นายสุทธิชัย วีรกุลสุนทร ส.ก.เขตจอมทอง ในฐานะประธานคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาร่างข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายกรุงเทพมหานคร ประจำปี พ.ศ.2566 แสดงความเห็นด้วยกับ ส.ก. พรรคก้าวไกล ที่จะยื่นญัตติต่อที่ประชุมสภากรุงเทพมหานคร ในการผลักดันให้รถเมล์ที่วิ่งในกทม.ต้องเป็นรถไฟฟ้า (EV) โดยระบุว่า อยากสนับสนุนญัตตินี้ เพราะต้องการให้ชาวกรุงเทพฯ ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถเดินทางด้วยรถโดยสารที่มีสภาพดี ปลอดภัย และที่สำคัญเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ตาม หน่วยงานของกรุงเทพมหานคร อาจจะยังมีอำนาจหน้าที่ตามข้อบัญญัติ หรือพ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้องไม่ครอบคลุม และไม่สามารถดำเนินการได้ในทันที ซึ่งขณะนี้ฝ่ายกฎหมายของสำนักงานเลขานุการสภากทม. อยู่ระหว่างการรวบรวมเอกสารที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม เพื่อให้คณะกรรมการสามัญประจำสภากรุงเทพมหานครที่เกี่ยวข้อง ได้ศึกษาและหาแนวทางเพื่อพิจารณาปรับปรุงข้อบัญญัติในส่วนอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบของ กทม.ต่อไป

“ปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหาฝุ่น PM.2.5 เป็นประเด็นสำคัญที่คณะกรรมการวิสามัญพิจารณางบฯ ให้ความสำคัญ และได้ตั้งข้อสังเกตกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกทม.มาโดยตลอด แต่ปัญหาดังกล่าว ลำพังเพียงหน่วยงานของ กทม.อาจไม่สามารถแก้ไขได้ลุล่วง ด้วยอำนาจหน้าที่ของกทม. ในฐานะท้องถิ่นที่มีอยู่อย่างจำกัด จำเป็นต้องบูรณาการร่วมกับหน่วยงานภาครัฐอีกหลายหน่วยงาน ดังนั้นสภา กทม.จะเร่งทำการศึกษาเกี่ยวกับข้อกฎหมาย เพื่อให้การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมของกทม.เกิดผลเป็นรูปธรรม ชัดเจนขึ้น” นายสุทธิชัย กล่าว

โดยก่อนหน้านี้ ส.ก. พรรคก้าวไกล ได้เปิดตัวกฎหมาย “รถเมล์อนาคต” โดยจะผลักดันให้ออกเป็นข้อบัญญัติของกรุงเทพมหานคร ที่จะกำหนดให้รถเมล์ที่วิ่งในกทม. ต้องเป็นรถไฟฟ้า (EV) ทั้งหมด มีระยะเวลาสำหรับการเปลี่ยนผ่าน 7 ปี เพื่อบรรลุเป้าหมายลดฝุ่นละออง PM2.5 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงจะพัฒนาคุณภาพการให้บริการรถเมล์ ซึ่งเป็นระบบขนส่งมวลชนที่มีผู้ใช้งานหลักล้านคน ซึ่งจะยื่นญัตติด้วยวาจาวันนี้ ในการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยแรก (ครั้งที่ 4) พ.ศ. 2566

Source : RYT9.com

นายเชิดชัย บุญชูช่วย รองกรรมการผู้จัดการใหญ่นวัตกรรมและธุรกิจใหม่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ซ้าย) พร้อมด้วย นายโทรณ หงศ์ลดารมภ์ Head of EV Charger Business บริษัท อรุณ พลัส จำกัด (ARUN PLUS) (ขวา) ร่วมพิธีเปิดให้บริการสถานีอัดประจุสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ภายใต้แบรนด์ ออน-ไอออน (on-ion EV Charging Station) ในพื้นที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล 17 สาขา พร้อมให้บริการชาร์จไฟแก่รถยนต์ไฟฟ้าด้วยพลังงานสะอาด และเตรียมขยายให้บริการอีก 20 สาขาทั่วประเทศ เร็วๆ นี้

