รถยนต์ไฟฟ้า หรือ รถ EV มักมีประเด็นที่ถกเถียงกันบ่อยๆในเรื่องการลดราคา ข้อมูลล่าสุดได้เผยว่าแบตเตอรี่ EV มีราคาถูกลง 90% นับจากปี 2008 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งเราอยากชวนมาดูกันว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้แบตเตอรี่ถูกลง

แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า ถือเป็นส่วนประกอบสำคัญและเป็นต้นทุนหลักในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งมีข้อมูลล่าสุดพบว่า ราคาแบตเตอรี่ EV ถูกลงมากถึง 90% เมื่อเทียบจากปี 2008 ถึงปัจจุบัน 

การศึกษาวิจัยใหม่ของ Department of Energy สหรัฐฯ เผยว่า ต้นทุนแบตเตอรี่ EV ลดลงมากถึง 90% นับตั้งแต่ปี 2008 ถึง 2023 ซึ่งแปลว่าราคาลดลงจาก 1,319 ยูโร ต่อ kW/h เหลือเพียง 130 ยูโรต่อ kW/h 

ชี้อนาคตรถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ EV \"ถูกลง 90%\" เมื่อเทียบกับ 15 ปีที่แล้ว

โดยตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นถึงสถานการณ์ในอนาคตว่าราคารถยนต์ไฟฟ้ากำลังจะถูกลงและผู้คนทั่วโลกจะเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าง่ายขึ้น

มีหลากหลายปัจจัยที่ส่งผลให้ราคาแบตเตอรี่ EV ลดลงอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นความก้าวหน้าในเทคโนโลยีกระบวนการผลิตที่ได้รับการปรับปรุง ประกอบกับปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้นล้วนมีส่วนทำให้ราคาลดลง

ชี้อนาคตรถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ EV \"ถูกลง 90%\" เมื่อเทียบกับ 15 ปีที่แล้ว

บริษัทวิเคราะห์การตลาดอย่าง Gartner ได้คาดการณ์ว่าภายในปี 2027 “รถยนต์ไฟฟ้าจะมีต้นทุนการผลิตถูกกว่ารถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน” ซึ่งจะทำให้รถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นตัวเลือกแรกสำหรับลูกค้ารายใหม่ที่ต้องการซื้อรถ

ชี้อนาคตรถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ EV \"ถูกลง 90%\" เมื่อเทียบกับ 15 ปีที่แล้ว

การลดลงของราคาแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าจะเป็นจุดเปลี่ยนของตลาดยานยนต์ในหลายด้าน ดังนี้

ผลกระทบที่สำคัญที่สุดคือช่องว่างของราคาที่ลดลงระหว่างรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) เนื่องจากต้นทุนแบตเตอรี่ลดลงอย่างต่อเนื่อง รถยนต์ไฟฟ้าจึงมีราคาถูกลงมากขึ้น ทำให้กลายเป็นคู่แข่งของรถยนต์สันดาปทั้งเบนซินและดีเซล

ชี้อนาคตรถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ EV \"ถูกลง 90%\" เมื่อเทียบกับ 15 ปีที่แล้ว

ราคาของรถยนต์ไฟฟ้าบางรุ่นอาจเท่ากับรถยนต์สันดาป เร็วที่สุดในปี 2025 และรถยนต์ไฟฟ้าอาจมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่ารถยนต์สันดาปภายในปี 2027 การเปลี่ยนแปลงนี้มีแนวโน้มที่จะเพิ่มการแข่งขันในตลาดยานยนต์ ผลักดันให้ผู้ผลิตรถยนต์สร้างสรรค์นวัตกรรมและเสนอราคาที่แข่งขันได้มากขึ้นเพื่อดึงดูดผู้บริโภค

ต้นทุนที่ต่ำลงเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญในการยอมรับรถยนต์ไฟฟ้า เมื่อรถยนต์ไฟฟ้าเข้าถึงได้ทางการเงินมากขึ้นสำหรับผู้บริโภคทั่วไป การเปลี่ยนผ่านสู่การเคลื่อนที่ด้วยไฟฟ้ามีแนวโน้มที่จะเร็วขึ้น ความต้องการที่เพิ่มขึ้นนี้ได้รับแรงหนุนจากปัจจัยต่างๆ เช่น ราคาเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น สิทธิประโยชน์ของรัฐบาลสำหรับการซื้อรถยนต์ไฟฟ้า และความกังวลด้านสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้น

