แคนาดาลงทุนเทคโนโลยี Carbon Capture เตรียมตั้งโรงงานดักจับคาร์บอนเชิงพาณิชย์แห่งแรกของโลก คาดช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในแคนาดาได้ 110 ล้านเหรียญสหรัฐ

หากใครจำกันได้เมื่อเดือนพฤษภาคม 67 ที่ผ่านมา ไอซ์แลนด์เปิดตัวโรงงานดักจับคาร์บอนที่ใหญ่สุดในโลก ชื่อว่า “แมมมอธ” โดยสามารถดักจับคาร์บอนได้ 36,000 ตันต่อปี หรือประมาณ 10 เท่าของ Deep Sky

โรงงานดักจับคาร์บอน แมมอธ Credit Climeworks
โรงงานดักจับคาร์บอน แมมอธ Credit Climeworks

รงงานดักจับคาร์บอนของ Deep Sky ถูกนิยามว่าเป็นศูนย์นวัตกรรมดักจับคาร์บอนในอากาศ ซึ่งจะถูกดำเนินการเชิงพาณิชย์เป็นแห่งแรกของโลก โดยจะตั้งอยู่ที่เมืองอินนิสเฟล ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของรัฐอัลเบอร์ตา ประเทศแคนาดา บนพื้นที่ 5 เอเคอร์ ใช้งบประมาณก่อสร้างราว 50 ล้านดอลลาร์

Deep Sky ระบุไว้บนเว็บไซต์บริษัทว่าโรงงานแห่งนี้สามารถดักจับคาร์บอนได้ 3,000 ตันต่อปี คำถามคือตัวเลขที่ว่านี้มันเรียกว่าน้อยหรือมาก เปรียบเทียบให้เห็นภาพง่าย ๆ คือสามารถชดเชยการปล่อยคาร์บอนของชาวแคนาดาประมาณ 227 คนเท่านั้น ทั้งนี้ ชาวแคนาดามีปริมาณการปล่อยคาร์บอนต่อหัวราว 2.181 ตันคาร์บอนต่อคน

ทั้งนี้ Deep Sky เปิดเผยว่าโรงงานดักจับคาร์บอนแห่งนี้จะช่วยกระตุ้นการลงทุนได้มากถึง 110 ล้านดอลลาร์สหรัฐในอีก 10 ปีข้างหน้า โดยโรงงานแห่งนี้สามารถรองรับเทคโนโลยีดักจับทางอากาศโดยตรง (Direct Air Capture หรือ DAC) ได้ทั้งหมด 10 เทคโนโลยี บริษัทเปิดเผยว่าปัจจุบันเตรียมการติดตั้ง DAC แล้วทั้งหมด 8 เทคโนโลยี จึงสามารถรองรับเพิ่มเติมได้อีก 2 เทคโนโลยี นอกจากนี้ยังมีพื้นที่สำหรับการขยายเพิ่มเติมในอนาคต 

โรงงานดักจับคาร์บอนเชิงพาณิชย์แหางแรกของโลก Credit Deep Sky
โรงงานดักจับคาร์บอนเชิงพาณิชย์แห่งแรกของโลก Credit Deep Sky

อย่างไรก็ตาม เป้าหมายสูงสุดของ Deep Sky คือการสร้าง ‘คาร์บอนเครดิตที่มีความสมบูรณ์สูง’ ซึ่งเป็นโครงการระดับโลกที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่เรื่อยมา เนื่องจากมีรายงานว่าคาร์บอนเครดิตหลายประเภทมากกว่า 90% ถูกทิ้งเสียเปล่า

และอาจทำให้ปัญหาการปล่อยคาร์บอนจากอุตสาหกรรมเลวร้ายลง ตัวอย่างเช่นสื่อดัง The Guardian ได้วิพากษ์วิจารณ์ผู้รับรองคาร์บอนเครดิตระดับโลกอย่าง Verra

