Xiaomi EV เดินหน้ารุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเต็มสูบ ประกาศความร่วมมือ Nio, Xpeng และ Li Auto แบ่งปันเครือข่ายสถานีชาร์จ เสริมแกร่งประสบการณ์ผู้ใช้รถ EV ในจีน ซึ่งนี่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างการรวมตัวกันของจีนที่น่าสนใจ

Xiaomi EV บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าภายใต้ Xiaomi ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับ 3 ผู้เล่นหลักในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของจีน ได้แก่ Nio, Xpeng และ Li Auto เพื่อเชื่อมต่อเครือข่ายสถานีชาร์จ

CREDIT : Xiaomi
CREDIT : Xiaomi

โดยผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า Xiaomi EV จะสามารถเข้าถึงสถานีชาร์จของ Nio กว่า 14,000 จุด, Xpeng กว่า 9,000 จุด และ Li Auto กว่า 6,000 จุด ครอบคลุมพื้นที่ให้บริการทั่วประเทศจีน

ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญของ Xiaomi EV ในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศรถยนต์ไฟฟ้า โดยผู้ใช้สามารถเข้าถึงเครือข่ายสถานีชาร์จที่กว้างขวางและหลากหลาย ลดข้อจำกัดด้านการชาร์จ และเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า

ผู้ใช้ Xiaomi EV สามารถค้นหาและเข้าถึงสถานีชาร์จของ Nio, Xpeng และ Li Auto ได้อย่างง่ายดายผ่านแผนที่นำทางในแอปพลิเคชัน Xiaomi EV

ประกาศการร่วมมือครั้งนี้ของ Xiaomi จะเกิดอะไรขึ้น?

เข้าถึงเครือข่ายสถานีชาร์จที่ครอบคลุม : ผู้ใช้ Xiaomi EV จะสามารถค้นหาและเข้าถึงสถานีชาร์จของ Nio, Xpeng และ Li Auto ได้อย่างง่ายดายผ่านแผนที่นำทางในแอปพลิเคชัน Xiaomi EV

ข้อมูลสถานีชาร์จแบบเรียลไทม์ : แอปพลิเคชัน Xiaomi EV จะแสดงข้อมูลสถานีชาร์จแบบเรียลไทม์ เช่น สถานะการใช้งาน, จำนวนจุดชาร์จว่าง, และข้อมูลอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ ช่วยให้ผู้ใช้วางแผนการเดินทางและการชาร์จได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้ใช้ Xiaomi EV สามารถใช้แอปพลิเคชัน Xiaomi EV เพื่อเริ่มต้นการชาร์จที่สถานีชาร์จของ Nio, Xpeng และ Li Auto ได้โดยตรง ไม่ต้องใช้แอปพลิเคชันหรือบัตร RFID ของผู้ให้บริการรายอื่น

การร่วมมือกับผู้ให้บริการสถานีชาร์จชั้นนำ ช่วยให้ Xiaomi EV สามารถให้บริการลูกค้าได้อย่างครอบคลุม โดยไม่ต้องรอการสร้างเครือข่ายสถานีชาร์จของตนเอง ซึ่งใช้เวลาและเงินลงทุนจำนวนมาก

CREDIT : Xiaomi
CREDIT : Xiaomi

Xiaomi EV เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรก SU7 เมื่อเดือนมีนาคม 2567 และประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว มียอดขายทะลุ 20,000 คันต่อเดือน เป็นเวลา 2 เดือนติดต่อกันในเดือนพฤศจิกายน โดยบริษัทตั้งเป้าหมายการส่งมอบรถยนต์ 130,000 คันในปี 2567 และเตรียมเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นที่สอง YU7 ซึ่งเป็นรถ SUV ในช่วงกลางปี 2568

ที่มา : CNEVPOST
Source : Spring News

ปี 2024 ประเด็นด้านความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมกลายเป็นเทรนด์ที่หลายบริษัทให้ความสำคัญ มีการพัฒนาในด้านเกษตรกรรมฟื้นฟู การจัดการน้ำอย่างยั่งยืน และการบูรณาการใช้หลัก ESG โดยมีบริษัทชั้นนำ เช่น Nescafé, Carlsberg และ Toyota เป็นผู้นำในการผลักดัน ขณะเดียวกันโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียนก็ได้รับความนิยมมากขึ้น โดยเห็นได้จากความพยายามของบริษัทฝรั่งเศส Dipli ในการอัปไซเคิลอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

