ททท.ชี้ตลาดรถอีวีเติบโตในไทยช่วยหนุนการท่องเที่ยวทั้งเมืองหลักและเมืองรอง ชี้พฤติกรรมคนหันมาใช้รถอีวีในการขับท่องเที่ยวมากขึ้น แนะภาครัฐเพิ่มการปรับปรุงถนน อบรมอู่ ช่างซ่อมแต่ละพื้นที่ให้ซ่อมรถอีวีเบื้องต้นได้ ชี้ช่วยหนุนท่องเที่ยว เศรษฐกิจ สร้างอาชีพ

นางสาวสมฤดี จิตรจง รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่าจากกระแสตอบรับรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ในประเทศไทยที่มีความนิยมมากขึ้น เห็นจากยอดสั่งซื้อและการใช้งานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 2 – 3 ปีทีผ่านมาทำให้ ททท.เตรียมที่จะจัดทำแผนการส่งเสริมการท่องเที่ยวสำหรับผู้ใช้รถอีวีโดยจะบรรจุอยู่ในแผนปฏิบัติการส่งเสริมการท่องเที่ยวในปี 2568

‘ททท.’ จับจังหวะตลาด ‘รถEV’ โต  หนุนเพิ่มโอกาสท่องเที่ยวไทย

ทั้งนี้เทรนด์การใช้รถอีวีจะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศได้เนื่องจากปัจจุบันรถอีวีมีประสิทธิภาพที่สูงขึ้นสามารถวิ่งได้ในระยะทาง 400 กิโลเมตรหรือมากกว่าต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง  ขณะที่สถานีชาร์จก็มีให้บริการมากขึ้น และการใช้ไฟฟ้าทำให้ต้นทุนการเดินทางท่องเที่ยวลดลงเมื่อเทียบกับการเติมน้ำมัน ซึ่งที่ผ่านมา ททท.ได้ร่วมกันทำแคมเปญกับเครือข่ายเช่นเกรทวอลล์มอเตอร์ (GWM) ที่มีการจัดคาราวานอีวี Green Road Trip 5 เส้นทาง 5 ภูมิภาค ภายใต้แนวคิด สุขกาย สุขใจ สุขทันที ที่เที่ยวไทย เป็นต้น ซึ่งเป็นทั้งการส่งเสริมการท่องเที่ยวและการส่งเสริมการลดคาร์บอนซึ่งเป็นแนวทางที่ ททท.สนับสนุน

อย่างไรก็ตามจากการหารือกับภาคเอกชนยังมีข้อที่จะต้องส่งเสริม และปรับปรุงให้ดีขึ้นเพื่อให้การท่องเที่ยวโดยรถอีวีเติบโตขึ้น ส่วนแรกคือการพัฒนาถนน โดยเฉพาะถนนเมืองรองให้อยู่ในสภาพดี เพื่อให้ผู้ใช้รถมั่นใจว่าจะไม่กระทบกับแบตเตอรี่ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญที่สุดของรถอีวี  

 ขณะที่อีกส่วนที่สำคัญคือการพัฒนาอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการซ่อม ดูแลรถอีวี ให้กระจายไปในทุกพื้นที่ของประเทศเนื่องจากในพื้นที่เมืองรองหลายจังหวัดยังไม่มีศูนย์ที่จะรองรับการซ่อมรถอีวีได้จึงควรจะมีช่าง หรืออู่รถที่สามารถแก้ปัญหา หรือซ่อมรถอีวี ซึ่งอาจเป็นการซ่อมแซมเบื้องต้น หากรถมีปัญหาสามารถที่จะช่วยซ่อมและแก้ปัญหาให้ผู้ใช้รถอีวีได้