ทั้งนี้ Deep Sky เปิดเผยว่าโรงงานของตนนั้น จะมีขั้นตอนการตรวจสอบคาร์บอนเครดิตตั้งแต่ต้นจนจบด้วยการวัด การรายงานและการตรวจสอบแบบดิจิทัล (Measurement, Reporting and Verification หรือ MRV) และได้รับการตรวจสอบตามมาตรฐานคาร์บอนที่เข้มงวดที่สุด

ที่มา: Deep Sky Climate
Source : Spring News

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ขณะที่เทสลากำลังสร้างโรงงาน Gigafactory ใกล้กรุงเบอร์ลิน บริษัทได้ตัดต้นไม้ลงไปประมาณครึ่งล้านต้น แสดงให้เห็นผลกระทบของการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า แม้จะดีกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันแบบเก่าอย่างมากก็ตาม

บริษัท Kayrros ซึ่งวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ ได้ทำการคำนวณนี้ ผลปรากฏว่าเทสลาได้ถางป่าไปประมาณ 813 เอเคอร์ ระหว่างเดือนมีนาคม 2020 ถึงพฤษภาคม 2023

Tesla ตัดต้นไม้ 500,000 ต้นเพื่อสร้างโรงงาน Gigafactory ในเยอรมนี

อย่างไรก็ตาม พื้นที่นี้ไม่ใช่ป่าบริสุทธิ์ ป่าในบริเวณนี้ส่วนใหญ่เป็นสวนป่าสน ต้นไม้เหล่านี้ไม่ใช่พันธุ์พื้นเมืองของภูมิภาคนี้ นอกจากนี้ บริเวณโดยรอบยังมีถนนที่พลุกพล่าน รางรถไฟ และเครื่องบินที่บินขึ้นจากสนามบินใกล้เคียง ซึ่งหมายความว่าป่าแห่งนี้ไม่เหมาะสำหรับสัตว์ป่าอยู่แล้ว

แม้กระนั้น โรงงาน Gigafactory นี้ก็ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน Kayrros ประเมินว่าการสูญเสียต้นไม้เทียบเท่ากับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 13,000 ตัน หรือเทียบเท่ากับการปล่อยมลพิษประจำปีของรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเกือบ 3,000 คัน

Tesla ตัดต้นไม้ 500,000 ต้นเพื่อสร้างโรงงาน Gigafactory ในเยอรมนี

Antoine Halff หัวหน้านักวิเคราะห์ของ Kayrros ได้กล่าวถึงการแลกเปลี่ยนเรื่องคาร์บอนในการให้สัมภาษณ์กับ The Guardian ว่า “โรงงานเทสลาในเยอรมนีนำไปสู่การตัดต้นไม้จำนวนมาก แต่ต้องมองในมุมมองของประโยชน์ที่ได้จากการแทนที่รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในด้วยรถยนต์ไฟฟ้า” เทสลาขายรถยนต์ไปเกือบ 500,000 คันในปีที่แล้ว ซึ่งน่าจะทดแทนการปล่อยมลพิษจากรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน

เทสลา มีแผนที่จะขยายโรงงานกิกะแฟคทอรีต่อไป โดยในที่สุดจะเพิ่มกำลังการผลิตจาก 500,000 คันต่อปีเป็น 1 ล้านคันต่อปี (โรงงานนี้เป็นหนึ่งในหกโรงงานที่บริษัทมีทั่วโลก ซึ่งผลิตแบตเตอรี่และรถยนต์ โดยมีอีกหนึ่งโรงงานอยู่ในขั้นตอนการวางแผน) 

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา นักเคลื่อนไหวด้านสภาพภูมิอากาศได้ประท้วงการขยายตัวนี้ โดยอ้างถึงการสูญเสียต้นไม้จำนวนมากขึ้น ภัยคุกคามต่อแหล่งน้ำในท้องถิ่น และความจำเป็นในการปกป้องสัตว์ป่า รวมถึงปัญหาอื่น ๆ ในห่วงโซ่อุปทาน เช่น การทำเหมืองลิเธียมและโคบอลต์ ในที่สุดบริษัทรถยนต์ได้แก้ไขแผนเพื่อหลีกเลี่ยงการถางป่าอีก 250 เอเคอร์

