การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ก่อให้เกิดภัยพิบัติทั่วโลก นานาประเทศต่างมุ่งเป้าลดสัดส่วนการใช้ เชื้อเพลิงฟอสซิล โดยเฉพาะถ่านหินและน้ำมัน เพราะมีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณมาก 

ดังนั้น “พลังงานไฮโดรเจน” ถือเป็นเชื้อเพลิงที่มีการเผาไหม้สะอาด ไม่ปล่อยมลพิษ ไม่มีสี ไม่มีกลิ่นและยังนำไปใช้เป็นพลังงานที่หลากหลายจึงตอบโจทย์การ “ลดโลกร้อน” โดยปัจจุบันพลังงานไฮโดรเจนได้รับความสนใจจากทั่วโลก เชื่อว่าจะเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงาน (Energy Transition) จึงไม่ใช่เรื่องใหม่ของประเทศไทยที่จะผลักดันให้เกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย

ทั้งนี้ ไฮโดรเจน (H2) มีการคิดค้นเพื่อใช้งานตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 โดยน้ำ (H2O) เป็นสารประกอบที่ประกอบสำคัญ ซึ่งเกิดจากการรวมตัวระหว่างไฮโดรเจนและออกซิเจน ทั้งนี้ไฮโดรเจนมีคุณสมบัติอยู่ได้ทั้ง 3 สถานะ คือ ของแข็ง ของเหลว และก๊าซ โดยจะเปลี่ยนสถานะไปตามอุณหภูมิและแรงดัน โดยสามารถผลิตได้จากหลายวิธีการ ซึ่งแต่ละกระบวนการผลิตปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณที่ต่างกัน จึงมีการเรียกชื่อไฮโดรเจนด้วยสีต่าง ๆ ตามวิธีการผลิต ดังนี้

  • ไฮโดรเจนสีชมพู (Pink Hydrogen) ผลิตโดยใช้กระบวนการแยกไฮโดรเจนออกจากน้ำ (Water Electrolysis) ด้วยไฟฟ้าที่ใช้มีต้นกำเนิดมาจากพลังงานนิวเคลียร์
  • ไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) ผลิตจากกระบวนการแยกไฮโดรเจนออกจากน้ำ (Water Electrolysis) โดยไฟฟ้ามาจากพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ หรือ พลังงานลม 

“ไฮโดรเจนสีเขียวจึงเป็นพลังงานสะอาดที่สุด แต่ในปัจจุบันการผลิตไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำที่รวมทั้งไฮโดรเจนสีฟ้า ชมพู เละเขียว มีสัดส่วนเพียง 1% ของไฮโดรเจนที่ใช้งานทั่วโลก แต่คาดว่าจะเข้ามามีบทบาทด้านพลังงานหลังปี 2573 ปัจจุบันมีการใช้งานเทคโนโลยีไฮโดรเจนกว่า 30 ประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศในฝั่งยุโรป สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และตะวันออกกลาง”

ปตท. ชู \'พลังงานไฮโดรเจน\' สร้างโอกาสธุรกิจ สร้างความยั่งยืน

ทั้งนี้ ประเทศไทยกำหนดการใช้ประโยชน์จากเชื้อเพลิงไฮโดรเจน 3 ภาคส่วน คือ

  • ภาคอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม ซีเมนต์ เคมีภัณฑ์ และการกลั่นน้ำมัน 
  • ภาคการผลิตไฟฟ้า นำไฮโดรเจนไปใช้เป็นเชื้อเพลิงโดยตรงหรือผสมกับก๊าซธรรมชาติเพื่อผลิตไฟฟ้ากังหันก๊าซผ่านกระบวนการเผาไหม้โดยตรงหรือผลิตพลังงานไฟฟ้าจากเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) 
  • ภาคการขนส่ง สามารถใช้ในรถยนต์ไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิงรวมถึงรถโดยสารและรถบรรทุก

