โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย คว้ารางวัล Dow Innovation Award จากผลงานเรื่อง “การลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์และการผลิตไบโอดีเซลจากการย่อยสลายและการเปลี่ยนขยะทางการเกษตรโดยหนอนแมลงวันลาย” รับทุนการศึกษา 30,000 บาท จากกลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย (Dow) ซึ่งสนับสนุนเด็กไทยในระดับมัธยมศึกษาจากทั่วประเทศในการพัฒนาทักษะด้านวิทยาศาตร์ โดยได้คัดเลือกโครงงานที่ส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนและการใช้ความรู้ทางวิทยาศาตร์เพื่อขจัดปัญหาความท้าทายต่าง ๆ ของสังคม ภายใต้การประกวด Prime Minister’s Science Award 2024  ซึ่งจัดโดยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยมีวิศวกรผู้เชี่ยวชาญจากกลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย เป็นผู้มอบรางวัลให้กับนายภูดล ศรีรัตนา และนายปพนพัชร์ วิรุฬห์ไววุฒิ นักเรียนเจ้าของโครงการฯ พร้อมกับนางสาววนิดา ภู่เอี่ยม ครูที่ปรึกษาโครงการฯ ณ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ จังหวัดปทุมธานี

ทีมกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย

วิศวกร Dow กับผู้บริหาร อพวช.

Advertisment

Source : Energy News Center

Lynk & Co Z10 เป็นรถซีดานขนาดกลางถึงใหญ่ที่ใช้แพลตฟอร์มเดียวกับ Zeekr 001 โดย Lynk & Co ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง Geely Auto และ Volvo Cars ซึ่งรถรุ่นแรกของค่ายนี้มีราคาเริ่มต้นไม่ถึง 1 ล้านบาท ชวนมาดูสเปคคร่าวๆกัน

Lynk & Co เปิดตัว Z10 อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นรถซีดานขนาดกลางถึงใหญ่ที่ใช้แพลตฟอร์มเดียวกับ Zeekr 001 ของ Zeekr โดย Lynk & Co Z10 มีให้เลือก 5 รุ่นด้วยราคาเริ่มต้นที่เปิดตัวในจีนราวๆ 9.6 แสนบาท – 1.4 ล้านบาท พร้อมมาเป็นคู่แข่งกับ Zeekr 001, BYD Han EV และ Xiaomi SU7 

CREDIT : Lynk & Co
CREDIT : Lynk & Co

สปอยเลอร์หลังปรับระดับได้อัตโนมัติของ Lynk & Co Z10 ไม่เพียงแต่เพิ่มความสวยงาม แต่ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขับขี่ พร้อมไฟท้าย LED ดอทเมทริกซ์ ทำให้ท้ายรถ Z10 มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นและทันสมัยตามฉบับรถปี 2024

สเปค Lynk & Co Z10

ขนาดตัวรถ 5,028 มม. ยาว 1,966 มม. กว้าง และ 1,468 มม. สูง พร้อมฐานล้อ 3,005 มม. ตัวรถจะถูกพัฒนาขึ้นบนแพลตฟอร์ม SEA ที่เป็นแบบเดียวกันกับ Lotus, Smart, Zeekr และ Volvo

CREDIT : Lynk & Co
CREDIT : Lynk & Co

ดีไซน์ภายนอกของ Z10 ได้รับแรงบันดาลใจจากความทันสมัยของ The Next Day Concept ผลลัพธ์ที่ได้คือรูปลักษณ์ที่โฉบเฉี่ยวและสวยงาม พร้อมค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานต่ำเพียง 0.198 Cd ที่ช่วยลดเสียงลมและเพิ่มความเสถียรในการขับขี่

CREDIT : Lynk & Co
CREDIT : Lynk & Co

Lynk & Co Z10 รุ่นที่ใช้แพลตฟอร์ม 400V ใช้มอเตอร์เดี่ยวทั้งหมดที่มีกำลังมอเตอร์สูงสุด 200 kW และแรงบิดสูงสุด 343 Nm สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กม./ชม. ใน 6.8 วินาที

