ข่าวดีพลังงาน  พีทีทีอีพี เอสพี ลิมิเต็ด ขุดเจาะพบก๊าซธรรมชาติแหล่งสินภูฮ่อมเพิ่ม เสริมความมั่นคงพลังงานของประเทศ

นายวรากร พรหโมบล อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยว่า ตามที่บริษัทพีทีทีอีพี เอสพี ลิมิเต็ด  ได้แจ้งกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติว่าได้ดำเนินการเจาะหลุมประเมินผล PH-14 ของโครงการผลิตก๊าซธรรมชาติสินภูฮ่อม และพบก๊าซธรรมชาตินั้น นับว่าเป็นข่าวดีด้านพลังงานของประเทศ เนื่องจากก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้จะสามารถนำมาใช้ประโยชน์ป้อนให้กับโรงไฟฟ้าน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น เพื่อสร้างความมั่นคงให้ระบบไฟฟ้าในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้อย่างต่อเนื่อง

วรากร พรหโมบล อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ


โดยบริษัทพีทีทีอีพี เอสพี ลิมิเต็ด  เป็นผู้รับสัมปทานปิโตรเลียมเลขที่ 1/2524/19 แปลงสำรวจบนบกหมายเลข EU1 และผู้รับสัมปทานปิโตรเลียมเลขที่ 2/2522/17 แปลงสำรวจบนบกหมายเลข E5N หรือโครงการผลิตก๊าซธรรมชาติสินภูฮ่อม ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดขอนแก่นและอุดรธานี ได้ดำเนินการผลิตก๊าซธรรมชาติ และก๊าซธรรมชาติเหลว โดยข้อมูล ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2567 ที่ผ่านมา มีอัตราการผลิตก๊าซธรรมชาติเฉลี่ยประมาณ 95 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และอัตราการผลิตก๊าซธรรมชาติเหลวเฉลี่ยประมาณ 200 บาร์เรลต่อวัน

“เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 67 ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ดำเนินการเจาะหลุมประเมินผล PH-14 ของโครงการผลิตก๊าซธรรมชาติสินภูฮ่อมตามแผนการดำเนินงาน และได้ขุดเจาะพบก๊าซธรรมชาติ โดยในเบื้องต้นบริษัทฯ มีการประเมินอัตราการไหลของก๊าซธรรมชาติได้ที่ประมาณ 30 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งส่งผลดีต่อประเทศที่จะมีแหล่งพลังงานเพิ่ม สามารถพึ่งพาตนเองด้านพลังงานได้ท่ามกลางสภาวะความไม่แน่นอนของสถานการณ์พลังงานโลกในปัจจุบัน สร้างความมั่นคงให้ระบบไฟฟ้าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้จากแหล่งปิโตรเลียมนี้จะถูกนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงหลักสำหรับผลิตไฟฟ้าในโรงไฟฟ้าน้ำพองที่ตั้งอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น รวมทั้งประเทศยังได้รับประโยชน์จากค่าภาคหลวง และภาษีเงินได้ปิโตรเลียม เพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ ต่อไปด้วย” อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติกล่าว

Source : Energy News Center

พามาส่องความเคลื่อนไหวของภาคธุรกิจที่เดินหน้ารักษ์โลกอย่างต้องเนื่อง อักทั้งยังสนับสนุนการใช้ AI – นวัตกรรม มาช่วย Sustainability มากขึ้น เพราะ ลดเวลา ค่าใช้จ่ายได้ดี แถมแม่นยำ

ยุคนี้คือยุคแห่งเทคโนโลยี และนวัตกรรม จึงทำให้ภาคธุรกิจต้องเร่งนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาปรับใช้ในการทำธุรกิจเพื่อเพิ่มความสะดวก สบาย ในการทำธุรกิจ ลดขั้นตอนบางอย่างลดได้ รวมทั้งช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ลดคนทำงานลงได้ วันนี้ #สปริงนิวส์ จะพามาดูอีกหนึ่งองค์กรธุรกิจที่มีการ AI – นวัตกรรม มาดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นั่นก็คือ บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) WHA ที่นำทัพด้วยผู้บริหารหญิงแกร่งอย่าง “จรีพร จารุกรสกุล” ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) WHA ได้เผยว่า ทุกกลุ่มธุรกิจทรานส์ฟอร์มไปสู่เทคโนโลยีคอมปานี จนในปัจจุบันบริษัทได้ขับเคลื่อนด้วยการใช้ข้อมูลในการบริหารจัดการทุกภาคส่วน