“ตอนนี้มีบางค่ายรถจากยุโรปที่ทำอยู่ โดยให้มีอู่ในต่างจังหวัดที่สามารถซ่อมรถยี่ห้อนี้ได้หากไปเสีย หรือมีปัญหาในต่างจังหวัด การส่งเสริมให้ผู้ใช้รถอีวีในการท่องเที่ยว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ควรมีแผนในการเตรียมความพร้อมในส่วนนี้ด้วย เพราะตอนนี้เทรนด์รถไฟฟ้าในไทยกำลังเติบโต หากสามารถทำได้ก็จะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวและการสร้างงานสร้างอาชีพเพิ่มขึ้นด้วย”          นางสาวสมฤดี กล่าว

ตัวอย่างเส้นทางขับรถอีวีเที่ยว 5 เส้นทาง

สำหรับ 5 เส้นทาง 5 ภูมิภาคที่ ททท.เคยทำ กับ GWM ภายใต้แนวคิด “สุขกาย สุขใจ สุขทันที ที่เที่ยวไทย” ในการขับรถอีวีเที่ยวประกอบด้วย

เส้นทางที่ 1 ภูมิภาคภาคกลาง เส้นทาง ลุยธรรมชาติ กับรถ GWM TANK off road SUV สุดเท่ จังหวัดกาญจนบุรี

เส้นทางที่ 2 ภูมิภาคภาคเหนือ เส้นทาง UNESCO อโยธยา สู่ ทวาราวดี ศรีเทพ ย้อนรอยประวัติศาสตร์กับ GWM HAVAL H6 HEV จังหวัดพระนครศรีอยุธยา – ลพบุรี – เพชรบูรณ์

เส้นทางที่ 3 ภูมิภาคภาคอีสาน เส้นทาง GEO PARK ตามรอยจูราสสิคพาร์ค มุ่งหน้าสู่ภาคอีสานกับ GWM HAVAL JOLION HEV จังหวัดสระบุรี – นครราชสีมา

เส้นทางที่ 4 ภูมิภาคภาคใต้ เส้นทางตามหาสมบัติบนเขาใต้ท้องทะเลอ่าวไทย กับ GWM HAVAL H6 HEV จังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และ

เส้นทางที่ 5 ภูมิภาคภาคตะวันออก เส้นทาง 3 สมุทร กับน้องแมวสุดคิ้วท์ GWM

Source : กรุงเทพธุรกิจ

กระทรวงพลังงานเตรียมบรรจุ “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก SMR” ไว้ในร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาวของประเทศ หรือ PDP ฉบับใหม่ ให้ประชาชนร่วมพิจารณาในการรับฟังความเห็นเดือน เม.ย. 2567 นี้ ระบุรายละเอียดเป็นโรงไฟฟ้าขนาด 70-350 เมกะวัตต์ ซึ่งประกอบสำเร็จรูปมาจากต่างประเทศ เมื่อหมดอายุใช้งานจะส่งคืนผู้ผลิตทันที เชื่อเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ปลอดภัยสูง เหตุบรรจุในแผน PDP เพื่อเป็นทางเลือกผลิตไฟฟ้าสะอาด สร้างความมั่นคงพลังงาน ราคาถูก และใช้ศึกษาเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในอนาคต   

แหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ในการจัดทำ (ร่าง) แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาวของไทย (PDP) ฉบับใหม่ เบื้องต้นจะมีการบรรจุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูล (Small Modular Reactor : SMR) ไว้ในช่วงปลายแผน PDP ภายในปี 2580  เพื่อเป็นทางเลือกในการผลิตไฟฟ้าของไทย และเป็นการศึกษาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างไรก็ตามร่างแผน PDP ที่บรรจุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR ดังกล่าวจะต้องเปิดรับฟังความเห็นประชาชนในเร็วๆ นี้ ดังนั้นหากประชาชนไม่ยอมรับ ทางกระทรวงพลังงานพร้อมจะนำกลับมาพิจารณาหลังการเปิดรับฟังความเห็นแล้ว

สำหรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR เป็นเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก ขนาดกำลังผลิตประมาณ 70-350 เมกะวัตต์เท่านั้น โดยประกอบสำเร็จรูปเรียบร้อยมาจากโรงงาน และสามารถนำมาวางใช้งานเพื่อเป็นเชื้อเพลิงป้อนโรงไฟฟ้าได้ทันที โดยตลอดการใช้งาน 20 ปีไม่ต้องเปิดฝาครอบใดๆ เพื่อเปลี่ยนเชื้อเพลิง จึงปลอดภัยจากปัญหาการรั่วไหลของรังสี และเมื่อหมดอายุการใช้งานก็จะส่งคืนกลับไปยังประเทศผู้ผลิตทันที

ทั้งนี้ขนาดของเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ (reactor) จะมีขนาดเล็กประมาณ 2-3 เมตรเท่านั้น และสามารถนำมาจัดวางได้หลายเครื่องเพื่อผลิตไฟฟ้าตามปริมาณที่ต้องการ ปัจจุบันมีประเทศผู้ผลิตเพื่อจำหน่ายทั้ง ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส และสหรัฐฯ เป็นต้น อย่างไรก็ตามการจะจัดซื้อมาใช้งานนั้น จะต้องมีสัญญาที่รัดกุมระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย เพื่อให้เกิดความมั่นใจในด้านความปลอดภัย และป้องกันการรั่วไหลของเทคโนโลยีอย่างเข้มงวด       

อย่างไรก็ตามในเรื่องของความปลอดภัยเป็นสิ่งที่ประเทศผู้ผลิตให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก โดยมีการทดสอบการถูกชนโดยเครื่องบิน รวมถึงการเกิดภัยพิบัติตามธรรมชาติต่างๆ แล้ว ซึ่งอุปกรณ์มีความแข็งแรงและปลอดภัย ไม่สามารถถอดแกะอุปกรณ์สำเร็จรูปของเครื่องผลิตไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR ได้โดยง่าย

สำหรับประเทศไทยสนใจที่จะบรรจุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เทคโนโลยี SMR ไว้ในแผน PDP ดังกล่าว เนื่องจากไทยมีการจัดทำแผน PDP ที่มุ่งเน้นพลังงานสะอาดมากขึ้น ตามเป้าหมายมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2593 และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2608

โดยโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR จะเป็นโรงไฟฟ้าทางเลือกให้ไทยได้ศึกษาและเตรียมพร้อมเทคโนโลยีนิวเคลียร์ในอนาคต และสอดคล้องกับการผลิตไฟฟ้าสะอาด ไม่ปล่อยมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งยังมีราคาถูกและใช้ได้ยาวนาน ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคงด้านไฟฟ้าของประเทศได้ นอกจากนี้ในส่วนของราคาค่าไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ยังมีราคาถูก เช่น ในสหรัฐฯ ราคาค่าไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั่วไปมีราคาอยู่ที่ประมาณ 3 บาทต่อหน่วย เป็นต้น   

สำหรับแผน PDP ฉบับใหม่ เตรียมจะเปิดรับฟังความเห็นประชาชนต้นเดือน เม.ย. 2567 นี้ เบื้องต้นจะเปิดเวทีรับฟังความเห็นในพื้นที่ กทม. ก่อน ส่วนต่างจังหวัดกำลังพิจารณาจัดเปิดรับฟังความเห็นผ่านระบบออนไลน์ หลังจากนั้นจะนำแผน PDP มาปรับปรุงอีกครั้ง ก่อนนำไปรวมกับแผนพลังงานชาติ เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ในเดือน ก.ย. 2567 ต่อไป

Source : Energy News Center

การตื่นตัวเพื่อลดปัญหาการเปลี่ยนแปลสภาพภูมิอากาศ และกระแสการส่งเสริมการผลิตและการใช้พลังงานหมุนเวียน ณ เวลานี้เกิดขึ้นในระดับประเทศและในระดับองค์กร