Lynk & Co Z10 รุ่นที่ใช้แพลตฟอร์ม 800 V มาพร้อมทั้งรุ่นมอเตอร์เดี่ยวและมอเตอร์คู่ กำลังสูงสุดคือ 310 kW สำหรับรุ่นมอเตอร์เดี่ยวและ 580 kW สำหรับรุ่นมอเตอร์คู่ สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ใน 5.9 วินาทีและ 3.8 วินาที ตามลำดับ

CREDIT : Lynk & Co
CREDIT : Lynk & Co

Lynk & Co Z10 มาพร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมเหล็กฟอสเฟต (LFP) ที่จัดหาโดย Jidian บริษัทในเครือของ Geely Holding โดยรุ่นเริ่มต้นมีขนาดแบตเตอรี่ 71 kWh และทุกรุ่นอื่นๆ มีขนาดแบตเตอรี่ 95 kWh รุ่นนี้มีระยะทาง CLTC 602 กม. ถึง 806 กม.

Lynk & Co Z10 ยังมาพร้อมระบบช่วงล่างที่ออกแบบมาเพื่อมอบความนุ่มนวลในการขับขี่ ด้านหน้าใช้ระบบปีกนกคู่ ส่วนด้านหลังเป็นแบบมัลติลิงค์ รุ่นท็อปมาพร้อมระบบช่วงล่างแบบถุงลมที่ปรับระดับความสูงได้ ±30 มม. ขณะขับขี่ เพื่อการควบคุมที่แม่นยำยิ่งขึ้น และในรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อยังมีระบบกระจายแรงบิดแบบไดนามิก เพื่อเพิ่มสมรรถนะในการขับขี่

ระบบค็อกพิทของรุ่นนี้ใช้ชิป AMD V2000A ซึ่งแตกต่างจากชิป Qualcomm Snapdragon 8295 ที่ใช้ใน BEV ระดับไฮเอนด์กระแสหลักของจีนในปัจจุบัน Lynk & Co กล่าวว่าชิปที่ใช้มีกำลังการประมวลผลสูงกว่าชิป 8295

CREDIT : Lynk & Co
CREDIT : Lynk & Co

ระบบขับขี่อัจฉริยะของ Lynk & Co Z10 จัดหาโดย Lotus Robotics ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่มุ่งเน้นเทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะของ Lotus Technology 

CREDIT : Lynk & Co
CREDIT : Lynk & Co

ระบบปรับอากาศอัตโนมัติที่ควบคุมอุณหภูมิได้อย่างแม่นยำ พร้อมช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง และระบบเสียง Harman Kardon ที่มาพร้อมเทคโนโลยีเสียงพาโนรามา WANOS ที่ให้เสียงที่สมบูรณ์แบบด้วยลำโพง 23 ตัวและกำลังขับ 1,600 วัตต์

โซลูชันการขับขี่อัจฉริยะที่เรียกว่า Lynk LHP ได้รับการตรวจสอบในสถานการณ์ 30 ประเทศและสามารถใช้งานฟังก์ชั่นช่วยเหลือการขับขี่ได้สูงสุด 33 ฟังก์ชัน 

CREDIT : Lynk & Co
CREDIT : Lynk & Co

Lynk & Co Z10 สามารถใช้ฟีเจอร์ NOA (Navigate on Autopilot) บนทางหลวงของจีนได้แล้ว และฟีเจอร์ NOA ในพื้นที่เมืองจะพร้อมใช้งานผ่านการอัปเดต OTA ในอนาคต

ราคา Lynk & Co Z10

Lynk & Co Z10 รุ่น Pro RWD 400V 600 กม. ราคา 9.4 แสนบาท

Lynk & Co Z10 รุ่น Max RWD 400V 766 กม. ราคา 1.02 ล้านบาท

Lynk & Co Z10 รุ่น Smart Max  RWD 400V 766 กม. ราคา 1.11 ล้านบาท

Lynk & Co Z10 รุ่น Smart Max RWD 800V 806 กม. ราคา 1.18 ล้านบาท

Lynk & Co Z10 รุ่น Smart Ultra AWD  800V 702 กม. ราคา 1.36 ล้านบาท

CREDIT : Lynk & Co
CREDIT : Lynk & Co

Lynk & Co Z10 ถือเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่น่าสนใจและมีความสามารถในการแข่งขันในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าได้เป็นอย่างดี  ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย สมรรถนะที่ยอดเยี่ยม และราคาที่เข้าถึงได้ ทำให้รถรุ่นนี้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่กำลังมองหารถยนต์ไฟฟ้าคันแรก หรือผู้ที่ต้องการเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเราคงต้องมารอดูกันอีกครั้งว่ามีโอกาสจะเข้ามาจำหน่ายในไทยด้วยหรือไม่ และจะราคาเท่าไร

