กระทรวงพลังงานผลักดันระบบ Solar Home ให้ทุกพื้นที่ได้มีไฟฟ้าใช้ เพิ่มความสะดวกสบายในชีวิตประจำวัน หวังใช้โมเดลหมู่บ้านตะเพินคี่ ต.วังยาว อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี เป็นตัวอย่างความสำเร็จ ติดตั้งให้พื้นที่ห่างไกลอื่นๆครอบคลุมทั่วประเทศ 

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2567 ที่ผ่านมา นายสิทธิชัย ณ นคร พลังงานจังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมด้วยนายฉัตรชัย คุณโลหิต ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน ได้นำคณะสื่อมวลชน เยี่ยมชม โครงการผลิตไฟฟ้าเพื่อชุมชนพึ่งพาตนเอง (Off Grid) ระบบผลิตไฟฟ้าเพื่อบ้านพักอาศัย (Solar Home) หมู่บ้านตะเพินคี่ ต.วังยาว อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี ซึ่งเป็นครัวเรือนที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติพุเตย โดยในเขตอุทยานแห่งชาติยังติดข้อกฎหมายทำให้ไม่สามารถดำเนินการติดตั้งสายส่งไฟฟ้าของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเข้าไปในพื้นที่ได้ อีกทั้งยังใช้งบประมาณสูง

สิทธิชัย ณ นคร พลังงานจังหวัดสุพรรณบุรี

หมู่บ้านตะเพินคี่เป็นหมู่บ้านชาวกะเหรี่ยง ตั้งอยู่บนเทือกเขาในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติพุเตย มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 58 ครัวเรือน ซึ่งมีเลขที่บ้านถูกต้อง แต่ระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่มีอยู่ ไม่เพียงพอต่อการใช้งาน ซึ่งจากการสำรวจพบว่า ที่ผ่านมาชาวบ้านส่วนใหญ่ใช้ไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์ ที่ได้รับการสนับสนุนจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ขนาด 120 วัตต์ต่อครัวเรือน ตั้งแต่ปี 2548  แต่เริ่มเสื่อมสภาพ ทำให้ไฟฟ้าไม่เพียงพอต่อการดำเนินชีวิตประจำวันที่จำเป็น  ทางสำนักงานพลังงานจังหวัดสุพรรณบุรี ร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลวังยาว และอุทยานแห่งชาติพุเตย จึงเริ่มวางแผนและออกแบบการติดตั้งโซลาร์โฮมให้กับครัวเรือนในชุมชน ซึ่งถือเป็นการดำเนินงานตามนโยบายพลังงานเพื่อทุกคน (Energy for All) ของกระทรวงพลังงาน  และได้รับการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ในปี 2564 วงเงิน 2.8 ล้านบาท เพื่อติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าสำหรับครัวเรือนขนาด 500 วัตต์ พร้อมอุปกรณ์ ครบทั้ง 58 ครัวเรือน ซึ่งช่วยเพิ่มอัตราการใช้พลังงานทดแทนทั้งหมู่บ้านเฉลี่ย 4.5 toe (ตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ) ต่อปี

“การติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าแบบโซลาร์โฮมที่หมู่บ้านตะเพินคี่ ช่วยให้คนในชุมชนมีไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอในชีวิตประจำวัน และทำให้คุณภาพชีวิตของคนในชุมชนดีขึ้น เพิ่มโอกาสการเรียนรู้ ช่องทางการรับข้อมูลข่าวสาร และที่สำคัญไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของอุทยานแห่งชาติพุเตย เนื่องจากเป็นระบบที่ติดตั้งบนหลังคาไม่ได้ปักเสา โครงการนี้จึงถือเป็นอีกหนึ่งโครงการที่แสดงถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงพลังงานในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน มุ่งขับเคลื่อนให้ประชาชนทุกภาคส่วนเข้าถึงพลังงาน ส่งเสริมพลังงานสะอาดควบคู่กับการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” นายสิทธิชัย กล่าว