นายเชิดชัย บุญชูช่วย รองกรรมการผู้จัดการใหญ่นวัตกรรมและธุรกิจใหม่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ซ้าย) นายโทรณ หงศ์ลดารมภ์ Head of EV Charger Business บริษัท อรุณ พลัส จำกัด (ARUN PLUS) (ขวา)

on-ion EV Charging Station พร้อมให้บริการเต็มรูปแบบในพื้นที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล 17 สาขาได้แก่ เซ็นทรัลเวิลด์ เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า เซ็นทรัลเฟสติวัล เชียงใหม่ เซ็นทรัลเชียงใหม่ แอร์พอร์ต เซ็นทรัล อยุธยา เซ็นทรัล บางนา เซ็นทรัล พระราม 2 เซ็นทรัล วิลเลจ สุวรรณภูมิ เซ็นทรัล เวสต์เกต เซ็นทรัล อุดรธานี เซ็นทรัล อีสต์วิลล์ เซ็นทรัลแจ้งวัฒนะ เซ็นทรัล ศาลายา เซ็นทรัล ลาดพร้าว เซ็นทรัล โคราช เซ็นทรัล พระราม 3 และ เซ็นทรัล พระราม 9 และพร้อมให้บริการอีก 20 สาขาทั่วประเทศเร็ว ๆ นี้ ซึ่งผู้ใช้บริการสามารถควบคุมการใช้งานผ่าน on-ion Mobile Application ทั้งจากระบบ Android และ iOS นอกจากนี้ ออน-ไอออน ยังร่วมกับศูนย์การค้าเซ็นทรัล มอบโปรโมชั่น “ช้อปดี ชาร์จฟรี 1 ชั่วโมง” ให้แก่ลูกค้าที่ใช้จ่ายในศูนย์การค้าครบ 800 บาทต่อวัน (รวมใบเสร็จได้) นำใบเสร็จมาแลกคูปองส่วนลดเครดิตชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า 1 ชั่วโมงฟรี มูลค่า 60 บาท ได้ที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ของศูนย์การค้าเซ็นทรัลแต่ละสาขาที่ร่วมรายการ ตั้งแต่วันนี้ – 31 มกราคม 2566 หรือจนกว่าจะครบจำนวนสิทธิ์

ออน-ไอออน ร่วมกับ เซ็นทรัลพัฒนา พร้อมสนับสนุนการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าให้แพร่หลาย เพื่อกลายเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ ยกระดับคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนต่อไป

Source : Energy News Center

ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ เขตจตุจักร กรุงเทพฯ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานในพิธีทดสอบการใช้งาน รถจักรพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่รถต้นแบบคันแรกในการพัฒนา รถไฟระบบ EV on Train ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และบริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) โดยมีนายนิรุฒ มณีพันธ์ ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงคมนาคม หน่วยงานภาครัฐภาคเอกชน และสื่อมวลชน เข้าร่วมพิธีฯ

นายศักดิ์สยาม เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การบริหารงานของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีนโยบายส่งเสริมยานยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า (Electric Vehicle : EV) เพื่อให้ประเทศไทยสามารถลดก๊าซเรือนกระจกลงได้ ร้อยละ 20 – 25 ภายในปี พ.ศ.2573 โดยมุ่งเน้นส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แทนน้ำมันเชื้อเพลิงในระบบขนส่งของประเทศ รวมทั้ง “นวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้า” หรืออุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ (Next-generation Automotive) ซึ่งเป็น 1 ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่รัฐบาลให้การส่งเสริม

คันแรกของไทย ! รถจักรพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่

นายศักดิ์สยาม กล่าวต่อว่า กระทรวงคมนาคม จึงมีนโยบายสนับสนุนให้เกิดการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย เพื่อลดมลพิษ และบรรเทาภาวะโลกร้อน โดยมอบหมายให้การรถไฟฯ ดำเนินการศึกษาการใช้เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าสำหรับการขนส่งสาธารณะ กรณีรถไฟขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้า (EV on Train) ให้มีการใช้หัวรถจักรพลังงานไฟฟ้าซึ่งได้ร่วมมือกับ สจล., และเอกชน จนเกิดรถต้นแบบคันแรกในการพัฒนารถไฟระบบ EV on Train นับเป็นข่าวดีที่ประเทศไทยสามารถประกอบติดตั้งระบบแบตเตอรี่สำหรับรถไฟที่ขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าเองได้