ที่มา : CNEVPOST
Source : Spring News

คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เตรียมพิจารณาทบทวนราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) ที่จะสิ้นสุดมาตรการตรึงราคา 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ในวันที่ 30 ก.ย. 2567 ในขณะที่เงินกองทุนน้ำมันฯ บัญชี LPG ติดลบ 47,475 ล้านบาท จากกรอบวงเงินที่ใช้ได้จริง 50,000 ล้านบาท โดยปัจจุบันกองทุนฯ ชดเชยราคาอยู่ 4.09 บาทต่อกิโลกรัม หากไม่ชดเชยจะส่งผลให้ราคาขยับจาก 423 บาท เป็น 449.4 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center – ENC) รายงานว่า มาตรการตรึงราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม จะสิ้นสุดในวันที่ 30 ก.ย. 2567 นี้  ซึ่งเป็นไปตามมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ที่กำหนดให้ตรึงราคา LPG ดังกล่าวระหว่าง 1 ก.ค.-30 ก.ย. 2567 ดังนั้นทาง กบง. จะต้องเตรียมประชุมพิจารณาทบทวนราคา LPG ให้ทันก่อนสิ้นเดือน ก.ย. 2567 นี้  โดยหาก กบง. มีมติต่ออายุมาตรการดังกล่าวออกไปอีก จะต้องใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ในส่วนของบัญชี LPG มาพยุงราคาไว้ แต่หากเลิกการอุดหนุนราคา จะส่งผลให้ราคา LPG ต้องปรับขึ้นตามกลไกตลาดโลก

โดยเมื่อวันที่ 2 ก.ย. 2567 ที่ผ่านมา คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้มีมติให้นำเงินกองทุนฯ มาชดเชยราคา LPG จำนวน 4.09 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อให้ราคาจำหน่าย LPG อยู่ที่ 25.87 บาทต่อกิโลกรัม หรือราคาที่รัฐตรึงไว้ที่ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม

ดังนั้นหากไม่มีการชดเชยราคา LPG จะส่งผลให้ราคาจำหน่ายขยับจาก 25.87 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 29.96 บาทต่อกิโลกรัม หรือจากราคา 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม เป็นประมาณ 449.4 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ LPG โดยตรง  ดังนั้นมีแนวโน้มที่ กบง.อาจพิจารณาตรึงราคาต่อไปอีกระยะหนึ่ง

สำหรับเงินที่ใช้ตรึงราคา LPG จะมาจากกองทุนน้ำมันฯ ในส่วนของบัญชี LPG โดยกำหนดกรอบการใช้เงินได้ไม่เกิน 50,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันใช้ไปแล้ว 47,475 ล้านบาท ดังนั้นยังเหลือกรอบวงเงินที่ใช้ได้อีก 2,525 ล้านบาท ส่วนภาพรวมกองทุนน้ำมันฯ ล่าสุด ณ วันที่ 8 ก.ย. 2567 กองทุนฯ มีสถานะการเงินติดลบรวม -105,121 ล้านบาท ซึ่งมาจากบัญชีน้ำมันติดลบรวม -57,646 ล้านบาท และบัญชี LPG ติดลบรวม -47,475 ล้านบาท

อย่างไรก็ตามการตรึงราคา LPG ที่ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัมนั้น ทาง กบง. ได้เริ่มตรึงราคามาตั้งแต่เดือน มี.ค. 2566 รวมเป็นเวลากว่า 1 ปีแล้ว และย้อนไปในช่วงเดือน มี.ค. 2567 กบง. ได้มีมติให้ตรึงราคา LPG ที่ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม เป็นเวลา 3 เดือน ระหว่าง 1 เม.ย.-30 มิ.ย. 2567 นี้ โดยให้กองทุนน้ำมันฯ ชดเชยราคาเฉพาะเดือน เม.ย. 2567 ส่วนเดือน พ.ค.-มิ.ย. 2567 จะของบกลางจากรัฐบาลมาชดเชยราคาแทน 