นายฉัตรชัย คุณโลหิต ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน

ด้านนายฉัตรชัย คุณโลหิต ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวเสริมว่า จากการพิจารณาสภาพปัญหาสาธารณูปโภคด้านไฟฟ้าของหมู่บ้านตะเพินคี่ พบว่าการส่งเสริมการติดตั้งระบบโซลาร์ผลิตไฟฟ้าระดับครัวเรือน ในรูปแบบ Solar Home มีความเหมาะสม ไม่กระทบกับกฎระเบียบของพื้นที่อุทยานแห่งชาติ และเพียงพอต่อการใช้งานในครัวเรือน ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญในการดำรงชีวิต อีกทั้ง หากคำนวณระยะเวลาคืนทุนจากการติดตั้งระบบในพื้นที่ที่ไม่มีสายส่งไฟฟ้า (Off-grid) ในวงเงิน 2.8 ล้าน แล้วนั้น คิดเป็นระยะเวลาคืนทุนเพียง 5 ปี 5 เดือน และหากเปรียบเทียบกับกรณีการขยายสายส่งไฟฟ้า การติดตั้งระบบ Solar Home ดังกล่าว สามารถลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการได้กว่า 6.5 ล้านบาท อีกทั้งยังไม่กระทบกับสิ่งแวดล้อมและไม่ก่อปัญหาเกี่ยวกับพื้นที่ชายขอบจากการปักเสาตั้งสายอีกด้วย

ทั้งนี้กระทรวงพลังงานยังมีแนวทางที่จะขยายการติดตั้งระบบ Solar Home ให้ครอบคลุมพื้นที่ชุมชนที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ และไม่เหมาะที่จะสร้างสายส่ง ให้ครอบคลุมมากขึ้น โดยอยู่ระหว่างการนำเสนอเพื่อพิจารณาของบประมาณสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เพื่อดำเนินการต่อไป 

Source : Energy News Center

โตโยต้าประกาศเลื่อนผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่จากปี 2026 เป็นกลางปี 2027 อ้างว่าต้องการเวลาพัฒนาเทคโนโลยีให้รองรับ แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าเป็นการตัดสินใจที่เสี่ยง อาจทำให้โตโยต้าเสียโอกาสในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าให้กับคู่แข่ง

โตโยต้า ต้องการขยายระยะเวลาในการพัฒนาเพิ่มเพื่อรองรับการผสานรวมเทคโนโลยีล่าสุดในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า โดยผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นรายนี้มีแผนเริ่มต้นสายการผลิต Lexus EV รุ่นใหม่ในช่วงกลางปี 2027 จากเดิมที่วางแผนไว้ในปี 2026

CREDIT : ArenaEV
CREDIT : ArenaEV

การเลื่อนกำหนดการผลิตครั้งนี้ สืบเนื่องจากโตโยต้าต้องการพัฒนาเทคโนโลยีให้มีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ก่อนที่จะนำออกสู่ตลาด โดยรถยนต์ต้นแบบที่เผยโฉมในงาน Japan Mobility Show เมื่อปลายปีที่ผ่านมา มีจุดเด่นที่ระยะการขับขี่ 1,000 กม./ชาร์จ และใช้เวลาชาร์จเต็มเพียง 20 นาที 

CREDIT : ArenaEV
CREDIT : ArenaEV

นอกจากนี้ โตโยต้ายังมีแผนที่จะนำเทคโนโลยี Giga-casting มาใช้ในกระบวนการผลิต ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยลดระยะเวลาในการผลิตชิ้นส่วนขนาดใหญ่ของตัวถังรถยนต์ เช่น ฐานล่างด้านหน้าและด้านหลัง ให้เป็นชิ้นเดียว ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเดียวกับ Tesla 

CREDIT : INSIDESEV
CREDIT : INSIDESEV

โตโยต้ายังมีแผนที่จะพัฒนาซอฟต์แวร์ปฏิบัติการใหม่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ เพื่อยกระดับประสบการณ์การขับขี่ให้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าโตโยต้าให้ความสำคัญกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ซึ่งอาจมีอิทธิพลต่อผู้ผลิตรายอื่นให้ทำตามและมุ่งเน้นไปที่นวัตกรรมที่คล้ายคลึงกัน

แม้จะมีการเลื่อนกำหนดการผลิต แต่โตโยต้ายังคงตั้งเป้าหมายในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า 1.5 ล้านคันทั่วโลกภายในปี 2026 ซึ่งรวมถึงรถยนต์ไฮบริดแบบเสียบปลั๊ก (PHEV) ที่คาดว่าจะมีความต้องการเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต บ่งชี้ว่าโตโยต้าคาดหวังว่าความต้องการรถยนต์เหล่านี้จะยังคงเพิ่มขึ้น