แม้ต้นทุนการผลิตไฮโดรเจนปัจจุบันจะยังสูง แต่จะเริ่มมีแนวโน้มลดลง จากค่าเฉลี่ยต้นทุนพลังงานไฟฟ้าที่ได้จากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมลดลงกว่า 40-90% ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา (2553-2563) ทำให้ราคาไฮโดรเจนสีเขียวที่ผลิตได้ทั่วโลกอยู่ในช่วง $2 – $10 ต่อกิโลกรัม

ปตท. ชู \'พลังงานไฮโดรเจน\' สร้างโอกาสธุรกิจ สร้างความยั่งยืน

ตามแผนนโยบายภาครัฐได้วางแนวทางพัฒนาส่งเสริมการใช้ไฮโดรเจนของประเทศไทยสอดคล้อง 4 ยุทธศาสตร์ คือ 1. พัฒนาตลาดและสร้างแรงจูงใจ 2. ส่งเสริมการวิจัยพัฒนาอุตสาหกรรม 3. พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และ 4. ปรับปรุงกฎระเบียบและมาตรฐาน โดยแบ่งการดำเนินงานเป็น 3 ระยะ คือ 

  • ระยะสั้น (ปี 2568-2573) เตรียมความพร้อม โครงการสาธิตเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานรองรับเทคโนโลยีไฮโดรเจน และปรับปรุงกฎระเบียบและมาตรฐาน
  • ระยะกลาง (ปี 2574-2583) พัฒนาไฮโดรเจนเชิงพาณิชย์ในภาคพลังงานผสมไฮโดรเจน 5-10% ในการผลิตไฟฟ้าผ่านระบบท่อส่งก๊าซ การนำไฮโดรเจนมาใช้ในภาคขนส่งหรือในรถยนต์ไฟฟ้าแบบเซลล์เชื้อเพลิง (FCEV) พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ขยายสถานีไฮโดรเจน ส่งเสริมการลงทุน และสิทธิประโยชน์ด้านภาษี ติดตาม และปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบ มาตรฐานคุณภาพก๊าซฯ และการจัดเก็บ
  • ระยะยาว (ปี 2584-2593) เพิ่มสัดส่วนผสมไฮโดรเจน 10-20% ในระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ และเพิ่มสัดส่วนการใช้รถยนต์ FCEV การกำหนดภาษีคาร์บอนในโครงสร้างราคา พัฒนาแพลตฟอร์มและการซื้อขายคาร์บอน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและขยายสถานีเติมไฮโดรเจน สร้างโครงข่ายไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียน RE-power รองรับไฮโดรเจนสีเขียว และกำหนดมาตรฐานการขนส่ง FCEV และสถานีเติมไฮโดรเจน

ปตท. ในฐานะผู้นำทางด้านพลังงาน และบริษัทในกลุ่มเล็งเห็นความสำคัญของการประยุกต์ใช้ไฮโดรเจนเพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ รวมถึงโอกาสในการสร้างธุรกิจ โดยที่ผ่านมาได้ติดตามความความก้าวหน้าของเทคโนโลยีไฮโดรเจนอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง

โดยปี 2562 ได้จัดตั้ง Hydrogen Thailand Club (ปัจจุบันคือ Hydrogen Thailand Association) ร่วมกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อเตรียมความพร้อมและผลักดันในเรื่องเทคโนโลยีไฮโดรเจนให้กับประเทศไทย ปัจจุบันมีสมาชิก 77 บริษัท

ปี 2565 ร่วมกับ OR, TOYOTA และ BIG ติดตั้งสถานีนำร่อง Hydrogen Station สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิง FCEV ทั้งสำหรับรถยนต์ส่วนบุคคลและรถบรรทุกแห่งแรกของประเทศไทย ณ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เพื่อศึกษาการใช้ไฮโดรเจนในภาคขนส่งของประเทศ

ขณะที่ ปตท.สผ. ได้ชนะการประมูลการพัฒนาโครงการไฮโดรเจนสีเขียวในประเทศโอมาน นอกจากนี้สถาบันนวัตกรรมปตท. ยังได้ดำเนินการทดสอบการเผาไหม้เชื้อเพลิงก๊าซไฮโดรเจนผสมใน ก๊าซธรรมชาติ เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการใช้งานในอนาคต