Tesla ตัดต้นไม้ 500,000 ต้นเพื่อสร้างโรงงาน Gigafactory ในเยอรมนี

โรงงานในเยอรมนีนี้เป็นโรงงานเทสลาแห่งที่สาม และเปิดดำเนินการในเดือนมีนาคม 2022 มีพนักงาน 12,500 คน และผลิตรถยนต์ไฟฟ้า 500,000 คันต่อปี

อย่างไรก็ตาม โรงงานนี้ประสบปัญหาหลายประการระหว่างการก่อสร้าง รวมถึงข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องจากตั้งอยู่ในเขตคุ้มครองน้ำดื่มและติดกับเขตอนุรักษ์ธรรมชาติ

ในท้องถิ่นมีการถกเถียงกันมากเกี่ยวกับการใช้น้ำบาดาลปริมาณมากของเทสลาในภูมิภาคที่ประสบปัญหาภัยแล้งมาหลายปี รวมทั้งความไม่พอใจต่อจำนวนป่าที่ถูกโค่นเพื่อสร้างโรงงาน

ในเดือนพฤษภาคม 2021 โรงงานประสบเหตุวางเพลิงโดยกลุ่ม Vulkan (ภูเขาไฟ) ทำให้สายไฟฟ้าหลายสายเสียหาย ในจดหมายที่โพสต์บนแพลตฟอร์มฝ่ายซ้ายสุดโต่ง นักเคลื่อนไหวระบุว่าพวกเขาได้ตัดการจ่ายไฟให้กับพื้นที่ของเทสลาโดยการวางเพลิงเผาสายไฟแรงสูงหกสายที่อยู่เหนือพื้นดิน

ต่อมาในเดือนมกราคม 2024 เทสลาต้องหยุดการผลิตส่วนใหญ่ที่โรงงานเป็นเวลาสองสัปดาห์ เนื่องจากการจัดส่งชิ้นส่วนล่าช้าจากการโจมตีเรือในทะเลแดงโดยกลุ่มฮูตี

ในเดือนมีนาคม 2024 การผลิตของเทสลาที่กิกะแฟคทอรีเบอร์ลิน-บรานเดนบวร์กต้องหยุดชะงักอีกครั้งเป็นเวลาหลายวัน หลังจากเกิดเหตุวางเพลิงอีกครั้ง กลุ่มนักเคลื่อนไหว Vulkan อ้างความรับผิดชอบต่อการโจมตีครั้งนี้อีกครั้ง โดยระบุว่าโรงงานนี้บริโภคทั้งทรัพยากรธรรมชาติและแรงงาน และไม่ใช่ทั้งเชิงนิเวศหรือยั่งยืน

ต่อมาในเดือนพฤษภาคม 2024 ผู้ประท้วงด้านสภาพภูมิอากาศถึง 800 คนพยายามบุกเข้าโรงงานเพื่อประท้วงแผนการขยายกิจการ

นับตั้งแต่นั้นมา นักเคลื่อนไหวด้านสภาพภูมิอากาศได้ประท้วงต่อต้านแผนการขยายโรงงานกิกะแฟคทอรี โดยตั้งค่ายในป่าใกล้เคียงและพยายามบุกเข้าพื้นที่

นอกจากนี้ยังมีรายงานเหตุการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมหลายสิบครั้งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ซึ่งมีการผลิตเซลล์แบตเตอรี่หลายล้านเซลล์ด้วย รวมถึงการรั่วไหลหรือการหกของน้ำมันดีเซล สี และอลูมิเนียม

ก่อนหน้านี้ เทสลายอมรับว่ามีเหตุการณ์หลายครั้งเกิดขึ้นในพื้นที่โรงงานระหว่างการก่อสร้างและตั้งแต่เริ่มดำเนินการ บริษัทกล่าวว่าไม่มีเหตุการณ์ใดก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม และหากจำเป็น ได้มีการดำเนินมาตรการแก้ไขแล้ว