การมีใบรับรองการผลิตพลังงานหมุนเวียน หรือ Renewable Energy Certificate (REC) จึงถือเป็นกลไกหนึ่งที่ช่วยให้ผู้ผลิตและผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถอ้างสิทธิ์การผลิตและการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ผ่านการซื้อและขายใบรับรอง REC เพื่อชดเชยการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ของหน่วยงานหรือองค์กร

ทั้งนี้ การออกใบรับรอง REC จะมีการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นผู้ให้การรับรองแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งปัจจุบันมี REC ที่ผ่านการรับรองซื้อขายแล้ว 16.02 ล้าน REC และถ้ารวมในส่วนของกฟผ.ด้วยแล้วจะอยู่ที่ 20.15 ล้าน​ REC หรือราว 4,902.92 เมกะวัตต์ จากจำนวน 347 ราย ซึ่งอยู่ในกลุ่มของโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเป็นหลัก

อย่างไรก็ดี การซื้อขาย REC กำลังจะเปิดโอกาสให้องค์กรและประชาชนรายย่อยที่ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสามารถขอและขายใบรับรอง REC ได้ง่ายขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยธนาคารกสิกรไทย ร่วมกับบริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด เตรียมเปิดตัวแพลตฟอร์มให้บริการขึ้นทะเบียนและขายใบรับรอง REC ที่จะเริ่มดำเนินการในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ ถือเป็นการสร้างรายได้เพิ่มให้กับผู้ผลิตไฟฟ้ารายย่อย และส่งเสริมให้เกิดการผลิตและการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนอย่างยั่งยืนในประเทศ

กฟผ.รับรองแล้ว 347 ราย ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ขาย REC สร้างรายได้เพิ่ม

ดร.กรินทร์ บุญเลิศวณิชย์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ชี้ให้เห็นว่า การร่วมมือกับ บริษัท อินโนพาวเวอร์ ในครั้งนี้ จะเป็นการสนับสนุนและผลักดันให้เกิดระบบนิเวศน์สีเขียวที่ยั่งยืน (Green Ecosystem) ผ่านการผลิตและการใช้พลังงานสะอาดในภาคประชาชน ถือเป็นครั้งแรกที่ประชาชนที่ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปจะมีช่องทางการให้บริการที่ง่ายและสะดวกในการขึ้นทะเบียน REC และทำการขายใบรับรองการผลิตพลังงานหมุนเวียนผ่านบริษัท อินโนพาวเวอร์ จากที่ผ่านมาจะเป็นการขึ้นทะเบียนให้กับกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่เท่านั้น นอกจากจะช่วยประหยัดค่าไฟแล้ว ยังได้ประโยชน์จากการขายใบรับรองการผลิตพลังงานหมุนเวียนอีกด้วย

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวจะช่วยจุดกระแสให้ประชาชนทั่วไปหันมาผลิตและใช้พลังงานสะอาดผ่านการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพิ่มมากขึ้น เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ให้สำเร็จ

“ธนาคารได้ใช้ความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัลในการพัฒนาบริการต่าง ๆ ให้กับโครงการฯ ซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนาใน 3 ด้าน ได้แก่ 1) ให้บริการยืนยันตัวตนและนำส่งข้อมูลประกอบการขึ้นทะเบียน REC 2) ออกแบบ UX/UI และพัฒนาระบบเทคโนโลยีสาระสนเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ติดตั้งโซลาร์รูฟสมัครใช้บริการขึ้นทะเบียน REC

3) ให้บริการ Cash Management ซึ่งเป็นการพัฒนาโซลูชันทางการเงินที่เชื่อมต่อระหว่างธนาคาร อินโนพาวเวอร์ และลูกค้าที่ขาย REC ให้มีรูปแบบการชำระเงินที่เหมาะสม ปลอดภัย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้ใช้รายย่อย และสร้างประสบการณ์ที่ดีในการรับ-จ่ายเงิน”