ทั้งนี้ได้ดำเนินการใน 4 ธุรกิจของกลุ่มบริษัทมีภารกิจที่จะเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยี ได้แก่ ด้านกรีนโลจิสติกส์ การใช้รถยนต์ไฟฟ้าในภาคการขนส่ง โดยสร้างแพลตฟอร์มและโปรแกรมในการควบคุมการเดินทางที่มีประสิทธิภาพสูงสุด รวมทั้งเวลาในการใช้สถานีชาร์จประจุไฟฟ้า ทำให้ในภาพรวมจะสามารถลดต้นทุนโลจิสติกส์ทั้งหมด

  • ด้านนิคมอุตสาหกรรม สร้างแพลตฟอร์มการใช้ทรัพยากรหมุนเวียน ให้ของเสียและของเหลือใช้อีกที่หนึ่งเป็นแหล่งทรัพยากรให้อีกที่หนึ่ง รวมทั้งยังมีการจัดการระบบจราจรภายในพื้นที่นิคมฯ ด้วยเอไออีกด้วย
  • ด้านยูทิลิตี้และพลังงาน การบริหารและติดตั้งโซลาร์รูฟ และการเก็บข้อมูลการใช้พลังงานของลูกค้า รวมทั้งเรื่องการใช้งานน้ำ
  • ด้านดิจิทัล การใช้ประโยชน์จากข้อมูลมหาศาลที่ดับบลิวเอชเอจัดเก็บได้จากกลุ่มธุรกิจอื่น โดยที่สำคัญที่สุดคือการพัฒนาคนในองค์กรให้เข้าใจเรื่องการใช้งานเทคโนโลยี
ธุรกิจหนุนใช้ AI – นวัตกรรม ช่วย Sustainability  ลดเวลา ค่าใช้จ่ายได้ดี แม่นยำ

“การเปลี่ยนแปลงเรื่องเทคโนโลยีที่เราพูดถึงจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีการสนับสนุนจากภาครัฐบาล โดยเรื่องสำคัญที่จะต้องเร่งทำคือการแก้ไขกฎเกณฑ์และกฎระเบียบที่ล้าสมัย สนับสนุนการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและอีโอซิสเต็มให้พร้อม รวมทั้งการบ่มเพาะทาเลนท์ โดยการให้ความสำคัญกับการศึกษาด้านเอไอตั้งแต่ในวัยปฐมเหมือนกับที่จีน” 

อย่างไรก็ตามหากโฟกัสในการนำนวัตกรรม และ AI ไปใช้ในเรื่อง Sustainability นับว่าเป็นที่หลายองค์กรธุรกิจให้ความสำคัญมาก เพราะช่วยให้สะดวก สบาย แม่นยำ ประหยัดค่าใช้จ่าย อย่างเช่นที่ WHA ใช้ AI ในการสำรวจความผิดปกติของโซลาร์เซลล์ของบริษัททั้งหมด ซึ่ง AI สามารถตรวจสอบดูกระบวนการผลิตว่ามีอะไรที่ผิดปกติหรือไม่ คำนวณปริมาณของแสงแดดในแต่ละวัน จะสามารถผลิตไฟฟ้าได้เท่าไหร่ สามารถตรวจสอบได้ว่าแผงโซลาร์เซลล์ชำรุด เพื่อวางแผนการซ่อมแซ่มได้อย่างรวดเร็ว และแม่นยำ กว่าการที่ใช้แรงงานคนไปสำรวจด้วยตาเปล่า

ธุรกิจหนุนใช้ AI – นวัตกรรม ช่วย Sustainability  ลดเวลา ค่าใช้จ่ายได้ดี แม่นยำ

“บริษัทของเชื่อว่า AI สำคัญในการทำ Sustainability บางองค์กรธุรกิจอาจมองว่ามันเป็นต้นทุนในการทำ ESG แต่เราต้องมองทุกอย่างอยู่ที่ความเหมาะสม เราต้องดูตัวเองว่านำมาใช้ขนาดไหน เพื่อวัตถุประสงค์อะไร ซึ่ง AI เหมาะกับงานที่มีปริมาณมาก ซับซ้อน และการนำ AI มาใช้ในบริษัทสามารถช่วยต่ยอดไปจุดอื่นๆได้ง่าย  สุดท้ายเชื่อว่าการลงทุน AI บางอย่างไม่ต้องจำเป็นต้องลงทุนที่ใหญ่โต”

สำหรับการนำนวัตกรรมมาใช้ในส่วนอื่นๆ คือ การบริหารจัดการข้อมูลการใช้น้ำ โดยใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้จาก IoT ต่างๆ รวมถึงระบบมิเตอร์อัจฉริยะ (Smart Meter) ที่ใช้เทคโนโลยี Optical Character Recognition (OCR) ในการเก็บข้อมูลการใช้น้ำจากมิเตอร์ที่มีอยู่เดิม วิธีนี้ช่วยให้สามารถติดตามการใช้น้ำ ตรวจสอบท่อรั่วซึมและจุดที่สิ้นเปลืองน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังมีการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของโรงงานบำบัดน้ำและระบบส่งต่างๆ

การนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำ (Reclamation Water) WHAUP นำเสนอเทคโนโลยีการนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำที่ทันสมัย ซึ่งจะช่วยลดการใช้น้ำดิบจากธรรมชาติอย่างมีนัยยะ เทคโนโลยีเหล่านี้รวมไปถึงระบบเยื่อกรอง (Ultrafiltration: UF) และระบบการกรองแบบรีเวอร์สออสมอซิส (Reverse Osmosis: RO) ที่สามารถนำน้ำเสียมาบำบัดจนสามารถนำน้ำสะอาดกลับมาใช้ใหม่ในกระบวนการผลิตได้ ปัจจุบันทาง WHAUP สามารถลดการพึ่งพาแหล่งน้ำธรรมชาติได้มากกว่า 7 ล้านลูกบาศเมตรต่อปี หรือเท่ากับการใช้น้ำอุปโภคบริโภคกว่า 200,000 คน

ธุรกิจหนุนใช้ AI – นวัตกรรม ช่วย Sustainability  ลดเวลา ค่าใช้จ่ายได้ดี แม่นยำ

การบำบัดน้ำเสียด้วยวิธีทางชีวภาพ WHAUP ได้นำแนวทางการบำบัดน้ำเสียด้วยวิธีทางชีวภาพของโครงการ Clean Water For Planet ที่ใช้ระบบบำบัดน้ำเสียแบบบึงประดิษฐ์ ซึ่งเป็นระบบบำบัดน้ำเสียที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเหมาะกับการดำเนินงานในนิคมอุตสาหกรรม อาศัยกระบวนการทางธรรมชาติ โดยใช้พืชและแบคทีเรียที่มีความสามารถในการดูดซับของเสียที่ออกจากโรงงานและน้ำที่ผ่านกระบวนบำบัดแล้วนำกลับมาใช้ภายในโรงงานได้อีก แนวทางการจัดการน้ำเหล่านี้ถือเป็นส่วนหนึ่งในการให้ WHA บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593

นอกจากนี้ WHAUP ยังมุ่งเน้นแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืนอื่นๆ เช่น การใช้พลังงานหมุนเวียน ซึ่ง WHAUP ใช้ประโยชน์จากพลังงานน้ำและพลังงานแสงอาทิตย์ โดยใช้แรงดันน้ำส่วนเกินในระบบมาผลิตไฟฟ้าผ่านกังหันน้ำขนาดเล็ก (Hydro Turbine) และเสริมด้วยพลังงานแสงอาทิตย์จากแผงโซลาร์เซลล์ พร้อมทั้งแบตเตอรี่ที่ช่วยกักเก็บพลังงานส่วนเกินไว้ใช้ในช่วงเวลาที่ไม่มีแสงแดด สำหรับเป็นพลังงานในกระบวนการบำบัดน้ำรวมถึงระบบจำหน่าย

ธุรกิจหนุนใช้ AI – นวัตกรรม ช่วย Sustainability  ลดเวลา ค่าใช้จ่ายได้ดี แม่นยำ

อย่างไรก็ตามที่กล่าวมาข้างต้น คือตัวอย่างความสำเร็จของ WHA และยังไม่หยุดนิ่งที่จะพัฒนา โดยล่าสุดดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ได้โชว์ศักยภาพความเป็น Tech & Sustainable Company เต็มรูปแบบทุกมิติ ในงาน Techsauce Global Summit 2024 โดยบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA Group เผยศักยภาพอาณาจักรธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีในทุกมิติ ภายในงาน Techsauce Global Summit 2024 ด้วยการสร้างสรรค์ WHA Experience Zone สุดล้ำโชว์ไฮไลต์นวัตกรรมและเทคโนโลยีในระบบนิเวศของ WHA ที่ครอบคลุม 4 กลุ่มธุรกิจหลัก – โลจิสติกส์ นิคมอุตสาหกรรม ระบบสาธารณูปโภคและพลังงาน และดิจิทัล โซลลูชัน 

พร้อมเผยเบื้องหลังความสำเร็จของการพลิกโฉมองค์กรสู่การเป็น Tech & Sustainable Company เต็มรูปแบบ โดยทีมเทค (Technology) อันแข็งแกร่ง และเผยโฉม “โมบิลิกส์ (Mobilix)” โซลูชันกรีนโลจิสติกส์ครบวงจรครั้งแรกของไทยที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ธุรกิจยุคใหม่ในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการพัฒนาธุรกิจควบคู่ไปกับการสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีและความยั่งยืน