Source : กรุงเทพธุรกิจ

มูลนิธิพลังงานสะอาดเพื่อประชาชน หรือ CEP ชวนผู้ประกอบการธุรกิจเข้าร่วมอบรม หลักสูตรการบริหารจัดการ การเปลี่ยนผ่านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ETC) รุ่นที่ 7 โดยอบรมทุกวันพุธ เริ่มพุธที่ 5 กุมภาพันธ์ ถึง พุธที่ 26 มีนาคม 2568 ณ โรงแรมแมนดาริน ถนนพระราม 4

ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกให้เข้าร่วมอบรมจะได้เรียนรู้เนื้อหาที่สำคัญใน 6 Module จากวิทยากรที่มีความรู้และประสบการณ์ตรงในแต่ละเรื่อง โดยรายละเอียดการอบรม ประกอบด้วย

Module 1 Introduction/Renewable Energy 

Module 2 Energy Transition Infrastructure/Energy Efficiency 

Module 3 Low Carbon Design 

Module 4 Carbon Reduction/Removal 

Module 5 Carbon Neutrality / Carbon Credit 

การศึกษาดูงาน วันที่ 12 มีนาคม 2568

เนื้อหาสนับสนุนเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษเกี่ยวกับ Supporting Module Sustainable Finance 

และ Module 6 Digital Trading Platform 

หลักสูตรดังกล่าวผ่านการรับรองจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และสามารถนำไปยกเว้นภาษีเงินได้ 250% ของค่าใช้จ่ายในการอบรม

โดยผู้ที่ผ่านการคัดเลือกมีค่าลงทะเบียนท่านละ  36,000 บาท

ชำระค่าลงทะเบียน  : ชื่อบัญชี น.ส. พรรณทิพย์ กาหยี นายศิวพันธุ์ ชูอินทร์ และ น.ส. ทัศนาวลัย อุฑารสกุล เลขบัญชี 074-7-47611-7 ส่งหลักฐานการโอนเงินมาที่ E-mail : pantip.ka@ssru.ac.th

หมายเหตุ : 

1. ชำระเงินภายในวันที่ 20 มกราคม 2568

2. ราคานี้รวมของว่าง เครื่องดื่ม อาหารกลางวัน ตลอดการอบรม

กิจกรรม Networking session กับ ETC Family ทุกครั้งหลังเลิกเรียน

และ ETC Field Trip

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ผศ.ดร.พรรณทิพย์ กาหยี (คณะวิทย์ฯ มรภ. สวนสุนันทา)

E-mail : pantip.ka@ssru.ac.th

โทร : 090-9584-888

คุณสรัญญา สุขสวัสดิ์ ผู้จัดการมูลนิธิฯ

E-mail : etc@cep.or.th

โทร : 084-978-6361

รายละเอียดเพิ่มเติม : https://cep.or.th/etc07/

ใบสมัคร : https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSf6T-Xaubp1PrrDsPpVJVELRyDIoptGGrFY4DEj_HCQPcawXA/viewform

ไทยเดินหน้าหนุนโรงเรียน-ศูนย์ชุมชน ใช้ “โซลูชันพลังงานสะอาด” พัฒนาความสามารถในการเรียนรู้ด้านพลังงานสะอาดและทักษะทางดิจิทัลให้กับนักเรียนรุ่นใหม่ เพื่อส่งเสริมอนาคตที่ยั่งยืน นำทีมโดย หัวเว่ย และ เจเอ โซลาร์ ,องค์การยูเนสโก กระทรวงศึกษาธิการ

ไทยยังคงเดินหน้าสนับสนุนทุกภาคส่วนใช้พลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง ทั้งภาคประชาชน และสถาบันการศึกษา เพื่อนำไทยไปสู่ Net Zero ที่สำคัญการผลิตพลังงานสะอาดอย่างพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้เองจะใช้ให้หน่วยงานต่างๆ ประหยัดค่าไฟได้ด้วย โดยในปี2568 กระทรวงพลังงาน ยังคงจะเปิดแผนเดินหน้านโยบายพลังงานปี 2568 ที่รัฐจะมุ่งส่งเสริมพลังงานสะอาด  ควบคู่การจัดหาแหล่งพลังงานใหม่ในประเทศ

ในขณะดียวกันหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ และภาคเอกชนที่มีศักยภาพก็เดินหน้าส่งเสริมเรื่องพลังงานสะอาดให้กับนักเรียน และชุมชนมากยิ่งขึ้น อย่างเช่นที่ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก กลุ่มนักเรียนและประชาชนในชุมชนได้มารวมตัวกันภายใต้หลังคาพลังงานแสงอาทิตย์ที่เพิ่งติดตั้งใหม่ เพื่อรับฟังคำอธิบายจากหัวเว่ยและผู้ติดตั้ง เกี่ยวกับการนำพลังงานสะอาดมาใช้ไม่เพียงแต่ในห้องสมุดสาธารณะ แต่ยังสร้างอนาคตที่สดใสและยั่งยืนยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอโครงการ “ดิจิทัลบัสเพื่อสังคม” (Digital Bus) ซึ่งได้เข้ามาถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับพลังงานสะอาด การตระหนักรู้ด้านอาชญากรรมทางไซเบอร์ และการสื่อสารโทรคมนาคมแบบไม่มีค่าใช้จ่าย ดิจิทัลบัสดังกล่าวได้ทำการฝึกอบรมนักเรียนกว่า 4,500 คนใน 10 จังหวัดพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศไทย เพื่อเสริมสร้างความรู้และทักษะสำหรับอนาคตที่ยั่งยืน

นี่คือจุดเริ่มต้นของโครงการการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย ภายใต้โครงการ #TECH4ALL ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความริเริ่มในการสร้างความเท่าเทียมทางดิจิทัลระดับโลกของหัวเว่ย โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่างหัวเว่ย, เจเอ โซลาร์, องค์การยูเนสโก และกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีเป้าหมายในการนำโซลูชันพลังงานสะอาดและโอกาสทางดิจิทัลไปสู่ 11 โรงเรียนและศูนย์ชุมชน พร้อมพัฒนาความสามารถในการเรียนรู้ด้านพลังงานสะอาดและทักษะทางดิจิทัลให้กับนักเรียนรุ่นใหม่ เพื่อส่งเสริมอนาคตที่ยั่งยืน

รัฐ-เอกชน หนุนนำ “โซลูชันพลังงานสะอาด” มาใช้ในโรงเรียน-ศูนย์ชุมชน

การเปลี่ยนห้องเรียนและชุมชนให้เป็นแรงผลักดันการเปลี่ยนแปลง

โครงการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม ไม่เพียงแต่เป็นการบริจาคอุปกรณ์พลังงานแสงอาทิตย์ (PV) แต่เป็นการสร้างเส้นทางสู่ความยั่งยืนและโอกาสในการพัฒนา โดยการติดตั้งระบบพลังงานทดแทนในโรงเรียนและส่งเสริมทักษะทางเทคนิค โครงการนี้จึงเป็นการตอบโจทย์ความท้าทายในด้านการศึกษาและพลังงาน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ขาดแคลนทรัพยากร

โครงการนี้ได้รับการขับเคลื่อนด้วยหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่

  • โรงเรียนสีเขียวสำหรับการศึกษาระดับมัธยมศึกษา – การติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาโรงเรียนมัธยมศึกษา พร้อมการฝึกอบรมครูและนักเรียนเกี่ยวกับประโยชน์และการดำเนินงานของพลังงานสะอาด
  • โรงเรียนสีเขียวสำหรับการศึกษาด้านวิชาชีพ – การเสริมสร้างทักษะทางเทคนิคให้แก่นักเรียนในสถาบันการศึกษาเทคนิคและวิชาชีพ ผ่านการเรียนรู้และการปฏิบัติงานกับระบบพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อเตรียมความพร้อมพวกเขาสู่การทำงานในภาคพลังงานทดแทนที่กำลังเติบโต
  • ชุมชนสีเขียว – การสนับสนุนห้องสมุดสาธารณะและศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยระบบพลังงานทดแทน พร้อมโปรแกรมการศึกษาดิจิทัลเคลื่อนที่ รวมถึงการฝึกอบรมด้านพลังงานสะอาดและความปลอดภัยทางไซเบอร์ ผ่านโครงการดิจิทัลบัส (Digital Bus) ของหัวเว่ย

