมิตรในปี 2565 นี้รวมกว่า 100 สถานี ซึ่งครอบคลุมการเดินทางของผู้ใช้ EV ในทุกภูมิภาค นอกจากนี้ กฟผ. ยังร่วมกับผู้ให้บริการรายอื่นเชื่อมโยงข้อมูลตำแหน่งสถานีชาร์จทุกค่ายมาไว้ในแอปพลิเคชัน EleXA เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้ EV ในการค้นหาสถานีชาร์จ ตลอดจนขยายการให้บริการระบบปฏิบัติการ BackEN ช่วยบริหารจัดการสถานีชาร์จอย่างครบวงจรแก่ผู้ที่สนใจลงทุนสถานีชาร์จ ส่วนการจำหน่ายเครื่องชาร์จ EV ของ Wallbox กฟผ. ได้มอบหมายให้บริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม กฟผ. เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินธุรกิจ เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจ EV ในอนาคต

นอกจากนี้ผู้ว่าการ กฟผ. พร้อมด้วยนายพอลล์ กาญจนพาสน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด ได้ร่วมกันเปิดสถานีชาร์จ EleX by EGAT ที่ได้ร่วมกันพัฒนาเพื่อให้บริการผู้ใช้ EV ที่เข้ามาใช้บริการในบริเวณพื้นที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยเปิดให้บริการจำนวน 2 สถานี รวม 13 ช่องจอด ในบริเวณ 2 พื้นที่ ได้แก่ 1) บริเวณอาคารจอดรถในร่ม P1 อาคารชาเลนเจอร์ เป็นสถานีอัดประจุไฟฟ้าแบบชาร์จด้วยความเร็วปกติ AC Normal Charge 9 ช่องจอด 2) บริเวณพื้นที่ลานจอดรถของโรงแรมโนโวเทล เป็นสถานีอัดประจุไฟฟ้าแบบชาร์จเร็ว DC Fast Charge 60 – 125 kW รวม 4 ช่องจอด ซึ่งจะทำให้พื้นที่แห่งนี้กลายเป็นสถานีชาร์จไฟฟ้าสาธารณะที่มีจำนวนหัวชาร์จมากที่สุดในจังหวัดนนทบุรี

นายอธิป ตันติวรวงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า Innopower มีเป้าหมายในการสร้างธุรกิจนวัตกรรมพลังงานที่ตอบโจทย์ทางด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยในส่วนของยานยนต์ไฟฟ้า เราต้องการสร้างประสบการณ์ที่ดีในการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ทั้งส่วนของเครื่องชาร์จ EV  และระบบการบริหารจัดการสถานีชาร์จ ปัจจุบันเครื่องชาร์จ EV ไม่เพียงแค่ชาร์จไฟฟ้าให้กับรถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น แต่ต้องตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกันของผู้ใช้ EV ด้วย

Wallbox จึงถือเป็นเครื่องชาร์จ EV สุดอัจฉริยะ (Smart EV Charger) มาตรฐานยุโรป ขนาดกะทัดรัด ทันสมัยเหมาะกับการตกแต่งทุกรูปแบบ อีกทั้ง Wallbox ยังถูกออกแบบให้การชาร์จไฟฟ้าแต่ละครั้งเกิดความคุ้มค่าที่สุด เพราะสามารถเลือกชาร์จไฟฟ้าอัตโนมัติในช่วงที่อัตราค่าไฟฟ้าต่ำ รองรับการทำงานร่วมกับพลังงานสะอาดอย่างโซลาร์เซลล์ และเฉลี่ยกำลังไฟขณะชาร์จเพื่อป้องกันการใช้ไฟฟ้ามากเกินไปเมื่อใช้งานพร้อมกันหลายคัน นอกจากนี้การติดตั้ง Wallbox ยังได้รับรองมาตรฐานการติดตั้งอย่างปลอดภัยจาก กฟผ. อีกด้วย อินโนพาวเวอร์พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดัน Ecosystem ของประเทศ และสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้อีวีทุกกลุ่ม เพื่อเดินหน้าประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืนในอนาคต

สำหรับไฮไลท์ผลิตภัณฑ์และบริการด้านอีวีของบริษัทในกลุ่ม กฟผ. ภายในงาน Motor Expo 2022 จะทำให้ผู้ที่สนใจได้สัมผัสประสบการณ์การใช้ EV ในชีวิตประจำวันตั้งแต่ที่พักอาศัย ระหว่างเดินทางในจุดพักและชาร์จรถ ก่อนที่จะเดินทางต่อไปยังสถานที่ปลายทาง เช่น

1.Wallbox รุ่น Pulsar Max เครื่องชาร์จ EV รุ่นใหม่ที่ขนาดเล็กกะทัดรัด แต่ความสามารถใหญ่กว่าตัว เพราะชาร์จไฟฟ้าได้เร็ว รองรับการจ่ายไฟฟ้าได้ตั้งแต่ 7.4 – 22 กิโลวัตต์ (kW) โดดเด่นด้วยนวัตกรรมด้านการบริหารจัดการพลังงานในบ้าน เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายและยกระดับการใช้พลังงานสีเขียวภายในที่อยู่อาศัยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งยังถูกออกแบบให้ทนทานต่อการใช้งานและติดตั้งง่ายขึ้นจึงช่วยลดค่าใช้จ่ายในการติดตั้งลงด้วย

2.เดินทางสะดวก มั่นใจใช้ EV ผ่านสถานีชาร์จ EleX by EGAT และแอปพลิเคชัน EleXA ครอบคลุมถนนสายหลักในทุกภูมิภาคด้วยเครื่องชาร์จแบบเร็ว (DC Fast Charge) สะดวกทุกการเดินทาง รวมถึงบริเวณห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล สนามกอล์ฟ หน่วยงานราชการ

3. เห็นโอกาสทางธุรกิจสำหรับผู้สนใจลงทุนสถานีชาร์จด้วยระบบ BackEN ที่จะคอยดูแลให้คำปรึกษา ช่วยให้เจ้าของสถานีบริหารจัดการและขยายธุรกิจได้ง่ายมากขึ้น อีกทั้งยังสามารถมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายสถานีชาร์จ EleX by EGAT ได้อีกด้วย

โดยผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์และบริการด้านอีวีดังกล่าวได้ที่บูธ H03 อาคารชาเลนเจอร์ 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 1-12 ธันวาคม 2565 หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.innoev.co/ และ Line ID : @innoev.co โทร 06 1415 1052

Source : Energy News Center

ม.ขอนแก่น สุดเจ๋ง เปิดตัว แบตเตอรี่ โซเดียมไอออนจากแร่เกลือหินในประเทศไทย ครั้งแรกในอาเซียน  รองรับการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน และอุตสาหกรรมแบตเตอรีในอนาคต

แม้รถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV เป็นกระแสที่ได้รับความสนใจจากทั่วโลก เพื่อลดการใช้พลังงานฟอสซิล ที่เป็นหนึ่งในสาเหตุของโลกร้อน แต่ราคารถที่ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะแบตเตอรี่ ที่เดิมใช้เทคโนโลยีลิเธียมไออน ซึ่งหายากและมีราคาแพง ทำให้การขยายตัวยังทำได้ในวงจำกัด แต่ล่าสุดมีข่าวดี เมื่อมหาวิทยาลัยขอนแก่นสามารถพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่ต้นแบบที่ใช้โซเดียมไอออน  ที่ผลิตจากแร่เกลือหินซึ่งมีจำนวนมากในประเทศไทย สามารถลดต้นทุนการผลิตและไม่ต้องพึ่งพาทรัพยากรหายากจากต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อวงการรถไฟฟ้าของไทยในอนาคต

แบตเตอรี่โซเดียมไอออน
แบตเตอรี่โซเดียมไอออน

รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น พร้อมด้วย ดร. ธีรวุธ  ตันนุกิจ ผู้แทนอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ร่วมเปิดตัวแบตเตอรี่ชนิดโซเดียมไอออนจากแร่เกลือหินในประเทศไทย ภายใต้โครงการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตแบตเตอรี่ชนิดโซเดียมไอออนจากแหล่งแร่เกลือหินเพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมศักยภาพ ซึ่ง มข.ร่วมกับกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ทำการวิจัยและทำการผลิตจนนำมาสู่การใช้งานได้จริง โดยมีนักวิชาการและผู้ที่สนใจในกลุ่มธุรกิจพลังงานทดแทน ร่วมเป้นสักขีพยานและชมผลงานวิจัยดังกล่าวกันอย่างคับคั่ง