ขณะที่เอไอกลายมาเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับกลยุทธ์ขององค์กร และปฏิวัติด้านความยั่งยืนในหลายๆ ด้าน ตั้งแต่โครงข่ายพลังงานอัจฉริยะไปจนถึงการสร้างแบบจำลองสภาพอากาศ ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอย่าง Google พัฒนาซอฟต์แวร์คาดการณ์น้ำท่วม นอกจากนี้ การตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานมีความเข้มข้นมากขึ้น ส่วนการรายงานความยั่งยืนมีมาตรฐานมากขึ้น โดยเฉพาะในสหภาพยุโรป

Sustainbility Mag ได้สรุป 10 เทรนด์ซัสเทนที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2025 ส่งผลให้เกิดอนาคตที่ยั่งยืนมากขึ้นในทุกอุตสาหกรรมและทุกพื้นที่

กฎระเบียบด้านความยั่งยืน

ในปี 2025 กระบวนการรายงานและการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนจะยิ่งก้าวหน้าขึ้น เนื่องจากข้อกำหนดการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนมีความเข้มงวดและเป็นมาตรฐานมากขึ้นทั่วโลก บริษัทต่าง ๆ จะต้องเผชิญกับการตรวจสอบที่เข้มงวดมากขึ้น ทั้งจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผู้บริโภค และพนักงาน รวมถึงบทลงโทษที่อาจเกิดขึ้นจากการฟอกเขียว

เป้าหมายด้านความยั่งยืนในระยะยาวหลังปี 2030 จะกลายเป็นเรื่องปรกติมากขึ้น โดยบริษัทต่าง ๆ จะนำแนวทางการมองการณ์ไกลเชิงกลยุทธ์มาใช้ ทำให้บริษัทต่าง ๆ จะต้องสื่อสารคุณลักษณะด้านความยั่งยืนอย่างชัดเจนและถูกต้อง มีข้อมูลที่โปร่งใสและ KPI ที่แข็งแกร่ง และต้องมีแนวทางเชิงกลยุทธ์ในการบูรณาการความยั่งยืนเข้ากับการดำเนินงานหลักด้วย

การเงินที่ยั่งยืน

ในปี 2025 การเงินที่ยั่งยืนมีแนวโน้มเติบโตอย่างมาก โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เชื่อมโยงกับ ESG และพันธบัตรสีเขียว คาดการณ์ว่าตลาดพันธบัตรสีเขียวจะขยายตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจสูงถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2025 ด้วยอัตราการเติบโตต่อปีแบบทบต้น 25%

พันธบัตรสีเขียวและเครื่องมือทางการเงินที่ยั่งยืนอื่น ๆ จะยังคงระดมทุนเพื่อแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยรัฐบาลและบริษัทขนาดใหญ่ใช้เครื่องมือเหล่านี้ เพื่อระดมทุนสำหรับโครงการด้านความยั่งยืน

นอกจากนี้ สินเชื่อที่เชื่อมโยงกับความยั่งยืนจะได้รับความนิยมมากขึ้น โดยเชื่อมโยงอัตราดอกเบี้ยกับผลลัพธ์ที่ต้องการด้าน ESG และส่งเสริมให้บริษัทต่างๆ ผนวกความยั่งยืนเข้ากับการดำเนินงานของตน ส่วนการลงทุนด้าน ESG คาดว่าจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากนักลงทุนให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนและมีจริยธรรมมากขึ้น

ความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการรวมเป็นหนึ่ง

บริษัทต่าง ๆ กำหนดเป้าหมายด้านความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการรวมเป็นหนึ่ง หรือ DEI (Diversity, equity and inclusion) ให้ไกลมากขึ้น ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและใช้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมากขึ้น โดยจะใช้เอไอในการวิเคราะห์อคติ วัดความพยายามในการรวมเข้าเป็นหนึ่ง และติดตามความคืบหน้าแบบเรียลไทม์

บริษัทต่าง ๆ จะใช้แนวทางที่มีความละเอียดอ่อนมากขึ้น และการรวมทุกคนให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจะกลายเป็นสกีลที่ผู้นำยุคใหม่จะต้องมี ซึ่งผู้นำจำเป็นจะต้องได้รับการฝึกอบรม เพื่อส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่พนักงานทุกคนรู้สึกมีคุณค่า

ESG

ตัวชี้วัด ESG กำลังกลายมาเป็นมาตรฐาน KPI สำหรับผู้บริหารระดับสูงอย่างรวดเร็ว เป็นตัวชี้ขาดรายได้ของพวกเขา และแนวโน้มนี้จะทวีความรุนแรงมากขึ้นภายในปี 2025