การเปิดตัวที่สถานที่สำคัญ

สองแห่งแรกที่ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้ ได้แสดงให้เห็นถึงผลกระทบที่เป็นรูปธรรม:

  • วิทยาลัยการอาชีพกาญจนาภิเษก หนองจอก: สถาบันการอาชีพนี้จะนำระบบพลังงานแสงอาทิตย์ที่ได้รับการบริจาคมาใช้ในการสอนนักเรียนเกี่ยวกับการติดตั้ง การบำรุงรักษา และการดำเนินงานของระบบพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อเสริมสร้างทักษะทางเทคนิคที่จำเป็นสำหรับการจ้างงานในอนาคต
  • ·ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอบ้านนา: ศูนย์ชุมชนที่ให้การฝึกอบรมแบบไม่มีค่าใช้จ่ายในด้านพลังงานสะอาดและการรู้เท่าทันดิจิทัล โดยมุ่งหวังที่จะเติมเต็มช่องว่างทักษะในพื้นที่ที่ขาดแคลนทรัพยากร

ทั้งนี้ความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการส่งเสริมความยั่งยืนและการปฏิรูปการศึกษา เป็นหัวใจสำคัญของโครงการนี้ การส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนของประเทศ สอดคล้องกับความพยายามในการปรับปรุงระบบการศึกษาและเตรียมความพร้อมให้กับนักเรียนด้วยทักษะที่ตอบโจทย์ต่อความต้องการในอนาคต แม้ว่าจะมีความก้าวหน้าที่สำคัญ แต่ยังคงมีความท้าทายที่ต้องเผชิญ: การเข้าถึงการศึกษาด้านพลังงานสะอาดและการรู้เท่าทันดิจิทัลยังคงมีความไม่เท่าเทียม โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท

“โครงการการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่เพียงแค่โครงการความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) แต่เป็นการลงทุนระยะยาวในเยาวชนและอนาคตของประเทศไทย” นายเดวิด หลี่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของหัวเว่ย ประเทศไทย กล่าว “การผสานโซลูชันพลังงานสะอาดเข้ากับการศึกษาผ่านการปฏิบัติจริง เรามุ่งหวังที่จะสร้างแบบอย่างสำหรับการเติบโตอย่างยั่งยืนและการสร้างความเท่าเทียม”

ด้านผู้อำนวยการฝ่ายขาย ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเจเอ โซลาร์ กล่าวว่า ด้วยภารกิจในการ พัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อประโยชน์แก่โลก เจเอ โซลาร์ มุ่งมั่นที่จะเป็นองค์กรชั้นนำที่มีความยั่งยืน เราภูมิใจที่ได้สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานของประเทศไทย และเสริมสร้างความรู้เชิงปฏิบัติให้กับนักเรียน โครงการนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเราในการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน และสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนในชุมชน

นอกจากนี้ครูจากโรงเรียนท้องถิ่น ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญและประโยชน์ของโครงการนี้ว่า โครงการนี้เป็นตัวอย่างที่มีอิทธิพลเนื่องจากเป็นการร่วมมือระหว่างบริษัทระดับโลกและโรงเรียนท้องถิ่นในการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีคุณค่า การบริจาคอุปกรณ์พลังงานแสงอาทิตย์จะมอบโอกาสให้นักเรียนได้ฝึกทักษะในการติดตั้งและบำรุงรักษาระบบพลังงานทดแทน ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันในตลาดแรงงาน

โครงการการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมไม่เพียงแต่มอบทรัพยากรที่สำคัญให้กับนักเรียนและชุมชน แต่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทิศทางของนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อมอีกด้วย ในอนาคต หัวเว่ย, เจเอ โซลาร์ และพันธมิตรจะขยายขอบเขตของโครงการนี้ โดยเชิญชวนองค์กรต่างๆ เข้าร่วมภารกิจสำคัญในการเสริมสร้างทักษะและเครื่องมือให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ เพื่อร่วมกันสร้างสังคมไทยที่ยั่งยืน

Source : Spring News

ผลกระทบจากภาวะโลกร้อนกำลังส่งสัญญาณผ่านสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ภัยธรรมชาติ เช่น พายุ น้ำท่วม ไฟป่าใหญ่ ฯลฯ สะท้อนให้เห็นว่าภาวะโลกร้อน ไม่ใช่ปัญหาไกลตัวอีกต่อไป

ทั่วโลกต่างดำเนินมาตรการเร่งด่วนเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบที่ไม่มีประเทศใดในโลกจะไม่ได้พบเจอ  โดยเฉพาะ “ภาคธุรกิจ” ที่ถูกมองว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาภาวะโลกร้อน และเป็นความหวังในการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

ขับเคลื่อนความยั่งยืนมาตลอด 77 ปี

“เซ็นทรัล รีเทล” ทำธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่งในไทย เวียดนาม และอิตาลี มุ่งสร้างความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับสังคม และขับเคลื่อนเรื่องความยั่งยืนมาตลอด มีธุรกิจหลัก คือ ห้างสรรพสินค้า กลุ่มซูเปอร์มาร์เก็ต และฮาร์ดไลน์ (Hardline) ซึ่งถ้ามองในการดำเนินการธุรกิจ มีการดำเนินการเรื่องความยั่งยืนมาโดยตลอดแบบที่ไม่รู้ตัว 

“ปิยวรรณ ลีละสมภพ” รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายการตลาด บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)ให้สัมภาษณ์“กรุงเทพธุรกิจ”ว่าเมื่อก่อนยังไม่มีใครพูดถึงความยั่งยืน แต่ปรัชญาการทำธุรกิจของกลุ่มเซ็นทรัล ได้ทำเรื่องความยั่งยืนมาโดยตลอด 

“สัมฤทธิ์ จิราธิวัฒน์ ผู้ก่อตั้งกลุ่มเซ็นทรัล” พูดว่า ความสำเร็จของเราเติบโตขึ้นจากความตั้งใจแนวแน่ที่จะนำพาประเทศไทยก้าวไปสู่ความทันสมัย  เรายึดมั่นพันธสัญญาที่จะมีส่วนร่วมสร้างความเจริญก้าวหน้าให้กับประเทศ และช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตของชาวไทยทุกคน หมายความว่าสมัยนั้นไม่รู้จักคำว่า ยั่งยืน แต่ผู้ก่อตั้งมีวิสัยทัศน์ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหน มีความตั้งใจจะยกระดับความเจริญให้แก่คนในพื้นที่นั้น”

การทำธุรกิจอยู่บนพื้นฐานการคิดเพื่อผู้อื่น การคิดเพื่อสังคม  และห้างไปตั้งพื้นที่ไหน พื้นที่นั้นจะมีความเจริญ อย่าง เซ็นทรัลลาดพร้าว เมื่อก่อนพื้นที่ตรงนั้นเป็นเพียงที่นา แต่เมื่อเซ็นทรัลไปตั้งทำให้ผู้คนมีงานทำ ยกระดับความเจริญ คุณภาพชีวิตที่ดีให้คนในพื้นที่นั้น ๆ