แบตเตอรี่โซเดียมไอออน
แบตเตอรี่โซเดียมไอออน

ศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า การพัฒนาแบตเตอรี่ชนิดโซเดียมไอออนจากแหล่งแร่เกลือหิน ซึ่งเป็นแบตเตอรี่ชนิดโซเดียมมไอออนต้นแบบซึ่งผลิตได้เป็นที่แรกในประเทศไทย และที่แรกในระดับภูมิภาคอาเซียน โดยทำการที่โรงงานแบตเตอรี่และพลังงานยุคใหม่มหาวิทยาลัยขอนแก่น  

แบตเตอรี่โซเดียมไอออน
แบตเตอรี่โซเดียมไอออน

ทั้งนี้โครงการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตแบตเตอรี่ชนิดโซเดียมไอออนจากแหล่งแร่เกลือหินเพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมศักยภาพ ถือเป็นกลไกลสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตวัตถุดิบให้สามารถผลิตวัตถุดิบคุณภาพสูง รองรับอุตสาหกรรมแบตเตอรี่แห่งอนาคต โดย มีสถานประกอบการในโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมการผลิตแบตเตอรี่  แห่งอนาคนแบบครบวงจรเข้าร่วมงานด้วย ไม่ว่าจะเป็นสถานประกอบการในระดับต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ประกอบด้วยโครงการเหมืองแร่โพแทช บริษัท ไทยคาลิ จำกัด และ บริษัท อาเซียนโปแตชชัยภูมิ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน รวมทั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าบริษัท วี.ซี.เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด ผู้ผลิตและจำน่ายจักรยายนยนต์ไฟฟ้า บริษัท เอ็นเซิร์ฟ  โฮลดิ้ง จำกัด บริษัท อินโนวาแพค จำกัด บริษัท ทีแอนด์ที ไมโครโมบิล จำกัดเข้าร่วมชมผลงานด้วย

” ทีมนักวิจัย มข. ประสบความสำเร็จในการพัฒนาศึกษาวิจัยและทดลองแบตเตอรี่ชนิดโซเดียมไอออนจากแหล่งแร่เกลือหินในประเทศไทย เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตแบตเตอรี่ทางเลือกโดยการใช้วัตถุดิบที่มีภายในประเทศทดแทนแบตเตอรี่ชนิดลิเทียมไอออน ทั้งนี้ได้ดำเนินการพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีการผลิตแบตเตอรี่ทางเลือกในระดับเซลล์จากโรงงานแบตเตอรี่และพลังงานยุคใหม่ จนออกมาเป็นผลิตต้นแบบ (Prototype) และนำไปทดลองใช้งานจริงในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ใหม่ และระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System: ESS)  ที่จะเป็นแบตเตอรี่สำหรับจักรยานไฟฟ้า แบตเตอรี่สำรองสำหรับระบบโซลล่าเซลล์ และ ไฟส่องสว่าง อย่างไรก็ตามจากความสำเร็จเหล่านี้ ส่งผลอุตสาหกรรมไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งหนึ่งในกลุ่มเป้าหมายหลักคือ อุตสาหกรรมการผลิตแบตเตอรี่แห่งอนาคตจากวัตถุดิบที่มีในประเทศ”

ขณะที่ ดร. ธีรวุธ  ตันนุกิจ ผู้แทนอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กล่าวว่า ภาคอีสานเป็นแหล่งแร่สำรองที่มีปริมาณมหาศาลมาก ที่ทำให้ทุนสนับสนุนมหาวิทยาลัยขอนแก่นเพราะเล็งเห็นว่าโซเดียมไอออนแบตเตอรี่มีศักยภาพที่จะมาเป็นแบตเตอรี่ทางเลือกเพื่อจะทดแทนลิเทียมไอออนแบตเตอรี่เพราะต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ 100% ปีงบประมาณหน้าทาง มข. จากทำแบตเตอรี่โซเดียมไอออนให้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมเพื่อที่จะมาเทียบกับแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนและตอนนี้ได้นำไปใช้กับ อีไบรท์หรือจักรยานยนต์ต้นแบบที่ใช้พลังงานจากโซเดียมไอออนซึ่งเป็นความสำเร็จจากโครงการครั้งนี้และเป้าหมายต้องการจะสร้างอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ครบวงจร ในส่วนตัวเกลือหินหรือเกลือสินเธาว์กิโลกรัมละไม่กี่บาทแต่พอมาทำเป็นตัววัตถุดิบตั้งต้นแบตเตอรี่โซเดียมไอออนตัวนี้จะยกระดับมูลค่าทางเศรษฐกิจแร่ตัวนี้อย่างมากในอนาคต และจะทำการต่อยอดให้เป็นอุตสาหกรรมต่อไป