สำหรับไฮไลต์ของบูธ  WHA ในงาน Techsauce Global Summit 2024
โดยบูธ WHA ในงาน Techsauce Global Summit 2024 สร้างสรรค์ขึ้นในรูปแบบมัลติมีเดีย ต้อนรับผู้ชมงาน สู่อาณาจักรธุรกิจ และร่วมสัมผัสกับองค์ประกอบต่าง ๆ ของระบบนิเวศทางธุรกิจของ WHA โดยแบ่งพื้นที่เป็นโซนต่างๆ ดังนี้

  • Welcome to WHA Empire – เปิดตัวด้วยการต้อนรับด้วย AI ของ Group CEO คุณจรีพร จารุกรสกุล และรู้จักอาณาจักรของ WHA พร้อมโครงการที่สร้างให้เกิดระบบนิเวศอุตสาหกรรมยั่งยืน ตามแนวคิด WHA: WE SHAPE THE FUTURE 
  • Mobilix Green Logistics Solution ครั้งแรกของประเทศไทย-เจาะลึกทุกแง่มุมของ Mobilix โซลูชันกรีนโลจิสติกส์ ที่ช่วยลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม และประหยัดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ให้ธุรกิจ 
  • Highlight Technologies กับ 4 กลุ่มธุรกิจ -การใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจพร้อมตอบโจทย์ความยั่งยืนครบทุกมิติ เช่น คลังสินค้าแบบ Built to Suit แนวคิดนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศอัจฉริยะ (SMART ECO Industrial Estates) แนวทางการใช้เทคโนโลยีบริหารจัดการสาธารณูปโภคและพลังงาน โครงการดิจิทัลที่สำคัญเพื่อเป้าหมายไปสู่การเป็น Tech Company 
  • AI Transformation – การใช้เทคโนโลยี AI ในการพลิกโฉมและยกระดับศักยภาพธุรกิจ ประกอบด้วย Solar Anomaly ตรวจจับปัญหาที่เกิดขึ้นกับแผงโซลาร์เพื่อการดูแลรักษาที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ Solar Forecasting ประเมินและคาดการณ์ปริมาณแสงแดดล่วงหน้า เพื่อการวางแผนเพิ่มปริมาณการผลิตพลังงานและลดต้นทุนการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ และ  RO System Performance Forecastingใช้ Data Analytics ในการตรวจสอบคุณภาพน้ำภายในนิคมอุตสาหกรรมเพื่อส่งเสริมการใช้ทรัพยากรน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด ลดการสูญเสีย และสอดคล้องกับข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม 
  • Sustainability Growth – เปิดกลยุทธ์และเป้าหมายด้านความยั่งยืนของ WHA เพื่อสร้างคุณค่าให้กับชุมชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย ใน 3 ด้านคือ Wellbeing การมุ่งสู่ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของทุกชีวิตและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน Human Progress การพัฒนาบุคลากรในทุกภาคส่วนของสังคม และ Accessibility การสร้างโอกาสในการเข้าถึงปัจจัยพื้นฐานและคุณภาพชีวิตที่ดี พร้อมทั้งไฮไลต์โครงการและการบรรลุเป้าหมายต่าง ๆ ของ WHA ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals–SDG) ทั้ง 17 ข้อขององค์การสหประชาชาติ

Source : Spring News

“พิมพ์ภัทรา” คิกออฟสินเชื่อ ‘SME Green Productivity’ ดอกเบี้ยถูก 3% ต่อปี SME D Bank ขานรับนโยบาย ผนึกพันธมิตร เพิ่มผลิตภาพเอสเอ็มอีมุ่งสู่อุตสาหกรรมสีเขียว ตั้งเป้าพาถึงแหล่งทุนกว่า 1,500 ราย  สร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 68,700 ล้าน

นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวในการเป็นประธานเปิด “โครงการสินเชื่อ SME Green Productivity ยกระดับเพิ่มผลิตภาพเอสเอ็มอีสู่อุตสาหกรรมสีเขียว” ว่า กระทรวงอุตสาหกรรม เร่งขับเคลื่อนนโยบายด้านการส่งเสริมการผลิตและการใช้พลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียนเพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน สานต่อนโยบาย Carbon Neutrality เพื่อให้ประเทศไทยเป็นผู้นำของอาเซียนในด้านการลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ จึงสนับสนุนให้ภาคอุตสาหกรรม และผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย ยกระดับเพิ่มผลิตภาพเพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรมสีเขียว หรือ “Green Industry”   ซึ่งจะสร้างประโยชน์ช่วยให้ผู้ประกอบการมีศักยภาพการแข่งขันสูงขึ้น

ลดต้นทุนธุรกิจ และสามารถปรับตัวเข้ากับกฎกติกาการค้าใหม่ระดับสากลได้ ควบคู่กับเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  ใช้พลังงานสะอาด ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ธรรมชาติ ภาคอุตสาหกรรมอยู่คู่ชุมชน เกิดการสร้างงาน กระจายรายได้ นำไปสู่สังคมแห่งความสุข สร้างรากฐานแข็งแรงอย่างยั่งยืนให้แก่ประเทศไทย 