คันแรกของไทย ! รถจักรพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่

อย่างไรก็ตาม การทดสอบในวันนี้ ได้ใช้รถจักรพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ ลากจูงขบวนรถโดยสารขึ้นมาบนสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ถือว่าประสบความสำเร็จเรียบร้อยดี ซึ่งการรถไฟฯ จะพิจารณานำไปลากจูงรถโดยสาร และรถสินค้าในโอกาสต่อไป

นายนิรุฒ มณีพันธ์ ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การทดสอบการใช้งาน รถจักรพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ รถต้นแบบคันแรกในการพัฒนารถไฟระบบ EV on Train เพื่อใช้ในระบบสับเปลี่ยนขบวน (Shunting) เป็นไปตามนโยบายขับเคลื่อนการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะด้วยการนำเทคโนโลยียานยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า (EV) แทนที่ยานยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงของกระทรวงคมนาคม รวมทั้งเป็นส่วนหนึ่งในแผนการปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพ การให้บริการ และสร้างรายได้ของการรถไฟฯ ถือเป็นรถจักรพลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่ คุณภาพสูง ที่ผลิตโดยคนไทย

คันแรกของไทย ! รถจักรพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่

ในระยะแรกการรถไฟฯ จะนำรถจักรดังกล่าวมาใช้ลากเป็นบริการรถสับเปลี่ยน (Shunting) ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ เพื่อลดมลพิษในอาคารสถานีชั้นที่ 2 จากขบวนรถโดยสารทางไกล ที่ยังเป็นรถไฟดีเซล ซึ่งจากผลการทดสอบ ของ รฟท. สามารถลากขบวนรถจากย่านสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ไปที่

สถานีที่ชั้น 2 ได้จำนวน 12 เที่ยว ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ระยะเวลาการชาร์จจนแบตเตอรี่เต็มประมาณ 1 ชั่วโมง

จากนั้นในระยะต่อไป จะทดลองวิ่งในระยะทางใกล้ เช่น ขบวนรถโดยสารชานเมือง ระยะทางประมาณ 30 – 50 กิโลเมตร และระยะทางที่ไกลมากขึ้น เช่น ขบวนรถข้ามจังหวัด ระยะทางประมาณ 100 – 200 กิโลเมตร และขบวนรถขนส่งสินค้า จาก ICD ลาดกระบัง ไปยังท่าเรือแหลมฉบัง เป็นต้น

ขณะนี้ จุดชาร์จแบตเตอรี่ไฟฟ้า ดำเนินการติดตั้งที่บริเวณย่านบางซื่อ และในอนาคตมีแผนจะติดตั้งจุดชาร์จแบตเตอรี่ไฟฟ้าที่สถานีอื่นๆ เพิ่ม เพื่อชาร์จไฟตามแนวเส้นทางรถไฟต่อไป รองรับการใช้หัวรถจักรพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ที่จะพ่วงไปกับขบวนรถโดยสาร อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ได้ทำการทดสอบ

ลากจูงขบวนรถในระยะใกล้ เส้นทาง วิหารแดง – องครักษ์ (ไป-กลับ) ระยะทาง 100 กิโลเมตร มาแล้ว นอกจากนี้ยังได้ทดสอบวิ่งรถจักร Battery ตัวเปล่าคันเดียว รวมทั้งการลากขบวนรถโดยสารขึ้น และลงสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ โดยใช้ความเร็วตลอดการทดสอบเฉลี่ย 25 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นไปด้วยความเรียบร้อยดี

