การผลักดันอุตสาหกรรมใหม่ภายในประเทศของ “ซาอุดีอาระเบีย” เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันในเชิงเศรษฐกิจมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดรัฐบาลซาอุดีอาระเบียยังได้ร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีและค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่หลายราย เพื่อวางรากฐานก้าวสู่การเป็นหนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) สำคัญระดับโลก

ไฟแนนเชียลไทมส์รายงานว่า กองทุนเพื่อการลงทุนสาธารณะ (พีไอเอฟ) ของซาอุดีอาระเบีย ได้บรรลุข้อตกลงร่วมกับบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของไต้หวันอย่าง “ฟ็อกซ์คอนน์” (Foxconn) ในการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนผลิตรถยนต์อีวีแบรนด์แรกของซาอุดีอาระเบียในชื่อ Ceer

โดยฟ็อกซ์คอนน์จะมีบทบาทในการพัฒนาสถาปัตยกรรมไฟฟ้าภายในรถยนต์ของ Ceer ไม่ว่าจะเป็นระบบความบันเทิงภายในรถยนต์ ระบบการเชื่อมต่อ รวมถึงระบบขับขี่อัตโนมัติ ขณะที่ส่วนประกอบของรถยนต์จะใช้เทคโนโลยีจากผู้ผลิตยานยนต์ชั้นนำอย่าง “บีเอ็มดับเบิลยู”

ทั้งนี้ Ceer จะเริ่มต้นผลิตรถยนต์ซีดานและเอสยูวี โดยคาดว่าจะออกสู่ตลาดได้ในปี 2025 และจัดจำหน่ายในซาอุดีอาระเบียรวมถึงกลุ่มประเทศในตะวันออกและแอฟริกาเหนือ ซึ่งปัจจุบันมีผู้เล่นรายใหญ่ที่เข้ามาตีตลาดอย่าง “เทสลา” และ “บีวายดี” จากจีน

Ceer ยังตั้งเป้าระดมทุนผ่านการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) มากกว่า 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยคาดว่าจะสามารถสร้างตำแหน่งงานภายในประเทศได้ถึง 30,000 ตำแหน่ง และมีส่วนช่วยสร้างจีดีพีให้กับซาอุดีอาระเบียเพิ่มขึ้นอีกกว่า 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2034

แถลงการณ์ของกองทุนพีไอเอฟระบุว่า “ซาอุดีอาระเบียไม่เพียงแต่จะสร้างแบรนด์รถยนต์ใหม่ แต่เรากำลังจุดประกายอุตสาหกรรมใหม่” ทั้งนี้ เป็นไปตามวิสัยทัศน์ของ มกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ซึ่งเป็นประธานกองทุนพีไอเอฟ และเป็นผู้นำการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของซาอุดีอาระเบียให้ลดการพึ่งพาน้ำมัน

ซาอุดีอาระเบียได้เดินหน้าเข้าสู่อุตสาหกรรมอีวีมาอย่างต่อเนื่อง โดยรอยเตอร์รายงานว่า ก่อนหน้านี้ กองทุนพีไอเอฟยังได้เข้าถือหุ้นกว่า 60% ใน “ลูซิด กรุ๊ป” บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ที่ขณะนี้กำลังสร้างโรงงานอีวีในเมืองเจดดาห์ของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเมื่อแล้วเสร็จคาดว่าจะมีกำลังการผลิตสูงถึง 150,000 คัน/ปี

ก.ค.ที่ผ่านมา กองทุนพีไอเอฟยังได้เข้าถือหุ้นใน “แอสตันมาร์ติน” รวม 16.7% ด้วยเม็ดเงินลงทุน 78 ล้านปอนด์และหุ้นเพิ่มทุนอีก 575 ล้านปอนด์ ส่งผลให้ซาอุดีอาระเบียกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับสองในค่ายรถหรูเก่าแก่ของอังกฤษ ที่กำลังประสบปัญหาการเงินและแสวงหาเงินทุนสำหรับการพัฒนารถยนต์รุ่นใหม่

ก่อนหน้านี้ยังมีกระแสข่าวว่า ซาอุดีอาระเบียมีแผนผลักดันการทำเหมืองและสร้างโรงงานผลิตแบตเตอรี่อีวี และในช่วงต้นปีนี้ วอลล์สตรีตเจอร์นัลยังรายงานว่า ซาอุดีอาระเบียได้เจรจากับฟ็อกซ์คอนน์ เพื่อร่วมทุนสร้างโรงงานมูลค่า 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในเมืองแห่งอนาคต “นิอุม” ที่ซาอุดีอาระเบียกำลังพัฒนาขึ้น ซึ่งจะเป็นแหล่งสำหรับการผลิตไมโครชิป ส่วนประกอบรถอีวี และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ

ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการผลักดันอุตสาหกรรมใหม่และกระจายเศรษฐกิจออกจากการพึ่งพาน้ำมันของซาอุดีอาระเบียที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2021 ด้วยเป้าหมายในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศให้ได้ไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ/ปี

อย่างไรก็ตาม ความฝันของซาอุดีอาระเบียเหมือนจะยาวไกล เห็นได้จากเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศช่วงครึ่งแรกของปีนี้ที่อยู่ในระดับ 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ก็นับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญสำหรับซาอุดีอาระเบียในการก้าวสู่ธุรกิจอีวีที่กำลังจะกลายเป็นเทรนด์หลักของโลกในอีกไม่ช้า

Source : ประชาชาติธุรกิจ

กระทรวงพลังงาน เคาะพลังงานหมุนเวียน 1 หมื่นเมกะวัตต์ บรรจุอยู่ในแผนพลังงานชาติ เน้นส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ถึง 6 พันเมกะวัตต์ ดัน กฟผ.เป็นผู้ลงทุนพลังงานสะอาดในอนาคต เดินหน้าสู่ Net Zero

นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า จากที่ประเทศไทยได้มีเป้าหมายบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี ค.ศ. 2050 และบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ได้ปี ค.ศ. 2065 (Net Zero) จำเป็นต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคพลังงานเป็นสำคัญ เนื่องจากมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์คิดเป็นสัดส่วนกว่า 30 % โดยมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯราว 256 ล้านตันต่อปี

ทั้งนี้องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) คาดการณ์ความต้องการใช้พลังงานของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นสำหรับทุกประเภทเชื้อเพลิงทั้งน้ำมัน ก๊าซฯ ถ่านหิน และพลังงานหมุนเวียน(RE) ในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งหากต้องการให้บรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จะต้องเน้นการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและเพิ่มสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำให้มากขึ้น

ดันพลังงานสะอาด ผลิตไฟฟ้า 1 หมื่นเมกะวัตต์ เคลื่อนไทย Net Zero

ดังนั้น ปัจจัยขับเคลื่อนให้ประเทศไทยก้าวสู่ความยั่งยืนและเกิดความสมดุลด้านพลังงาน จะต้องการพัฒนาโครงการสร้างพื้นฐานด้านพลังงานให้เพียงพอรองรับความต้องการพลังงานในอนาคต รองรับพลังงานสะอาดที่จะเกิดขึ้น(Green Energy) รวมทั้งการพัฒนาระบบบริหารจัดการพลังงานที่มีประสิทธิภาพ ตอบโจทย์รูปแบบธุรกิจพลังงานที่เปลี่ยนแปลงไปตามแนวโน้มพลังงานในอนาคต เช่น รถยนต์ไฟฟ้า(EV) และสมาร์ทกริด ( Smart Grid) 

รวมทั้งการพัฒนาหรือนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วยสนับสนุน เช่น เทคโนโลยีการดักจับการใช้ประโยชน์และการกักเก็บคาร์บอนของประเทศ (Carbon Capture, Utilization and Storage : CCUS) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีบทบาทสำคัญในอนาคต การเตรียมบุคลากรด้านต่าง ๆ ให้มีความรู้และทักษะที่สนับสนุนการดำเนินงานตามแนวโน้มการพัฒนาพลังงานในอนาคต

รวมถึงการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ ในการขับเคลื่อนเป้าหมายและนโยบายของประเทศ ทั้งภาคธุรกิจที่จะเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมพลังงาน ภาควิชาการที่สนับสนุนให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมเทคโนโลยีพลังงานในประเทศ และภาคประชาชนที่ให้ความร่วมมือในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน รวมถึงมีส่วนร่วมในโครงการด้านพลังงาน เช่น โครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน

ดังนั้น การดำเนินงานของกระทรวงพลังงาน ได้มีจัดทำแผนพลังงาน ภายใต้กรอบความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เพื่อนำไปสู่เป้าหมายดังกล่าว ได้กำหนดกรอบที่จะเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 50% ของกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน

ภายใต้กรอบแผนพลังงานชาติ จะมีแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าหรือพีดีพี(ปี 2565-2580) เป็นแผนย่อยรวมอยู่ด้วย ซึ่งจะมีการบรรจุเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนราว 10,900 เมกะวัตต์ แยกเป็น การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ 6,000 เมกะวัตต์ แยกเป็นโซลาร์ฟาร์ม 3,000 เมกะวัตต์ และมีโซลาร์ลอยน้ำในเขื่อนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) 2,700 เมกะวัตต์ โซลาร์รูฟท็อป 300 เมกะวัตต์ พลังงานลม 1,500 เมกะวัตต์ ผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลและก๊าซชีวภาพ รวม 800 เมกะวัตต์ ผลิตไฟฟ้าจากขยะ 600 เมกะวัตต์ แยกเป็นจากขยะชุมชน 400 เมกะวัตต์ และขยะอุตสากรรม 200 เมกะวัตต์

“กฟผ.มีศักยภาพพัฒนาโซลาร์ลอยน้ำได้ถึง 10,000 เมกะวัตต์ใน 20 ปี ตลอดจนพื้นที่เหมืองแม่เมาะใน 20 ปีข้างหน้า หากต้องเลิกใช้โรงไฟฟ้าถ่านหิน จึงมีศักยภาพของพื้นที่ที่จะทำโซลาร์ฟาร์มได้อีก ซึ่งกฟผ.จะกลายเป็นผู้ลงทุนพลังงานสะอาดในอนาคต”

นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า การจัดทำแผนพลังงานชาติ ขณะนี้อยู่ระหว่างการรับฟังความเห็นแผนย่อย และหลังจากนั้นจะเปิดรับฟังความเห็นของแผนพลังงานชาติทั้งหมด และจะนำเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) พิจารณาได้ราวไตรมาสแรกของปี 2566 นำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.)เห็นชอบต่อไป คาดว่าจะประกาศใช้แผนพลังงานชาติได้ราวไตรมาสที่ 2 ของปี 2566

Source : ฐานเศรษฐกิจ

บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA เปิดตัวรถกระบะไฟฟ้า 100 % ในชื่อ MINE Mobility MT 30 เปิดราคาจำหน่าย 748,500 บาท ในรุ่นมาตรฐาน และ 766,500 บาทในรุ่นสีพาสเทล ซึ่งเป็นราคาที่ได้รับส่วนลดจากมาตรการสนับสนุนการใช้งานรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเรียบร้อยแล้ว

MINE Mobility MT30 เป็นรถกระบะบรรทุกขนาดเล็กมิติตัวถัง ยาว 4,585 มม. กว้าง 1,750 มม. สูง 1,940 มม. กระบะท้ายแบบเรียบเปิดได้ 3 ด้าน ยาว 2,500 มม. กว้าง 1,580 มม. สูง 340 มม. ระยะช่วงล้อ 2,815 มม. ระยะจากพื้นถึงตำแหน่งต่ำสุดของแบตเตอรี่ 360 มม.

อุปกรณ์มาตรฐาน พวงมาลัยแร็คแอนด์พิเนียน ผ่อนแรงด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ESP วงเลี้ยวแคบสุด 5.7 เมตร ระบบเบรกด้านหน้าดิสก์ – ด้านหลังดรัมเบรก ระบบช่วงล่างหน้า อิสระ แมคเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลัง แหนบซ้อน พร้อมโช็คอัพ ล้อกระทะเหล็กขนาด 14 นิ้ว พร้อมยาง 195R14C

ระบบขับเคลื่อนเป็นแบบขับ 2 ล้อ ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าชุดเดียวติดตั้งที่ล้อหลัง เหนือเพลา ขนาดกำลังสูงสุด 80 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 200 นิวตันเมตร ความเร็วสูงสุด 100 กม./ชม. น้ำหนักรถ 1,450 กิโลกรัม รองรับน้ำหนักบรรทุกสูงสุด 1,000 กิโลกรัม

แบตเตอรี่เป็นแบบลิเธียมไอออน NMC ขนาด 30 kWh มาตราฐานกันน้ำ ip67 ระยะทางวิ่งสูงสุด 202 กม. รองรับการชาร์จแบบ DC สูงสุด 70 kW สามารถชาร์จจาก 30-80% ได้ในเวลาเพียง 15 นาที ส่วนการชาร์จปกติ รองรับสูงสุด 6.6 kW การชาร์จ 1-100% ใช้เวลา 4 ชั่วโมง 40 นาที แบตเตอรี่รับประกัน 8 ปี หรือ 150,000 กม.