\'ยั่งยืน\' สร้างไม่ได้ด้วยตัวคนเดียว เซ็นทรัล รีเทล เปิดพื้นที่ช่วยชุมชน

ความยั่งยืนผสมผสานอยู่ในการทำธุรกิจ

นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญเรื่องการช่วยเหลือชุมชน ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร ผู้ประกอบการ SMEs และสร้างความเท่าเทียม ซึ่งแผนกหนึ่งของห้างจะมีการนำสินค้าชุมชนมาจัดจำหน่าย เป็นสินค้าท้องถิ่น งาน คราฟ งานฝีมือมาหลายสิบปี เพื่อเป็นทางเลือกให้แก่ลูกค้าแทนที่จะเป็นห้างที่มีสินค้านำเข้าเพียงอย่างเดียว ฉะนั้น การบริหารธุรกิจแบบยั่งยืน เรามีการนำความยั่งยืนผสมผสานอยู่ในการบริหารธุรกิจ เราสนับสนุนโดยใช้พื้นที่ของห้างสรรพสินค้าในการกระจายสินค้า ช่วยเหลือเกษตรกร ชุมชน SMEs และสร้างความเท่าเทียม 

เมื่อ  7-8 ปีที่ผ่านมา เทรนด์ความยั่งยืน การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม และการสร้างความเท่าเทียมมีมากขึ้น ได้มีการปรับวิสัยทัศน์ของแบรนด์ ว่าเราจะไปพัฒนาพื้นที่ในทุกธุรกิจที่ไปสร้าง ไม่ว่าจะในไทย เวียดนาม และอิตาลี ฉะนั้น เมื่อสินค้ามาอยู่ที่ร้านเรา ลูกค้าของเราก็มีความสุขและสามารถมีทางเลือกในการซื้อสินค้าที่ผลิตโดยตรงจากเกษตรกร ชุมชนโดยไม่มีพ่อค้าคนกลาง 

ขณะเดียวกัน มีการถ่ายทอดองค์ความรู้ให้เกษตรกร ชุมชนในพื้นที่พัฒนาแพคเกจจิ้งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้เชือกกล้วย ทำกระทงใช้ไม้กลัดไม่ใช้แม็กเย็บ ผู้บริโภคได้ผักผลไม้ สินค้าการเกษตรที่ปลอดสารเคมี  และมีความร่วมมือกับพันธมิตร อย่าง  พนักงานของกลุ่มเซ็นทรัล จะเก็บฝาพลาสติกเพื่อนำไปให้กับทาง YOLO เพื่อพัฒนาเป็นเฟอร์นิเจอร์ เช่น ตู้หนังสือ โต๊ะ เก้าอี้   หรือพื้นที่ของไทวัสดุ จะเปิดให้ชุมชนนำผลิตภัณฑ์มาขาย  และเน้นการใช้ถุงกระดาษ ลดการใช้ถุงพลาสติก เป็นต้น

“ เราเป็นปลาใหญ่ แต่เราไม่ได้กินปลาเล็ก เราให้พื้นที่ของเราแก่ปลาเล็ก อย่าง SMEs ชุมชน เกษตรกร ร่วมโตไปกับเรา เนื่องจากในยุคสมัยนี้การโตคนเดียวคงไม่มีอีกแล้ว ต้องเป็นการเติบโตไปด้วยกันทั้งหมด” 

\'ยั่งยืน\' สร้างไม่ได้ด้วยตัวคนเดียว เซ็นทรัล รีเทล เปิดพื้นที่ช่วยชุมชน

\'ยั่งยืน\' สร้างไม่ได้ด้วยตัวคนเดียว เซ็นทรัล รีเทล เปิดพื้นที่ช่วยชุมชน

Mindset สร้างแรงกระเพื่อมช่วยโลก

 “การเป็น Green & Sustainable Retail & Wholesale ขับเคลื่อนผ่านกลยุทธ์ CRC ‘ReNEW’ คือ1. Reduce Greenhouse Gas Emissions การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 2. Navigate Environmental Responsibility สร้างทักษะและปลูกฝังความรับผิดชอบด้าน ESG ให้กับพนักงานทุกระดับ 3. Eco-Friendly Materials การส่งเสริมสินค้าและบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ4. Waste Management Solutions การบริหารจัดการขยะมูลฝอย 

