การศึกษาใหม่พบว่า ความร้อนและความแห้งแล้งที่รุนแรงขึ้นเนื่องจาก “วิกฤตสภาพภูมิอากาศ” จะทำให้ดินของ “ออสเตรเลีย” กลายเป็นแหล่งปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขนาดใหญ่ ที่จะทำให้ “ภาวะโลกร้อน” แย่ลงกว่าเดิม

แผ่นดินเป็นหนึ่งใน “แหล่งกักเก็บคาร์บอน” ที่สำคัญของโลก แต่เมื่อสภาพอากาศอุ่นขึ้น ดินก็สามารถกักเก็บคาร์บอนได้ลดลง และในบางกรณี ดินก็เริ่มปล่อยคาร์บอนบางส่วนกลับคืนสู่อากาศ ส่งผลให้วิกฤตสภาพภูมิอากาศโลกรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะดินใน “ออสเตรเลีย

“ดิน” คาย “ก๊าซคาร์บอน” ที่กักเก็บมานาน

การศึกษาใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Portfolio Journal เตือนว่า ดินในออสเตรเลียอาจกลายเป็นหนึ่งในแหล่งปล่อยก๊าซคาร์บอนที่ใหญ่ที่สุด และไม่สามารถกักเก็บ “ก๊าซคาร์บอน” ได้ภายในสองทศวรรษข้างหน้า โดยจะทำให้เกิดมลภาวะคาร์บอนประมาณ 8.3% ของมลพิษทั้งหมด แม้ว่าเราจะสามารถควบคุม “ภาวะโลกร้อน” ได้อย่างดีที่สุดแล้วก็ตาม

นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเคอร์ติน ทำการจำลองสถานการณ์ต่าง ๆ เพื่อทำนายวิถีการเปลี่ยนแปลงในออสเตรเลีย โดยพบว่า ภายในปี 2588 ดินจะคายคาร์บอนมากกว่า 14% หากโลกยังคงปล่อยมลพิษคาร์บอนออกมาในปริมาณปัจจุบัน

ดินในออสเตรเลียกักเก็บคาร์บอนไว้ประมาณ 28 กิกะตัน โดย 70% ถูกเก็บไว้ในพื้นที่ราบอันกว้างใหญ่ แม้ว่าในตอนนี้ พื้นที่เหล่านี้บางส่วนสามารถกักเก็บคาร์บอนต่อไปได้ แต่การศึกษาพบว่าการชดเชยปริมาณคาร์บอนที่สูญเสียไปจากดินในพื้นที่ที่ไวต่อสภาพอากาศที่ร้อนกว่านั้นไม่เพียงพอ โดยสาเหตุหลักมาจากการทำการเกษตรกรรม และความอ่อนไหวในดินเมื่อมีอุณหภูมิสูงขึ้น เช่น พื้นที่ชายฝั่งทะเลและพื้นที่ราบสูง

จากแนวทางการจัดการที่ดินในปัจจุบัน รายงานคาดการณ์ว่าในช่วงปี 2563-2588 พื้นที่เกษตรกรรมจะสะสมคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากถึง 0.19 ตันต่อเฮกตาร์ต่อปี

“ถ้าหากเราหาทางทำให้ดินในพื้นที่เกษตรกรรมมีประสิทธิภาพการกักเก็บคาร์บอนเพิ่มขึ้น อัตราการปล่อยคาร์บอนของดินก็จะลดน้อยลง แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับภาวะโลกร้อนด้วยว่าจะรุนแรงขึ้นหรือไม่ ซึ่งถ้าหากสถานการณ์โลกร้อนรุนแรงขึ้น ดินก็อาจปล่อยคาร์บอนออกมาได้เช่นกัน และจะทำให้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแย่ลง” ศาสตราจารย์ราฟาเอล วิสคาร์รา รอสเซล ผู้นำการวิจัย ทีมกล่าวว่า

หากการปล่อย “ก๊าซเรือนกระจก” ยังคงดำเนินต่อไปในอัตราปัจจุบัน อุณหภูมิของโลกจะสูงกว่า อุณหภูมิก่อนยุคอุตสาหกรรมมากกว่า 2 องศาภายในศตวรรษนี้  และจะส่งผลร้ายแรงและอาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อโลก