นายอธิป ตันติวรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด กล่าวว่า บริษัท เป็นผู้ให้บริการจัดหาและซื้อขายใบรับรอง REC ครบวงจร ซึ่งที่ผ่านมาได้ให้บริการกับองค์กรขนาดใหญ่ แต่ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่บริษัทฯ ร่วมมือกับธนาคารกสิกรไทยเข้าไปช่วยรวบรวมกำลังการผลิตไฟฟ้าระดับรายบุคคลและองค์กรรายย่อยที่ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในภาคครัวเรือน ซึ่งส่วนใหญ่จะมีขนาดกำลังการผลิตไม่ถึง 500 กิโลวัตต์ ซึ่งมีจำนวนมาก และตลาดโซลาร์รูฟท็อปมีอัตราการเติบโตสูงถึงปีละ 26%

บริษัทฯ จึงได้ร่วมมือกับธนาคารพัฒนา REC Aggregator Platform ผ่านการรวบรวมและจัดเตรียมข้อมูลการขึ้นทะเบียน REC เพื่อช่วยผู้ผลิตไฟฟ้ารายย่อยสามารถยื่นขอใบรับรอง REC ได้สะดวกขึ้น และอำนวยความสะดวกในการนำ REC ที่ออกและได้รับการรับรองไปจำหน่ายแก่ผู้รับซื้อ นอกจากจะช่วยให้ผู้ผลิตรายย่อยสามารถขาย REC เป็นรายได้อีกช่องทางหนึ่งแล้ว แพลตฟอร์มนี้ยังช่วยกระตุ้นให้การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในตลาดเติบโตยิ่งขึ้น และยังช่วยให้องค์กรและประเทศบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) อย่างเป็นรูปธรรม

Source : ฐานเศรษฐกิจ

รถยนต์ไฟฟ้า หรือรถ EV ในปัจจุบันถือเป็นเทรนด์ทั่วโลกที่คนให้ความสนใจ ในปี 2027 หรืออีก 3 ปีข้างหน้า รถยนต์ไฟฟ้าจะถูกกว่ารถสันดาปทั่วไป ซึ่งชี้ให้เห็นว่าทั่วโลกกำลังเร่งพัฒนาให้ต้นทุนการผลิตถูกลง

รถ EV จะถูกลงและถูกกว่ารถยนต์สันดาปทั่วไป กลายเป็นประเด็นที่น่าสนใจในปัจจุบัน ซึ่งก่อนหน้านี้Gartnerคืออนาคต แต่ในปัจจุบันเราได้เห็นรถยนต์ไฟฟ้าวิ่งกันบนถนนบ่อยๆหลากหลายรุ่น ไม่ว่าจะเป็นจากค่าย BYD, MG หรือ Tesla และยังมีแบรนด์อื่นๆอีกมากมายที่เข้ามาจำหน่ายในไทย

ซึ่งในประเทศไทยในหลายพื้นที่ก็มีจุดชาร์จและศูนย์บริการรองรับแล้ว ซึ่งล่าสุด Gartner ได้มีการวิเคราะห์ว่า รถ EV จะถูกกว่ารถสันดาปทั่วไปในปี 2027 หรืออีกภายใน 3 ปีข้างหน้า ซึ่งนี่เป็นประเด็นที่น่าสนใจมาก

Credit : ArenaEV

หากพูดถึงรถ EV ก็คงต้องพูดถึง แบตเตอรี่ ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่แพงที่สุด แต่สิ่งที่เรียกว่า “gigacasting” ได้สร้างผลกระทบกับวงการรถยนต์ไฟฟ้า ผู้ผลิตรถยนต์ต้องการสร้างชิ้นส่วนตัวถังจากโลหะชิ้นเดียวเท่านั้ นแทนที่จะต้องเชื่อมและติดชิ้นส่วนต่างๆ เข้าด้วยกัน โดยตัวอย่างคือ Tesla ได้ใช้เทคนิคนี้ ซึ่งช่วยประหยัดเวลาและต้นทุนในกระบวนการนี้ได้เป็นจำนวนมาก