ค่าเชื้อเพลิงและค่าบำรุงรักษาที่ลดลง รถยนต์ไฟฟ้าจึงกลายเป็นตัวเลือกที่น่าดึงดูดมากขึ้นเรื่อยๆ การศึกษาเมื่อไม่นานนี้ของ JD Power พบว่าใน 48 จาก 50 รัฐของสหรัฐอเมริกา ต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าในระยะเวลา 5 ปีนั้น ต่ำกว่าการเป็นเจ้าของรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในที่เทียบเท่ากัน

อย่างไรก็ตามต้นทุนแบตเตอรี่ที่ลดลง ก็ยังไม่ได้แปลว่าคนจะหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น ซึ่งยังมีปัจจัยอื่นๆ ยกตัวอย่างในประเทศไทยที่ยังไม่มีโครงข่ายสถานีชาร์จมากนักในต่างจังหวัดหรือชานเมือง หรือคนส่วนใหญ่ยังคงชอบในความสะดวกสบายและความคุ้นเคยกับรถสันดาปมากกว่าอยู่ดี

สรุปได้ว่าแม้ว่าต้นทุนการผลิตแบตเตอรี่ EV จะถูกลง ซึ่งจะส่งผลให้ราคารถยนต์ไฟฟ้าเข้าถึงได้ง่ายขึ้น แต่อย่างไรก็ตามยังคงมีปัจจัยอื่นๆที่คนอาจยังไม่มั่นใจในการซื้อรถยนต์ไฟฟ้าสักคันมาใช้งานเป็นหลัก แต่ก็ถือเป็นข่าวสารที่ทำให้เราได้รู้อนาคตว่า “ในเร็วๆนี้รถยนต์ไฟฟ้าจะมีราคาเทียบเท่ารถสันดาป”

ที่มา : ArenaEV
Source : Spring News

“บ้านปู” ใช้เทคโนโลยี_AI ลดต้นทุน-คาร์บอน เผยงบลงทุนปีนี้กว่า 350 ล้านดอลลาร์ ย้ำการลงทุนต้องรอบคอบเพื่อสร้างความมั่นคงในระยะยาว เตรียมพร้อมประมูลขายไฟสะอาดรอบ2 กว่า 3.6 พันเมกะวัตต์ ส่วนผลประกอบการครึ่งปีแรก 2567 รายได้กว่า 8.8 หมื่นล้าน กำไรสุทธิ 2.4 พันล้าน

นายสินนท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Decarbonization) มีความคืบหน้าจากโครงการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture, Utilization and Sequestration: CCUS) ในสหรัฐฯ ที่ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นก๊าซธรรมชาติที่มีคาร์บอนเป็นกลาง (Carbon Sequestered Gas: CSG) ที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งใน Scope 1  2 และ 3 

ขณะเดียวกัน ยังผลักดันการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาใช้ยกระดับการดำเนินงานในทุกกลุ่มธุรกิจ (Digitalization) เพื่อเสริมประสิทธิภาพในการดำเนินงาน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบนิเวศภายในบ้านปู รวมทั้ง มีการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์อย่างมีประสิทธิภาพ และขยายโอกาสด้านการขายและการตลาด เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มธุรกิจแหล่งพลังงานในอินโดนีเซีย และสหรัฐฯ”

ในช่วงที่ผ่านมา บริษัทย่อยในสหรัฐฯ BKV Corporation (BKV) ขายสินทรัพย์ในธุรกิจต้นน้ำและกลางน้ำบางส่วนที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักในแหล่งก๊าซธรรมชาติมาร์เซลลัส (Marcellus) ในรัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐฯ มูลค่าประมาณ 132 ล้านดอลลาร์ การขายสินทรัพย์ในครั้งนี้ทำให้ BKV ยังคงวินัยทางการเงินที่ดีและสามารถมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาทรัพย์สินที่มีผลตอบแทนสูงกว่า 

ส่วนโครงการ Ponder Solar โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 2.5 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ในพื้นที่ในแหล่งก๊าซบาร์เนตต์ รัฐเท็กซัส มีกำหนดเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในเดือนส.ค. 2567 โครงการนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่ BKV จะบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน Scope 2 จากธุรกิจต้นน้ำและกลางน้ำในธุรกิจก๊าซธรรมชาติที่บริษัทเป็นเจ้าของและดำเนินการเอง

ทั้งนี้ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของ BKV จะเป็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งโดยตรงและทางอ้อม ลดการพึ่งพาการซื้อไฟฟ้าจากภายนอก และใช้พลังงานที่ผลิตเองจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน เช่น โครงการ Ponder Solar และการดำเนินโครงการ CCUS เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งของบริษัทและของบริษัทอื่น ๆ

