บทความนี้จะพาทุกค้นหาคำตอบของคำถามที่ว่า ทาบ้านด้วยสีขาว ช่วยลดโลกร้อนได้จริงหรือไม่ ผู้อาศัยในบ้านสีขาวจะรู้สึกเย็นขึ้นจริงหรือเปล่า เปรยเป็นน้ำจิ้มไว้ก่อนว่า มหานครนิวยอร์กก็ทำ อินเดียก็ทำ หรือแคว้นบาร์เซโลนาที่ร้อนนักร้อนหนาก็ยังทาบ้านด้วยสีขาว

ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูร้อนมาสักพักแล้ว แม้เราจะหลบแสงแดด แล้วนอนอยู่ในบ้านก็ยังรู้สึกว่าร้อนอยู่ดี ครั้นจะเปิดแอร์ก็กลัวว่าค่าไฟจะแพงหูฉี่จนชวนกุมขมับอีก บางทีหากทาบ้านด้วบสีขาวอาจเป็นกุญแจช่วยให้คุณรู้สึกเย็นขึ้นก็ได้นะ

เรื่องนี้ไม่ได้คิดไปเองอย่างแน่นอน เพราะตอนนี้หลายประเทศทั่วโลกกำลังเจอกับอากาศที่ร้อนขึ้น บ้านเรือนก็ร้อนระอุจนแทบอยู่ไม่ได้ ซึ่งไม่น่าเชื่อว่า วิธีการทาบ้านด้วยสีขาวก็เป็นที่นิยมมาก ๆ เช่นกัน สปริงรวบรวมมาให้แล้วด้านล่าง

ไขข้อสงสัย ทาบ้านด้วยสีขาว ลดโลกร้อนได้หรือไม่ คนในบ้านเย็นขึ้นรึเปล่า?

นิวยอร์ก, สหรัฐฯ

หากพูดถึงเรื่องอากาศในช่วงฤดูร้อน ‘นิวยอร์ก’ ก็ฮ็อตไม่แพ้ใคร ทำให้ตั้งแต่ปี 2009 เป็นต้นมา มหานครแห่งนี้ทาสีขาวให้กับตึกรามในเมืองไปแล้วกว่า 9.2 ตารางฟุต โดยจะทาสีขาวบนดาดฟ้า และหลังคา ให้กับองค์กรไม่แสวงผลกำไร โรงพยาบาล หรืออาคารบ้านเรือนที่ราคาไม่แพง

ตามการรายงานของ Small Business Services ระบุว่า นิวยอร์กจ้างพนักงานจาก CoolRoofs จำนวน 70 คน เพื่อทำหน้าที่ในการทาสีให้กับตึกรามต่าง ๆ โดยเผยว่า ช่วยลดอุณหภูมิภายในอาคาร และช่วยประหยัดค่าไฟจากแอร์แบบเห็นได้ชัด

บาร์เซโลนา, สเปน

ในปี 2020 แคว้นกาตาลันแห่งนี้ ซึ่งตั้งอยู่ในทวีปยุโรป เคยอุณหภูมิพุ่งไปถึง 44 องศาเซลเซียส ในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา หรือในปี 2022 ก็มีรายงานที่ระบุว่า ตั้งแต่ปี 1971 อุณหภูมิในเมืองบาร์เซโลนาเพิ่มสูงขึ้นเฉลี่ย 2.88 องศาเซลเซียส

เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว กลุ่มนักวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศกำลังบุกเบิกโครงการทีสีตึกรามด้วยสีขาว โดยระบุถึงขั้นว่า วิธีนี้จะช่วยลดอุณหภูมิของเมืองได้ 4.7 องศาเลยทีเดียว

อินเดีย

ในปี 2021 แดนภารตะถูกคลื่นความร้อนถล่ม ทำให้นิวเดลีอากาศร้อนพุ่งสูง 43 องศาเซลเซียส ส่งผลให้ประชาชนกว่า 32 ล้านชีวิตต้องทุกข์ตรมกับอากาศที่ร้อนระอุ ผนวกกับความยากจน แร้นแค้น ที่บีบบังคับให้ประชาชนส่วนใหญ่ต้องทุกข์ตรมอยู่บ้านในสลัมแออัดอย่างน่าอดสู