ทั้งนี้ การเปลี่ยนผ่านธุรกิจสู่อุตสาหกรรมสีเขียว จำเป็นต้องใช้ความรู้ควบคู่เงินทุน เพื่อปรับเปลี่ยนระบบ อุปกรณ์ นวัตกรรม หรือเทคโนโลยี  ทว่า  ปัจจุบัน ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในระบบที่มีกว่า 3.2 ล้านราย มากกว่าครึ่งเข้าไม่ถึงแหล่งทุนจากสถาบันการเงินในระบบ จำเป็นที่รัฐบาลต้องมาช่วยสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เข้าถึงแหล่งทุน ผ่านโครงการ “สินเชื่อ SME Green Productivity” วงเงิน 15,000 ล้านบาท

พร้อมมอบหมายให้ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ  SME D Bank ซึ่งเป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ เป็นหน่วยงานหลัก ทำงานร่วมกับพันธมิตรต่าง ๆ ภาครัฐและเอกชน สนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งทุนในโครงการดังกล่าว  ซึ่งมีจุดเด่นเป็นสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ เพียง 3% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก วงเงินกู้สูงสุด 10 ล้านบาท ผ่อนชำระนานสูงสุดถึง 10 ปี แถมปลอดชำระหนี้เงินต้นสูงสุด 12 เดือนแรก อีกทั้ง ผ่อนปรนเงื่อนไขและหลักทรัพย์ค้ำประกัน ช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี มีเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ และมีระยะผ่อนชำระนานเพียงพอที่จะสามารถพัฒนายกระดับเปลี่ยนผ่านธุรกิจสู่อุตสาหกรรมสีเขียวได้อย่างราบรื่น

ตั้งเป้า จะสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งทุนและเพิ่มผลิตภาพได้กว่า 1,500 ราย  อีกทั้ง สร้างประโยชน์  เกิดการจ้างงานกว่า 24,000 อัตรา สร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 68,700 ล้านบาท อีกทั้ง  ช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคอุตสาหกรรม  สนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกในธุรกิจเอสเอ็มอีได้ประมาณ 345,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ  SME D Bank กล่าวว่า SME D Bank ขานรับนโยบายรัฐบาล ในการยกระดับเพิ่มผลิตภาพแก่เอสเอ็มอีให้เข้าสู่อุตสาหกรรมสีเขียว หรือ Green Industry ผ่านโครงการสินเชื่อ “SME Green Productivity”  โดยจะทำงานร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน เบื้องต้น 11 แห่ง ได้แก่

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สถาบันยานยนต์ สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ  และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)  ในการส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึง “การพัฒนา”เติมทักษะความรู้ควบคู่กับพาเข้าถึง “แหล่งทุน” ดอกเบี้ยต่ำ นำไปพัฒนา ปรับเปลี่ยนระบบ อุปกรณ์ นวัตกรรม หรือเทคโนโลยี ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมีผลิตภาพสูงขึ้น พร้อมก้าวสู่อุตสาหกรรมสีเขียว สร้างการเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนให้ประเทศไทย ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตามนโยบายของรัฐบาล  

 ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่สนใจ “สินเชื่อ SME Green Productivity”   แจ้งความประสงค์ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ณ สาขาของ SME D Bank ทั่วประเทศ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Call Center 1357

Source : กรุงเทพธุรกิจ

หลังจากนี้ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม จะไม่มีรถม้าที่ใช้ “ม้า” ในการลากเลื่อนอีกต่อไป แต่จะหันไปใช้พลังงานไฟฟ้าแทน ไม่ต้องใช้แรงงานม้า ตอบโจทย์ความยั่งยืน

กรุงบรัสเซลส์ ในเบลเยียม เปลี่ยน ‘รถม้า’ ในเมือง เป็น ‘รถม้าพลังงานไฟฟ้า’ (Electric Carriage) หลังถูกครหาว่าใช้แรงงานสัตว์มานานหลายปี หลังจากนี้ (อาจ) ไม่เห็นม้าวิ่งเกลื่อนเมืองอีกแล้ว

รถม้าคือยานพาหนะที่เฟื่องฟูเป็นอย่างมากตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 17 – 20 จนถึงขั้นนักประวัติศาสตร์เรียกขานว่า “ยุครถม้า” หลังจากนั้นรถม้าก็ซบเซาไปเนื่องจากถูกรุกคืบจากเทคโนโลยีที่เรียกว่า “รถยนตร์” 

บรัสเซลส์เป็นหนึ่งในไม่กี่เมืองในโลกที่ยังใช้รถม้าอยู่ แต่ใช้ในกรอบของภาคการท่องเที่ยว หมายความว่า “ธุรกิจรถม้า” จะถูกใช้เพื่อพานักท่องเที่ยวนั่งทัวร์ละเมียดความสวยงามของเมือง สถาปัตยกรรมเก่าแก่ เพียงเท่านั้น