สำหรับผลการดำเนินงานของ 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ในช่วงครึ่งปีแรก 2567 ประกอบด้วย 

1. กลุ่มธุรกิจแหล่งพลังงาน มุ่งควบคุมประสิทธิภาพการผลิตอย่างต่อเนื่องเพื่อคงความสามารถในการสร้างกระแสเงินสด โดยตั้งเป้าลดต้นทุนในธุรกิจเหมืองที่ 1.5 – 3.0 ดอลลาร์ต่อตัน และในธุรกิจก๊าซธรรมชาติที่ 0.06 – 0.07 ดอลลาร์ต่อพันลูกบาศก์ฟุต ในธุรกิจก๊าซธรรมชาติ BKV ได้ลงนามในข้อตกลงซื้อขายก๊าซธรรมชาติที่มีคาร์บอนเป็นกลางกับ ENGIE Energy Marketing NA, Inc. และ Kiewit Infrastructure South Co. โดยคาร์บอนเครดิตที่ได้มาพร้อมกับก๊าซธรรมชาติที่มีคาร์บอนเป็นกลางของ BKV มาจากการดำเนินโครงการ CCUS และเมื่อได้รับการรับรองจาก American Carbon Registry แล้ว คาดว่าจะสามารถส่งมอบก๊าซดังกล่าวได้ภายในสิ้นปี 2567

2. กลุ่มธุรกิจผลิตพลังงาน ยังคงสร้างผลกำไรได้อย่างแข็งแกร่ง โดยในธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานความร้อน โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Temple I และ II ในสหรัฐฯ มีรายได้จากการขายไฟฟ้า 288 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากมีปริมาณขายไฟฟ้าที่เพิ่มมากขึ้นจากการเข้าซื้อโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติ Temple II ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2566 สำหรับธุรกิจไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งในจีน ญี่ปุ่น เวียดนาม และออสเตรเลีย ยังสามารถสร้างกระแสเงินสดได้อย่างสม่ำเสมอ

3. กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีพลังงาน ในครึ่งแรกของปี 2567 ธุรกิจผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา ได้ลงนามสัญญาใหม่เพื่อผลิตและจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับพันธมิตรในประเทศไทยในหลากหลายอุตสาหกรรม กำลังผลิตรวม 1.9 เมกะวัตต์ และมีกำลังผลิตที่ดำเนินการแล้วเพิ่มขึ้น 4.1 เมกะวัตต์ ปัจจุบันมีกำลังผลิตตามสัดส่วนการลงทุนรวม 100 เมกะวัตต์ 

ขณะที่มีการเซ็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop PPA) ในอินโดนีเซีย จำนวน 10 เมกะวัตต์ ธุรกิจแบตเตอรี่และระบบกักเก็บพลังงาน เริ่มเดินหน้าสายการผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนของโรงงาน SVOLT Thailand และส่งมอบแบตเตอรี่ลิเธียมนิกเกิลแมงกานีสโคบอลต์ออกไซด์ (NMC) ชุดแรกให้กับผู้ให้บริการรถบัสรายใหญ่ที่สุดในไทย ขณะที่การก่อสร้างโครงการแบตเตอรี่ฟาร์มอิวาเตะ โตโนะ (Iwate Tono) ในญี่ปุ่น มีความคืบหน้าตามแผนถึง 97% 

สำหรับธุรกิจอีโมบิลิตี้ รถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า MuvMi ได้เข้าร่วมโครงการเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงระบบขนส่งสาธารณะด้วยเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าและเดินหน้าขยายเส้นทางการให้บริการอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันได้ให้บริการรับส่งแล้วมากกว่า 13 ล้านเที่ยว ในขณะที่ธุรกิจการบริหารจัดการพลังงาน เดินหน้าเพื่อการขยายระบบผลิตความเย็นจากส่วนกลางในเฟส 2 ของศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ โซนซี และยังได้ลงนามในสัญญาบริการจำนวน 25 สัญญาให้แก่ SB Design Square ในจังหวัดภูเก็ตด้วย 

นอกจากนั้น หน่วยงาน Corporate Venture Capital ยังได้เข้าลงทุนใน enspired ผู้นำในการพัฒนาแพลตฟอร์มให้บริการซื้อ-ขายพลังงานไฟฟ้า เป็นระบบข้อมูลที่มีการซื้อ-ขายเรียลไทม์ผ่านแพลตฟอร์มและระบบอัตโนมัติที่ทันสมัย ซึ่งจะช่วยพัฒนาศักยภาพด้านเทคโนโลยี AI เพื่อยกระดับการดำเนินงานในธุรกิจแบตเตอรี่และการซื้อขายพลังงานของบ้านปู เน็กซ์