ปัจจุบัน บริษัททั่วโลก 81% ใช้ตัวชี้วัด ESG ในแผนจูงใจผู้บริหาร เพิ่มขึ้นจาก 68% ในปี 2020 ขณะที่ในสหรัฐมีอัตราการนำไปใช้สูงกว่าทั่วโลก โดยพุ่งสูงขึ้นจาก 52% ในปี 2020 เป็น 76% ในปี 2023 ซึ่งตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการลดการปล่อยคาร์บอน เป็นตัวชี้วัดที่ถูกนำไปใช้มากที่สุด เนื่องจากสามารถนำไปเชื่อมโยงกับแผนของบริษัทได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่เพิ่มขึ้นต่อความยั่งยืน ความหลากหลาย และการกำกับดูแลที่มีจริยธรรม รวมถึงการตอบสนองต่อความคาดหวังของนักลงทุนและแรงกดดันด้านกฎระเบียบ

การจัดการน้ำ

โครงการการจัดการน้ำจะกลายมาเป็นสิ่งสำคัญ ในปี 2025 คาดว่าประชากร 1,800 ล้านคนจะเผชิญกับภาวะขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง และประชากรโลก 2 ใน 3 กำลังเผชิญกับภาวะขาดแคลนน้ำ จึงจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน

อุตสาหกรรมต่าง ๆ พยายามตั้งเป้าหมายให้สูงขึ้น เช่น PepsiCo ตั้งเป้าที่จะเติมเต็มน้ำมากกว่า 100% ที่ใช้ในพื้นที่ขาดแคลนเสี่ยงสูงภายในปี 2030 ขณะที่ รัฐบาลและธุรกิจต่าง ๆ กำลังดำเนินการตามแผนการจัดการน้ำ โดยเน้นที่การลดการใช้น้ำ ปรับปรุงเทคนิคการชลประทาน และอนุรักษ์ระบบนิเวศ

เศรษฐกิจหมุนเวียน

ปี 2025 จะมีการนำแบบจำลองเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยเน้นที่การยืดอายุผลิตภัณฑ์ การนำกลับมาใช้ใหม่ และการรีไซเคิล ทำให้เกิดนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน และบริษัทต่าง ๆ จะเลิกใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง

ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ผู้จำหน่ายจะต้องมุ่งเน้นไปที่การลดผลกระทบต่อวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์และบริการ ขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับการลดการบริโภค ซึ่งผู้บริโภค หน่วยงานกำกับดูแล นักวิจัย ผู้รีไซเคิล ซัพพลายเออร์ และบริษัทเทคโนโลยีต้องร่วมกันขับเคลื่อน เพื่อผลลัพธ์ที่ยั่งยืน

ธรรมชาติ

แนวทางในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน หรือ NbS (Nature-based solutions) เป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่จะได้รับความนิยมอย่างมากในปี 2025 ในตอนนี้ธุรกิจต่างเพิ่มการลงทุนในโครงการฟื้นฟูและอนุรักษ์ระบบนิเวศ คาดว่าภายในปี 2025 จะมีเงินทุนลงทุนในแนวทาง NbS สูงถึง 384,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าจากปี 2024 ที่อยู่ประมาณ 154,000 ล้านดอลลาร์

การเพิ่มขึ้นของงบประมาณเกิดขึ้นจากความต้องการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และปัญหาที่ดินเสื่อมโทรม ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าภาคเอกชนจะมีส่วนร่วมเพิ่มขึ้นอย่างมาก เพิ่มขึ้นจาก 17% ของการลงทุน NbS ทั้งหมดในปัจจุบัน

บริษัทต่าง ๆ จะบูรณาการ NbS เข้ากับการดำเนินงาน โดยเน้นที่ห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืนและชดเชยผลกระทบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ผ่านตลาดธรรมชาติที่มีความสมบูรณ์สูง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้จะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการใช้ประโยชน์จากพลังของธรรมชาติ ลดการปล่อยมลพิษ ฟื้นฟูภูมิทัศน์ที่เสื่อมโทรม และหยุดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ

พลังงานหมุนเวียน

บริษัทต่าง ๆ ลงทุนในพลังงานหมุนเวียนเพิ่มมากขึ้น พร้อมตั้งเป้าจะใช้พลังงานสะอาด 100% เนื่องจากต้นทุนลดลงอย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพการทำงานเพิ่มขึ้น และจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เพื่อเข้าสู่ยุคความเป็นกลางทางคาร์บอน และมุ่งสู่เศรษฐกิจสีเขียวที่กำลังเกิดขึ้นใหม่ สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) คาดว่าการลงทุนในเทคโนโลยีสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานจะสูงถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2024 ซึ่งมากกว่าการลงทุนในเชื้อเพลิงฟอสซิลเกือบสองเท่า

การเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งได้แรงหนุนจากกลไกของตลาดและกฎระเบียบระดับโลกที่เปลี่ยนแปลงไป สินทรัพย์เชื้อเพลิงฟอสซิลจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ เช่น เชื้อเพลิงหมุนเวียน หรือการจับกักและกักเก็บคาร์บอน ซึ่งจะทำให้สินทรัพย์ที่ไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้จะมีคุณค่าลดลงอย่างต่อเนื่องในทศวรรษหน้า 