ที่มา :  Silicon UK , theguardian
Source : Spring News

กยท. เร่งสร้างความเข้าใจ ซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิตในสวนยาง ยกระดับอาชีพสวนยางยั่งยืน ควบคู่การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม คาดว่าจะสามารถประเมินคาร์บอนเครดิตครั้งแรกเพื่อเริ่มดำเนินการขายในปี 2569 ตั้งเป้าดึงสวนยาง 20 ล้านไร่ทั่วประเทศเข้าร่วม100 % ภายในปี 2593

นายจิรวิทย์ มีชูภัณฑ์ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมและพัฒนาการผลิต เปิดเผยว่าตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้ความสำคัญในเรื่องการขับเคลื่อนภารกิจเพื่อลดก๊าซเรือนกระจกรองรับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ กยท. จึงมุ่งมั่นส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจตามแบบฉบับ BCG Model(Bio-Circular-Green Economy) ที่คำนึงถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม

โดยการดำเนินโครงการบริหารจัดการคาร์บอนเครดิตของ กยท.เนื่องจากต้นยางพาราเป็นพืชเกษตรที่มีศักยภาพสูงในการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สามารถนำไปใช้ชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของหน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ ได้

กยท.วางเป้า 20 ปี ดึงสวนยางร่วมสะสมคาร์บอนเครดิต 100% ล๊อตแรกเริ่มขายปี 2569

ทั้งนี้เพื่อให้เกิดเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นที่ผ่านมา กยท. ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “การพัฒนาโครงการบริหารจัดการคาร์บอนเครดิต” กับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก.

เป็นการเปิดโอกาสในการสร้างรายได้เพิ่มให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกยางพารา ให้สามารถนำต้นยางพาราที่อยู่ในพื้นที่สวนยางเข้าสู่กระบวนการซื้อขายแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิตได้ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

“ที่ผ่านมา กยท. ได้ดำเนินโครงการบริหารจัดการคาร์บอนเครดิตและยื่นขึ้นทะเบียนโครงการนำร่องกับ อบก. มีชาวสวนยางในพื้นที่ จ.จันทบุรี จ.เลย และ จ.สุราษฎร์ธานี เข้าร่วมจำนวน 2,299ราย โดยมีพื้นที่สวนยางที่เข้าร่วมแล้วกว่า 43,481ไร่

กยท.วางเป้า 20 ปี ดึงสวนยางร่วมสะสมคาร์บอนเครดิต 100% ล๊อตแรกเริ่มขายปี 2569

โดยคาดว่าการดำเนินโครงการนำร่องในช่วง 7 ปี จะสามารถสะสมปริมาณคาร์บอนเครดิตได้กว่า 1.3 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2eq)คิดเป็นมูลค่ากว่า 390 ล้านบาท และในอนาคต กยท. ตั้งเป้าหมายในการดำเนินโครงการคาร์บอนเครดิตให้ครอบคลุมพื้นที่สวนยาง ทั้ง 20 ล้านไร่ทั่วประเทศภายในปี พ.ศ.2593”

ทั้งนี้ กยท. ได้จัดประชุมสัมมนาสร้างการรับรู้การดำเนินงานด้านคาร์บอนเครดิตของการยางแห่งประเทศไทยเพื่อขับเคลื่อนโครงการบริหารจัดการคาร์บอนเครดิตของ กยท.

รวมทั้งสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางเกี่ยวกับนโยบายด้านคาร์บอนเครดิตของ กยท.หลักปฏิบัติในการเข้าร่วมโครงการบริหารจัดการคาร์บอนเครดิต ขั้นตอนและวิธีการในการดำเนินงานด้านคาร์บอนเครดิตของ กยท.สามารถนำไปพัฒนาการทำอาชีพการทำสวนยางพาราและบริหารจัดการพื้นที่สวนยางอย่างมีประสิทธิภาพเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล เกิดความมั่นคงและยั่งยืน