แต่ ครม. เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2567 ได้มีมติเห็นชอบให้ตรึงราคา LPG ตามเดิมที่ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม โดยให้ใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ ดูแลเอง ซึ่งหมายถึงรัฐบาลไม่ได้จัดสรรงบกลางมาช่วยราคา LPG แต่อย่างใด จึงส่งผลให้ เมื่อต้นเดือน พ.ค. 2567 กบน. ต้องมีมติเพิ่มกรอบวงเงินเพื่อใช้ชดเชยราคา LPG เป็น 50,000 ล้านบาทดังกล่าว

Source : Energy News Center

การขยายตัวทางเศรษฐกิจปัจจุบันไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากไม่มีพลังงานฟอสซิล และจะเป็นเช่นนี้ไปจนกว่าจะมีเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาทดแทน ดังนั้น การ co-exist ระหว่างพลังงานทดแทนและฟอสซิล จะยังเกิดขึ้นต่อไปอีกหลายสิบปีข้างหน้า และรัฐจำเป็นต้องมีนโยบาย carbon ที่เหมาะสม

ภัยพิบัติทางธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นพายุ อุณหภูมิสูงเป็นประวัติการณ์ รวมถึงไฟป่า อากาศแล้งจนไม่สามารถเพาะปลูกได้ ทวีความรุนแรงขึ้นต่อเนื่องช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ทำให้หลายประเทศทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นสาเหตุของ Climate Change รวมถึงการออกนโยบายมุ่งสู่ Net Zero การส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน และการเรียกร้องให้หยุดใช้พลังงานจากฟอสซิล (Fossil) โดยสมบูรณ์

“ณรัล ลีลามานิตย์” ผู้อำนวยการโครงการ Sasin Management Consulting (SMC) สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า พลังงานทดแทนไม่ว่าจะเป็น พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม ในหลายพื้นที่มีต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าที่ต่ำกว่าการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานฟอสซิล นอกจากนี้รถไฟฟ้าอีวี (EV) ก็มีราคาถูกลง จนหลายรุ่นมีราคาเทียบเท่ากับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป

การลดลงของต้นทุนในการผลิตพลังงานทดแทน รวมไปการให้ความสำคัญกับรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น นับว่าเป็นสิ่งที่ดีต่อทั้งผู้บริโภค เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม จนทำให้หลายคนคาดว่าในอนาคตเราไม่จำเป็นต้องพึ่งพาพลังงานจากฟอสซิลอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม การขยายตัวทางเศรษฐกิจ และการขยับสถานะทางสังคมของประชากร ในปัจจุบันไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากไม่มีอุตสาหกรรมภาคพลังงานและปิโตรเคมีที่ใช้ fossil-based จนกว่าจะมีเทคโนโลยีที่จะมาทดแทนได้ ดังนั้น การ co-exist ระหว่างพลังงานทดแทนและฟอสซิล จะยังเกิดขึ้นต่อไปอีกหลายสิบปีข้างหน้า และการจะบอกให้หลายประเทศหรือหลายอุตสาหกรรมเลิกใช้พลังงานฟอสซิลโดยสมบูรณ์คงเป็นไปไม่ได้

ณรัล ลีลามานิตย์

“กุญแจสำคัญที่จะช่วยบรรเทาปัญหาภาวะ Climate Change และ Global Warming ในปัจจุบัน เป็นเรื่องของการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ (Energy Efficiency) ผนวกกับการเพิ่มผลผลิตจากการใช้พลังงาน และหาเทคโนโลยีมาช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอุตสาหกรรมที่ยังจำเป็นต้องใช้พลังงานจากฟอสซิล เช่น Carbon Capture Storage ควบคู่ไปกับการสร้างแรงจูงใจ (Incentive) อย่างไรก็ตาม รัฐจำเป็นจะต้องมีนโยบายสนับสนุนและการบังคับของชัดเจน และนโยบายคาร์บอนที่เหมาะสม”

“ณรัล” ยกตัวอย่างความสำคัญของอุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิล ต่อสภาพเศรษฐกิจ สังคม การบริโภค รวมถึงคุณภาพชีวิต มีดังนี้