ขณะที่ความต้องการพลังงานหมุนเวียนจะสูงเกินกว่าพลังงานที่ผลิตได้ เพราะแต่ละบริษัทต้องการบรรลุ เป้าหมายเน็ตซีโร่ภายในปี 2030 ซึ่งจะทำให้บริษัทที่ไม่ได้วางแผนจัดหาแหล่งพลังงานหมุนเวียนตั้งแต่เนิ่น ๆ จะต้องซื้อพลังงานสะอาดในราคาสูง 

เอไอ

ในปี 2025 เอไอจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง และขยายขอบเขตความสามารถเพิ่มมากขึ้นจนสามารถนำมาใช้งานได้ด้านความยั่งยืนได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกขั้นตอนการดำเนินงานและห่วงโซ่อุปทาน เช่น การปรับแต่งเส้นทาง การตัดสินใจโดยอัตโนมัติ ปรับเส้นทางได้แบบเรียลไทม์ ควบคุมความผันผวนของต้นทุน การวิเคราะห์ของเอไอและบิ๊กดาต้าจะเพิ่มประสิทธิภาพให้กับโครงการกักเก็บคาร์บอนและกลยุทธ์การซื้อขาย 

คาร์บอน

การติดตามและเพิ่มประสิทธิภาพคาร์บอนจะกลายเป็นกระแสหลักในปี 2025 โดยบริษัทต่าง ๆ จะนำเอไอมาใช้เพื่อวัดและลดปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของตน โดยเทคโนโลยีการดักจับคาร์บอนจะมีประสิทธิภาพและคุ้มทุนมากขึ้น สามารถนำไปใช้ในวงกว้างขึ้น และเทคโนโลยีบล็อกเชนจะปฏิวัติตลาดเครดิตคาร์บอน เพิ่มความโปร่งใส การตรวจสอบย้อนกลับ และความปลอดภัย

ขณะที่ ตลาดคาร์บอนแบบภาคสมัครใจ (VCM) มีแนวโน้มขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งขับเคลื่อนผ่านการก้าวเข้าสู่เน็ตซีโร่และนโยบายด้านสภาพอากาศของแต่ละองค์กรที่เข้มงวดยิ่งขึ้น อีกทั้งความร่วมมือระหว่างประเทศจะช่วยให้เกิดวิธีการคิดเครดิตคาร์บอนและกระบวนการตรวจสอบที่มีมาตรฐาน ซึ่งอำนวยความสะดวกในการซื้อขายข้ามพรมแดน

ทั้งหมดนี้ แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ แต่เป้าหมายเหล่านี้จะได้ผลอย่างยั่งยืนเมื่อทุกองคาพยพต่างร่วมใจกันลงมือทำ


ที่มา: ForbesSustainability Mag
Source : กรุงเทพธุรกิจ

กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เริ่มฟื้นตัว สถานการณ์เงินติดลบเริ่มลดลงเหลือ -78,970 ล้านบาท นับเป็นการติดลบต่ำที่สุดในรอบปี 2567 เหตุเรียกเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันทุกคนได้เดือนละกว่า 7,000 ล้านบาท แต่ยังมีภาระต้องชดเชยราคา LPG กว่า 1,300 ล้านบาทต่อเดือน และจ่ายหนี้เงินต้นคืนแบงค์อีก 278 ล้านบาท ในขณะที่ราคาน้ำมันโลกปรับตัวลงเหลือกว่า 70 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่วนค่าการตลาดยังทรงตัวระดับสูง เฉลี่ย 2.46 บาทต่อลิตร    

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center – ENC) รายงานว่า สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ได้รายงานสถานการณ์เงินกองทุนน้ำมันฯ ล่าสุด ณ วันที่ 22 ธ.ค. 2567 พบว่า เงินกองทุนฯ ติดลบลดลงเหลือ -78,970 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นการติดลบที่น้อยที่สุดในรอบปี 2567 โดยมาจากเงินบัญชีน้ำมันติดลบรวม -31,924 ล้านบาท และบัญชีก๊าซหุงต้ม (LPG) ติดลบรวม -47,046 ล้านบาท

สำหรับเงินกองทุนน้ำมันฯ ตลอดปี 2567 เคยติดลบสูงสุดในเดือน ก.ค. อยู่ที่ -111,663 ล้านบาท และเคยติดลบต่ำสุดเมื่อเดือน ม.ค. 2567 ที่ -80,101 ล้านบาท ก่อนที่สถานการณ์เงินกองทุนฯ จะกลับมาติดลบต่ำสุดอีกครั้งในวันที่ 22 ธ.ค. 2567 ที่ -78,970 ล้านบาทดังกล่าว