กยท.วางเป้า 20 ปี ดึงสวนยางร่วมสะสมคาร์บอนเครดิต 100% ล๊อตแรกเริ่มขายปี 2569

กยท.วางเป้า 20 ปี ดึงสวนยางร่วมสะสมคาร์บอนเครดิต 100% ล๊อตแรกเริ่มขายปี 2569

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมการมอบใบประกาศเกียรติคุณแก่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ จำนวน1,609ราย เพื่อเป็นหลักฐานแสดงว่าเกษตรกรชาวสวนยางได้รับการขึ้นทะเบียนในโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Standard T-VER)และเกษตรกรที่ผ่านเกณฑ์ตามโครงการฯ สามารถสร้างรายได้จากการสะสมปริมาณคาร์บอนเครดิตในสวนยางได้ตั้งแต่ปี 2566 จนถึงปี 2573 ตามระยะเวลาโครงการ 7 ปี เพื่อนำสวนยางเข้าสู่กระบวนการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ซึ่ง กยท. คาดว่าจะประเมินคาร์บอนเครดิตครั้งแรกเพื่อเริ่มดำเนินการขายในปี 2569 ต่อไป

Source : กรุงเทพธุรกิจ

นายศุภชัย เอกอุ่น ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เป็นประธานในพิธีเปิดการใช้งานระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้าด้วยแบตเตอรี่ (BESS) บนพื้นที่เกาะสมุย โดยมีคณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ ร่วมพิธี ณ อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อเร็วๆ

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) สังกัดกระทรวงมหาดไทย ดำเนินการจัดหาระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้าด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System : BESS) พิกัดใช้งาน 12.5 เมกะวัตต์ (MW) /25 เมกะวัตต์-ชั่วโมง (MWh) จำนวน 2 ชุด บนเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ด้วยรูปแบบการเช่าใช้บริการ ดำเนินการติดตั้งให้บริการเช่าพร้อมการบำรุงรักษาโดยบริษัท พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ PEA เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนไฟฟ้าและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานสายเคเบิลใต้น้ำเส้นเดิมให้สูงขึ้น รองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาเกาะสมุย เกาะพะงัน เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่มีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นทุกปี

PEA กำหนดเป้าหมายการบริหารจัดการพลังงานให้ BESS มีความสามารถจ่ายไฟเข้าสู่ระบบของ PEA ได้ไม่น้อยกว่า 50,000 หน่วยต่อวัน ตลอดระยะเวลา 120 เดือน เพื่อจ่ายกระแสไฟฟ้าช่วงความต้องการสูงสุดเพิ่มความมั่นคงของระบบไฟฟ้า และแก้ไขปัญหาขาดแคลนไฟฟ้าของเกาะสมุย ปัจจุบัน PEA มีสายเคเบิลใต้น้ำจำนวน 4 เส้น จ่ายไฟฟ้าไปยังเกาะสมุย แต่มีสายเคเบิลใต้น้ำ 1 เส้น จ่ายไฟฟ้าไปยังสถานีไฟฟ้าเกาะสมุย 2 ซึ่งเป็นการลดภาระและความเสี่ยงในการใช้งานสายเคเบิลใต้น้ำ และเป็นแนวทางในการพัฒนารูปแบบการแก้ไขปัญหาระบบไฟฟ้าสำหรับพื้นที่ห่างไกลอื่น ๆ ส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน รวมทั้งเพิ่มความมั่นคงให้ระบบไฟฟ้าของพื้นที่ห่างไกลให้มีพลังงานใช้อย่างเพียงพอ ก่อให้เกิดการเรียนรู้ พัฒนาและต่อยอดการนำเทคโนโลยี Energy Storage มาใช้งานร่วมกับ Renewable Energy รวมถึงการแก้ปัญหาระบบไฟฟ้าในอนาคตและสามารถนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์ได้อย่างกว้างขวาง

Source : Energy News Center

องค์กรธุรกิจยุคใหม่ต้องใช้นวัตกรรมช่วยในการทำธุรกิจ เพื่อความสะดวก และลดต้นทุน วันนี้จะพามาดูการนำเอา AI ช่วยธุรกิจทำ ESG สามารถช่วยวัดคาร์บอน ตรวจน้ำเสียแบบเรียลไทม์ ตรวจจับความร้อน และมีโซลูชั่นอื่นๆ ที่ทันสมัยมากมาย ผลักดันสมาร์ทนิคม เสริมแกร่งอุตสาหกรรมไทย

ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้เทคโนโลยี และนวัตกรรมเปลี่ยนโลกของเราไปมาก หากมองในแง่ดีก็จะช่วยให้คนเรา ภาคธุรกิจทำอะไรได้เร็ว สะดวกสบาย สามารถช่วยลดต้นทุนได้ แม้ว่าการนำนวัตกรรมมาปรับใช้ในชีวิต และธุรกิจช่วยแรกๆ อาจมีต้นทุนที่สูงพอสมควร โดยธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) เผยข้อมูลว่า การใช้ประโยชน์ AI เพื่อสร้างข้อได้เปรียบทางธุรกิจขยายวงกว้างมากขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่หรือแบรนด์ชั้นนำที่ตบเท้าเข้ามาใช้ประโยชน์ AI กันทั้งนั้น เพราะกระบวนการทำงานของ AI สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและยอดขาย ลดต้นทุนการดำเนินงาน ประหยัดเวลา ที่สำคัญยังช่วยสร้างengagement และค้นหา insight ของลูกค้า เพื่อสร้างประสบการณ์การซื้อสินค้าและใช้บริการที่โดนใจลูกค้าได้

ปัจจุบันมีการพัฒนา AI หลากหลายรูปแบบ เพื่อให้สอดรับกับความต้องการใช้งานเฉพาะของแต่ละองค์กรมากขึ้น เช่น Fuzzy Logic, Artificial Neural Networks, Expert Systems, Genetic Algorithms, Machine Learning, และ Swarm Intelligence-based Algorithms เป็นต้นแม้ AI จะมีหลายแบบแต่หลักการพื้นฐานนั้นเหมือนกัน คือ มีความตรงไปตรงมา ยืดหยุ่น สามารถปรับตัวและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันระหว่างอุปกรณ์กับลูกค้าเพื่อตอบสนองความต้องการและความสนใจได้อย่างแม่นยำ จากการศึกษา Teradata ในหัวข้อ State of Artificial Intelligence for Enterprises เปิดเผยว่า 80% ของบริษัทที่ทำการสำรวจมีการใช้งานเทคโนโลยี AI แล้ว ด้วยเหตุนี้ ความต้องการนำ AI มาใช้ในภาคธุรกิจจึง

จากข้อมูลเบื้องต้นจะเห็นได้ว่า AI สำคัญในการทำธุรกิจในยุคนี้ โดยเฉพาะเรื่องของการนำ AI มาปรับใช้ในเรื่องของความยั่งยืน หรือการทำ ESG ในยุคนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ และผู้ประกอบการในภาคธุรกิจต้องทำรับเทรนด์โลก วันนี้ #สปริงนิวส์ จะพามาดูความร่วมมือครั้งแรกของประเทศไทยระหว่าง “LIV-24” ผนึก “ภาครัฐผู้กำกับนโยบายอุตสาหกรรม” ได้ชู INDUSTRIAL TECH เพื่อผลักดันสมาร์ทนิคม พร้อมเสริมความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมไทย โดย นางสาวนิรมล ดิเรกมหามงคล กรรมการผู้จัดการ บริษัท LIV-24 จำกัด (ลีฟ ทเวนตี้โฟร์) เปิดเผยว่า ภาคอุตสาหกรรมเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ  ก่อให้เกิดการจ้างงานในหลากหลายกลุ่ม

เจ๋ง! หนุน AI ช่วยธุรกิจทำ ESG วัดคาร์บอนองค์กร ตรวจน้ำเสียแบบเรียลไทม์

ตลอดจนผลักดันให้เกิดการพัฒนาและขับเคลื่อนเทคโนโลยีของประเทศ วันนี้เราทำธุรกิจโดยใช้ AI เข้ามาช่วย สิ่งสำคัญคือ AI ไม่ใช่สิ่งที่ต้องรับมือ แต่เป็นเครื่องมือที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้ธุรกิจ กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนการทำงานให้สอดคล้องกับบริบทของเศรษฐกิจและสังคมโลก ซึ่งผู้ประกอบการไทยได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก มีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ เข้ามาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจเพิ่มความสามารถในการแข่งขันตั้งแต่ต้นน้ำ (การวิจัยและพัฒนา การออกแบบ และการจัดหาวัตถุดิบ) กลางน้ำ (การผลิต การจัดการของเสีย) จนถึงปลายน้ำ (การขนส่ง กระจายสินค้า และบริการหลังการขาย) เพื่อให้ธุรกิจมีความยืดหยุ่น รับมือต่อความเสี่ยงและปัจจัยภายนอก สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนมากขึ้น