“ด้วยพอร์ตพลังงานที่ครบวงจรและผสมผสานทั้งพลังงานรูปแบบดั้งเดิมและรูปแบบใหม่อย่างสมดุลของบ้านปูในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เราตั้งเป้าให้แต่ละกลุ่มธุรกิจสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานได้อย่างแข็งแกร่งเพื่อผลตอบแทนที่มั่นคง สร้างคุณค่าที่ยั่งยืนแก่ผู้มีส่วนได้เสียและร่วมขับเคลื่อนโลกให้ดีขึ้นในทุก ๆ วัน” นายสินนท์ กล่าว

สำหรับผลประกอบการครึ่งปีแรก 2567 ด้วยรายได้จากการขายรวม 2,441 ล้านดอลลาร์ (88,425 ล้านบาท) กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) รวม 650 ล้านดอลลาร์ (23,547 ล้านบาท) และกำไรสุทธิ 69 ล้านดอลลาร์ (2,489 ล้านบาท) พร้อมลงทุนปีนี้กว่า 350 ล้านดอลลาร์ เตรียมพร้อมเข้าประมูลขายไฟสะอาดรอบ2 ที่รัฐบาลเตรียมเปิดดูว่า 3.6 พันเมกะวัตต์

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ปตท. โดยทีม  “โครงการบริหารการสร้างประโยชน์ร่วมธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น” หรือ PRISM จัดสัมมนาประจำปีครั้งที่ 15 แนะผู้ประกอบการอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เร่งปรับตัวรับเทรนด์โลกมุ่งสู่ความยั่งยืน ด้านกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ชี้ทิศทางเศรษฐกิจในอนาคตอาจชะลอตัว ห่วงเศรษฐกิจไทยระยะยาว จับตานโยบายรัฐบาลหลังตั้งนายกฯ ใหม่ อาจมีมาตรการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้   

วันที่ 16 ส.ค. 2567 บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) โดยโครงการบริหารการสร้างประโยชน์ร่วมธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น (PRISM) ได้จัดงานสัมมนาในหัวข้อ 15th PTT Group Petrochemical Outlook Forum : ภายใต้หัวข้อ “Shaping the Future of Petrochemicals Along the Sustainable Pathway” เพื่อเผยแพร่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก แนวโน้มปิโตรเคมีและโอกาสทางธุรกิจที่จะเกิดขึ้นกับธุรกิจปิโตรเคมีในอนาคต โดยมี นายนพดล ปิ่นสุภา ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร, นายกฤษฎา อุตตโมทย์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย และทีมงาน PRISM ร่วมบรรยาย

นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวถึงทิศทางเศรษฐกิจว่า เศรษฐกิจไทยระยะสั้นคาดว่ายังเติบโตได้จากการท่องเที่ยวเป็นหลัก แต่ในอนาคตมีแนวโน้มจะลดลง ดังนั้นรัฐบาลจะต้องเร่งหารายได้จากส่วนอื่นๆ มาช่วย พร้อมกันนี้ต้องรอดูนโยบายรัฐบาลใหม่ว่าจะมีอะไรมาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้บ้าง ส่วนเศรษฐกิจไทยระยะยาวยังคงน่าเป็นห่วง ซึ่งเห็นได้จากภาคอุตสาหกรรมยังไม่ฟื้นตัว และภาคธนาคารระมัดระวังการปล่อยกู้มากขึ้น ส่งผลกระทบต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ กระทบเศรษฐกิจโดยรวมได้

ขณะที่การเติบโตของเศรษฐกิจโลกก็มีแนวโน้มชะลอตัวลง โดยประเทศที่มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจโลกมากที่สุดคือ สหรัฐฯ และจีน ซึ่งสหรัฐฯ ยังคงมีเศรษฐกิจที่เติบโตได้ 2.5% ช่วงครึ่งหลังของปี 2567 แต่ในปี 2568 มีแนวโน้มจะลดลงเหลือเพียง 2% โดยปัจจัยที่ยังคงต้องติดตามใกล้ชิดคือการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ ซึ่งจะมีผลต่อนโยบายเศรษฐกิจโดยตรง ขณะที่ประเทศจีนก็เร่งผลิตสินค้าและส่งออกไปต่างประเทศมากขึ้น เพื่อชดเชยปัญหาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ซบเซา ส่งผลให้เกิดปัญหาสินค้าจีนทุบตลาดสินค้าแต่ละประเทศ จนนำมาสู่มาตรการขึ้นกำแพงภาษีนำเข้าตอบโต้