การที่ดินปล่อยคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศจะทำให้เกิดความร้อนทั่วโลกสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดการสูญเสียคาร์บอนในดินรุนแรงขึ้น “ถ้าเราไม่ฟื้นฟูดิน โลกของเราจะอุ่นขึ้น และเราจะสูญเสียคาร์บอนเพิ่มมากกว่าเดิม มันเลวร้ายมาก เราต้องทำทุกวิถีทางที่ทำได้ เพื่อลดการสูญเสีย คาร์บอนจากในให้น้อยที่สุด” ศ.วิสคาร์รา รอสเซล กล่าว

แก้ปัญหาดินปล่อย “ก๊าซคาร์บอน”

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการคาดการณ์ที่เลวร้ายเหล่านี้ การศึกษาได้เสนอแนวทางแก้ไขบางอย่างที่อาจบรรเทาผลกระทบมที่เกิดจากการปล่อยคาร์บอนในดินได้ด้วย “การจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน” ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ เพิ่มผลผลิตทางการเกษตร และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การดายหญ้า และปลูกพืชพรรณพื้นเมืองเพิ่มขึ้นในพื้นที่ราบ 

การจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน สามารถปรับปรุงสุขภาพดินได้อย่างมาก และเป็นการช่วยเพิ่มการกักเก็บคาร์บอนในดิน พร้อมเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพของระบบนิเวศอีกด้วย การปฏิบัติเหล่านี้สามารถนำไปสู่ดินที่มีสุขภาพดีขึ้น มีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้นและสามารถกักเก็บน้ำได้ดีขึ้น

นอกจากนี้จำเป็นต้องให้ความรู้กับชนเผ่าพื้นเมือง ให้สามารถจัดการการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน และสามารถนำมาปรับให้เข้ากับสภาพแวดล้อมในท้องถิ่น โดยเฉพาะ “การเผา” ที่เป็นวัฒนธรรมสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน แต่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพดิน ทำให้เกิดฝุ่นควัน และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมากที่เป็นอันตรายต่อระบบนิเวศ 

การเกษตรปฏิรูปเพื่อฟื้นฟูดิน นับเป็นการทำเกษตรกรรมช่วยปรับปรุงและฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างยั่งยืน แนวทางนี้สามารถทำได้หลากหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการปลูกพืชคลุมดิน ลดการไถหน้าดิน การทำปุ๋ยหมัก และการปลูกพืชหมุนเวียนที่หลากหลาย ทั้งหมดนี้มุ่งเป้าไปที่การเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน สามารถผลิตอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการมากขึ้น ลดการพึ่งพาปัจจัยการผลิตทางเคมี และทนทานต่อความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ

เกษตรกรที่ใช้เทคนิคเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการลดสภาพภูมิอากาศ โดยเปลี่ยนการเกษตรจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิไปสู่การกักเก็บสุทธิที่อาจเกิดขึ้น ด้วยการมุ่งเน้นไปที่บริการด้านสุขภาพดินและระบบนิเวศ

“เราจำเป็นต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าดินในพื้นที่ราบของออสเตรเลียสามารถรักษาปริมาณคาร์บอนไว้ได้ การจับและกักเก็บคาร์บอนจะต้องอาศัยวิทยาศาสตร์แบบสหวิทยาการ นวัตกรรม ความตระหนักรู้ทางวัฒนธรรม และนโยบายที่มีประสิทธิผล” ศ.วิสคาร์รา รอสเซล กล่าว

นอกจากวิธีข้างต้นแล้ว ในตอนนี้ออสเตรเลียมีที่เกี่ยวกับการชดเชยคาร์บอนในดินที่ลงทะเบียนภายใต้หน่วยงานกำกับดูแลพลังงานสะอาด จำนวน 530 โครงการ นับตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา แต่มีเพียง 7 โครงการเท่านั้นที่มีการขายคาร์บอนเครดิต โดยสามารถทำยอดขายรวมกันไปได้ 254,913 หน่วย มูลค่ามากกว่า 8 ล้านดอลลาร์ ขณะที่อีก 10 โครงการถูกเพิกถอนโดยสมัครใจ