โดย “นิรมล” ได้ชูความล้ำของ AI ของ LIV-24 ว่ามีความทันสมัยมากมาย ดังนี้

  • รู้ทุกเหตุการณ์ที่ผิดปกติขององค์กรธุรกิจ
  • รู้ว่าไฟกำลังรั่ว อาจเกิดไฟไหม้ได้
  • รู้ว่าน้ำที่เข้ามาในองค์กรมีคุณภาพหรือไม่
  • รู้ว่าน้ำที่ปล่อยจากโรงงานของเราปลอดภัยตามมาตรฐานหรือไม่
  • รู้ว่าโรงงานของเราปลอดคาร์บอนไปแล้วเท่าไหร่
  • รู้ว่าใครผ่านเข้ามาในอาคารบ้าง รู้ว่ารถคันนี้กำลังไปไหน ออกนอกเส้นทางหรือไม่ เพิ่มประสิทธิภาพระบบขนส่ง
  • รู้ว่าคนบุกรุกแบบไหนอันตราย แบบไหนไม่อันตราย
  • วิเคราะห์ประสานงานแก้ไขปัญหาทันที
  • แจ้งเตือนทุกปัญหาด้วยเทคโนโลยี
  • ตรวจจับความร้อน ระงับเหตุก่อนจะลุกลาม
  • บริหารจัดการพลังงานได้ดี ตรวจวัดน้ำเสียได้แบบเรียลไทม์

“เราได้ออกแบบ AI มาให้ภาคธุรกิจอย่างคุมค่าครอบคลุมทุกธุรกิจ ทุกขนาดธุรกิจไม่ว่าจะเป็น เล็ก กลาง ใหญ่ พร้อมทั้งเรายังมรผู้เชี่ยวชาญในการทำงานด้วย รับมือแบบทุกเหตุการณ์แบบเรียลไทม์ ปกป้องทุกคนเสี่ยง ช่วยเหลือทุกชีวิต ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน พร้อมพาธุรกิจให้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม เพิ่มประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยี”

อย่างไรก็ตามล่าสุด บริษัท LIV-24 จำกัด ได้ร่วมมือกับกระทรวงอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมด้วย จัดงานใหญ่แห่งปี งานสัมมนา LIV-24 Industrial Tech Revolution: ก้าวข้ามขีดจำกัดสู่ยุคอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืนด้วย AI และ Industrial Tech โดยมีผู้นำจากภาคธุรกิจต่างๆ เข้าร่วมกว่า 200 บริษัท ทั้งนี้ได้นำ INDUSTRIAL TECHNOLOGY ที่ใช้เทคโนโลยี AI ผสานเข้ากับประสบการณ์ของมนุษย์ ที่ออกแบบมาให้ตอบโจย์กับความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า กลุ่มอุตสาหกรรม เช่น ระบบป้องกันอัคคีภัย กล้องอัจฉริยะตรวจจับความผิดปกติ การดูแลระบบ เครื่องจักรต่างๆ ระบบขนส่ง การจัดการน้ำเสีย และการจัดการพลังงาน