อย่างไรก็ดี มีการเสนอให้ทาหลังคาบ้านด้วยสีขาว ซึ่งวิศวกรในอินเดียระบุว่า หลังที่หลังคาบ้านในสลัมด้วยสีขาวสามารถลดอุณหภูมิในบ้านได้ถึง 8 องศาเซลเซียส ทำให้อย่างน้อยคนในบ้านก็ไม่ร้อนแบบที่เคยเจอ แต่ถึงยังไงก็ยังรู้สึกร้อนอยู่ดี

สีขาวลดโลกร้อนได้จริงไหม?

สีขาว หรือสีโทนอ่อนมักขายดีเสมอ เพราะสามารถช่วยสะท้อนแสงอาทิตย์ได้ถึง 80 – 90% และจะไม่ดูดซับแสงจากดวงอาทิตย์ไว้เหมือนสีโทนเข้ม อย่างเช่น ถนน ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้ บ้านเย็น คนในบ้านก็เย็นไปด้วย ทั้งในเชิงกายภาพ และจิตใจ

ไขข้อสงสัย ทาบ้านด้วยสีขาว ลดโลกร้อนได้หรือไม่ คนในบ้านเย็นขึ้นรึเปล่า?

ทว่า การศึกษาจาก Journal of Climate เผยว่า การทาบ้านสีขาวอาจไม่ได้ช่วยลดโลกร้อนเลย แถมยังเป็นอันตรายต่อโลกเสียมากกว่า เพราะแสงอาทิตย์ที่สะท้อนออกไป ไม่ได้ออกไปนอกอวกาศ แต่ยังอยู่ในชั้นบรรยากาศ ซึ่งอากาศโลกก็ยังร้อนอยู่ดี ก็เป็นเรื่องที่ต้องถกกันต่อไป

แต่ความหวังลดโลกร้อนก็ยังพอมีอยู่บ้าง นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเพอร์ดู รัฐอินเดียนา ได้ทำแบบจำลองขึ้นมา ใจความสำคัญของงานชิ้นนี้คือ เราอาจต้องทาบ้านจำนวน 1% ของพื้นที่โลกจึงจะสามารถพอบรรเทาอากาศร้อนได้ หรือการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเยลที่ระบุว่า หากทั้งโลกพร้อมใจกันทาบ้านและถนนด้วยสีขาว จะช่วยชะลอปัญหาโลกร้อนออกไปได้ 11 ปี

ที่มา: Yale Environmenttheweek, businessinsiderBBC

Source : Spring News

ปณิธานตลอด 77 ปี ของ “กลุ่มเซ็นทรัล” ดำเนินธุรกิจควบคู่การสร้างคุณค่าร่วมกับทุกภาคส่วนให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน ผ่านโครงการ “เซ็นทรัล ทํา”-ทำด้วยกัน ทำด้วยใจ พัฒนาสังคมในมิติต่างๆ

มุ่งลดช่องว่างแห่งความเหลื่อมล้ำ ยกระดับคุณภาพชีวิต พัฒนาการศึกษา สร้างความมั่นคงและมั่งคั่งให้เศรษฐกิจชุมชน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อขับเคลื่อนแบบองค์รวมให้เติบโตเข้มแข็งและยั่งยืนไปด้วยกัน

ล่าสุด “เซ็นทรัล ทำ” ชวนทุกคนมาร่วมกันลงมือทำผ่านแคมเปญใหม่ “THAMsformation ทำเพื่อเปลี่ยน สู่ความยั่งยืน” พร้อมสานต่อ 6 กลยุทธ์ขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน

ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ความยั่งยืน” เป็นกรอบแนวคิดสำคัญต่อทุกองค์กรในการขับเคลื่อนธุรกิจระยะยาว รับมือต่อทรัพยากรในโลกที่มีจำกัดและเข้าขั้นวิกฤติ ทั้งน้ำสะอาด น้ำดิบ ดินคุณภาพ ความหลากหลายทางชีวภาพ ปริมาณอาหารในแหล่งธรรมชาติ คุณภาพทรัพยากรมนุษย์ อีกทั้งยังมีนโยบาย กฎกติกา มาตรฐานใหม่ๆ