กำไรจากการกักเก็บดินยังถูกนำมาใช้เพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในฟาร์ม หรือเรียกว่า “คาร์บอนอินเซ็ต” (carbon insetting) อีกทั้งยังมียังมีการประมูลวัวสายพันธุ์ดี 700 ตัว ถูกประมูลแบบปลอดคาร์บอน

ขณะที่ โฆษกจากกรมสิ่งแวดล้อมกล่าวว่า “การจัดทำบัญชีเรือนกระจกระดับชาติ” สามารถวัดการเปลี่ยนแปลงของคาร์บอนในดิน อันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิและปริมาณน้ำฝนได้ ถูกนำใช้ในการติดตามและวัดความคืบหน้าการเข้าสู่ Net Zero ของออสเตรเลีย 

นอกจากนี้รัฐบาลได้ลงทุน 40 ล้านดอลลาร์ ในการพัฒนาเทคโนโลยีต้นทุนต่ำ สำหรับการตรวจวัดคาร์บอนในดินได้อย่างแม่นยำ

ที่มา: EarthScience DailyThe GuardianThe Independent

Source : กรุงเทพธุรกิจ

สตาร์บัคส์ เปิดเส้นทาง Net Zero ลุยลดขยะ ลดคาร์บอนไดออกไซด์ ลดการใชน้ำลง 50% ภายในปี 2030 สานต่อแคมเปญ Little Choices Big Change การใช้แก้ว Reuseable / แก้วส่วนตัว พร้อมขยาย Green Stores จาก 12 เป็น 20 สาขาสิ้นปีนี้

ปี ค.ศ.2011 สตาร์บัคส์ได้จดบันทึกการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) เพื่อติดตามและวัดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ประเมินการปล่อยก๊าซจากร้านและกิจกรรมการคั่วอบกาแฟของทั่วโลก

โดยอิงจากระเบียบการว่าด้วยเรื่องก๊าซเรือนกระจกของสถานบัน World Resources Institute และพบว่ากว่า 80% ของก๊าซเรือนกระจกของสตาร์บัคส์ เป็นผลมาจากพลังงานที่ใช้ในร้าน สำนักงาน และโรงงานคั่วอบกาแฟ สตาร์บัคส์จึงมุ่งเน้นการประหยัดพลังงานและการเลือกใช้พลังงานหมุนเวียน

สตาร์บัคส์ได้ใช้ระเบียบ WRI/WBCSD GHG มาตรฐานองค์กร เพื่อประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปีงบประมาณ 2010 จากรายงานในปี 2011 พบว่าประสบความสำเร็จในการลดการปล่อยก๊าซ GHG ลงไปกว่า 2.7% (เมื่อคิดแบบสัมบูรณ์) เมื่อเทียบกับ GHG ฟุตพริ้นท์ปริมาณ 1,006,954 เมตริกตันในปี 2010

การดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สตาร์บัคได้มุ่งเน้นในมิติหลัก ๆ ได้แก่ การรีไซเคิลและการลดขยะ การประหยัดพลังงาน การประหยัดนํ้า การสร้างร้านสีเขียว และการรับมือกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ โดยให้ความสำคัญตลอดซัพพลายเชน ตั้งแต่ต้นนํ้าถึงปลายนํ้า

ตั้งเป้าลดขยะ 50%

นางเนตรนภา ศรีสมัย กรรมการผู้จัดการ สตาร์บัคส์ ประเทศไทย กล่าวว่า สตาร์บัคส์มีเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลดการใช้นํ้าและลดปริมาณขยะลง 50% ภายในปี 2030 (พ.ศ.2573) โดยส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย คือ การจัดทำแคมเปญ Little Choices Big Changes ชวนลูกค้าใช้แก้วส่วนตัว (การใช้แก้ว Reuseable) ด้วยการมอบส่วนลด 10 บาท สำหรับลูกค้าที่นำแก้วส่วนตัวมาใช้ที่ร้านสตาร์บัคส์ทุกสาขาทั่วประเทศ เริ่มตั้งแต่ 21 มีนาคม ถึง 23 เมษายน ค.ศ.2024 สำหรับสมาชิกสตาร์บัคส์ Reward จะได้ส่วนลด 20 บาท