นักวิเคราะห์กำลังแนะนำว่าภายในไม่กี่ปีข้างหน้า ราคาของการสร้างรถยนต์ไฟฟ้าอาจพอๆ กันและอาจลดลงต่ำกว่ารถยนต์สันดาปทั่วไปด้วยซ้ำ 

ในกระแสที่ไม่เอื้ออำนวย รถ EV เหล่านี้มีการออกแบบที่ซับซ้อนและเทคโนโลยีแบตเตอรี่แบบรวมอาจทำให้ผู้ใช้ต้องคอยกังวล โดยมีรายงานคาดการณ์ว่าหากคุณประสบอุบัติเหตุร้ายแรง การซ่อมแซมรถ EV จะมีราคาสูงกว่าการซ่อมรถยนต์ที่ใช้น้ำมันถึง 30%

อย่างไรก็ตามตลาดรถ EV มีแนวโน้มที่จะน่าดึงดูดมากขึ้นจากนักลงทุนทั่วโลก แต่การแข่งขันกลับกลายเป็นสิ่งที่เลวร้ายในสงครามครั้งนี้ โดยในที่สุดผู้ผลิตรถยนต์ที่ก่อตั้งขึ้นก็เริ่มให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าอย่างจริงจัง

ในขณะเดียวกัน แบรนด์จีนที่มีความทะเยอทะยานอย่าง BYD และ MG กำลังสนใจผลิตและจำหน่ายรถโมเดลที่มีราคาสูง แต่สุดท้ายแล้วจะเหลือผู้เล่นที่สามารถทำได้ทั้งราคาที่เข้าถึงง่าย และเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ผู้ใช้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

Credit : ArenaEV

ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีแบรนด์หรือค่ายรถยนต์น้องใหม่ออกมาเปิดตัวโชว์ความล้ำสมัยของรถ EV มากมาย เช่น Lucid, Nio หรือ Rivian ไม่ว่าจะเป็นรถบินได้ เทคโนโลยีรถไร้คนขับต่างๆ ถึงแม้จะน่าตื่นเต้นกับเทคโนโลยีก็จริง แต่ในด้านราคาและการใช้งานจริงอาจทำให้แบรนด์เหล่านี้ต้องยอมแพ้ไปในการแข่งขันที่สูงมากในตลาดโลก 

Credit : ArenaEV

อย่างไรก็ตามการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบันถือว่าตอบโจทย์ใครหลายคน ไม่ว่าจะเป็นการประหยัดค่าเชื้อเพลิง สามารถชาร์จไฟฟ้าได้ที่บ้านในช่วง Off-Peak ซึ่งสะดวกและประหยัดกว่าการเติมน้ำมัน, เทคโนโลยีการขับขี่ที่สะดวกสบาย พร้อมไปด้วยระบบอินโฟเทนเมนท์มากมาย

แต่สุดท้ายแล้วผู้ใช้งานรถหลายคนก็ยังคงมีข้อกังวลในด้านการซ่อมแซม ประกัน หรือศูนย์บริการต่างๆ ยังคงต้องถูกบ่มเพาะและพัฒนาอีกมาก เพื่อให้คนลดข้อสงสัยเกี่ยวกับรถ EV และเปลี่ยนจากรถสันดาปทั่วไปมาเป็นรถ EV ซึ่งเป็นเรื่องไม่ง่ายแต่ก็ไม่ยากในอนาคต