หลายคนอาจมองว่าล้าหลังไปแล้วหรือเปล่า ต้องบอกว่ามีนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวแบบดั้งเดิม การได้นั่งรถม้าเที่ยวชมเมือง ได้ยินเสียงเกือกม้า บรรยากาศเหล่านี้เสมือนได้ย้อนเวลาไปสู่โลกยุคก่อน

สิ่งนี้แลกมากับการถูกกร่นด่าจากบรรดานักสิทธิสัตว์ทั่วโลก หลายฝ่ายมุ่งเป้าไปว่าทำไมบรัสเซลส์ถึงยังทรมานม้าอยู่ ไม่สามารถทำธุรกิจทัวร์ในรูปแบบอื่นได้แล้วหรือ แม้แต่คนในกรุงบรัสเซลส์เองก็รู้สึกกระอักกระอ่วนที่จะนั่งรถม้าทัวร์เมือง

จาก “รถม้า” สู่ “รถม้า EV” 

ในที่สุดภาคการขนส่งเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยน (อีกครั้ง) เมื่อเมืองบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียมตัดสินใจว่าหลังจากนี้จะแบนรถม้า ที่ใช้ม้าในการลากเลื่อน พร้อมนำเสนอ “รถม้า EV” หรือรถม้าพลังงานไฟฟ้า  

กล่าวคือหลังจากนี้จะไม่มีม้าวิ่งให้บริการอีกแล้ว แต่รถม้าจะถูกขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าแทน โดยรถม้า EV รุ่นแรกได้เผยโฉมออกมาแล้ว ถูกผลิตขึ้นโดยบริษัท Danthine ซึ่งเปิดเผยว่าได้รับแรงบันดาลใจจาก Robert Anderson ผู้ออกแบบรถม้าที่ได้รับความนิยมมากในยุค 1832

นตอนแรกศาลากลางเมือง ซึ่งมีหน้าที่ดูแลรถม้าที่ให้บริการในกรุงบรัสเซลส์ มองว่าหากไม่ใช้ม้าลากเลื่อน เกรงว่าจะสูญเสียเอกลักษณ์อันเก่าแก่ของเมืองไป ทว่า มิอาจต้านทานความเปลี่ยนแปลงได้ แถมการหันไปใช้พลังงานไฟฟ้าแทนการใช้แรงงานม้ามีแต่ได้กับได้

รถม้าที่ผลิตโดยบริษัท Danthine ถูกใช้งานแล้ว มี 2 คัน และจะเปิดตัวคันที่ 3 ในปี 2025 เว็บไซต์ Fast Company ระบุว่ารถม้า EV ชาร์จ 1 ครั้ง สามารถวิ่งได้ 120 กม. พร้อมทั้งการันตีว่าสามารถพานักท่องเที่ยวชมแลนด์มาร์คได้ครบทั้งเมืองแน่นอน

ที่มา: Fast Company
Source : Spring News

ด้วยความต้องการพลังงานสีเขียวที่เพิ่มมากขึ้น อาคารประวัติศาสตร์หลายแห่งทั่วทั้งยุโรปจึงได้ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์โดยใช้เทคนิคที่สร้างสรรค์และสร้างสรรค์ หนึ่งในนั้นคือ “พิพิธภัณฑ์กุกเกนไฮม์ บิลบาโอ” พิพิธภัณฑ์งานศิลปะสมัยใหม่และร่วมสมัยในประเทศสเปน 

พิพิธภัณฑ์กุกเกนไฮม์ บิลบาโอ เพิ่งติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ 300 แผงบนหลังคา ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการที่จะทำให้พิพิธภัณฑ์มุ่งสู่เป้า “ความเป็นกลางทางคาร์บอน” (Carbon neutrality) ภายในปี 2030 โดยการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ขนาด 80 กิโลวัตต์ จะให้แสงสว่างในห้องจัดแสดงนิทรรศการ สามารถช่วยลดการใช้ไฟฟ้าของพิพิธภัณฑ์ได้ประมาณ 5% 

‘ยุโรป’ อนุญาตติดตั้ง ‘โซลาร์เซลล์’ บนตึกเก่า เน้นดีไซน์สวยงาม เข้ากับของเดิม

สัญลักษณ์แห่งการเปลี่ยนแปลง

ด้วยตัวอาคารพิพิธภัณฑ์เป็นอาคารสไตล์โมเดิร์นนิสต์ที่ไม่เหมือนใคร ออกแบบโดย แฟรงก์ เกห์รี สถาปนิกชื่อดังแห่งยุค ทำให้เกิดความท้าทายในการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เข้ากับหลังคาโดยที่ยังคงเอกลักษณ์ของอาคารเอาไว้ 