เนตรนภา ศรีสมัย กรรมการผู้จัดการ สตาร์บัคส์ ประเทศไทย
เนตรนภา ศรีสมัย กรรมการผู้จัดการ สตาร์บัคส์ ประเทศไทย

ที่ผ่านมา สตาร์บัคส์สามารถลดขยะแก้วพลาสติกไปได้ราว 29 ล้านใบ โดยส่วนหนึ่งเกิดจากการใช้แก้ว For Here  (พร้อมบริการทุกสาขาแล้ว) แทนแก้วพลาสติก To Go สำหรับเป้าหมายในการรณรงค์ปีนี้ตั้งเป้า 3 ล้านใบ เพิ่มขึ้น 50% จากปี 2023 ที่ลดได้ประมาณ 2 ล้านใบ

สตาร์บัคส์ได้ริเริ่มดำเนินโครงการ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่มาจากแก้วใช้ครั้งเดียวทิ้งอย่างต่อเนื่อง มีการพัฒนาปลอกสวมแก้วจากกระดาษรีไซเคิล ใช้ถ้วยกระดาษเครื่องดื่มร้อน ซึ่งประกอบด้วยเยื่อกระดาษรีไซเคิลที่ผ่านการใช้งานแล้วถึง 10% ใช้ถ้วยพลาสติกใหม่ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยลง

ขยาย “ร้านกาแฟสีเขียว”

อีกหนึ่งแนวทางสำคัญสู่เป้าหมาย Net Zero คือการทำร้านกาแฟสีเขียว หรือ Greener Stores ซึ่งเป็นร้านกาแฟของสตาร์บัคส์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า ควบคุมด้วยระบบการบริหารจัดการพลังงานที่จัดเก็บข้อมูลแบบเรียลไทม์ เพื่อการคงสถานะการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด รวมไปถึงการระบุการใช้พลังงานที่บกพร่อง เพื่อปรับปรุงการใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพดีขึ้นในครั้งต่อไป

สตาร์บัคส์รับอาสาเป็นผู้นำร่วมกับผู้ค้าปลีกรายอื่นและ USGBC (US Green Building Council) ตั้งแต่ปี 2001 เพื่อสร้างระบบการรับรองร้านค้าปลีกและสร้างต้นแบบของร้าน LEED กระบวนการนี้เป็นการรับรองร้านสีเขียวแบบล่วงหน้า คือตั้งแต่การออกแบบ การก่อสร้าง ไปจนถึงกลยุทธ์การปฏิบัติงาน หลังจากที่ได้รับการรับรองแล้ว จะมีการสุ่มตรวจสอบและทบทวนการรับรองอยู่เสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าเราปฏิบัติงานตรงตามมาตรฐานขั้นสูงที่กำหนดไว้

สตาร์บัคส์ ประเทศไทย พัฒนาร้านภายใต้แนวคิด “ร้านกาแฟสีเขียว” ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 โดยในขณะนี้ ได้รับการรับรองจาก LEED แล้ว 8 สาขา ถึงสิ้นปีนี้จะได้เพิ่มอีก 12 สาขา รวมเป็น 20 สาขา ภายในปี ค.ศ.2024 จากจำนวนสาขาที่มีอยู่ปัจจุบัน 490 สาขา โดยสตาร์บัคส์มีแผนขยายสาขาปีละ 30-40 สาขาต่อปี

ดูแลนํ้า ดูแลชุมชน

นอกจากนี้ สตาร์บัคส์ยังร่วมกับ NGO พัฒนาคุณภาพชีวิตชาวเขา ด้วยการนำผลผลิตกาแฟมาใช้ในสตาร์บัคส์ ให้ได้เมล็ดกาแฟให้ได้ตามคุณภาพ CAFE Practices นำมาขายให้กับสตาร์บัคส์ได้ในราคาสูง และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ นอกจากกาแฟ อย่างชุดน้องหมี กระเป๋าจากผ้าย้อมคราม เพื่อสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน และไม่ลืมที่จะกลับไปเยี่ยมเยียนชุมชน