โดยปัจจุบันกองทุนฯ ยังมีเงินไหลเข้าจากการเรียกเก็บเงินผู้ใช้น้ำมันทุกรายส่งเข้ากองทุนฯ 234.13 ล้านบาทต่อวัน หรือ กว่า 7,000 ล้านบาทต่อเดือน และเงินไหลเข้าจากโรงกลั่น LPG อีก 60.17 ล้านบาทต่อวัน หรือ ประมาณ 1,800 ล้านบาทต่อเดือน ส่วนเงินไหลออกจากการชดเชยราคา LPG อยู่ที่ -45.89 ล้านบาทต่อวัน หรือ ไหลออก 1,376 ล้านบาทต่อเดือน

อย่างไรก็ตามกองทุนฯ ยังมีภาระที่ต้องชดเชยราคา LPG เพื่อให้ราคาจำหน่ายอยู่ที่ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัมต่อไปจนถึง 31 มี.ค. 2568 รวมทั้งยังมีภาระที่ต้องชำระหนี้เงินต้นคืนสถาบันการเงินในเดือน ธ.ค. 2567 อีก 278 ล้านบาท

สำหรับเงินส่งเข้ากองทุนฯ ที่คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้เรียกเก็บจากผู้ใช้ดีเซลและผู้ใช้น้ำมันกลุ่มเบนซิน เป็นดังนี้

ผู้ใช้น้ำมันเบนซิน ออกเทน 95 ส่งเข้ากองทุนฯ 10.68 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 และ 91 ส่งเข้าถึง 4.60 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ส่งเข้า 2.61 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 ส่งเข้า 1.16 บาทต่อลิตร (ปัจจุบันยอดการใช้น้ำมันกลุ่มเบนซิน-แก๊สโซฮอล์ อยู่ที่ 31.52 ล้านลิตรต่อวัน)

ส่วนผู้ใช้น้ำมันดีเซลและดีเซล B20 ต้องส่งเงินเข้ากองทุนฯ 1.36 บาทต่อลิตร และดีเซลเกรดพรีเมียมส่งเข้ากองทุนฯ 2.86 บาทต่อลิตร (ปัจจุบันยอดการใช้น้ำมันกลุ่มดีเซลรวมอยู่ที่ 66.74 ล้านลิตรต่อวัน)

สำหรับราคาน้ำมันโลกล่าสุด ณ วันที่ 26 ธ.ค. 2567 เวลาประมาณ 15.00 น. ราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ระดับ 72.76 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ลดลง 0.18 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) อยู่ที่ 70.22 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 0.12 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล  และราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) อยู่ที่ 73.69 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 0.11 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล

ส่วนค่าการตลาดของผู้ค้าน้ำมัน ที่รายงานโดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ณ วันที่ 26 ธ.ค. 2567 พบว่าค่าการตลาดกลุ่มเบนซิน-แก๊สโซฮอล์ยังคงทรงตัวระดับสูง โดยน้ำมันเบนซินออกเทน 95 ถูกเรียกเก็บค่าการตลาด 5.26 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 มีค่าการตลาดที่ 3.66 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 3.74 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 3.83 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 อยู่ที่ 4.16 บาทต่อลิตร, ดีเซล อยู่ที่ 2.14 บาทต่อลิตร  โดยเฉลี่ยค่าการตลาดระหว่าง 1-26 ธ.ค. 2567 อยู่ที่ 2.46 บาทต่อลิตร (จากค่าการตลาดที่เหมาะสมที่ 1.5-2 บาทต่อลิตร)  

Source : Energy News Center

ตัดริบบิ้นกันไปเป็นที่เรียบร้อย สำหรับมาเลเซีย อันดับ 1 เจ้าตลาดยานยนต์แห่งเอเชีย เพิ่งเปิดตัว e.MAS 7 ไปดูกันดีกว่าว่าสเปคเป็นยังไง ราคาเท่าไร เจ๋งถึงขนาดนายกฯ มาเลเซียบอกจะนำมาใช้ต้อนรับแขกเลยนะ

เผยโฉมให้เห็นกันแล้วสำหรับ e.MAS 7 รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกภายใต้แบรนด์ โปรตอน (PROTON) และถือเป็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกที่ผลิตในประเทศมาเลเซีย ถือเป็นย่างก้าวที่น่าจับตาสำหรับ PROTON ซึ่งครองส่วนแบ่ง 19% ของรถยนต์มาเลเซีย

e.MAS 7  มีราคาจำหน่ายตั้งแต่ 109,800 ริงกิต (ราว 8.2 แสนบาท) – 123,800 ริงกิต (ราว 9.2 แสนบาท) ซึ่งถือเป็นราคาที่ท้าชนคู่แข่งที่กำลังครองตลาดรถยนต์ไฟฟ้าอยู่ตอนนี้คือ Tesla, BYD และ BMW ทั้งนี้ e.MAS 7 จะเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการต้นปีหน้า 