ภาคการขนส่งขนาดใหญ่

ของใช้รอบตัวในปัจจุบันอย่างน้อยหนึ่งชิ้นถูกขนส่งโดยการขนส่งที่ใช้พลังงานจากน้ำมันดิบ ไม่ว่าจะเป็นทางรถ เรือขนส่ง หรือเครื่องบิน โดยปัจจัยสู่ความสำเร็จของอุตสาหกรรมการขนส่งคือ ต้นทุนการขนส่งต่อระยะทาง ซึ่งพลังงานที่ภาคการขนส่งใช้อยู่ไม่ว่าจะเป็นดีเซล ล้วนเป็นพลังงานและเทคโนโลยีที่มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายสิบปีหรือเกือบร้อยปีล้วนมีน้ำมันดิบเป็นตัวตั้งต้น และทำให้ต้นทุนด้านพลังงานของภาคการขนส่งต่อระยะทางมีประสิทธิภาพสูงสุด

ทั้งนี้ ด้วยเทคโนโลยีแบตเตอรี่ในปัจจุบัน ภาคการขนส่งทางบกมีความเป็นไปได้มากที่สุดที่จะเปลี่ยนไปใช้รถบรรทุกไฟฟ้า แต่ด้วยความจุของแบตเตอรี่น้อย น้ำหนักของแบตเตอรี่ที่มากจุดชาร์จที่ยังไม่เพียงพอ และใช้เวลาในการชาร์จนาน ทำให้การขนส่งระยะทางไกลด้วยรถบรรทุกไฟฟ้ายังไม่ใช่คำตอบที่เหมาะสมในปัจจุบัน และอาจต้องใช้เวลามากกว่า 5-10 ปี ถึงจะมีเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการเดินทางไกลเกินกว่า 600 กิโลเมตรต่อวัน

ในขณะที่การขนส่งทางทะเลผ่านเรือขนส่งขนาดใหญ่ ถึงแม้จะมีเรือต้นแบบอย่าง Yara Birkeland แต่ก็เป็นเพียงการวิ่งขนปุ๋ยระหว่างโรงงานใน Porsgrunn ไปสู่ท่าเรือที่ Brevik ในประเทศนอร์เวย์ และขนตู้คอนเทนเนอร์ได้แค่ 120 ตู้ (TEU) ได้เท่านั้น โดยที่ความเร็วในการเดินเรือคือ 30 Nautical Mile ไม่ใช่การวิ่งข้ามมหาสมุทร ส่วนเครื่องบินก็ยังไม่มีเทคโนโลยีที่จะมาแทนที่การใช้พลังงานจากฟอสซิลได้ในอนาคตอันใกล้ ถึงแม้จะมีนวัตกรรม Sustainable Aviation Fuel (SAF) ออกมาแล้ว แต่ถือเป็นสัดส่วนที่น้อยมากของปริมาณการบริโภคโดยรวมในปัจจุบัน

พลังงานทดแทนที่มาจากลม

หนึ่งในพลังงานทดแทนที่มีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่ำที่สุดในปัจจุบัน คือ พลังงานหมุนเวียนที่มาจากลม อย่างไรก็ตาม พลังงานจากลมก็ยังต้องพึ่งพา Fossil Base เป็นหลัก เพราะการสร้าง Wind Turbine ขนาด 5 Megawatt ประกอบไปด้วยเหล็กโดยเฉลี่ย 150 ตันสำหรับการสร้างฐาน เหล็กอีก 250 ตันใน Rotor Hubs และ Nacelles และเหล็กอีก 500 ตันสำหรับเสากังหันลม ซึ่งเหล้กทั้งหมดถูกขนส่งโดยรถบรรทุกหรือเรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่ที่ใช้พลังงานจากฟอสซิล

โดยตัวเหล็กที่ใช้ในการสร้างก็จำเป็นที่จะต้องผลิตและใช้พลังงานในการผลิตจากฟอสซิล ไม่ว่าจะเป็น Coking Coal ที่ใช้ใน Blasted Furnace และค่าความร้อนสูงที่ใช้ Natural Gas โดยจากการประมาณคร่าวๆ ในปัจจุบัน เหล็ก 1 ตันที่ใช้ในการก่อสร้างกังหัน ใช้พลังงานสูงถึง 35 Gigajoules และยังไม่มีแนวโน้มที่จะใช้พลังงานประเภทอื่นแทนได้