ส่วนของนํ้า มีการลดการใช้นํ้าภายในร้าน เช่น การใช้ก๊อกนํ้าที่ใช้มือเปิดแทน ลดการใช้นํ้าลงถึง 15% แทนการเลิกใช้ถัง Dipper Well ซึ่งเป็นอ่างขนาดเล็กมีนํ้าไหลตลอดเวลาและใช้ล้างช้อนสำหรับเทนมลงในเอสเพรสโซ่

ร้านสตาร์บัคส์ในหลายประเทศใช้นํ้าแรงดันสูงฉีดล้างถังผสมแทนการเปิดก๊อกนํ้าตามปกติ นอกจากนี้ ยังตั้งโปรแกรมให้เครื่องชงเอสเพรสโซ่ปล่อยนํ้าออกมาน้อยลงในการล้างแก้วเอสเพรสโซ่ช็อต อีกทั้ง ยังฝึกอบรมพาร์ทเนอร์ (พนักงาน) ให้รักษาความสะอาดคอยล์ทำความเย็นของเครื่องทำนํ้าแข็งอยู่เสมอ เพื่อลดปริมาณความร้อนแฝงจากเครื่องจักรและลดนํ้าแข็งละลาย

นอกจากนี้ ทีมงานของสตาร์บัคส์ ยังได้ร่วมกิจกรรม World Water Day เป็นประจำทุกปี และได้สร้าง Aqua Towers ไปแล้วถึง 5 โครงการ เพื่อส่งมอบนํ้าสะอาดให้ชุมชนที่ต้องการ รวมทั้งได้เปิดตัวโปรแกรม Grounds for Your Garden ลูกค้าสามารถนำกากกาแฟที่สตาร์บัคส์กลับไปผสมดินเพื่อปลูกต้นไม้หรือทำสวนที่บ้านได้ โดยในปีพ.ศ. 2566 สตาร์บัคส์ได้แจกกากกาแฟไปแล้วกว่า 4,000 กิโลกรัมทั่วประเทศ

Source : ฐานเศรษฐกิจ

กลุ่มธุรกิจเรเว่ เดินหน้าต่อยอดความแข็งแกร่งทางธุรกิจผ่าน ‘เรเว่ บัสแอนด์ทรัค’ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ BYD Commercial Vehicle เตรียมจัดตั้งโรงงานประกอบรถบรรทุกและรถขนส่งโดยสารพลังงานไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์ภายใต้แบรนด์ BYD นอกประเทศจีนเป็นแห่งแรกในไทย ตอกย้ำความมุ่งมั่นของเรเว่ในการขยายขอบเขตธุรกิจให้ครอบคลุมยิ่งขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการและยกระดับอุตสาหกรรมการคมนาคมขนส่งของไทยขึ้นไปอีกขั้น ด้วยโซลูชันสำหรับการขนส่งและโลจิสติกส์ที่มาพร้อมนวัตกรรมพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีแห่งอนาคต พร้อมสานต่อภารกิจการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น NEV Nation อย่างเป็นรูปธรรม

เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ โรงงานประกอบรถโดยสารและรถบรรทุกพลังงานไฟฟ้าสำหรับธุรกิจเชิงพาณิชย์ภายใต้แบรนด์ BYD ของ เรเว่ บัสแอนด์ทรัค จะดำเนินการประกอบชิ้นส่วนอุปกรณ์ภายในและภายนอกของยานยนต์พลังงานไฟฟ้า รวมถึงยานยนต์พลังงานไฟฟ้าขนาดใหญ่อื่นๆ ได้แก่ รถโดยสารและรถบรรทุก ที่ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังแบตเตอรี่และนวัตกรรมเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยอันล้ำสมัย อาทิ เทคโนโลยี BYD IRON-PHOSPHATE BATTERY แบตเตอรี่สำหรับรถยนต์อุตสาหกรรมสิทธิบัตรเฉพาะของ BYD ที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และจ่ายกำลังไฟได้อย่างคุ้มค่า ทำให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน และนวัตกรรม 6-in-1 MOTOR CONTROLLER ที่สามารถควบคุมระบบไฟฟ้าอย่างมีเสถียรภาพ และอีกมากมาย