Credit Reuters
Credit Reuters

โดยงานนี้ อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้เปิดเผยว่า จะนำรถ e.MAS 7 มาใช้เป็นรถประจำตำแหน่งสำหรับผู้นำประเทศที่เข้าร่วมการประชุมอาเซียน ซึ่งมีมาเลเซียเป็นเจ้าภาพในปีหน้า

“เราหวังว่าจะเป็นตัวอย่างให้กับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้ว่า วันนี้เราต้องไม่ใช่แค่ผลิตรถยนต์ได้ แต่ต้องก้าวไปสู่การพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า และเป็นไปตามเป้าหมายประเทศในการลดการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์”

ส่องสเปค e.MAS 7

  • มีแบตเตอรี่ให้เลือก 2 ขนาด ได้แก่ 49.52 kWh วิ่งได้ 345 กิโลเมตร และ 60.22 kWh วิ่งได้ 410 กิโลเมตร
  • แบตฯ ทั้งสองรุ่นใช้เทคโนโลยีลิเธียมไอออนฟอสเฟต Aegis Short Blade ของ Geely
  • เร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ใน 6.9 วินาที

*หมายเหตุ แบตฯ ลิเธียมไอออนฟอสเฟต เป็นแบตเตอรี่ขนาดเล็กที่มีความจุสูง และสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้

ทั้งนี้ การเปิดตัว e.MAS 7 เกิดขึ้นท่ามกลางการเติบโตอย่างต่อเนื่องของตลาดรถยนต์ของมาเลเซีย ซึ่เบียดแซงอินโดนีเซียขึ้นเป็นตลาดรถยนต์อันดับ 1 อาเซียน โดยในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ ยอดขายรถยนต์ใหม่แตะระดับ 664,000 คัน ซึ่งเพิ่มขึ้น 2% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

Credit Reuters
Credit Reuters

เมื่อพลิกไปดูนโยบายอุตสาหกรรมยานยนต์ รัฐบาลมาเลเซียสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้า ผ่านแผน National Energy Transition Roadmap (NETR) ซึ่งตั้งเป้าหมายให้รถยนต์ไฟฟ้ามีสัดส่วน 15% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมดภายในปี 2030 

Credit Reuters
Credit Reuters

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ออกมาตรการต่าง ๆ อาทิ จำกัดการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าที่มีราคาต่ำกว่า 100,000 ริงกิต เพื่อสกัดรถยนต์ไฟฟ้าราคาถูก การยกเว้นภาษีนำเข้าและภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าสำเร็จรูปจนถึงปี 2025 และสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่ประกอบในประเทศจนถึงปี 2027

ที่มา: Reuters
Source : Spring News

“พลังงาน” เดินเกมรุกจับมือ “อุตสาหกรรม” เร่งปลดล็อกการอนุมัติด้านไฟฟ้าให้เร็วขึ้น หนุนใช้เชื้อเพลิงชีวภาพในอุตสาหกรรม S-Curve พร้อมผลักดันการใช้พลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน มุ่งลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และเพิ่มศักยภาพธุรกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม

เปิดมิติใหม่ของการบูรณาการงานร่วมกันระหว่างกระทรวงพลังงาน และกระทรวงอุตสาหกรรม เร่งปลดล็อกลดขั้นตอนขออนุญาตด้านไฟฟ้ายกระดับสู่ One Stop Service ชูแนวทางผลักดันเชื้อเพลิงชีวภาพไปสู่อุตสาหกรรมเพิ่มมูลค่ารองรับการยกเลิกอุดหนุน และร่วมผลักดันกฎหมายส่งเสริมปาล์มน้ำมัน คิดไกลดูแลเทคโนโลยีพลังงานตั้งแต่ผลิตถึงการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ทั้งแผงโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่ที่หมดอายุ นำระบบ Big Data ยกระดับการอนุรักษ์พลังงาน พร้อมประสานพลังพลิกโฉมภาคอุตสาหกรรมรองรับพลังงานไฮโดรเจนและการลงทุนจากต่างประเทศ

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ได้มีการประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งนำโดย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมผู้บริหารระดับสูงทั้ง 2 กระทรวง เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายสำคัญระหว่างกระทรวงพลังงานและกระทรวงอุตสาหกรรม หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างศักยภาพการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน ได้แก่