ดังนั้น แม้เราจะสนับสนุนให้เรามีการใช้ Renewable Energy มากขึ้นเท่าไหร่ อุตสาหกรรมนี้ก็ยังไม่สามารถที่จะเกิดขึ้นได้หากไม่มีอุตสาหกรรมน้ำมัน ก๊าซ และปิโตรเคมี

อุตสาหกรรมปุ๋ย

ประชากรบนโลกเพิ่มขึ้น 3 เท่าในระยะเวลา 70 ปี จาก 2.5 พันล้านคนในปี 1950 สู่ 8.1 พันล้านคนในปี 2024 ซึ่งการเพิ่มขึ้นของประชากรตามมาด้วยความต้องการการบริโภคอาหารที่มากขึ้น

การที่ภาคการเกษตรสามารถเพิ่มปริมาณอาหารให้เพียงพอต่อความต้องการของประชากรที่เพิ่มขึ้นได้นั้น ก็มาจากความสามารถในการผลิตปุ๋ยที่เรียกว่า Synthetic Nitrogenous Fertilizers ที่มาจากการใช้ Ammonia (NH3) ผ่านกระบวนการเป็นองค์ประกอบขึ้นโดยการเปลี่ยนก๊าซไนโตรเจนในอากาศมาเป็นแอมโมเนียเหลวได้สำเร็จโดยกระบวนการที่เรียกว่า Haber-bosch Process ที่ใช้วิธีการดึงไนโตรเจนออกมาจากอากาศ และไฮโดรเจนของก๊าซธรรมชาติ ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในเชื้อเพลิงฟอสซิล รวมถึงยังใช้พลังงานความร้อนของแก๊สในการทำกระบวนการ Synthesis ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีเทคโนโลยีทดแทนที่เป็น Carbon Free และเนื่องจากพืชทางการเกษตรคิดเป็น 85% ของแหล่งโปรตีนทางอาหารของประชากรทั้งโลก ดังนั้นหากไม่มีการผลิตปุ๋ย Nitrogen ที่ผ่านกระบวนการดังกล่าว ก็คงไม่สามารถที่จะผลิตอาหารเพียงพอให้ประชากรบนโลกได้

จีนขยายโรงไฟฟ้าถ่านหิน

แม้แต่ประเทศจีนที่ใช้ Renewable Energy เยอะที่สุดในโลก โดยมีการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ถึง 216.9 GW ในปี 2023 เพิ่มขึ้นจากปี 2022 เกินกว่าสองเท่าและมากกว่าการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ของทั้งโลก รวมถึงมีการติดตั้งพลังงานหมุนเวียนที่มาจากลมกว่า 76.0 GW ซึ่งเยอะกว่าทวีปอเมริกาและยุโรปรวมกัน แต่อุปสงค์น้ำมันเบนซินและดีเซลเพิ่มขึ้นกว่า 15% เมื่อเทียบกับปี 2019 ซึ่งเป็นช่วงก่อนโควิด-19

นอกจากนั้น ประเทศจีนในปี 2023 ยังได้ขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งถือว่าเป็นพลังงานที่สกปรกที่สุดในกลุ่มเชื้อเพลิงฟอสซิล เพิ่มขึ้นถึง 70 GW และอีก 47 GW ที่ได้เริ่มผลิตไฟไปแล้ว ซึ่งคิดเป็นถึง 70% ของจำนวนโรงไฟฟ้าจากถ่านหินที่เพิ่มขึ้นของทั้งโลก

แสดงให้เห็นถึงการคงอยู่ร่วมกันของทั้งพลังงานทดแทนและพลังงานฟอสซิลจากประเทศที่เป็นผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ของอุตสาหกรรมพลังงานทดแทนอันดับหนึ่งของโลกได้เป็นอย่างดี

“ณรัล” กล่าวทิ้งท้ายว่า นอกจาก 3 อุตสาหกรรมข้างต้นยังมีอีกหลายอุตสาหกรรมที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันและส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจ สังคม และการบริโภคที่ยังจำเป็นที่จะต้องพึ่งพาพลังงานรวมถึงวัตถุดิบจากอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานฟอสซิล

Source : กรุงเทพธุรกิจ

คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) หนุนโครงการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์บนหลังคา (โซลาร์รูฟท็อป) เปิดรับฟังความเห็น “ร่างระเบียบการรับฟังความเห็นประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียในการพิจารณาออกใบอนุญาตประกอบกิจการผลิตไฟฟ้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ. …” ระหว่าง 5-11 ก.ย. 2567  เน้นให้ความสำคัญผู้ใช้ไฟฟ้ารายย่อยทั้งกลุ่มบ้านอยู่อาศัย, องค์กรไม่แสวงหากำไรและกิจการสูบน้ำเพื่อการเกษตร กรณีต้องการขอใบอนุญาตผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อป ช่วยปลดล็อคไม่ต้องจัดเวทีรับฟังความเห็นประชาชนอีกต่อไป แค่เปิดรับฟังความเห็นกลุ่มเป้าหมายพื้นที่รัศมีตามขนาดโรงไฟฟ้าและเผยแพร่เท่านั้น หวังลดภาระค่าใช้จ่ายและสนับสนุนประชาชนมีส่วนร่วมใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center-ENC) รายงานว่า นายเสมอใจ ศุขสุเมฆ ประธานกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้ออกร่าง “ระเบียบการรับฟังความเห็นและทำความเข้าใจประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียในการพิจารณาออกใบอนุญาตประกอบกิจการผลิตไฟฟ้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ….” โดยได้เปิดรับฟังความเห็นประชาชนต่อร่างระเบียบดังกล่าวระหว่าง 5-11 ก.ย. 2567 นี้ บนเว็บไซด์สำนักงาน กกพ.

โดยร่างระเบียบดังกล่าวระบุว่า การจัดทำร่างระเบียบฯ นี้ เพื่อสนับสนุนให้เกิดโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ชนิดติดตั้งบนหลังคา (โซลาร์รูฟท็อป) ซึ่งถือเป็นพลังงานสะอาด และสนองนโยบายรัฐบาล ที่ได้ผูกพันประเทศไทยให้บรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2050 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ในปี ค.ศ. 2065 นอกจากนี้ยังเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายและสนับสนุนให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น

สำหรับสาระสำคัญของร่างระเบียบฯ ดังกล่าว ได้ให้ความสำคัญกับผู้ใช้ไฟฟ้ารายย่อยมากขึ้น ซึ่งผู้ใช้ไฟฟ้ารายย่อยคือ ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 1 บ้านอยู่อาศัย, ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 6 องค์กรไม่แสวงหากำไร หรือประเภท 7 กิจการสูบน้ำเพื่อการเกษตร

โดยกรณีโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (ด้วยเทคโนโลยีโฟโตโวลเทอิก) แบบติดตั้งบนหลังคานั้น กำหนดให้ผู้ใช้ไฟฟ้ารายย่อยที่ต้องการขอรับใบอนุญาตผลิตไฟฟ้าไม่ต้องจัดเป็นเวทีรับฟังความเห็นประชาชนอีกต่อไป แต่ให้เปิดรับฟังความเห็นประชาชนครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่รัศมีตามขนาดของโรงไฟฟ้า และให้ดำเนินการเผยแพร่ข้อมูลโครงการและทำความเข้าใจประชาชน รวมทั้งผู้มีส่วนได้เสียด้วย

อย่างไรก็ตามในกรณีที่โครงการมีอาคารสูงตั้งอยู่ในรัศมี 300 เมตรจากขอบเขตพื้นที่โครงการ จะต้องจัดทำแบบสำรวจความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียที่อาจได้รับผลกระทบจากแสงสะท้อนเพิ่มเติม

ทั้งนี้ในกรณีที่ผู้ใช้ไฟฟ้ารายย่อย ที่ต้องการขอใบอนุญาตผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปด้วยเทคโนโลยีโฟโตโวลเทอิก และได้จัดเวทีรับฟังความเห็นประชาชนไปก่อนที่ร่างระเบียบฯ นี้จะประกาศใช้ ก็ให้ดำเนินการรับฟังความเห็นประชาชนต่อจนเสร็จสิ้นตามกฎหมายเดิมต่อไป

Source : Energy News Center