นายหลิว เสวียเลี่ยง ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายขายประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัท บีวายดี ออโต้ อินดัสทรี จำกัด กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลากว่า 2 ปี ที่รถยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคลแบรนด์ BYD ได้เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ภายใต้กลุ่มธุรกิจเรเว่ ได้แสดงให้เราเห็นถึงศักยภาพอันแข็งแกร่งและพิสูจน์ความสำเร็จด้วยการก้าวขึ้นเป็นผู้นำในตลาดอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยได้อย่างรวดเร็ว วันนี้ BYD Commercial Vehicle มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเดินหน้าขยายขอบเขตการนำเสนอผลิตภัณฑ์ยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้าให้ครอบคลุมความต้องการของภาคธุรกิจในอุตสาหกรรมการคมนาคมและขนส่ง ด้วยรถโดยสารและรถบรรทุกพลังงานไฟฟ้าที่มาพร้อมเทคโนโลยีอันเป็นเอกลักษณ์ของ BYD เพื่อเป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ประกอบการ ทั้งยังช่วยให้ผู้บริโภคชาวไทยมีโอกาสสัมผัสยานยนต์พลังงานสะอาดได้ง่ายขึ้นอีกด้วย”

นายประธานวงศ์ พรประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ กล่าวว่า “เรเว่ บัสแอนด์ทรัค โดยกลุ่มธุรกิจเรเว่รู้สึกเป็นเกียรติเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับโอกาสครั้งสำคัญในการก่อตั้งโรงงานประกอบยานยนต์จาก BYD Commercial Vehicle นอกประเทศจีนเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทย เราเชื่อว่าโรงงานแห่งนี้นอกจากจะส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในไทยได้อย่างมหาศาล ยังจะเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้เกิดการพลิกโฉมอุตสาหกรรมรถยนต์เชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่จากเครื่องยนต์สันดาปไปสู่ระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า สนับสนุนให้ภาคธุรกิจลดการปล่อยคาร์บอนในภาคการขนส่ง และทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสำหรับอีวีทุกประเภทในภูมิภาค ซึ่งสอดคล้องกับมติของการประชุมคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) ครั้งที่ 1/2567 ที่ผ่านมา ทั้งหมดนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ความมุ่งมั่นของกลุ่มธุรกิจเรเว่ที่ต้องการสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจรและพร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ NEV Nation อย่างยั่งยืน”

นางสาวประธานพร พรประภา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ กล่าวว่า “นอกเหนือจากการนำเสนอรถโดยสารและรถบรรทุกพลังงานไฟฟ้า BYD ที่อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีอันเหนือชั้น เรเว่ บัสแอนด์ทรัค ยังพร้อมมอบบริการหลังการขายคุณภาพจากทีมงานและทีมวิศวรกรมากประสบการณ์ในการตรวจสอบและดูแลผลิตภัณฑ์อย่างครบวงจร ตลอดจนมีชิ้นส่วนอะไหล่ไว้ให้บริการอย่างครบครัน เป็นทางเลือกที่น่าสนใจให้ผู้ประกอบการธุรกิจด้านคมนาคมขนส่งสามารถลดต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิง ทั้งยังจะได้มีบทบาทในการลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนและก๊าซเรือนกระจกในอุตสาหกรรมทั้งระบบ ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนสังคมไร้มลพิษและสร้างสรรค์การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกสู่อนาคตที่ยั่งยืนให้กับทุกคนในสังคม”

ทั้งนี้ เรเว่ บัสแอนด์ทรัค ยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเชื่อมั่นและพร้อมสานต่อความไว้วางใจจาก BYD Commercial Vehicle ในการจัดตั้งโรงงานประกอบรถยนต์ในประเทศไทย โดยคนไทย เพื่อคนไทย ที่จะเสริมสร้างคุณค่าและเสริมทางเศรษฐกิจในระดับประเทศ ณ จุดที่สำคัญของเส้นทางการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ในไทย