ประเด็นการดำเนินการ One Stop Service การอนุมัติ/อนุญาตด้านไฟฟ้า เพื่อลดขั้นตอนกระบวนการและระยะเวลาการอนุมัติ/อนุญาตด้านไฟฟ้าให้ผู้ประกอบการมีความคล่องตัวในการดำเนินงานมากขึ้น ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมได้ดำเนินการยกเลิกขั้นตอนขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (รง.4 ลำดับที่ 88) จาก พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ.2535 แล้ว โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างยกร่างกฎหมายว่าด้วยการยกเลิกใบอนุญาต รง.4 ดังกล่าว รวมทั้งกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์สำหรับภาคประชาชนที่กระทรวงพลังงาน เตรียมส่งเสริมในปีหน้า เพื่อลดขั้นตอนและอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถดำเนินการได้รวดเร็วขึ้น

ไม่เพียงเท่านี้การประชุมยังมีการหารือประเด็นการส่งเสริมการใช้ประโยชน์เชื้อเพลิงชีวภาพในอุตสาหกรรม S-Curve เพื่อเพิ่มมูลค่า เนื่องจากมาตรการชดเชยราคาเชื้อเพลิงชีวภาพจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะสิ้นสุดในเดือนกันยายน 2569 ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยและมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นต้นทางของเอทานอลจะได้รับผลกระทบ กระทรวงพลังงานจึงเตรียมมาตรการเพื่อส่งเสริมการใช้ทดแทนเอทานอลในอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น อุตสาหกรรมยา เครื่องสำอาง การสกัดสมุนไพร สุราสามทับ พลาสติกชีวภาพ หรือการนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิง

ไทยเร่งปลดล็อกลดขั้นตอน “ขออนุญาตด้านไฟฟ้า” หนุนใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ

ทั้งนี้คาดว่าจะสามารถผลักดันให้สามารถจำหน่ายเอทานอลไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่นเพื่อชดเชยบางส่วนได้ในทันที ส่วนปริมาณที่เหลือจะหารือเพื่อลดผลกระทบต่อเกษตรกรและเป็นการเพิ่มมูลค่าให้เอทานอลมากขึ้นต่อไป ในส่วนของไบโอดีเซล จะร่วมกันผลักดันกฎหมายส่งเสริมปาล์มน้ำมัน เพื่อสร้างกรอบในการกำหนดทิศทางการใช้ประโยชน์ของปาล์มน้ำมัน พร้อมไปกับการเพิ่มโอกาสนำเชื้อเพลิงชีวภาพให้สามารถผ่านเกณฑ์ความยั่งยืนของสากลเพื่อนำไปผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) รองรับความต้องการที่สูงขึ้นในอนาคต

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังหารือแนวทางการรับซื้อใบอ้อย/ยอดอ้อยเพื่อผลิตไฟฟ้าซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยลดฝุ่น PM 2.5 ซึ่งเป็นหนึ่งในการแก้ปัญหาที่ประชาชนต้องเผชิญอย่างต่อเนื่องในฤดูเก็บเกี่ยวอ้อย โดยข้อมูลจาก สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) พบว่า โรงไฟฟ้าชีวมวลสามารถรองรับการใช้ใบอ้อย/ยอดอ้อยในสัดส่วน 10 – 30%

พร้อมร่วมพิจารณาการกำหนดอัตรารับซื้อไฟฟ้าที่เหมาะสมโดยไม่กระทบค่าไฟฟ้าในภาพรวมของประเทศ ซึ่งกระทรวงพลังงานประเมินอัตรารับซื้อโรงไฟฟ้าชีวมวลจากใบอ้อย/ยอดอ้อยอยู่ในระดับ 2.67 บาท/หน่วย ด้านกระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมรับข้อเสนอและคาดว่าในปีหน้าจะสามารถเพิ่มปริมาณการใช้ใบอ้อยในการผลิตไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้นหลังจากดำเนินนโยบายการรับซื้อในราคาที่จูงใจ ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ลดการเผาแล้วก็เป็นส่วนหนึ่งในการลดฝุ่น PM2.5 ได้อีกด้วย

รวมทั้งประเด็นหารือความร่วมมือแนวทางการจัดการแผงโซลาร์เซลล์ และแบตเตอรี่ที่หมดอายุใช้งาน ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่เกิดขึ้นจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วจากการใช้เทคโนโลยีเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งทั้งสองกระทรวงเล็งเห็นความสำคัญดังกล่าวจึงขอความร่วมมือจากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กำกับคุณภาพและความปลอดภัยของแผงโซลาร์เซลล์ และให้ทบทวนมาตรฐานแผงโซลาร์เซลล์

โดยเพิ่มเติมแนวทางการบริหารจัดการแผงโซลาร์เซลล์ให้ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการจัดการแผงที่หมดอายุใช้งานทั้งในภาคอุตสาหกรรมและภาคครัวเรือน รวมทั้งกระทรวงอุตสาหกรรมจะมีการร่างกฎหมายและจัดตั้งกองทุนเพื่อบริหารจัดการสำหรับแก้ไขปัญหาและชดเชยให้กับผู้ได้รับผลกระทบจากแผงโซลาร์เซลล์ ทั้งนี้กระทรวงพลังงาน