สำหรับ จุดเด่นของรถจักรพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ ดังกล่าว ได้ถูกออกแบบ และผลิตด้วยเทคโนโลยีทันสมัย และในอนาคตหากจะใช้งานด้วยนวัตกรรมระบบชาร์จ Ultra Fast Charge ในเวลา 1 ชั่วโมง ในระยะแรก และ Battery Swapping Station เพื่อการสลับเปลี่ยนแบตเตอรี่ในเวลาไม่เกิน 10 นาที เพื่อลดเวลาการรอชาร์จ และนำมาขยายผลใช้งานในระบบขนส่งได้จริง ถือเป็นก้าวแรกของการรถไฟฯ ในการร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน ในการทดสอบ

รถจักรพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่รถต้นแบบคันแรกในการพัฒนารถไฟระบบ EV on Train นับเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของประเทศไทยที่ก่อให้เกิดนวัตกรรม และเทคโนโลยีของคนไทยที่ทัดเทียมกับนานาชาติได้อย่างก้าวกระโดด เป็นเทคโนโลยี Zero emission ไม่ก่อให้เกิดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยลด carbon footprint สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของรัฐบาลในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็น Asian Logistics Hub และตอบสนองนโยบาย Thai First ของรัฐบาลที่มุ่งส่งเสริมการผลิต ทดสอบ ประกอบยานยนต์ โดยใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตได้ในประเทศ

ทั้งนี้ การรถไฟฯ มั่นใจว่ารถจักรพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ดังกล่าว เป็นก้าวสำคัญที่จะพลิกโฉมการให้บริการรถไฟไทย ช่วยยกระดับการเดินทาง และการขนส่งทางราง ให้เป็นรูปแบบการคมนาคมหลักของประเทศ เป็นระบบรางไร้มลพิษ ประหยัดพลังงาน ลดต้นทุนขนส่งไทย ที่มุ่งสู่ความยั่งยืนทางด้านพลังงาน และสิ่งแวดล้อม รวมถึงประชาชนชาวไทย จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จะได้รับการให้บริการด้วยรถไฟฟ้าที่มีความสั่นสะเทือนน้อยลง มีความสะดวกสบาย และมีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น เปิดโลกอนาคตของรถไฟยุคใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน

Source : กรุงเทพธุรกิจ

อะลูมิเนียม-ซัลเฟอร์ แบตเตอรี่ชนิดใหม่ถูกคิดค้นโดยนักวิจัยจาก MIT วัสดุหาง่าย ต้นทุนต่ำ เพื่อทดแทนแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่มีราคาแพงและยังส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม

โลกพลังงานในปัจจุบัน มีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น มีพลังงานใหม่ ๆ ถูกคิดค้นและนำมาใช้มากขึ้น แต่แน่นอน มนุษย์เรายังไม่ละเลิกการใช้พลังงานจากทรัพยากรธรรมชาติอย่างถ่านหินไปได้ง่าย ๆ แต่ในเมื่อเทรนด์พลังงานของโลกกำลังเดินหน้าสู่ความยั่งยืนและการมองหาพลังงานสะอาด เราจึงต้องก้าวต่อไปเพื่อหาพลังงานทดแทนที่เหมาะสม

ตอนนี้เรามีพลังงานสะอาดเยอะมากพอสมควร เพื่อรองรับกับความต้องการพลังงานทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดยานยนต์ไฟฟ้าที่กำลังเติบโตอย่างเต็มที่ พลังงานไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานสะอาดจึงเป็นที่ใฝ่ปองของเหล่านักลงทุนทั้งหลาย นั่นจึงทำให้ทุกวันนี้เรามีพลังงานแสงอาทิตย์ โซลาร์เซลล์ พลังงานลมจากกังหันลม พลังงานน้ำจากเขื่อน และอีกมากมาย

นักวิจัยคิดค้น แบตเตอรี่ชนิดใหม่ อะลูมีเนียมซัลเฟอร์ วัสดุหาง่าย ต้นทุนต่ำนักวิจัยคิดค้น แบตเตอรี่ชนิดใหม่ อะลูมีเนียมซัลเฟอร์ วัสดุหาง่าย ต้นทุนต่ำ