“ความยั่งยืนกับการทำธุรกิจให้สำเร็จและเติบโต สามารถเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ส่งเสริมกันและกันได้ เมื่อเราคำนึงถึงคุณภาพสิ่งแวดล้อม ก็จะต้องลดความเสี่ยงด้วยการปฏิบัติตามกติกา แสดงความรับผิดชอบต่อสังคมในด้านต่างๆ ทำให้เกิดการสร้างคุณค่าในระยะยาวเพื่อเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากการพัฒนาด้วยแนวทางยั่งยืน”

กลุ่มเซ็นทรัล สาน 6 กลยุทธ์ เพื่อความยั่งยืน ผ่านแคมเปญ THAMsformation

พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล ฉายภาพกว่า 7 ปีของโครงการ “เซ็นทรัล ทำ”-ทำด้วยกัน ทำด้วยใจ มุ่งสร้างคุณค่าร่วม (Creating Shared Values : CSV) ระหว่างธุรกิจ สังคม ชุมชนและสิ่งแวดล้อม ผู้มีส่วนได้เสีย เติบโตไปด้วยกัน ผ่านพลัง “การร่วมกันลงมือทำ” เพื่อส่งมอบคุณค่าเชิงบวกอย่างเป็นรูปธรรมต่อทุกภาคส่วน เป็นไปตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs : Sustainable Development Goals) ตามกรอบขององค์การสหประชาชาติ (UN)

“เรามุ่งถ่ายทอดองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านค้าปลีกและบริการด้วยการลงพื้นที่ปฏิบัติจริง เรียนรู้ แก้ปัญหาร่วมกับชุมชน พัฒนาและต่อยอดผลิตภัณฑ์ ยกระดับสินค้าชุมชนให้มีคุณภาพเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค สนับสนุนช่องทางการจำหน่าย ส่งผลให้ชุมชนมีรายได้ที่มั่นคง พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน และส่งต่อองค์ความรู้ไปยังชุมชนใกล้เคียงผ่านศูนย์การเรียนรู้ ต่อยอดสู่แหล่งท่องเที่ยวชุมชน สร้างความเท่าเทียม ลดช่องว่างแห่งความเหลื่อมล้ำด้วยโอกาสทางอาชีพ ส่งเสริมการศึกษา และสร้างโลกสีเขียว”

พลังแห่งการร่วมกันลงมือทำก่อเกิดเป็นผลิตผลและผลิตภาพที่สร้างคุณประโยชน์ตลอดห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน สะท้อนจากความสำเร็จของโครงการ “เซ็นทรัล ทำ” โดยปี 2566 สร้างรายได้ให้ชุมชน 1,700 ล้านบาทต่อปี สร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับชุมชนกว่า 150,000 ราย สร้างงานและสนับสนุนอาชีพคนพิการ 1,011 คน มุ่งสู่ Net Zero ด้วยการลดปริมาณขยะสู่หลุมฝังกลบกว่า 20,830 ตัน ฯลฯ

กลุ่มเซ็นทรัล สาน 6 กลยุทธ์ เพื่อความยั่งยืน ผ่านแคมเปญ THAMsformation

โดยในปี 2567 วางโรดแมปสานต่อ “6 กลยุทธ์เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน” สร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นกว่าเดิม

เริ่มจากกลยุทธ์แรก “Community – พัฒนาศักยภาพและส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน” ส่งเสริมสินค้าให้มีเอกลักษณ์เป็นที่ต้องการของตลาด ด้วยการออกแบบบรรจุภัณฑ์ ดีไซน์ และกระจายสินค้าผ่านโมเดิร์นเทรดทั้งออนไลน์-ออฟไลน์ ยกระดับสู่ศูนย์การเรียนรู้ ต่อยอดการท่องเที่ยวยั่งยืนในเชิงเกษตรอินทรีย์และเชิงวัฒนธรรมนำสู่การสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน

โครงการเด่น เช่น ชุมชนเกษตรอินทรีย์วิถีชีวิตยั่งยืนแม่ทา อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ ขยายผลการท่องเที่ยวชุมชนเชิงวิถีเกษตรอินทรีย์ ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนผ้าทอนาหมื่นศรี จ.ตรัง สืบสานวัฒนธรรมผ้าทอมือโบราณอายุกว่า 200 ปี เป็นต้นแบบศูนย์การเรียนรู้การอนุรักษ์เชิงวัฒนธรรม

จริงใจ มาร์เก็ต จ.เชียงใหม่ ภายใต้แนวคิด CSV และรักษ์โลก แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ อาหาร, ศิลปะและงานออกแบบ และงานฝีมือ ถือเป็นตลาดเกษตรอินทรีย์แห่งแรกของกลุ่มเซ็นทรัล ช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการในท้องที่ให้มีรายได้อย่างยั่งยืน

ศูนย์การเรียนรู้บ้านเทพพนา จ.ชัยภูมิ ต้นแบบด้านการทำเกษตรอัจฉริยะในภาคอีสาน  เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้การปลูกอะโวคาโด ปี 2566 สร้างรายได้ให้กับชุมชนกว่า 41 ล้านบาทและร้านจำหน่ายสินค้าภูมิปัญญาท้องถิ่นดีไซน์ร่วมสมัยแบรนด์ “good goods” (กุ๊ด กุ๊ดส์) ผลิตโดยวิสาหกิจเพื่อสังคม “เซ็นทรัล ทำ” เพื่อสืบสานมรดกวัฒนธรรม ยกระดับสินค้าไทยให้ทันสมัย

กลยุทธ์ที่สอง “Inclusion – การลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงโอกาสอย่างเท่าเทียม” ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้แบบ Project-Based Learning ต่อยอดสู่การประกอบอาชีพในอนาคต ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางในด้านต่างๆ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เช่น โครงการยกระดับการศึกษาโรงเรียนบ้านตากแดด จ.พังงา ให้เป็น “ศูนย์การเรียนรู้ข้าวไร่ดอกข่า” และสร้างรายได้จากการจำหน่ายข้าวไร่ดอกข่ากลับคืนสู่โรงเรียน

กลุ่มเซ็นทรัล สาน 6 กลยุทธ์ เพื่อความยั่งยืน ผ่านแคมเปญ THAMsformation

กลยุทธ์ที่สาม “Talent – พัฒนาศักยภาพที่เป็นเลิศของบุคลากร” จัดหลักสูตรรับมือการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคโลกดิจิทัล ส่งเสริมสร้างสุขภาวะและการดูแลพนักงาน ด้วยแนวคิด DEI (Diversity หลากหลาย Equity เท่าเทียม Inclusion เปิดรับความแตกต่าง) อีกทั้งส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุในตำแหน่งบริการลูกค้าหน้าร้าน รวมทั้งการจ้างงานคนพิการ เช่น ศูนย์ Contact Center ของไทวัสดุและเพาเวอร์บาย

กลยุทธ์ที่สี่ “Circularity – ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน” ผ่านโครงการต่างๆ เช่น จัดการอาหารส่วนเกิน บริหารจัดการขยะพลาสติก ลดพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง เพิ่มการใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โครงการขวดเปล่าไม่สูญเปล่าเพื่อผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่า เช่น กระเป๋า เสื้อกั๊ก ผ้าห่ม จำหน่ายภายใต้แบรนด์ good goods หรือส่งมอบให้กับผู้ประสบภัย โดยเซ็นทรัลพัฒนา สามารถคัดแยกขยะรีไซเคิลได้มากกว่า 10,585 ตัน ดำเนินผ่านโครงการ Journey to Zero ในขณะที่โรงแรมในเครือเซ็นทารากว่า 37 แห่ง ดำเนินโครงการ Plastics Only, Please ถังขยะรูปทรงปลาทะเล หนุนลูกค้าไม่ทิ้งขยะพลาสติกลงในทะเล