ดังนั้นภาพรวมเศรษฐกิจดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมีโดยตรง เนื่องจากความต้องการใช้สินค้าจะลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ ขณะที่การผลิตสินค้ามีมากขึ้น ส่งผลให้สินค้าล้นตลาดได้ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวเป็นความท้าทายของภาคปิโตรเคมีที่จะเกิดขึ้นต่อไป

นายนพดล ปิ่นสุภา ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การจัดสัมมนาฯของ PRISM ครั้งนี้ เป็นการจัดงานต่อเนื่องเป็นปีที่ 15 ซึ่งหากมองไปอีก 15 ปีข้างหน้า หรือ ปี 2573 ซึ่งเป็นจังหวะที่สอดคล้องกับหมุดหมายที่หลายประเทศคาดการณ์ว่า การผลิตน้ำมันสูงสุด (peak oil) จะเกิดขึ้น ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงาน เช่น เกิดการลดใช้น้ำมันลงในบางประเทศ อย่างประเทศในชาติตะวันตก แต่ในส่วนของฝั่งเอเชียยังมีการใช้อยู่ ซึ่งการคาดการณ์แนวโน้มตลาดปิโตรเคมีใน 15 ปีข้างหน้า ถือเป็นเรื่องที่ยาก ขณะที่การลงทุนเป็นเรื่องใหญ่เพราะต้องใช้งบประมาณลงทุนจำนวนมากและต้องเตรียมพร้อมในระยะยาว ฉะนั้น การประเมินปัจจัยต่างๆที่จะเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับทิศทางตลาดปิโตรเคมีในอนาคตจึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ผู้ประกอบการจะต้องศึกษาปัจจัยต่างๆ เพื่อนำไปประกอบการตัดสินใจและปรับตัวได้ทันต่อสถานการณ์

ด้าน ทีมนักวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมัน กลุ่ม ปตท. (PRISM) ได้ประเมินทิศทางอุตสาหกรรมปิโตรเคมี โดยเริ่มจากตลาดโพลิเอทิลีน(PE) โดยคาดว่าความต้องการใช้จะยังเติบโตเฉลี่ย 3% ไปจนถึงปี 2572 แต่จะได้รับแรงกดดันจากกำลังผลิตที่จะเข้าสู่ตลาดมากขึ้นในช่วงปี 2570-2571 โดยเฉพาะกำลังผลิตจากจีน ส่งผลให้ราคาโพลิเอทิลีน จะยังอยู่ในระดับทรงตัว แม้ว่าดีมานด์จะเติบโตแต่ยังมีปัญหาโอเวอร์ซัพพลาย ดังนั้นผู้ผลิตจะต้องปรับตัวโดยการพัฒนาสินค้าให้ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น

Screenshot

ด้านตลาดโพลิโพรพิลีน(PP) ประเมินว่า จะยังเติบโตได้ในระดับเฉลี่ย 3% ต่อปี เนื่องจากยังได้รับแรงกดดันจากปัญหาโอเวอร์ซัพพลายในช่วงปี 2567- 2572 ส่งผลให้ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์(สเปรด)ของโพลิโพรพิลีน (PP) กับแนฟทา ในช่วง 5 ปีนี้จะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปัจจุบัน ขณะที่ในปี 2572 ความต้องการใช้เม็ดพลาสติกรีไซเคิล จะเติบโตประมาณ 10-12% ดังนั้นผู้ผลิตจะต้องปรับรูปแบบธุรกิจให้รับกับการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ หันเข้าหานวัตกรรมเพิ่มการผลิตสินค้าที่มีประสิทธิภาพ มุ่งเรื่องของรีไซเคิล พร้อมจับมือกับพันธมิตรเพื่อสร้างการแข่งขันไปสู่ความยั่งยืนทางธุรกิจ

ส่วนตลาดอะโรเมติกส์ (พาราไซลีน (PX),เบนซีน(BZ)) ประเมินว่า จะปรับตัวดีขึ้นตามทิศทางของดีมานด์ที่จะเติบโตตาม GDP ขณะที่ซัพพลายใหม่ไม่ได้มีเข้ามาเพิ่มเติมมากนัก แต่อย่างไรก็ตามผู้ผลิตยังต้องปรับตัวตามทิศทางของตลาด และเพิ่มเรื่องของการรีไซเคิลให้มากขึ้น