ยานยนต์ไฟฟ้าส่วนใหญ่เราอาศัยพลังของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน และปัจจุบันก็มีราคาที่แพงเกินไปสำหรับผู้ใช้งานส่วนใหญ่ และพลังงานอื่น ๆ ก็ยังมีข้อจำกัดอยู่อีกมาก แต่จะทำอย่างไรดีที่เราจะมีพลังงานไฟฟ้าใช้ที่สามารถหาส่วนผสมได้จากวัสดุรอบตัว มีจำนวนมาก และมีราคาไม่แพง นี่จึงเป็นไอเดียด้านพลังงานแบบใหม่จากนักวิจัย MIT

พลังงานแบตเตอรี่ใหม่นี้มีชื่อว่า แบตเตอรี่อะลูมิเนียม-ซัลเฟอร์ (aluminum-sulphur batteries) เป็นแบตเตอรี่ที่ได้มีการทดลองใช้งานจริงและคาดว่าจะทดลองนำเข้าสุ่ตลาดยานยนต์ไฟฟ้าในปี 2023 นี้ด้วย ซึ่งการทดลองนี้ได้เผยแพร่ลงวารสาร Nature ในบทความของศาสตราจารณ์โดนัลด์ ซาโดเวย์ (Donald Sadoway) และนักวิจัยร่วมอีก 15 คนจาก MIT

ความตั้งใจแรกของซาโดเวย์คือ การประดิษฐ์อะไรก็ได้ที่ดีกว่า แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน สำหรับใช้ในยานยนต์ แต่ต้องทำจากวัสดุที่หาง่าย มีจำนวนมากอยู่รอบตัว และต้นทุนต้องต่ำกว่าอย่างแน่นอน เพราะนอกจากจะแพงแล้ว แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนมีอิเล็กโทรไลต์ที่ติดไฟได้ ทำให้ไม่เหมาะสมกับการขนส่ง ดังนั้นอะไรกันที่จะสามารถข้อจำกัดเหล่านั้นได้

ซาโดเวย์จึงได้เริ่มศุกษาตารางธาตุที่เราท่องจำกันตอนมัธยมอีกครั้ง เพื่อมองหาโลหะราคาถูกและมีอยู่จำนวนมากบนโลกเพื่อทดแทนลิเธียม และเขาก็พบว่า โลกที่มีมากเป็นอันดับ 2 ในตลาด และเป็นโลหะที่มีมากที่สุดในโลก นั่นคืออะลูมิเนียม แต่อะลูมิเนียมไม่สามารถอยู่เดี่ยวเพื่อให้พลังงานได้หรอกจริงไหม และอะไรกันที่จะมาเป็นอิเล็กโทรดอีกขั้วหนึ่ง และอิโทรไลต์ชนิดไหนกันที่สามารถนำมาใส่ระหว่างนั้นเพื่อให้ไอออนเคลื่อนที่ไปมาระหว่างชาร์จและการคายประจุได้

อิเล็กโทรดที่ 2 ที่ซาโดเวย์ค้นพบคือ กำมะถัน หนึ่งในอโลหะที่มีราคาถูกที่สุด ส่วนอิเล็กโทรไลต์ เราต้องคำนึงถึงของเหลวที่ไม่ใช่อินทรีย์ระเหยง่ายและต้องไม่ติดไฟ เพราะอาจเกิดอันตรายระหว่างใช้งานได้ ซึ่งที่พวกเขานึกออกคือเกลือ พวกเขาได้ทดลองนำเกลือหลายชนิดที่มีจุดหลอมเหลวค่อนข้างต่ำ และก็พบว่าเกลือนี่แหละทำได้เหมือนกัน โดยเกลือที่เลือกใช้คือ เกลือคลอโร-อะลูมิเนต