Source : MGROnline

tb analytics คาดการณ์ว่าตลาดโซลาร์รูฟท็อปในไทย ปี 2568 เติบโตกระโดด 22% แตะ 6.7 หมื่นล้านบาท รับเทรนด์รักษ์โลก และรับมือแนวโน้มค่าไฟในอนาคต

ตลาดโซลาร์รูฟท็อปในไทยยังเติบโตต่อเนื่อง คนแห่ติดตั้งเพื่อรับมือค่าไฟแพง และรับเทรนด์พลังงานสะอาด ที่กำลังมาแรง โดยศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics แนะผู้ประกอบการหันมาทำธุรกิจติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์สำหรับภาคครัวเรือนและธุรกิจ SMEs เพื่อรับมือค่าไฟในอนาคต และระยะเวลาคืนทุนเร็วขึ้น ส่งผลให้ตลาดโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) ในประเทศเติบโตอย่างก้าวกระโดดเฉลี่ยปีละ 22% หรือแตะระดับ 6.7 หมื่นล้านบาท ในปี 2568

ทั้งนี้มองว่าไทยต้องพึ่งแหล่งพลังงานจากต่างชาติทดแทนกำลังการผลิตในประเทศที่ลดลงมากกว่าที่ประเมินไว้ปริมาณก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย และเมียนมามีแนวโน้มลดลงมากกว่าที่ประเมินไว้ โดยแหล่งเชื้อเพลิงที่ใช้ผลิตไฟฟ้าของไทยทั้งหมดมาจากหลายแหล่ง (Electricity Mix) ซึ่ง 56.2% มาจากก๊าซธรรมชาติ (ส่วนใหญ่มาจากอ่าวไทยและเมียนมา) และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่นำเข้าจากต่างประเทศ

ตลาด "โซลาร์รูฟท็อป" ปี’68 โตกระโดด 22%  แตะ 6.7 หมื่นล้านบาท

ส่วนอีกราว 43.8% มาจากพลังงานรูปแบบอื่นๆ (พลังงานหมุนเวียน และนำเข้าจากต่างประเทศ) อย่างไรก็ดี ก๊าซธรรมชาติที่มีราคาถูกที่ผลิตจากอ่าวไทยกลับทยอยลดลงอย่างต่อเนื่อง และลดลงมากกว่าที่ประเมินไว้ และมีแนวโน้มลดลงเหลือต่ำกว่า 40% ในปี 2575

ขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศก็เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 0.7% ส่งผลให้ไทยจำเป็นต้องจัดหา และนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวเพิ่มเติมจากที่มีในสัญญาเพื่อรองรับความต้องการในการใช้งานในประเทศทำให้อีก 10 ปีข้างหน้า ไทยจำเป็นต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวจากต่างประเทศเกินกว่าครึ่งหนึ่งของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ttb analytics ประเมินมูลค่าตลาดโซลาร์รูฟท็อปในไทยจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 22% นับตั้งแต่ปี 2565-2568 หรือแตะที่ระดับ 6.7 หมื่นล้านบาท จากค่าแผงโซลาร์เซลล์ และค่าติดตั้งที่ปรับลดลงจนทำให้ระยะเวลาคืนทุนเร็วขึ้นจากเดิมที่คืนทุนในเวลา 9-12 ปี เป็น 6-8 ปีในปัจจุบัน (ขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางวัน)

Source : Spring News

บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ หรือ EA มีแผนยกระดับอุตสาหกรรมเพื่อความยั่งยืน ในการตั้งโรงงานในไทย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจ้างงาน และใช้ซัพพลายเออร์จากไทยทำให้เม็ดเงินการลงทุนต่างๆไหลเวียนภายในประเทศมากขึ้น