แนวทางนี้อาจส่งผลกระทบต่อตลาดในวงกว้างโดยการรักษาโฟกัสไปที่เทคโนโลยีไฮบริดเป็นก้าวสำคัญไปสู่รถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ

CREDIT : LEXUS
CREDIT : LEXUS

โตโยต้า ยังคงมั่นใจว่าการเลื่อนกำหนดการผลิตในครั้งนี้ จะช่วยให้สามารถส่งมอบยานยนต์ไฟฟ้าที่มีคุณภาพ และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ

การตัดสินใจของโตโยต้าเผยให้เห็นถึงความท้าทายที่ผู้ผลิตรถยนต์ต้องเผชิญ เมื่อต้องเปลี่ยนจากการใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในที่ใช้กันมานานหลายทศวรรษ

Toyota ต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบเพื่อสร้างสมดุลระหว่างความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ประสิทธิภาพการผลิต และพลวัตของตลาดที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

ที่มา : NHK , ArenaEV
Source : Spring News

เกาหลีใต้กำลังเดินหน้าปฏิวัติภาคเกษตรครั้งใหญ่ด้วยแนวคิดเกษตรกรรมหมุนเวียนและการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน โดยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคเกษตรให้เป็นศูนย์ภายในปี 2050 นับเป็นความท้าทายที่สำคัญเนื่องจากภาคการเกษตรมีส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณหนึ่งในสามของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของประเทศ โดยส่วนใหญ่มาจากกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงปศุสัตว์ การปลูกพืช และการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินเพื่อการเกษตร

รัฐบาลเกาหลีใต้ได้ออกพระราชบัญญัติส่งเสริมเกษตรกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่เกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจาก 5.2% เป็น 10% ภายในปี 2025 พร้อมทั้งสนับสนุนเงินทุนและเทคโนโลยีให้เกษตรกร นโยบายดังกล่าวครอบคลุมมาตรการต่างๆ เช่น การให้เงินอุดหนุนแก่เกษตรกรที่เปลี่ยนมาทำเกษตรอินทรีย์หรือลดการใช้สารเคมี การสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการจัดตั้งระบบรับรองผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์และผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

มาตรการสำคัญมาตรการหนึ่งคือ การส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ โดยเกษตรกรที่เข้าร่วมจะได้รับเงินอุดหนุนสำหรับการติดตั้งเทคโนโลยีสีเขียว เช่น ระบบพลังงานหมุนเวียน และสามารถขายคาร์บอนเครดิตได้ โครงการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนการดำเนินงานของเกษตรกร รวมถึงสร้างรายได้เพิ่มเติมจากการขายคาร์บอนเครดิต

ตัวอย่างความสำเร็จที่น่าสนใจคือฟาร์มปลูกพริกหวานในจังหวัดคยองกี ที่เปลี่ยนจากการใช้หม้อต้มน้ำมันดีเซลมาใช้ระบบปั๊มความร้อนใต้ดิน สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 1,002 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าในเวลาสามปี นอกจากนี้ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานลงร้อยละ 50 และเพิ่มผลผลิตได้ร้อยละ 10 เนื่องจากสามารถควบคุมอุณหภูมิในโรงเรือนได้แม่นยำมากขึ้น แม้จะมีต้นทุนเริ่มต้นสูงถึง 200 ล้านวอน แต่รัฐบาลได้สนับสนุนเงินอุดหนุนร้อยละ 50 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด

อีกกรณีศึกษาที่น่าสนใจคือฟาร์มมะเขือเทศเชอร์รี่ที่ได้รับการรับรองผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ โดยใช้เทคนิคการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมหลายอย่าง เช่น การใช้ม่านฉนวนหลายชั้นในโรงเรือนเพื่อลดการใช้พลังงาน การใช้เทคนิคการไม่ไถพรวนดินเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนจากดิน การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เองจากเศษวัสดุทางการเกษตร และการใช้วิธีการควบคุมศัตรูพืชแบบผสมผสาน ส่งผลให้สามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้ถึงร้อยละ 84 เมื่อเทียบกับการผลิตแบบทั่วไป

นอกจากการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เกษตรกรยังได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน โดยผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองคาร์บอนต่ำสามารถจำหน่ายได้ในราคาที่สูงกว่าผลิตภัณฑ์ทั่วไป 2-3 เท่า โดยเฉพาะในตลาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น โรงเรียนและหน่วยงานราชการ นอกจากนี้ การใช้ปุ๋ยอินทรีย์และการลดการใช้สารเคมียังช่วยให้ผลผลิตมีคุณภาพดีขึ้น มีรสชาติดีขึ้น และมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงขึ้น