อะลูมิเนียม กัมมะถัน และเกลือ Cr. Rebecca Miller, courtesy of MIT

อะลูมิเนียม กัมมะถัน และเกลือ Cr. Rebecca Miller, courtesy of MIT

ตอนนี้เราได้ส่วนผสมสามอย่างสำหรับทำแบตเตอรี่แล้ว ที่ทั้งราคาถูกและหาซื้อได้ง่าย นั่นคือ อะลูมิเนียม ซึ่งไม่ต่างจากกระดาษฟอยล์ที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต กำมะถัน ซึ่งมักเป็นของเสียจากกระบวนการต่างๆ เช่น การกลั่นปิโตรเลียม และเกลือที่มีอยู่ทั่วไป ส่วนผสมทั้ง 3 ที่ลงตัว มีราคาถูกและปลอดภัย มันไม่สามารถเผาไหม้ได้

การทดลองขั้นต่อไปคือ การลองนำไปชาร์จไฟ จากการทดลองของทีมงาน แบตเตอรี่สามารถทดได้หลายร้อยรอบด้วยอัตราการชาร์จที่สูงเป็นพิเศษ โดยมีค่าใช้จ่ายต่อเซลล์ประมาณ 1 ใน 6 ของราคาเซลล์ลิเยมไอออนที่เทียบเคียงได้ อัตราชาร์จขึ้นอยู่กับอุณหภูมิในการทำงาน โดยหากใช้อุณหภูมิ 110 องศาเซลเซียส จะอสดงอัตราชาร์จที่เร็วกว่าระดับองศาที่ 25 องศาเซลเซียสถึง 25 เท่า

ยิ่งไปกว่านั้น แบตเตอรี่ไม่ต้องใช้แหล่งความร้อนภายนอกเพื่อรักษาอุณหภูมิในการทำงาน ความร้อนเกิดขึ้นตามธรรมชาติทางไฟฟ้าเคมีโดยการชาร์จและคายประจุแบตเตอรี่

“เมื่อคุณชาร์จ คุณจะสร้างความร้อน และนั่นทำให้เกลือไม่แข็งตัว จากนั้นเมื่อคุณระบายออก มันก็สร้างความร้อนด้วย” ซาโดเวย์ กล่าว

เขากล่าวว่าสูตรแบตเตอรี่ใหม่นี้เหมาะสำหรับการติดตั้งขนาดประมาณที่จำเป็นสำหรับจ่ายไฟให้กับบ้านเดี่ยวหรือธุรกิจขนาดเล็กถึงขนาดกลาง โดยผลิตตามคำสั่งของความจุไม่กี่สิบกิโลวัตต์-ชั่วโมง ขนาดที่เล็กลงของแบตเตอรี่อะลูมิเนียม-ซัลเฟอร์ยังทำให้ใช้งานได้จริง เช่น สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า

นักวิจัยคิดค้น แบตเตอรี่ชนิดใหม่ อะลูมีเนียมซัลเฟอร์ วัสดุหาง่าย ต้นทุนต่ำนักวิจัยคิดค้น แบตเตอรี่ชนิดใหม่ อะลูมีเนียมซัลเฟอร์ วัสดุหาง่าย ต้นทุนต่ำ

ท้ายที่สุด เทคโนโลยีนี้ได้ตกเป็นของบริษัทที่ชื่อว่า Avanti ที่มีผู้ร่วมก่อตั้งคือ ซาโดเวย์เองกับ Luis Ortiz ’96 ScD ’00 ซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Ambri บริษัทแบกย่อยสำหรับแบตเตอรี่โลหะเหลมที่ถูกพัฒนาขึ้นเมื่อหลายปีก่อนของ ซาโดเวย์ด้วยเช่นกัน

พวกเขาคาดหวังว่า ภายในปีหน้ามันจะสามารถทดลองจนได้ผลสำเร็จที่มีคุณภาพมากขึ้น และสามารถออกสู่ตลาดได้ภายในปี 2023 คุณล่ะคิดว่าแบตเตอรี่ตัวนี้เป็นอย่างไรบ้าง สำหรับการรองรับอนาคตยานยนต์ EV แต่สำหรับผู้เขียนคือต้องดูกันไปยาว ๆ เราไม่อาจรู้ได้ว่าผลกระทบจากแบตเตอรี่ในอนาคตนี้จะส่งผลอย่างไรต่อสิ่งแวดล้อมบ้างหรือไม่