กลยุทธ์ที่ห้า “Climate – การฟื้นฟูสภาพอากาศ” ตามเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 โดยส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนหรือพลังงานสะอาด รณรงค์ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของพนักงานและผู้บริหารในองค์กรคู่ค้า ลูกค้า พันธมิตร ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าโซลาร์เซลล์กว่า 170 แห่งในพื้นที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพัฒนา ห้างเซ็นทรัล โรบินสัน และไทวัสดุ โรงแรมในเครือเซ็นทารา และโรงงานภายในเครือเซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป ทางด้าน ท็อปส์ และไทวัสดุ นำรถบรรทุกพลังงานไฟฟ้า หรือ Electric Truck มาใช้ในระบบโลจิสติกส์และซัพพลายเชน รวม 22 คัน ลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิง 180,000 ลิตร

กลยุทธ์ที่หก “Nature – การอนุรักษ์ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ” เป็นกุญแจสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน นำสู่ความมั่นคงทางอาหาร และลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผ่านโครงการฟื้นฟู และอนุรักษ์พื้นที่สีเขียวเพื่อดูดซับคาร์บอน ในปี 2567 มีแผนดำเนินโครงการ Community Climate Action (CCA) ฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว 50,000 ไร่ ใน 6 จังหวัด

พร้อมกันนี้ “เซ็นทรัล ทำ” ยังได้เปิดตัววิดีโอโฆษณาชุดใหม่ “แค่ทำสักครั้ง” จากแคมเปญ “THAMsformation ทำเพื่อเปลี่ยน สู่ความยั่งยืน” สะท้อนเรื่องราวคุณค่าของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ไม่ใช่เพียงแค่คิด แต่เกิดจากความกล้าที่จะเริ่มต้นลงมือทำและทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อการเปลี่ยนแปลงสู่สิ่งที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนนั่นเอง เพิ่มเติมได้ที่ centraltham.com/thamsformation

กลุ่มเซ็นทรัล สาน 6 กลยุทธ์ เพื่อความยั่งยืน ผ่านแคมเปญ THAMsformation

Source : กรุงเทพธุรกิจ

พลังงานเตรียมเสนอ ครม. ของบกลางหรือลดภาษีสรรพสามิตดีเซล เพื่ออุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลซึ่งจะสิ้นสุดมาตรการตรึงราคา 30 บาทต่อลิตร ในวันที่ 31 มี.ค. 2567 นี้  ระบุหากไม่มีงบช่วยเหลือ จำเป็นต้องปรับลดอัตราเงินชดเชยราคาน้ำมันดีเซล ซึ่งจะส่งผลให้ราคาดีเซลแพงขึ้นแบบขั้นบันได เพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบมากนัก วอนประชาชนเข้าใจสถานการณ์กองทุนน้ำมันฯ ที่ติดลบใกล้ทะลุ 1 แสนล้านบาท

นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ว่า หลังจากที่กระทรวงพลังงานได้ลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน โดยเฉพาะค่าน้ำมันดีเซลซึ่งเป็นต้นทุนของสินค้าและบริการ โดยมีการตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 30 บาทตั้งแต่เดือน ก.ย. 2566 เป็นต้นมา ทำให้ปัจจุบัน กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการชดเชยราคาน้ำมันดีเซลมีภาระหนี้ใกล้แตะ 1 แสนล้านบาทแล้ว

ทั้งนี้เพื่อมิให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีภาระหนี้มากเกินไป และเป็นการรักษาสภาพคล่องและความเชื่อมั่นของกองทุนฯ กระทรวงพลังงานจะนำเรื่องเข้าหารือในคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือประชาชนไปพร้อมกับการลดภาระหนี้ของกองทุนฯ แต่หากไม่มีงบประมาณจากส่วนอื่นเข้ามาช่วย เช่น งบกลาง หรือ การลดอัตราภาษีสรรพสามิต  เบื้องต้นคาดว่ากองทุนฯ จะต้องปรับลดอัตราการชดเชยราคาน้ำมันดีเซลลง 1-2 บาทต่อลิตร ซึ่งจะส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น แต่เพื่อมิให้เป็นภาระกับประชาชนมากเกินไป จึงจะมีการปรับลดการชดเชยราคาน้ำมันดีเซลลงแบบขั้นบันได