ขณะที่ตลาดผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้า (Styrenic) ประเมินว่า ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์จะยังเติบโตเฉลี่ย 5% ตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ซึ่งผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าเร็วขึ้น ภายใน 2-3 ปี จากอดีตจะปรับเปลี่ยนภายใน 3-5 ปี ส่งผลให้พลาสติกชนิดโพลีสไตรีน (PS) และ ABS จะมีดีมานด์เติบโตต่อเนื่อง ขณะที่ซัพพลายใหม่ไม่เข้ามาสู่ตลาดเพิ่มขึ้นเหมือนก่อน ฉะนั้นคาดว่าธุรกิจ Styrenic จะฟื้นตัวอย่างช้าๆ ตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไป โดยผู้ผลิตจะต้องปรับธุรกิจให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค และมุ่งสู่เรื่องของความยั่งยืนให้มากขึ้น 

นายกฤษฎา อุตตโมทย์ ที่ปรึกษากิติมศักดิ์สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย กล่าวว่า เทรนด์การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีได้เกิดขึ้นในช่วงปี 2558-2566 และเห็นได้ชัดเจนในปี 2566 ที่ทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า(EV) แทนรถยนต์สันดาป โดยมีการใช้สูงถึง 14 ล้านคัน เติบโตขึ้น 35% จากปีก่อน และจีนเป็นประเทศที่มีการใช้มากที่สุด อยู่ที่ 8.1 ล้านคัน ขณะที่ไทยมีการใช้ปี 2566 อยู่ที่ประมาณ 76,000 คัน เติบโตขึ้น 600% และนอร์เวย์ เป็นประเทศแรกในยุโรป ที่ประกาศว่า ในปี 2568 รถที่ใช้ในประเทศจะต้องเป็น EV 100% ซึ่งการที่นอร์เวย์ จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ เกิดจากการขับเคลื่อนด้วยนโยบายรัฐบาล

Screenshot

อย่างไรก็ตาม การส่งเสริมรถ EV ในไทย ระยะแรกจะเป็นลักษณะของ OEM และในปี 2567 นี้ จะเป็นปีแรกที่เห็นการประกอบรถ EV ในไทย ขณะที่การติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้า ณ เดือน มิ.ย.2567 มีอยู่ประมาณ 10,846 หัวจ่าย จาก 3,125 แห่ง ซึ่งปัจจุบัน ทางสมาคมฯ อยู่ระหว่างหารือกับสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เพื่อประเมินความเหมาะสมของจำนวนสถานีชาร์จไฟฟ้าต่อการใช้งานของรถEV เพื่อปรับแผนการลงทุนให้เหมาะสมต่อไป

คุณหญิงทองทิพ รัตนะรัต ยังได้ให้ข้อเสนอแนะว่า อุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่กำลังเผชิญกับความท้าทายนั้น เป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการจะต้องปรับตัวเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือ ขณะเดียวกันก็มองว่า ตลาดฝั่งตะวันตก โดยเฉพาะ “อินเดีย” เป็นประเทศเป้าหมายที่ “รัฐบาลใหม่” ควรให้ความสำคัญและทำอย่างไรก็ได้เพื่อเปิดตลาดใหม่ให้ได้ เนื่องจากอินเดียมีจำนวนประชากรมากและในอนาคตจะเป็นประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่น่าสนใจ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มโอกาสให้กับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของไทยในอนาคตได้

Source : Energy News Center

คณะกรรมการและผู้บริหาร บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group นำโดย นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ประธานกรรมการ และ นางสาวจิราพร ศิริคำ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม ติดตามความก้าวหน้าโครงการ Yunlin โรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่งในไต้หวัน เมื่อเร็ว ๆ นี้

โดยโครงการฯ ได้ติดตั้งเสากังหันลม (Monopiles) ครบ 80 ต้น เรียบร้อยแล้ว ในขณะที่งานก่อสร้างและติดตั้งอุปกรณ์ส่วนอื่น ๆ สามารถดำเนินการไปได้ด้วยดีตามแผนงาน ปัจจุบันได้ติดตั้งกังหันลม (Wind Turbine Generators – WTGs) แล้วเสร็จ 64 ต้น ความก้าวหน้าดังกล่าวตอกย้ำความมั่นใจว่า โครงการฯ จะสามารถก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์และจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบครบทั้งหมด 80 ต้น กำลังผลิตรวม 640 เมกะวัตต์ ภายในสิ้นปี 2567 เมื่อโครงการแล้วเสร็จจะสร้างรายได้และเสริมความแข็งแกร่งของกระแสเงินสดให้ EGCO Group อย่างต่อเนื่อง