ข้อควรรู้เพิ่มเติม

หลังจากซาโดเวย์ได้เผยแพร่กลยุทธ์ของแบตเตอรี่ตัวนี้ออกไป มีคำถามถามเข้ามาเยอะมาก โดยเฉพาะการถามถึงเรื่องแบตเตอรี่ที่ใช้กำมะถัน จะเสี่ยงเกิดกลิ่นเหม็นหรือเปล่า ซึ่งเขาตอบอย่างมั่นใจเลยว่า ไม่แน่นอน เขาอธิบายว่า “กลิ่นไข่เน่าอยู่ในแก๊สไข่เน่า นี่คือธาตุกำมะถัน และมันจะถูกปิดล้อมอยู่ภายในเซลล์” หากคุณพยายามเปิดเซลล์ลิเธียมไอออนในครัวของคุณ เขากล่าว (และโปรดอย่าทำที่บ้าน!)

“ความชื้นในอากาศจะทำปฏิกิริยาและคุณจะเริ่มสร้างกลิ่นเหม็นทุกประเภท ก๊าซเช่นกัน คำถามเหล่านี้เป็นคำถามที่ถูกต้อง แต่แบตเตอรี่ปิดสนิท ไม่ใช่ภาชนะเปิด ดังนั้นฉันจะไม่กังวลเกี่ยวกับเรื่องนั้น”

ที่มาข้อมูล

Researchers develop a new kind of battery, made entirely from abundant and low-cost material : thebrighterside.news

Fast-charging aluminium–chalcogen batteries resistant to dendritic shorting : Nature

New aluminum-sulphur battery developed to lower cost of energy storage : mining.com

Source : Spring News

ในสถานการณ์ที่ทั่วโลกเผชิญวิกฤตราคาพลังงานจากสถานการณ์สงครามรัสเซีย – ยูเครน ทำให้การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) เพื่อให้สอดรับกับเทรนด์เทคโนโลยีด้านพลังงานสะอาดถูกกระชับพื้นที่เข้ามาเร็วยิ่งขึ้นเพื่อแสวงหาพลังงานทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีความผันผวน ทิศทางของโลกจึงมุ่งสู่สังคมไร้คาร์บอน โดยประเทศไทยได้วางเป้าหมายมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2050 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ในปี ค.ศ. 2065

ในปี 2566 คาดการณ์ว่าสถานการณ์พลังงานจะยังคงผันผวนต่อเนื่องจากปีที่แล้ว กระทรวงพลังงานต้องปรับบทบาทองค์กรก้าวสู่ยุคเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานดังกล่าว โดยนอกจากจะต้องสร้างความมั่นคงด้านพลังงานแล้ว ยังต้องเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายและการดำเนินการหลายด้านเพื่อขับเคลื่อนประเทศเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ทั้งการส่งเสริมการผลิตพลังงานสะอาดให้เป็นไปตามเป้าหมาย การปรับตัวเพื่อรองรับและส่งเสริมการผลิตและการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) พร้อมๆ ไปกับติดตามและบริหารจัดการสถานการณ์ราคาพลังงาน เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนและผู้ประกอบการ รวมทั้งสร้างพันธมิตรและร่วมมือกับทุกภาคส่วนขับเคลื่อนการพัฒนา เพื่อให้เกิดการลงทุนธุรกิจพลังงานใหม่ๆ ตามเป้าหมาย

           ทั้งนี้ แผนงานสำคัญด้านพลังงานเพื่อตอบโจทย์สังคมยุคไร้คาร์บอน ได้ถูกจัดวางผ่าน 4 มิติ ดังนี้

มิติที่ 1 พลังงานสร้างความมั่นคงสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

–> แผนพลังงานชาติและแผนพลังงานรายสาขาใหม่ (แผน PDP 2022/EEP2022/AEDP2022/Oil Plan 2022/Gas Plan 2022) เน้นการส่งเสริมพลังงานสะอาด ตามเป้าหมายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี ค.ศ. 2050