“ที่ผ่านมากระทรวงพลังงาน เข้าใจถึงความเดือดร้อนของประชาชน จะเห็นได้ว่าได้มีการตรึงราคาน้ำมันดีเซล ซึ่งเป็นต้นทุนของสินค้าและบริการ จึงได้มีการตรึงราคาน้ำมันดีเซลมาตั้งแต่เดือน ก.ย. 2566 ที่ 30 บาทต่อลิตรมาอย่างต่อเนื่อง และบางช่วงราคาน้ำมันดีเซลที่แท้จริงเคยสูงถึง 45 บาทต่อลิตร แต่เนื่องจากปัญหาราคาน้ำมันในตลาดโลกมีความผันผวนในระดับสูง ทั้งจากสถานการณ์สงครามที่มีความยืดเยื้อ และจากการลดกำลังการผลิตน้ำมันของกลุ่มโอเปก กระทรวงพลังงานจึงมีมาตรการช่วยเหลือผ่านกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ ณ วันที่ 24 มี.ค. 2567 สถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบกว่า 98,000 ล้านบาท ขณะนี้กระทรวงพลังงานเตรียมนำเรื่องเข้าหารือใน ครม. เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือประชาชน อาจจะเป็นการของบกลาง หรือ ขอความร่วมมือจากกระทรวงการคลังในการลดอัตราภาษีสรรพสามิต ซึ่งหากไม่มีงบประมาณเข้ามาช่วยเหลือ กองทุนฯ จำเป็นต้องปรับลดอัตราการชดเชยลง 1-2 บาทต่อลิตร ซึ่งจะส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น แต่เพื่อให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด จึงจะมีการปรับลดอัตราการชดเชยราคาน้ำมันดีเซลลงแบบขั้นบันได ปัจจุบันมีการชดเชยราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 4.17 บาทต่อลิตร คิดเป็นจำนวนเงินที่กองทุนฯ ต้องจ่ายประมาณ 8,700 ล้านบาทต่อเดือน จึงขอให้ประชาชนเข้าใจในสถานการณ์ ณ เวลานี้ด้วย ” นายวีรพัฒน์ กล่าว

สำหรับมาตรการลดภาษีดีเซลนั้น คณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ผ่านมา ได้กำหนดลดอัตราภาษีดีเซลลง 1 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 3 เดือน ตั้งแต่ 20 ม.ค. – 19 เม.ย. 2567 

Source : Energy News Center

CALB บริษัทผู้ผลิตแบตเตอรี่ EV สัญชาติจีน โดยการตั้งโรงงานนอกจีนของ CALB ถือว่าไทยเป็นประเทศที่ 2 ของโลกที่ได้เข้ามาลงทุนจดทะเบียนมูลค่า 2 ล้านบาท และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มงบขึ้นอีกหลังขออนุมัติ BOI

CALB หนึ่งในบริษัท Top 5 ของโลกในด้านการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า โดยขณะนี้ได้เข้ามาจดทะเบียนลงทุนในไทย ภายใต้ชื่อ บริษัท ซี เอ แอล บี (ประเทศไทยจํากัด) ทุนจดทะเบียน 2,000,000 บาท โดยทาง TDR (Thailand Development Report) คาดการณ์ว่า CALB จะขออนุมัติการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ ก่อน แล้วจึงเพิ่มทุนจดทะเบียนในภายหลัง

CALB บริษัท Top 5 จีน ตั้งโรงงานผลิตแบตฯ EV ในไทย ชี้ประเทศก้าวสู่ EV Hub อาเซียน

CALB มีดีกรีเป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่ EV ระดับท็อป 5 ของจีน โดยประธาน Liu Jingyu ของ CALB ได้เน้นย้ำถึงการขับเคลื่อนในการลดการปล่อยคาร์บอนและความต้องการแบตเตอรี่ยานยนต์คุณภาพสูงที่ยั่งยืน แม้ว่ายอดขายรถยนต์ BEV ในตลาดตะวันตกจะชะลอตัวลง แต่ Liu ก็ยังคงมองในแง่ดีเกี่ยวกับแนวโน้มการเติบโตของภาคส่วนนี้ โดยชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของเทคโนโลยีแบตเตอรี่ขั้นสูง