ที่มา : ArenaEV

Source : Spring News

ลืม “ข้าวหน้าเนื้อ” แบบเดิม ๆ ไปได้เลย เกาหลีใต้คิดค้น “ข้าวเนื้อ” ที่มีเซลล์เนื้อวัวอยู่ในเมล็ดข้าวได้สำเร็จ ตั้งเป้าเห็นแหล่งโปรตีนที่ยั่งยืนแห่งอนาคต ที่มีราคาไม่แพง เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่จำเป็นต้องเลี้ยงวัวเพื่อการบริโภคอีกต่อไป

ศ.ฮง จินกี จากมหาวิทยาลัยยอนเซ ในกรุงโซล ผู้นำงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Matter กล่าวว่า “ข้าวเนื้อ” เป็นผลิตภัณฑ์อาหารชนิดแรกที่ผสานแหล่งโปรตีนจากเนื้อสัตว์เข้าไว้ในเมล็ดข้าว

พัค โซฮยอน ผู้เขียนงานวิจัยกล่าวเสริมว่า “ข้าวมีสารอาหารที่สูงอยู่แล้ว แต่การเพิ่มเนื้อสัตว์เข้าไปจะช่วยให้ได้สารอาหารมากขึ้น ทำให้ได้รับสารอาหารทั้งหมดที่เราต้องการจากกินข้าวเพียงอย่างเดียว”

‘เกาหลีใต้’ ผลิต ‘ข้าวเนื้อ’ แหล่งโปรตีนแห่งอนาคต เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

มีทั้งข้าว มีทั้งเนื้อในเมล็ดเดียว

ข้าวเนื้อมีสีชมพูได้มาจากการผสมเนื้อสัตว์เข้าไป ถือเป็นแหล่งโปรตีนที่มีราคาถูกและยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า แถมมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนต่ำกว่าเนื้อวัวมาก

ขั้นแรกของการเพาะข้าวเนื้อ เริ่มจากเคลือบข้าวด้วยเจลาตินจากปลา เพื่อช่วยให้เซลล์เนื้อยึดเกาะได้ดีขึ้น จากนั้นจึงใส่กล้ามเนื้อวัวและสเต็มเซลล์ไขมันลงในเมล็ดข้าว แล้วจึงนำไปเพาะในจานเพาะเชื้อ

การศึกษากล่าวว่า โครงสร้างเซลล์สัตว์มีขนาดเล็ก สามารถเติบโตเข้าได้อย่างดีกับเมล็ดข้าวที่มีโครงสร้างที่มีรูพรุนและเป็นระเบียบ เพราะมีลักษณะเดียวกันกับโมเลกุลบำรุงรักษาได้ดี

หลังจากผ่านไปประมาณ 9-11 วัน เซลล์เนื้อจะเจริญเติบโตบนพื้นผิวของเมล็ดข้าวและภายในเมล็ดข้าวได้เอง จนมีลักษณะเหมือนกับซูชิเนื้อขนาดจิ๋ว มีเนื้อสัมผัส ลักษณะทางโภชนาการ และรสชาติที่แตกต่างจากเมล็ดข้าวแบบดั้งเดิม โดยเนื้อสัมผัสของข้าวเนื้อจะแน่นและร่วนมากกว่าข้าวทั่วไป มีโปรตีนและไขมันสูงกว่า 

ข้าวที่มีเนื้อผสมในปริมาณสูงกว่าจะมีกลิ่นคล้ายเนื้อวัวและอัลมอนด์ ในขณะที่ข้าวที่มีปริมาณไขมันสูงกว่าจะมีกลิ่นคล้ายครีมหรือน้ำมันมะพร้าว

งานวิจัยชิ้นนี้ถือเป็นการสร้างอาหารชนิดใหม่ที่ช่วยให้มนุษย์สามารถเอาชนะวิกฤติทางอาหาร ความกังวลด้านสุขภาพ ความเสี่ยงของโรคติดเชื้อ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการขาดแคลนทรัพยากรในคราวเดียวกัน