ดังนั้นเพื่อรักษาความสมบูรณ์ทางสถาปัตยกรรมของโครงสร้างอาคารอันโดดเด่นจนกลายเป็นสัญลักษณ์ของเมืองเอาไว้ จึงต้องเลือกสีและออกแบบแผงอย่างระมัดระวังให้สอดรับกับอาคาร ตลอดจนใช้เทคนิคและนวัตกรรมต่าง ๆ เข้าช่วย

เอกลักษณ์งานออกแบบของเกห์รี คือ รูปทรงเป็นคลื่นและมักใช้ผนังโลหะสีเงิน จึงจำเป็นต้องมีการออกแบบรูปแบบการติดตั้งให้สอดคล้องกับรูปแบบอาคาร นอกจากนี้จะต้องได้รับการอนุมัติจากสถาปนิก แฟรงก์ เกห์รี และสภาเมืองบิลบาโอ

‘ยุโรป’ อนุญาตติดตั้ง ‘โซลาร์เซลล์’ บนตึกเก่า เน้นดีไซน์สวยงาม เข้ากับของเดิม

ท้ายที่สุดแล้วโมเดลการออกแบบที่ได้รับคัดเลือกและอนุมัติจากเกห์รี มาจากบริษัท FuturaSun ของอิตาลี เนื่องจากมีสีสันและรูปแบบที่สอดคล้องกับสถาปัตยกรรม ส่วน Iberdrola บริษัท ระบบสาธารณูปโภคพลังงานไฟฟ้า เป็นผู้อยู่ทำการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ โดยแยกติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ไว้บนหลังคา 2 แผ่นที่ใหญ่ที่สุดของอาคาร ในตำแหน่งที่มองไม่เห็นจากถนน

“การรักษาเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมของอาคารเป็นความท้าทายที่สำคัญในการดำเนินโครงการนี้ และทุกรายละเอียด ตั้งแต่การออกแบบให้สอดคล้องคุณลักษณะอื่น ๆ เช่น ช่องรับแสงบนหลังคา ไปจนถึงการติดตั้ง” พิพิธภัณฑ์กล่าวในข่าวเผยแพร่

ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2024 ไฟฟ้าที่จ่ายให้กับพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ จะมาจากแหล่งที่ยั่งยืน 100% ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของพิพิธภัณฑ์ได้มากกว่า 1 ใน 3 พิพิธภัณฑ์ได้ลดการใช้ก๊าซลง 35% และลดการใช้ไฟฟ้าลง 6% ตั้งแต่ปี 2022 ที่เริ่มใช้พารามิเตอร์การควบคุมอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ที่ปรับให้เข้ากับสภาพกลางแจ้งมากขึ้น

นอกจากนี้ พิพิธภัณฑ์กำลังทดลองใช้เทคโนโลยีและวิธีการต่าง ๆ ที่ช่วยลดการใช้พลังงานและวัตถุดิบ พัฒนาโครงการรีไซเคิล และส่งเสริมกิจกรรมที่ช่วยสร้างความตระหนักรู้ในหมู่ผู้มาเยือนและชุมชนอีกด้วย

‘ยุโรป’ อนุญาตติดตั้ง ‘โซลาร์เซลล์’ บนตึกเก่า เน้นดีไซน์สวยงาม เข้ากับของเดิม

    แผงโซลาร์เซลล์ติดกับอาคารเก่า

    อาคารประวัติศาสตร์ในยุโรปหลายแห่งมีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ไว้ทั้งบนหลังคาและบริเวณโดยรอบอาคาร อย่างเช่น ที่ชิปเพนแฮม ฮอลล์ อาคารเก่าแก่ตั้งปี 1690 ในอังกฤษ ได้มีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ 32 แผงห่างจากอาคารประมาณ 25 เมตร โดยแผงโซลาร์เซลล์เชื่อมต่อกับตัวอาคารด้วยสายเคเบิลใต้ดินและซ่อนไว้ด้วยรั้วไม้ที่แทรกอยู่ในหมู่ไม้ประดับในสวน

    ขณะที่ อุทยานโบราณคดีปอมเปอีทางตอนใต้ของอิตาลี ได้ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ที่มีลวดลายกระเบื้องดินเผา เพื่อให้กลมกลืนไปกับซากปรักหักพังของเมืองโบราณ ตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว อย่างไรก็ตามในบางสถานที่ก็เกิดการโต้แย้งว่าไม่สมควรปรับปรุงอาคารประวัติศาสตร์