โดยสำนักงาน กกพ. มีฐานข้อมูล ปริมาณการติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่ผลิตไฟฟ้าทั้งในระบบและนอกระบบที่สามารถนำไปประเมินปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์จากแผงโซลาร์เซลล์ที่หมดอายุในอนาคตได้ รวมทั้งจะร่วมมือพัฒนาส่งเสริมการนำแบตเตอรี่จากยานยนต์ไฟฟ้า (BEV) มาใช้งานเป็น 2nd Life Battery คือนำไปใช้งานร่วมกับแหล่งผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน หรือเป็นระบบกักเก็บพลังงาน (ESS) สำหรับบ้าน อาคาร โรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น

ในด้านประเด็นการส่งเสริมการใช้ไฮโดรเจนในภาคอุตสาหกรรมนั้น ตามแผนการพัฒนาการผลิตและการใช้ไฮโดรเจนในภาคพลังงาน ซึ่งเชื่อมโยงกับร่างแผน PDP2024 มีการกำหนดสัดส่วนผสมไฮโดรเจนกับก๊าซธรรมชาติเพื่อผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนร้อยละ 5 ภายในปี 2573 เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ในภาคพลังงาน โดยขอความร่วมมือจากกระทรวงอุตสาหกรรมร่วมกันเตรียมการให้โรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงพิจารณาแนวทางการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์และเครื่องจักร รองรับการใช้เชื้อเพลิงผสมดังกล่าว โดยเฉพาะโรงงานอุตสาหกรรมตามแนวท่อก๊าซธรรมชาติ โดยทางสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้นี้ เพื่อประเมินความคุ้มค่าทางการเงินและเศรษฐศาสตร์สำหรับการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังหารือถึงการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานในภาคอุตสาหกรรม โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กับ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) อยู่ระหว่างผลักดันการใช้ Factory Energy Code ในภาคอุตสาหกรรม เพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจก ผ่านการดำเนินนโยบาย BCG พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลโรงงาน เครื่องจักรของอุตสาหกรรม และข้อมูลการใช้พลังงานในโรงงานควบคุมและนอกข่ายควบคุม

 “ผมถือว่าเป็นโอกาสดีที่ได้กำกับดูแลทั้งกระทรวงพลังงานและกระทรวงอุตสาหกรรมซึ่งโดยเนื้อหาของงานทั้งในภาคนโยบายและภาคปฏิบัติมีความเกี่ยวพันเชื่อมโยงกันอย่างมากการได้หารือร่วมกับหน่วยงานกระทรวงอุตสาหกรรมภายใต้การนำของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมท่าน เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ครั้งนี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นมิติใหม่ที่จะสร้างความร่วมมือให้ประชาชนเห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น ซึ่งเป้าหมายที่สำคัญคือการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานทั้งภาคเอกชน และภาคอุตสาหกรรมที่ส่งผลโดยตรงต่อความเป็นอยู่ของประชาชน กระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน รวมทั้งสร้างความชัดเจนในการพลิกโฉมการบริหารจัดการพลังงานสะอาดและการอนุรักษ์พลังงานในภาคอุตสาหกรรมด้วยมาตรการที่เป็นรูปธรรม ช่วยนำประเทศเข้าใกล้เป้าหมายที่ประกาศจะสร้างความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2050 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ภายในปี 2065” นายพีระพันธุ์ กล่าว

ด้านนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ กล่าวว่า รู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่กระทรวงพลังงานและกระทรวงอุตสาหกรรมได้ทำงานกันอย่างใกล้ชิด โดยกระทรวงอุตสาหกรรมได้ตั้งเป้าที่จะให้ภาคอุตสาหกรรมดัน GDP ของไทยให้เพิ่มขึ้น 1% โดยที่ไม่ต้องใช้งบประมาณ เน้นการเพิ่มมูลค่าในด้านการผลิต ด้านการเกษตร และผลักดันมาตรการต่างๆ เพื่อในการเกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ที่สำคัญจะต้องไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ถือเป็นการดำเนินงานด้านอุตสาหกรรมแบบมีความรับผิดชอบ และพร้อมที่จะส่งเสริมธุรกิจใหม่อย่างการนำขยะมาสร้างมูลค่า ซึ่งก็ต้องใช้กฎหมายเข้ามาเป็นตัวช่วยผู้ประกอบการไทย ซึ่งจะพยายามดำเนินการให้เสร็จให้เร็วที่สุด

Source : Spring News