นอกจากนี้แล้ว รัฐบาลเกาหลีใต้ยังส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนในภาคเกษตรอย่างจริงจัง โดยสนับสนุนการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนโรงเรือนเกษตร การพัฒนาระบบผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลในฟาร์ม และการส่งเสริมการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าหรือไฮโดรเจน มาตรการเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ยังช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานให้กับเกษตรกรในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านสู่เกษตรกรรมหมุนเวียนยังมีความท้าทายหลายประการ โดยเฉพาะต้นทุนเริ่มต้นที่สูงในการติดตั้งเทคโนโลยีใหม่ และการขาดความรู้และทักษะของเกษตรกรในการใช้เทคโนโลยีและวิธีการใหม่ๆ นอกจากนี้ ยังมีความท้าทายในการสร้างการยอมรับจากผู้บริโภคและการพัฒนาตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว รัฐบาลได้จัดตั้งศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีในระดับท้องถิ่น และให้การสนับสนุนทางการเงินแก่เกษตรกรผ่านกองทุนพิเศษ นอกจากนี้ ยังมีการจัดทำโครงการรณรงค์ให้ความรู้แก่ผู้บริโภคเกี่ยวกับความสำคัญของผลิตภัณฑ์การเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการวางแผนและดำเนินโครงการต่างๆ

บทเรียนสำคัญสำหรับประเทศไทยคือ การกำหนดเป้าหมายระยะยาวที่ชัดเจน และการบูรณาการนโยบายด้านการเกษตรและสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะการพัฒนากรอบกฎหมายที่ครอบคลุมและการจัดตั้งกองทุนสนับสนุนการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ควรพิจารณาการพัฒนาระบบรับรองผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำและการส่งเสริมการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในภาคเกษตร

การนำบทเรียนจากเกาหลีใต้มาปรับใช้จะต้องคำนึงถึงบริบทที่แตกต่างของประเทศไทย ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และระบบนิเวศเกษตร อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ของเกาหลีใต้แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนผ่านสู่เกษตรกรรมที่ยั่งยืนสามารถสร้างประโยชน์ทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ หากมีการวางแผนที่ดีและได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสมจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และชุมชนเกษตรกร ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนในระยะยาว

Source : กรุงเทพธุรกิจ

จับตาตลาด“คาร์บอนเครดิต” มาแรง ‘เอกชน’ เผยอาจเป็นภาคบังคับ ลุ้นสิทธิโอนได้สร้างแรงจูงใจนิติบุคคลมีส่วนร่วม แนะพัฒนาตลาดให้สอดคล้องมาตรฐานสากล เปิดโอกาสซื้อขายกับต่างประเทศแข่งขันระดับโลก ‘บิทคับ’ หนุนบล็อกเชนทำให้อยู่ในระบบเดียวกันทั่วโลกโปร่งใส

ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ สมาคมพลังงานหมุนเวียนไทยหนุนรัฐทำ RE 100 ดันลงทุน

ภายในงาน “Sustainability Forum 2025: Synergizing for Driving Business” ของ “กรุงเทพธุรกิจ” มีเสวนาหัวข้อ “Carbon Market : Green Solution for All” เพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิดและความรู้ เกี่ยวกับการปฏิบัติที่ยั่งยืนและความจำเป็นในการปฏิบัติตามข้อกำหนดคาร์บอนเครดิต และส่งเสริมความพยายามทั่วโลกสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

ไทยส่งเสริมตลาดคาร์บอน

นางสาวอโณทัย สังข์ทอง ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารและทะเบียนคาร์บอนเครดิตองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) กล่าวว่า ตลาดคาร์บอนกำลังได้รับความสนใจอย่างมาก มีการซื้อขายคาร์บอนเครดิตใน 2 รูปแบบ คือ 1. คาร์บอนเครดิตที่เกิดจากโครงการลดก๊าซเรือนกระจกที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ และ 2. สิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เป็นมาตรการภาคบังคับจากภาครัฐสำหรับผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณมาก

“ในการทำโครงการคาร์บอนเครดิต การขายคาร์บอนเครดิตเพื่อเพิ่มผลกำไรมีค่าใช้จ่ายในการตรวจวัดและทวนสอบ นอกจากนี้ราคาคาร์บอนเครดิตในตลาดยังต้องพิจารณาว่าคุ้มค่าหรือไม่ เพื่อให้ผู้ซื้อได้รับคาร์บอนเครดิตคุณภาพสูง มีการตรวจสอบได้ โปร่งใส และถาวร นอกจากนั้น การประเมินความคุ้มค่าโครงการคาร์บอนเครดิตขึ้นอยู่กับการเปรียบเทียบต้นทุนกับราคาตลาดคาร์บอนเครดิต วิเคราะห์สภาพแวดล้อม ต้นทุนโครงการ การรับรอง และราคาตลาดเป็นสิ่งสำคัญในการตัดสินใจลงทุน”

ตลาด‘คาร์บอนเครดิต’มาแรง บิทคับหนุนซื้อขายบนบล็อกเชน

สำหรับประเทศไทย มีแผนลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 30% ภายในปี 2030 และอาจเพิ่มเป็น 40% อย่างไรก็ตาม แผนดังกล่าวยังอยู่ในขั้นเริ่มต้น และยังไม่มีข้อตกลงที่ชัดเจน

ด้านการซื้อขายคาร์บอนเครดิตระหว่างประเทศ อนุญาตให้ซื้อขายระหว่างประเทศภายใต้ข้อตกลง ส่งเสริมโครงการคาร์บอนเครดิตตามมาตรฐานระดับโลก เช่น Verra และ Gold Standard รวมถึงมาตรฐาน Premium ที่รับรองคุณภาพสูงและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยังส่งเสริมโครงการคาร์บอนเครดิต เน้นความน่าเชื่อถือและการทำงานร่วมกัน รวมถึงเปลี่ยนจากนโยบายสมัครใจเป็นภาคบังคับ นอกจากนี้ ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการลดก๊าซเรือนกระจกและคาร์บอนเครดิตของไทยกำหนดให้นิติบุคคลต้องรายงานข้อมูลและกำหนดเพดานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 

นอกจากนี้ ยังมีสิทธิโอนเครดิตคาร์บอนให้นิติบุคคลอื่นในระบบอนุญาตอีกด้วย นโยบายนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการที่มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยรวม และสร้างแรงจูงใจให้นิติบุคคลมีส่วนร่วมในการพัฒนาที่ยั่งยืนและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว

มุ่งเน้นลดมลพิษจากต้นทาง

นางต้องใจ ธนะชานันท์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มงานความยั่งยืนและกลยุทธ์ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า องค์กรสามารถลดการปล่อยคาร์บอนและใช้คาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยได้ แต่สิ่งสำคัญคือการให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรงเป็นอันดับแรก

ปัจจุบันหลายองค์กรประสบความสำเร็จลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 90% และใช้คาร์บอนเครดิตเพียง 10% ที่เหลือในการชดเชย อย่างไรก็ตาม คาร์บอนเครดิตมีบทบาทเพียงบรรเทาผลกระทบปลายทางเท่านั้น การมุ่งเน้นที่การลดการปล่อยมลพิษจากต้นทางยังคงเป็นเป้าหมายสำคัญในการสร้างความยั่งยืนในระยะยาว

ตลาด‘คาร์บอนเครดิต’มาแรง บิทคับหนุนซื้อขายบนบล็อกเชน

ตลาดคาร์บอนภายในประเทศมีเป้าหมายหลักเพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยนอกจากจะช่วยสร้างกลไกลดปล่อยมลพิษแล้ว ยังมีบทบาทระดมทุนเพื่อส่งเสริมการลงทุนในโครงการลดการปล่อยก๊าซ ทั้งนี้ การพัฒนาตลาดคาร์บอนให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลยังมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อเปิดโอกาสในการซื้อขายคาร์บอนเครดิตกับต่างประเทศและเสริมความสามารถในการแข่งขันในระดับโลก

“บิทคับ”ชูบล็อกเชนตลาด“คาร์บอนเครดิต”

นายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ปโฮลดิ้งส์ จำกัด มองว่า “เทคโนโลยีบล็อกเชน” จะเป็นเทคโนโลยีเบื้องหลังที่เป็นไปได้ในการทำ“คาร์บอนเครดิต” ให้อยู่ระบบเดียวกันทั่วโลกโปร่งใส ตรวจสอบได้