พัคให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNN ว่าก่อนหน้านี้ทีมวิจัยได้ทดลองผสมเนื้อเข้ากับอาหารประเภทต่าง ๆ แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เช่น ถั่วเหลือง แต่เนื่องจากโครงเซลล์ของถั่วเหลืองมีขนาดใหญ่เกินไป จะทำให้ผู้บริโภคไม่ได้รับรสสัมผัสของเนื้อได้

‘เกาหลีใต้’ ผลิต ‘ข้าวเนื้อ’ แหล่งโปรตีนแห่งอนาคต เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

“ข้าวเนื้อ” ลดโลกร้อน

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเนื้อสัตว์ทางเลือกและนวัตกรรมใหม่ ๆ เช่น เนื้อที่เพาะเลี้ยงในห้องแล็บ ผลิตภัณฑ์ “แพลนต์เบส” (Plant-based) ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพื่อต้องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่เกิดขึ้นจากการทำปศุสัตว์

ข้อมูลจากสหประชาชาติระบุว่า การทำฟาร์มและปศุสัตว์ถึง 12% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมที่เกิดจากมนุษย์ โดยการผลิตเนื้อวัวนั้นมีคาร์บอนเข้มข้นที่สุด ในแต่ละปีการทำปศุสัตว์จะปล่อยการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวน 6,200 ล้านตันเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ

แต่หลังจากเป็นกระแสได้เพียงไม่นาน ผลิตภัณฑ์ทดแทนเนื้อสัตว์จำนวนมากไม่สามารถดึงดูดผู้บริโภคและเข้าสู่กระแสหลักได้ แต่กลุ่มนักวิจัยชาวเกาหลีกล่าวว่าผลิตภัณฑ์ของพวกเขาอาจมีข้อได้เปรียบมากกว่า เพราะใช้ส่วนผสมที่ปลอดภัย เข้าถึงได้ ราคาไม่แพง และยังมีความยั่งยืนในการผลิต

ปัจจุบันเนื้อวัวไม่ติดมันราคาประมาณ 14.88 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัม ส่วนข้าวขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 2.20 ดอลลาร์ จากการประเมินของทีมวิจัยคาดว่าข้าวเนื้อจะขายได้ในราคากิโลกรัมละ 2.23 ดอลลาร์ นอกจากนี้ข้าวเนื้อที่มีโปรตีน 100 กรัมจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยกว่า 6.27 กิโลกรัม ขณะที่เนื้อวัว 100 กรัมจะทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงถึง 49.89 กิโลกรัม

พัคกล่าวว่า หากทีมวิจัยสามารถพัฒนาเซลล์ไลน์ ซึ่งเป็นเซลล์ที่เพาะเลี้ยงจนสามารถแบ่งและเติบโตต่อไปได้เป็นระยะเวลานาน ก็จะไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการเพาะพันธุ์ปศุสัตว์อีกต่อไป และสามารถสร้างระบบอาหารที่ยั่งยืนได้

อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้ข้าวเนื้อยังไม่ได้วางจำหน่ายในร้านอาหาร ทีมวิจัยเตรียมพัฒนากระบวนการเพื่อให้เซลล์สามารถเติบโตได้ดีขึ้นในเมล็ดข้าวและสร้างคุณค่าทางโภชนาการมากขึ้น ซึ่งหวังว่าจะช่วยปรับปรุงเนื้อสัมผัสและรสชาติของข้าวให้ดียิ่งขึ้นได้

“ตอนนี้ฉันเห็นความเป็นไปได้สำหรับกลุ่มอาหารลูกผสมที่ทำจากธัญพืช สักวันหนึ่งมันจะช่วยบรรเทาวามอดอยาก เป็นอาหารสำหรับทหาร หรือแม้แต่เป็นอาหารสำหรับกินบนอวกาศ” พัคกล่าว

ที่มา: CNNNew ScientistReuters

Source : กรุงเทพธุรกิจ