CALB บริษัท Top 5 จีน ตั้งโรงงานผลิตแบตฯ EV ในไทย ชี้ประเทศก้าวสู่ EV Hub อาเซียน

ปัจจุบันนิคมอุตสาหกรรมระยองถือว่าได้รับความสนใจจากผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก โดยเฉพาะจีนที่ต้องการมาสร้างฐานการผลิตและส่งออกในไทยหลากหลายแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็น BYD, MG และค่ายรถอื่นๆก็มีความสนใจที่จะลงทุนสร้างโรงงานในไทย เนื่องจากมาตรการของรัฐบาลต่างๆมีการสนับสนุนไม่ว่าจะเป็นการลดภาษี, สนับสนุนการลงทุน และอื่นๆอีกมากมาย

ขณะนี้ CALB ก็ได้เข้ามาลงทุนเพิ่มเติมในไทย แม้จะเป็นงบเริ่มต้นที่ 2 ล้านบาท แต่เชื่อว่าหลังการพูดคุยและเซ็นสัญญา BOI จะทำให้ CALB เพิ่มงบการลงทุนและเข้ามาผลิตแบตเตอรี่ EV ในไทยอย่างเต็มรูปแบบ 

ซึ่งอย่างไรก็ตามการก้าวสู่ EV Hub ของอาเซียนยังคงต้องพึ่งพาปัจจัยต่างๆอีกมากที่รัฐบาลและองค์กรต่างๆต้องสนับสนุน โดยประเทศเพื่อนบ้านในแถบอาเซียนก็มีความต้องการจะเป็น EV Hub เช่นกัน 

การลงทุนครั้งนี้ของ CALB มีแนวโน้มว่าอาจทำให้รถ EV ในไทยมีราคาถูกลงก็เป็นได้ เนื่องจากฐานการผลิตในไทยเริ่มมีจำนวนมาก ซึ่งอนาคตประเทศไทยเราจะมีแหล่งการผลิตทั้งการประกอบรถ, ผลิตชิ้นส่วนต่างๆของรถ EV ซึ่งการที่ CALB บริษัทติดท็อป 5 มาตั้งฐานการผลิตเพิ่มในไทย ถือเป็นข่าวดีสำหรับวงการรถยนต์ไฟฟ้าเลยก็ว่าได้

Source : Spring News

รถไฟในเขตเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยไฮโดรเจน ซึ่งจีนพัฒนาขึ้นเองเป็นขบวนแรก วิ่งทดสอบเสร็จสิ้น ด้วยความเร็ว 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ถือเป็นความคืบหน้าครั้งสำคัญ ในการประยุกต์ใช้พลังงานไฮโดรเจน เพื่อการขนส่งทางรถไฟ

สำนักข่าวซินหัวรายงานจากเมืองฉางชุน ประเทศจีน ว่ารถไฟดังกล่าวพัฒนาโดยซีอาร์อาร์ซี ฉางชุน เรลเวย์ วีฮีเคิลส์ จำกัด ที่เมืองฉางชุน ในมณฑลจี๋หลิน ทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน โดยวิ่งทดสอบบนรางทดสอบของบริษัท และผ่านกระบวนการตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานแบบเต็มระบบ ครอบคลุมครบฉากสถานการณ์ และหลากหลายระดับ

เมื่อเทียบกับรถไฟแบบดั้งเดิม ซึ่งอาศัยพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลหรือระบบจ่ายไฟฟ้าแบบสายส่งเหนือหัว รถไฟในเขตเมืองขบวนนี้มีระบบพลังงานไฮโดรเจนในตัว ซึ่งสามารถให้แหล่งพลังงานที่เข้มข้นและยาวนาน โดยมีระยะการเดินทางสูงสุดแบบเติมเชื้อเพลิงครั้งเดียว มากกว่า 1,000 กิโลเมตร

นอกจากนี้ ข้อมูลจากการทดสอบยังแสดงให้เห็นว่า รถไฟพลังงานไฮโดรเจนดังกล่าว ใช้พลังงานเฉลี่ย 5 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อกิโลเมตร ซึ่งเทียบเท่ากับรถไฟชั้นนำระดับโลก

ที่มา : สำนักข่าวซินหัว

Source : Spring News