–> แผนการลงทุน Grid Modernization ของประเทศฉบับแรก เร่งกำหนดแผนบูรณาการการลงทุนและการพัฒนาระบบโครงข่ายสมาร์ทกริดและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานไฟฟ้า ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2566 – 2570) ของการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง

–> ปลดล็อค ปรับปรุงกฎ กติกา เพื่อส่งเสริมการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดเชิงพื้นที่

–> ส่งเสริมการลงทุนรถ EV และสถานีอัดประจุไฟฟ้า EV Charging Station

–> ศึกษาศักยภาพ กำหนดหลักเกณฑ์และแนวทางการพัฒนาเทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์และการกักเก็บคาร์บอน (CCUS) 

มิติที่ 2 พลังงานเสริมสร้างเศรษฐกิจ

–> กำหนดแนวทางจัดหาเชื้อเพลิงพลังงานที่ต้นทุนไม่สูง โดยการจัดหาก๊าซธรรมชาติจากแหล่งในประเทศและประเทศเพื่อนบ้านซึ่งมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าการนำเข้า Spot LNG

–> เร่งพัฒนาเครื่องมือทางการเงินเพื่อส่งเสริมพลังงานทดแทน และการอนุรักษ์พลังงาน

–> ส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน อาทิ โรงไฟฟ้าขยะ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบทุ่นลอยน้ำ

–> การบังคับใช้เกณฑ์มาตรฐานอาคารด้านพลังงาน (Building Energy Code : BEC)  

–> การใช้กลไกบริษัทจัดการพลังงาน (Energy service company : ESCO) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ พลังงานในภาครัฐ

–> คาดว่ามิติด้านเศรษฐกิจจะเกิดเม็ดเงินลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจประมาณ 240,000 ล้านบาท

มิติที่ 3 พลังงานลดความเหลื่อมล้ำและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

–> ส่งเสริมการลงทุนโรงไฟฟ้าชีวมวล/ก๊าซชีวภาพจากพืชพลังงานเพื่อชุมชนและเศรษฐกิจฐานราก โดยเร่งการลงทุน 200 เมกะวัตต์ คาดว่าจะมีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจรวม 20 ปีประมาณ 37,700 ล้านบาท ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 630,737 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี

–> พัฒนาระบบไฟฟ้าสำหรับพื้นที่เกาะและพื้นที่ห่างไกล

–> มาตรการการช่วยเหลือด้านพลังงานแบบเฉพาะให้กับกลุ่มเปราะบาง

  • ตรึงราคาขายปลีก LPG อยู่ที่ 408 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม จนถึงวันที่ 31 มกราคม 2566
  • ให้ส่วนลดค่าก๊าซหุงต้ม (LPG) แก่ผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 100 บาทต่อคน
    ต่อ 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2566
  • ปตท.ยังคงให้ส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้มแก่ร้านค้าหาบเร่ แผงลอยอาหารที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 100 บาทต่อคนต่อเดือน เพื่อเป็นการลดต้นทุนค่าครองชีพ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2566

มิติที่ 4 พลังงานกับการพัฒนาองค์กรเพื่อให้บริการ 

–> เผยแพร่ข้อมูลด้านพลังงานรูปแบบ Interactive Dashboard แสดงข้อมูลเชิงลึกด้านพลังงานผ่านการประมวลผลรูปแบบที่เข้าใจง่าย เพื่อใช้สื่อสารให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้อย่างสะดวก

–> เพิ่มประสิทธิภาพด้านดิจิทัลในการดำเนินงานด้านพลังงาน

–> ให้บริการศูนย์สารสนเทศพลังงานแห่งชาติ

–> พัฒนาระบบการขออนุญาตประกอบกิจการพลังงาน

ขณะที่เรายังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนด้านพลังงาน และกระแสการลดโลกร้อนกำลังทวีความสำคัญ ดังนั้น การพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาดจึงเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินนโยบายด้านพลังงาน เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานอย่างยั่งยืนควบคู่ไปกับการดูแลผลกระทบจากสถานการณ์ราคาพลังงานที่ผันผวนต่อเนื่องให้แก่ประชาชนอย่างทั่วถึง

Source : Energy News Center