Source : Spring News

นายคณิสสร์ ศรีวชิระประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เน็กซ์ พอทย์ จำกัด (มหาชน) หรือเน็กซ์ (NEX) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ นายบรรจง สุกรีฑา เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิดภัณฑ์สุดสาหกรรม (สมอ.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ สมอ. ลงพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา เพื่อเยี่ยมชมโรงงานของบริษัท อมิตา เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มพลังงานบริสุทธิ์ผลิตและจำหน่ายแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนที่ทันสมัยและใหญ่ที่สุดในอาเซียน รวมทั้งเยี่ยมชมกระบวนการผลิตและประกอบยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) เชิงพาณิชย์ของบริษัท แอ๊บโซลูท แอสเซมบลี จำกัด หรือ AAB ซึ่งเป็นผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์แบบครบวงจรรายแรกและรายเดียวในประเทศไทย

นายคณิสสร์ กล่าวต่อว่า รู้สึกภูมิใจที่ สมอ. มาดูงานที่โรงงาน ซึ่งเรามั่นใจในมาตรฐานของโรงงานผลิตแบตเตอรี่ และโรงงานผลิตและประกอบยานยนต์ไฟฟ้า เนื่องจากได้นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ ประกอบกับมีบุคลากรผู้ชำนาญด้านยานยนต์ไฟฟ้า จึงมั่นใจในคุณภาพและมาตรฐาน ปัจจุบันโรงงานผลิตและประกอบยานยนต์ไฟฟ้า มีกำลังการผลิตสูงสุด 9,000 คันต่อปี ซึ่งประเมินว่า ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้ต้องการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ดังนั้นบริษัทจึงได้จัดทำแผนขยายโรงงานแห่งที่ 2 ในพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา ให้สามารถรองรับการผลิตได้ประมาณ 50,000 คันต่อปี อย่างไรก็ตาม บริษัทยังมีแผนสนับสนุนการใช้ชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศมากขึ้น เพื่อลดการนำเข้าจากต่างประเทศน้อยที่สุด โดยตั้งเป้าว่าจะนำเข้า 20% และใช้ชิ้นส่วนในประเทศ 80%

ด้านนายบรรจง กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ตรวจโรงงานทั้ง 2 แห่ง พบว่ามีแนวคิดและวิสัยทัศน์ที่ดี มีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในกระบวนการผลิต สามารถเป็นตัวอย่างให้กับอุตสาหกรรมรถอีวีในประเทศได้ ซึ่งปัจจุบันอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในไทยเป็นที่น่าจับตามอง ดังนั้นเห็นว่าการดำเนินกิจการของโรงงานทั้ง 2 แห่ง จะสามารถช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศด้านยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลเรื่องการส่งเสริมให้เกิดการผลิตและการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศได้

นายบรรจง กล่าวต่อว่า สมอ. จะนำข้อมูลที่ได้จากโรงงานดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ในการกำหนดมาตรฐานในอีก 3 ด้าน ได้แก่ มาตรฐานด้านแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า มาตรฐานด้านสถานีชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า และมาตรฐานด้านระบบการควบคุมยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการยานยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศ โดยเร็วๆ นี้ สมอ. จะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะผู้ประกอบการด้านยานยนต์ไฟฟ้า ให้เข้ามาร่วมให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เพื่อลดความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นให้น้อยที่สุด ก่อนจะเร่งดำเนินการประกาศบังคับใช้มาตรฐานภายในสิ้นปีนี้ เพื่อให้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับของทุกภาคส่วน และไม่เป็นอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า ซึ่งเป็นไปตามแนวทางการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าของคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี)

Source : เดลินิวส์