นายฉัตรพล ศรีประทุม ผู้อำนวยการโครงการกลยุทธ์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการพัฒนาที่ยั่งยืน บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า EA เป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่ไทยลำดับต้น เพราะเห็นโอกาสทางธุรกิจแม้มาร์จิ้นจะต่ำในช่วงเริ่มต้น แต่การจะทำให้เกิดการผลิตเชิงพาณิชย์ได้จะต้องสร้างอีโคซิสเต็มของ EV ประกอบด้วย โรงงานผลิตแบตเตอรี่ , โรงงานประกอบยานยนต์ไฟฟ้า , สถานีชาร์จ EV , การเดินรถเมล์ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล

นายฉัตรพล กล่าวว่า EA มีแผนตั้งโรงงานรีไซเคิลแบตเตอรี่ จากการที่นิคมอุตสาหกรรมบลูเทคมีพื้นที่ราว 2,000 ไร่ ซึ่งแบ่งพื้นที่มาทำอุตสาหกรรมที่ไม่มีเครื่องจักรได้ ซึ่งปัจจุบันก็ใช้รถขนดินเป็น EV ทั้งหมด จึงจะขยายทั้งซัพพลายเชนการบริษัทที่ใช้เครื่องจักรไทย ช่วยสร้างงานสร้างรายได้ให้กับประเทศ 

ทั้งนี้เบื้องต้นอาจจะเริ่มจากการลงทุนโรงงานรีไซเคิลแบตเตอรี่ NMC ก่อน เพราะรถ EV ส่วนใหญ่เป็นแบตเตอรี่ NMC จึงขอเวลาศึกษาอีก 2 เดือน เพราะการทำโรงงานรีไซเคิลมีรายละเอียดมาก

รวมทั้ง EA กำลังศึกษารูปแบบการรีไซเคิลใน 3 แนวทาง คือ

  1. รูปแบบ Physical ที่เป็นการแยกชิ้นส่วนแบตเตอรี่แล้วส่งต่อไปรีไซเคิลในต่างประเทศ แต่ติดปัญหาที่จีนห้ามนำเข้าสินค้ากลุ่มนี้
  2. รูปแบบ Chemical เป็นการแยกสารเคมีเพื่อส่งออกไปรีไซเคิลในต่างประเทศ ซึ่งจีนอนุญาตให้รีไซเคิลได้
  3. รูปแบบการแยกโลหะประกอบแบตเตอรี่ เช่น ลิเทียม นิกเกิลและโกบอล

    “เบื้องต้นอาจจะเริ่มจากโรงงานขนาดเล็กระดับ 200 เมกะวัตต์ต่อปีก่อน ซึ่งต้องดูปริมาณว่ามีมากน้อยแค่ไหน อาจจะใช้เงินลงทุนระดับ 500 ล้านบาท กลางปีนี้น่าจะได้คำตอบทั้งปริมาณและพื้นที่ ดังนั้น ภาครัฐจะต้องให้ความชัดเจนก่อนว่าจะจัดให้อยู่หมวดไหน ซึ่งจีนทำระดับ 2 กิกกะวัตต์ต่อปี เงินลงทุน 2,000 ล้านบาท รัฐบาลสนับสนุนทุนครึ่งหนึ่ง พร้อมกับหาที่ดินให้ด้วย”

    ทั้งนี้ ยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ ต้องใช้แบตเตอรี่ ภายในประเทศจึงได้รับภาษีน้อยลง ซึ่งทุกปีเปลี่ยนรถใหม่ประมาณ 1 แสนคันและมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้มีการต้องการในการผลิตแบตเตอรี่ได้มากขึ้น 

    “การตั้งโรงงานในไทยยังเพิ่มประสิทธิภาพการจ้างงาน และใช้ซัพพลายเออร์จากไทยทำให้เม็ดเงินการลงทุนต่างๆไหลเวียนภายในประเทศ ไม่ใช่เหมือนทัวร์ศูนย์เหรียญ”

    ทั้งนี้แบตเตอรี่ที่เสื่อมจากรถยนต์นำมาใช้ต่อเป็น Storage ได้ และมีแผนในการขึ้นโรงงานรีไซเคิลซึ่งให้ความสำคัญกับการกำจัดแบตเตอรี่ที่เสื่อมสภาพแล้วนำกลับมาใช้ใหม่เพื่อความยั่งยืนมากขึ้น

    Source : กรุงเทพธุรกิจ