สำหรับเป้าหมายการจำหน่ายตั้งไว้ในปีแรก 3,000 คัน เน้นการเจาะกลุ่มลูกค้าองค์กรและเน้นการขายล็อตใหญ่ โดยจะเริ่มผลิตในช่วงปลายปีนี้และจะส่งมอบได้ตั้งแต่ไตรมาสแรกของปีหน้า

เครดิตภาพบางส่วนจาก www.grandprix.co.th

Source : MGROnline

สำนักงานพลังงานสากล (IEA) เปิดเผยว่า ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) มีแนวโน้มพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปีนี้ แต่ยังคงต้องอาศัยความพยายามจากภาคส่วนอื่น ๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยมลพิษสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593

IEA รายงานการติดตามความคืบหน้าด้านพลังงานสะอาด (TCEP) ว่า มีสัญญาณบวกเกี่ยวกับความคืบหน้าด้านพลังงานสะอาดในหลายภาคส่วน แต่ยังต้องอาศัยความพยายามอีกมาก เพื่อผลักดันให้โลกมุ่งสู่การปล่อยมลพิษสุทธิเป็นศูนย์ภายในกลางศตวรรษนี้

สำนักข่าวซีเอ็นบีซีรายงานว่า รายงาน TCEP ซึ่งตีพิมพ์เป็นประจำทุกปี นั้นอาศัยการพิจารณาข้อมูลจากระบบพลังงานทั้งหมด 55 ส่วน โดยเมื่อปี 2564 TCEP ได้วิเคราะห์ความก้าวหน้าของภาคส่วนเหล่านี้ เพื่อบรรลุหมุดหมายระยะกลางที่สำคัญภายในสิ้นทศวรรษนี้ตามนโยบายมุ่งสู่การปล่อยมลพิษสุทธิเป็นศูนย์ของ IEA

ในส่วนของรถยนต์ไฟฟ้า IEA ระบุว่า ยอดขายทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวจากเมื่อปี 2564 โดยคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 9% ของตลาดรถยนต์ และคาดว่าภายในปี 2565 จะได้เห็นยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าที่พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แตะที่ระดับ 13% ของยอดขายรถยนต์ขนาดเล็กทั่วโลก

ทั้งนี้ ในถ้อยแถลงก่อนหน้านี้ของ IEA ระบุว่า ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในปี 2564 แตะที่ 6.6 ล้านคัน ขณะที่ ยอดขายในไตรมาส 1/2565 อยู่ที่ 2 ล้านคัน ซึ่งพุ่งขึ้น 75% เมื่อเทียบกับช่วง 3 เดือนแรกของปี 2564

Source : RYT9.COM

on-ion ร่วมกับ ReAcc ออกใบรับรองการใช้พลังงานหมุนเวียน หรือ Renewable Energy Certificates (RECs) ในรูปแบบของ Green Charging Network ผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มรายแรกในไทย

นายโทรณ หงศ์ลดารมภ์ Head of EV Charger Business บริษัท อรุณ พลัส จำกัด (ARUN PLUS) (ซ้าย) และ นายณัฐชาต เจิดนภาพันธ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท รีแอค จำกัด (ReAcc) (ขวา) เปิดเผยถึงความร่วมมือในการต่อยอดนวัตกรรมและแสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ ระหว่าง ออน-ไอออน (on-ion) ผู้ให้บริการสถานีอัดประจุสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (EV Charging Station) และ รีแอค (ReAcc) ตัวแทนให้บริการซื้อขายด้านพลังงานสะอาดและความเป็นกลางทางก๊าซเรือนกระจกผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์ม ว่าจะมีการออกใบรับรองการใช้พลังงานหมุนเวียน หรือ Renewable Energy Certificates (RECs) จาก ReAcc ในรูปแบบของ Green Charging Network เพื่อให้ผู้ใช้ EV ที่ใช้บริการชาร์จไฟฟ้าที่สถานีของ ออน-ไอออน มั่นใจได้ว่าพลังงานไฟฟ้าที่ได้รับเป็นพลังงานสะอาดที่มาจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน 100% และเป็นพลังงานหมุนเวียนที่ผลิตในประเทศไทยทั้งหมด

นอกจากนี้ผู้ใช้บริการผ่าน on-ion Mobile Application ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดจะได้รับสิทธิพิเศษ ต่าง ๆ ที่มอบให้เฉพาะสมาชิกออน-ไอออน โดยผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Line : @onionev

ทั้งนี้สถานีอัดประจุสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ออน- ไอออน (on-ion EV Charging Station) พร้อมบริการแล้วในพื้นที่ศูนย์การค้ากองทรัสต์อัลไล 6 แห่ง อาคารจอดรถ Energy Complex (EnCo) และในพื้นที่ EECi วังจันทร์วัลเลย์ จ. ระยอง ตลอดจนเตรียมขยายสถานีฯ บนทำเลศักยภาพทั่วไทย รองรับการเติบโตของตลาด EV และเพื่อสนับสนุนให้คนไทยใช้พลังงานสะอาด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

Source : Energy News Center