เจ๋ง! หนุน AI ช่วยธุรกิจทำ ESG วัดคาร์บอนองค์กร ตรวจน้ำเสียแบบเรียลไทม์

โดยมีการเชื่อมต่อเข้าสู่ศูนย์ควบคุมส่วนกลาง (Command Centre) ที่สามารถดูแลแบบ Real-Time 24 ชั่วโมง ตลอด 7 วัน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก ช่วยให้โรงงานทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ลดเวลาที่เสียไปและเพิ่มผลผลิต  เพิ่มความปลอดภัย ด้วยระบบตรวจจับและเตือนภัยอัจฉริยะ 24 ชั่วโมง ป้องกันความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ สร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัย ลดต้นทุนในการใช้พลังงานช่วยดูแลรักษาอุปกรณ์ และลดการปล่อยคาร์บอนสู่ชุมชน ส่งผลให้ลดต้นทุนรวมของธุรกิจได้มากถึง 20 %  ปัจจุบันกลุ่มลูกค้าหลัก ได้แก่ โรงงานอุตสาหกรรม มิกซ์ยูสโครงการอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มอาคารสำนักงาน มีมูลค่าทรัพย์สินที่ดูแลรวมกันกว่า 300,000 ล้านบาท

“ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม ประกอบไปด้วย ห่วงโซ่การผลิต เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐานทางการขนส่ง ความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ เงินทุน และความพร้อมด้านวัตถุดิบมีความสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ และ LIV-24 จะเป็นอีกหนึ่ง key driver สำคัญในการสร้างโซลูชันที่สมบูรณ์แบบ เราสามารถวิเคราะห์ข้อมูลและคาดการณ์ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่มนุษย์จะเข้ามาช่วยในการตัดสินใจและแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที ซึ่งความร่วมมือครั้งสำคัญในวันนี้  จะช่วยสนับสนุนให้ภาคอุตสาหกรรมไทยมีความแข็งแกร่ง เพิ่มความสามารถในการแข่งขันในระดับนานาชาติ นับเป็นอีกหนึ่งก้าวที่สำคัญเพื่อยกระดับประเทศสู่เป้าหมายการเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมและนวัตกรรมในภูมิภาคต่อไป” นางสาวนิรมล กล่าว

ด้าน รศ. วีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า กนอ.ในฐานะรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมขับเคลื่อนแผนขององค์กรให้บรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่ง-กนอ. ตระหนักถึงความสำคัญของการลงทุนของภาคเอกชนต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ในปีนี้ กนอ. ได้กำหนดแผนฟื้นฟูการลงทุน โดยลดบทบาทการเป็นหน่วยงานกำกับดูแล (regulator) มาเป็นผู้อำนวยความสะดวก (facilitator) ที่มุ่งเน้นอำนวยความสะดวกและสนับสนุนผู้ประกอบการในทุกด้าน

ทั้งนี้เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนอย่างเต็มที่ควบคู่ไปกับการนำนิคมอุตสาหกรรมสู่มาตรฐานสากลด้วยนวัตกรรมอย่างยั่งยืน ซึ่งประกอบไปด้วย ยกระดับนิคมอุตสาหกรรมสู่การเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco Industrial Town), ส่งเสริมให้เกิดการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก  มุ่งเน้นจัดการกากของเสียให้มีประสิทธิภาพ และเชื่อมั่นว่าภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทยยังคงเป็นอีกหนึ่ง sector ที่แข็งแกร่ง แม้จะเผชิญกับความท้าทายต่างๆ และ LIV-24 จะเป็นอีกหนึ่งโซลูชั่นที่สำคัญ ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ธุรกิจ ด้วยเทคโนโลยี AI อัจฉริยะ และเข้ามามีส่วนร่วมในการผลักดันสมาร์ทนิคม พร้อมทั้งยกระดับอุตสาหกรรมไทยให้เทียบชั้นกับนานาชาติ”

นับว่าเป็นเรื่องราวที่ดีที่ได้มีการนำเทคโนโลยี “INDUSTRIAL TECHNOLOGY” โซลูชันอัจฉริยะ ที่มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับธุรกิจและโรงงานอุตสาหกรรมไทย เทียบชั้นนานาชาติ ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยบริษัทตั้งเป้ารายได้ 300 ล้านบาท ภายในปี 2568  สัดส่วนลูกค้า แบ่งเป็น กลุ่มคอมเมอร์เชียล และโรงงานอุตสาหกรรม 30% และ 70% กลุ่มที่อยู่อาศัยและอาคารสำนักงาน

Source : Spring News