บอร์ด EGCO Group ชี้โรงไฟฟ้าพลังงานลม Yunlin 640 เมกะวัตต์ เสร็จทันสิ้นปีนี้

EGCO Group ถือหุ้นในสัดส่วน 26.56% ในโครงการ Yunlin กำลังผลิตรวม 640 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่บริเวณช่องแคบไต้หวัน ห่างจากชายฝั่งทะเลทางตะวันตกของมณฑลหยุนหลิน ในไต้หวัน เป็นระยะทางประมาณ 8-30 กิโลเมตร และครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 90 ตารางกิโลเมตร โดยมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว 20 ปี กับ Taipower (Taiwan Power Company)

ปัจจุบันกังหันลมที่เดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้ว มีอัตราการผลิตไฟฟ้า (Capacity Factor) เฉลี่ยสูงกว่า 40% ยืนยันศักยภาพในการสร้างรายได้ในอนาคต ทั้งนี้ เมื่อโครงการ Yunlin ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ภายในสิ้นปีนี้ จะสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดให้แก่ประชาชนชาวไต้หวันมากกว่า 600,000 ครัวเรือน

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ธนาคารกรุงเทพ รุกหนักผลักดันผู้ประกอบการไทยเดินหน้าสู่ธุรกิจสีเขียวอย่างจริงจัง พร้อมเปิดตัว “สินเชื่อบัวหลวงกรีนเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม” วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท คิดดอกเบี้ยต่ำ กู้ได้ยาวสูงสุด 8 ปี มุ่งช่วยธุรกิจปรับตัวรับเทรนด์โลกสีเขียว

นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตามที่ประเทศไทยได้ร่วมประกาศเจตนารมณ์ในที่ประชุมรัฐภาคกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 26 หรือ COP26 ว่าจะบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Greenhouse Gas Emission) ภายในปี 2065

แม้จะยังมีเวลาอีกหลายสิบปี แต่ถือเป็นเรื่องจำเป็นที่ธุรกิจจะต้องเริ่มปรับตัวตั้งแต่วันนี้ เนื่องจากในบางเขตเศรษฐกิจ เช่น สหภาพยุโรป (EU) ได้ประกาศมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism – CBAM) ซึ่งจะมีผลตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป หากสินค้าในรายการที่กำหนดมีการปล่อยคาร์บอนเกินกว่าที่ EU กำหนด ผู้นำเข้าจะต้องซื้อ CBAM Certificate มาชดเชย

ซึ่งหมายถึงการนำเข้าสินค้าของเราจะมีต้นทุนที่สูงขึ้นจนอาจแข่งขันได้ลำบาก และมาตรการลักษณะนี้กำลังจะถูกบังคับใช้ในอีกหลายประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลียด้วย ดังนั้น แรงกดดันให้ธุรกิจต้องปรับตัวได้เริ่มเกิดขึ้นแล้ว

สำหรับธนาคารกรุงเทพ ในฐานะ ‘ธนาคารชั้นนำระดับภูมิภาค’ ที่ดำเนินธุรกิจโดยให้ความสำคัญกับความยั่งยืน

ซึ่งสะท้อนออกมาในทางปฏิบัติในหลากหลายมิติ โดยเฉพาะการสนับสนุนสินเชื่อแก่กิจกรรมสีเขียว (Green Loan) มาอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการให้ความรู้และข้อมูลที่จำเป็นแก่ลูกค้า ตลอดจนอบรมให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่สินเชื่อเพื่อให้พร้อมสำหรับการให้คำปรึกษาแนะนำแก่ลูกค้า เสมือนเป็น “เพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน” ของลูกค้า

ล่าสุด ธนาคารกรุงเทพ ได้สร้างสรรค์ “สินเชื่อบัวหลวงกรีนเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม” (Bualuang Green Financing for Transition to Environmental Sustainability) เปิดตัวครั้งแรกภายในงาน Financing the Transition (การเงินเพื่อการปรับตัวสู่ความยั่งยืนของภาคธุรกิจ) จัดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

โดยสินเชื่อดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนธุรกิจที่ต้องการเงินทุนสำหรับการปรับตัวเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ใน 3 ด้าน คือ 1) ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก            

2) ปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ 3) ลดการสร้างมลพิษ โดยมีข้อเสนออัตราดอกเบี้ยพิเศษ สามารถผ่อนชำระได้นานสูงสุดถึง 8 ปี

โดยธนาคารได้จัดเตรียมวงเงินสินเชื่อไว้รองรับความต้องการของลูกค้าถึง 10,000 ล้านบาท

“ธนาคารกรุงเทพมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล โดยส่งผ่านจากนโยบายมาสู่การดำเนินงานทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเปิดตัว “สินเชื่อบัวหลวงกรีนเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม” ในครั้งนี้ ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ต้องการผลักดันให้ธุรกิจปรับตัวสู่ธุรกิจสีเขียว ธนาคารกรุงเทพมั่นใจว่าจะสามารถเป็น       ‘เพื่อนคู่คิด’ ที่สนับสนุนลูกค้าให้เปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจสีเขียวที่สามารถปรับตัวได้ดีและพร้อมแข่งขันท่ามกลางความท้าทายในอนาคต” นายชาติศิริกล่าว

นายศิริเดช เอื้องอุดมสิน รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า “สินเชื่อบัวหลวงกรีนเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม” สามารถรองรับทั้งกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจขนาดใหญ่ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) รวมถึงผู้ประกอบการประเภทบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทย และมีสถานประกอบธุรกิจอยู่ในประเทศไทย

โดยผู้ประกอบการจะต้องมีโครงการลงทุนปรับปรุงธุรกิจเพื่อความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมใน 3 ด้าน คือ

1) การลงทุนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น การลงทุนปรับปรุงอาคารให้เป็นอาคารประหยัดพลังงาน การลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การลงทุนเปลี่ยนอุปกรณ์ที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลมาเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น ปั๊มความร้อน (Heat Pump) เป็นต้น

2) การลงทุนเพื่อปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ เช่น การลงทุนด้านเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ (Precision Farming Technology) ที่ช่วยลดการใช้น้ำ ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง การทำโรงเรือนระบบ EVAP (Evaporative Cooling System) ที่ช่วยลดอุณหภูมิในโรงเรือน รวมถึงช่วยป้องกันโรคติดต่อจากภายนอกลดการสูญเสียของผลผลิต และการลงทุนในเทคโนโลยีและกระบวนการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ และการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ เป็นต้น

3) การลงทุนเพื่อหลีกเลี่ยงหรือลดการสร้างมลพิษ เช่น การลงทุนระบบบำบัดน้ำเสีย และการลงทุนระบบบำบัดมลพิษทางอากาศรวมถึงการลด PM 2.5 เป็นต้น 

“เราเน้นจุดสำคัญว่า ทุกโครงการที่ได้รับอนุมัติวงเงินสินเชื่อบัวหลวงกรีนเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมจะต้องสามารถสร้าง Impact ที่เป็นรูปธรรม ธนาคารจะติดตามผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมได้ตามที่ตั้งใจไว้ นอกจากนี้ การลงทุนที่ธนาคารสนับสนุนนี้จะส่งผลดีต่อธุรกิจในด้านการลดต้นทุน ลดความเสี่ยง เพิ่มผลกำไร สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน และก้าวทันกับเทรนด์โลก” นายศิริเดชกล่าว 

ที่ผ่านมา ธนาคารกรุงเทพได้สนับสนุนผู้ประกอบการที่ต้องการลงทุนเพื่อประหยัดพลังงานและลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงการลดหรือใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด ซึ่งช่วยให้ลูกค้าในหลากหลายอุตสาหกรรมประสบความสำเร็จมาแล้ว

เช่น ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งใช้น้ำปริมาณมาก ธนาคารช่วยสนับสนุนโครงการลงทุนให้ลูกค้านำน้ำกลับมาใช้ใหม่ได้มากกว่า 70% หรือในกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงาน มีโครงการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานด้วย Co-generation โดยใช้ก๊าซร้อนจากเครื่องจักรไปผลิตไอน้ำในกระบวนการผลิต แทนที่จะระบายความร้อนทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์

ในกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีและธุรกิจบริการ มีหลายรายที่ลงทุนปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ให้ทันสมัยหรือใช้เทคโนโลยีที่ดีขึ้นในระบบงานที่ใช้พลังงานมาก เช่น ระบบความร้อน/ความเย็น ระบบอัดอากาศ การให้บริษัทจัดการพลังงานเข้ามาช่วยวางแผน รวมถึงปรับปรุงสำนักงานให้เป็นอาคารประหยัดพลังงาน แม้แต่ในภาคอุตสาหกรรมการเกษตร มีลูกค้าลงทุนติดตั้งระบบน้ำหยดในไร่อ้อย ปรับปรุงการจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และเปลี่ยนเครื่องยนต์สูบน้ำเป็นมอเตอร์ที่ใช้ไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ เป็นต้น

Source: กรุงเทพธุรกิจ