ความแตกต่างราคาคาร์บอนเครดิตปัจจุบัน สะท้อนถึงความหลากหลายของมาตรฐานการผลิต กฎระเบียบที่กำกับดูแลการผลิต และการลดก๊าซเรือนกระจกแต่ละประเทศ เนื่องจากไม่มีเกณฑ์มาตรฐานเชื่อมโยงการซื้อขายคาร์บอนเครดิตทั่วโลก ทำให้ตลาดขาดสภาพคล่อง และความโปร่งใส ส่งผลให้ราคาคาร์บอนเครดิตแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละภูมิภาค

ตลาด‘คาร์บอนเครดิต’มาแรง บิทคับหนุนซื้อขายบนบล็อกเชน

ดังนั้น บล็อกเชนเป็นเทคโนโลยีที่สามารถพัฒนาให้คาร์บอนเครดิตเทรดได้ทั่วโลก แม้ราคาคาร์บอนเครดิตยังมีความผันผวน และแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค แต่หากสามารถพัฒนาระบบเทคโนโลยีและมาตรฐานให้มีความสอดคล้องกันมากขึ้น ก็จะเปิดโอกาสให้เกิดการซื้อขายคาร์บอนเครดิตข้ามพรมแดนได้อย่างสะดวกและโปร่งใสเป็นระบบเปิดที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทำให้ตลาดคาร์บอนเครดิตมีความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น เป็นการปูทางไปสู่การสร้างตลาดคาร์บอนเครดิตโลกที่เป็นมาตรฐานเดียวกันในอนาคต โดย “บิทคับ” พร้อมเปิดสวิตช์การเทรดคาร์บอนเครดิตใน 24 ชั่วโมง 

หนุนรัฐทำ RE 100 ดันลงทุน

นายเจมส์ แอนดริว มอร์ คณะกรรมการสมาคมพลังงานหมุนเวียนไทย (อาร์อี100) กล่าวว่า พลังงานสะอาดมีความจำเป็นมากขึ้นในการทำธุรกิจ การขยายลงทุนไปในประเทศต่างๆ หลายประเทศมีการวางแผนให้บริษัทมีการใช้พลังงานสะอาด 100% (RE100) รวมทั้งในแง่ซัพพลายเชนด้วย ปัจจุบันมีธุรกิจที่ใช้ AI และดาต้าเซนเตอร์มากขึ้น ซึ่งยังไม่ทิ้งแนวคิดและความจำเป็นเรื่องของซัพพลายเชนที่ต้องกรีน และแฟคตอรี่ที่ต้องกรีนเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม กริดแต่ละประเทศยังไม่เพียงพอ ขณะที่เห็นแล้วว่าประเทศไทย มีความพยายามทำในส่วนนี้เช่นการมีการทำพลังงานสะอาดมากขึ้น กำหนดแผนการผลิตพลังงานสะอาดมากขึ้นในแผนพลังงานชาติ (PDP) การออก PPA ที่ไทยออกมา 5,000 เมกะวัตต์ มีการขายไฟฟ้าที่มีใบการันตีพลังงานหมุนเวียน (UTG)

ตลาด‘คาร์บอนเครดิต’มาแรง บิทคับหนุนซื้อขายบนบล็อกเชน

สำหรับคาร์บอนเครดิตมีบทบาทในโลกมาก ซึ่งมีกิจกรรมที่สามารถทำให้คาร์บอนลดลงเพื่อให้โลกไม่ร้อนเกิน 2 องศาฯ แต่ขณะนี้ แต่ละตลาดยังมีเรื่องของกฎเกณฑ์ และกฎระเบียบที่ไม่เหมือนกัน ยังรอความชัดเจนเรื่องกฎหมาย ซึ่งส่วนใหญ่ยังเป็นการกำหนดเรื่องตลาดภาคสมัครใจ ขณะที่สิงคโปร์นั้นเป็นตลาดภาคบังคับที่มีการกำหนด Carbon Tax ทำให้เกิดความชัดเจนในแง่การบริหารงานด้านนี้ของภาครัฐและภาคเอกชนด้วย