    ‘ยุโรป’ อนุญาตติดตั้ง ‘โซลาร์เซลล์’ บนตึกเก่า เน้นดีไซน์สวยงาม เข้ากับของเดิม

    แผงโซลาร์เซลล์บริเวณชิปเพนแฮม ฮอลล์
    ที่มา: 
    Historic England

    มีการเสนอให้ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ในโบสถ์คิงส์คอลเลจ ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งก่อสร้างภายใต้การพิทักษ์ระดับ “เกรด I” สิ่งก่อสร้างที่มีความสำคัญอย่างเด่นชัดทางสถาปัตยกรรมและทางประวัติศาสตร์ แม้การติดตั้งจะได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการผังเมือง แต่ก็ถูกคัดค้านจากองค์การอนุรักษ์แห่งอังกฤษ (Historic England) สุดท้ายแล้วการคัดค้านก็ไม่สำเร็จผล ยังคงดำเนินการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ต่อไป

    ปัจจุบันมีแผงโซลาร์เซลล์ 438 แผงอยู่บนหลังคาของโบสถ์คิงส์คอลเลจซึ่งสามารถมองเห็นได้จากถนน และโบสถ์แห่งนี้ถูกยกย่องว่าเป็น “สัญลักษณ์แห่งการเปลี่ยนแปลง” โดยจิลเลียน เท็ตต์ อธิการบดีของคิงส์คอลเลจ กล่าวกับสำนักข่าวบลูมเบิร์กว่า นี่เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งหนึ่งในช่วง 500 ปีที่ผ่านมาของการปรับปรุงโบสถ์

    “เมื่อพระเจ้าเฮนรีที่ 8 ทรงสร้างโบสถ์ทั้งหลัง ไม่มีใครนึกภาพออกว่าจะมีโบสถ์ที่มีหลังคาและเพดานแบบโกธิกที่สวยงามเหนือจินตนาการได้ และนั่นคือสิ่งที่เรากำลังพยายามทำอีกครั้ง” เธอกล่าว

    ‘ยุโรป’ อนุญาตติดตั้ง ‘โซลาร์เซลล์’ บนตึกเก่า เน้นดีไซน์สวยงาม เข้ากับของเดิม

    แผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาโบสถ์คิงส์คอลเลจ

    สภาเมืองยุโรปผ่อนปรนกฎเกณฑ์ติดแผงโซลาร์เซลล์บนอาคารประวัติศาสตร์

    เนื่องจากความต้องการพลังงานสะอาดเพิ่มขึ้นท่ามกลางวิกฤติสภาพอากาศ และต้นทุนการผลิตพลังงานที่สูงขึ้น ทำให้หลายฝ่ายต้องการติดแผงโซลาร์เซลล์ แต่เนื่องด้วยอาคารเกือบหนึ่งในสี่ในสหภาพยุโรปสร้างขึ้นก่อนปี 1945 และส่วนใหญ่ได้รับการคุ้มครอง ทำให้สภาเมืองทั่วทั้งยุโรปเริ่มผ่อนปรนข้อจำกัด ให้อาคารเก่าสามารถติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ได้ โดยยึดเอากรณีของโบสถ์คิงส์คอลเลจเป็นบรรทัดฐาน

    เดือนมิถุนายน 2024 เมืองอัมสเตอร์ดัมประกาศว่าจะอนุญาตให้ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ในอาคารและอนุสรณ์สถานที่ได้รับการคุ้มครองได้ภายในปี 2025 ส่วนรัฐบาลอังกฤษประกาศว่าเจ้าของบ้านและอาคารประวัติศาสตร์ในอังกฤษจะไม่ต้องขออนุญาตติดตั้งเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน เช่น แผงโซลาร์เซลล์และปั๊มความร้อนภายใต้มาตรการที่กระทรวงที่อยู่อาศัยกำหนดอีกต่อไป

    แม้ว่ามาตรการเหล่านี้อาจทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการอนุรักษ์มรดก แต่บริษัทต่าง ๆ กำลังเร่งออกแบบและผลิตแผงโซลาร์เซลล์ที่สามารถผสมผสานเข้ากับอาคารเก่าได้อย่างลงตัวยิ่งขึ้น หนึ่งในนวัตกรรมดังกล่าวเรียกว่า “ระบบโซลาร์เซลล์ผสานวัสดุอาคาร” หรือ BIPV (Building-integrated photovoltaics)

    แผงโซลาร์เซลล์ประเภทนี้สามารถเปลี่ยนรูปลักษณ์ของกระเบื้องหลังคา หินชนวน กระจก และแม้แต่กระจกสี ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและสร้างความยั่งยืนให้แก่อาคารเก่า โดยที่ยังคงความสวยงามเอาไว้ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์


    ที่มา: DS New EnergyEuro NewsPV Magazine

    ‘ยุโรป’ อนุญาตติดตั้ง ‘โซลาร์เซลล์’ บนตึกเก่า เน้นดีไซน์สวยงาม เข้ากับของเดิม

    Source : กรุงเทพธุรกิจ