Source : กรุงเทพธุรกิจ

คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เตรียมเปิดประชุมภายในเดือน ธ.ค. 2567 นี้ เพื่อพิจารณามาตรการตรึงราคา LPG ที่ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ที่จะสิ้นสุดลงในวันที่ 31 ธ.ค. 2567 นี้ ปัจจุบันกองทุนฯ อุดหนุนราคา LPG 4.8 บาทต่อกิโลกรัม เผยกว่า 2 ปีใช้เงินกองทุนฯ พยุงราคาแล้วกว่า 4.7 หมื่นล้านบาท ขณะปลายปีราคา LPG โลกขยับขึ้นเป็น 632.50 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน ตามความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้นในฤดูหนาว  

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center – ENC) รายงานว่า คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) จะมีการประชุมภายในเดือน ธ.ค. 2567 นี้ เพื่อพิจารณามาตรการตรึงราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) ที่ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ที่จะสิ้นสุดในวันที่ 31 ธ.ค. 2567 ว่าจะดำเนินการตรึงราคาต่อไปหรือไม่

ทั้งนี้ที่ผ่านมา กองทุนน้ำมันฯ ได้ตรึงราคา LPG มาตั้งแต่เดือน เม.ย. 2565 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 2 ปี โดยกองทุนฯ ใช้เงินตรึงราคาไปทั้งสิ้นประมาณ 47,347 ล้านบาท โดยคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้กำหนดกรอบวงเงินสำหรับชดเชยราคา LPG ไว้ไม่เกิน 50,000 ล้านบาท ดังนั้นยังเหลือวงเงินที่ชดเชยราคาได้อีกประมาณ 2,653 ล้านบาท

อย่างไรก็ตามปัจจุบันกองทุนฯ ยังคงชดเชยราคาจำหน่าย LPG อยู่ 4.8504 บาทต่อกิโลกรัม หรือ 72.76 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม เพื่อให้ราคาจำหน่าย LPG ในท้องตลาดอยู่ที่ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ตามมติ กบง. ที่ผ่านมา แต่หากไม่ชดเชยราคาดังกล่าวจะส่งผลให้ราคา LPG อยู่ที่ 30.72 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้ราคาจำหน่าย LPG ที่แท้จริงอยู่ที่ 460.8 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม

ทั้งนี้แม้กองทุนฯ ยังชดเชยราคา LPG อยู่ 4.8504 บาทต่อกิโลกรัม แต่ก็ยังมีรายได้เข้ามาจากทางผู้ค้า LPG อยู่เล็กน้อยประมาณวันละ 5.96 ล้านบาท หรือประมาณ 178 ล้านบาทต่อเดือน นอกจากนี้ยังมีรายได้เข้ามาจากการเรียกเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันเข้ากองทุนฯ อีก 144.43 ล้านบาทต่อวัน หรือ 4,333 ล้านบาทต่อเดือน ส่งผลให้ภาพรวมกองทุนน้ำมันฯ ล่าสุด (1 ธ.ค. 2567) กองทุนฯ ติดลบเหลือ -84,331 ล้านบาท ซึ่งมาจากบัญชีน้ำมันติดลบรวม -36,984 ล้านบาท และบัญชี LPG ติดลบรวม  -47,347 ล้านบาท     

สำหรับสถานการณ์ราคา LPG โลกช่วงปลายปี คาดว่าราคาจะปรับสูงขึ้นเนื่องจากความต้องการใช้ LPG ที่เพิ่มขึ้นเพื่อสร้างความอบอุ่นในช่วงฤดูหนาว ปัจจุบันราคา LPG โลกอยู่ที่ 632.50 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน เพิ่มขึ้นจากเดือน มิ.ย. 2567 ที่ราคาอยู่ที่ 582.50 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน

ดังนั้นเมื่อพิจารณาสถานการณ์กองทุนฯ บัญชี LPG ที่ยังมีรายได้เข้าสู่กองทุนฯ วันละ 5.96 ล้านบาท ประกอบกับกรอบวงเงินชดเชยราคา LPG ยังเหลืออีกกว่า 2,653 ล้านบาท แม้ภาพรวมกองทุนฯ บัญชี LPG จะติดลบรวม -47,347 ล้านบาท แต่กองทุนฯ ยังสามารถดูแลราคา LPG ในอัตรา 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ต่อไปได้ ทั้งนี้ขึ้นกับนโยบาย กบง. ว่าจะตัดสินใจตรึงราคาต่อ หรือปรับโครงสร้างราคา LPG  เนื่องจากที่ผ่านมาที่ประชุม กบง. เคยเสนอแนวคิดจะทยอยปรับขึ้นราคา LPG ครั้งละ 1 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อลดภาระกองทุนฯ ลง

Source : Energy News Center