“ปิยวรรณ” เล่าต่อไปว่าการสร้างแรงกระเพื่อมเรื่องความยั่งยืนในธุรกิจให้ได้มากขึ้น ต้องเริ่มจากเปลี่ยนMindset ในกลุ่มพนักงานก่อน ได้มีการให้ความรู้เกี่ยวกับโลกร้อน การจัดการขยะพลาสติกที่ การดูแลสิ่งแวดล้อม เพราะหากพนักงานเข้าใจเขากล้าพูด กล้าถามลูกค้าว่ารับถุงพลาสติกหรือไม่ และมาตอนนี้ลูกค้าส่วนใหญ่ต่างให้ความสำคัญกับการลดใช้ถุงพลาสติก หลายคนไม่รับถุงพลาสติก

\'ยั่งยืน\' สร้างไม่ได้ด้วยตัวคนเดียว เซ็นทรัล รีเทล เปิดพื้นที่ช่วยชุมชน

การเข้าร่วมงาน Wonderfruit 2024 ซึ่งเป็นปีที่ 2 เป็นงานที่ขับเคลื่อนการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยภายในงานได้เนรมิตพื้นที่ CRC Sensory Space ซึ่งมีไฮไลท์เป็นผลงานศิลปะที่ทำมาจากวัสดุเหลือใช้ Installation Art ของ TAM:DA Studio  รวมถึง มีการเปิดให้สร้างลวดลายสุดพิเศษจากสีธรรมชาติ กรีนบนผ้าฝ้ายให้กลายเป็นผ้าพันคอ  หรือ เปิดประสบการณ์ที่จะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายได้รู้สึกผ่อนกันด้วยการวัดคลื่นสมองผ่านเครื่อง EEG พร้อมทั้ง ทําผ้าพันคอสุดคิ้วท์ให้เจ้าตูบหรือเจ้าเหมียว ด้วยการเพ้นทและการปักมือ และลิ้มรสผลไม้สดออร์แกนิค คุณภาพพรีเมี่ยมที่คัดสรรมาจากผู้ประกอบการ SMEs ชุมชน และเกษตรกรโดยตรง  โดยภายในงานจะใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ 100%

ทั้งนี้การโฟกัสการทำธุรกิจแบบยั่งยืน เวลาโตต้องโตอย่าง Inclusive growth หรือ การเติบโตอย่างมีส่วนร่วม การเติบโตแบบทั่วถึงเปิดพื้นที่กระจายสินค้าให้แก่ชุมชน เกษตรกร ผู้ประกอบการSMES ควบคู่การพัฒนาพนักงานให้มี Mindset เรื่องความยั่งยืน มีการปรับแพคเกจจิ้ง ปรับการตลาดออนไลน์ ลดการใช้กระดาษ ลดพลาสติก ปรับทุกอณูของการทำธุรกิจโดยทุกแผนกจะต้องคิดว่าจะช่วยปรับ ช่วยโลกได้อย่างไร โดยไม่ได้มองว่าเป็นการลดต้นทุน แต่เป้าหมาย คือ การไม่สร้างขยะ แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม และไม่เป็นภาระให้แก่โลก

\'ยั่งยืน\' สร้างไม่ได้ด้วยตัวคนเดียว เซ็นทรัล รีเทล เปิดพื้นที่ช่วยชุมชน

\'ยั่งยืน\' สร้างไม่ได้ด้วยตัวคนเดียว เซ็นทรัล รีเทล เปิดพื้นที่ช่วยชุมชน

\'ยั่งยืน\' สร้างไม่ได้ด้วยตัวคนเดียว เซ็นทรัล รีเทล เปิดพื้นที่ช่วยชุมชน

\'ยั่งยืน\' สร้างไม่ได้ด้วยตัวคนเดียว เซ็นทรัล รีเทล เปิดพื้นที่ช่วยชุมชน

\'ยั่งยืน\' สร้างไม่ได้ด้วยตัวคนเดียว เซ็นทรัล รีเทล เปิดพื้นที่ช่วยชุมชน

\'ยั่งยืน\' สร้างไม่ได้ด้วยตัวคนเดียว เซ็นทรัล รีเทล เปิดพื้นที่ช่วยชุมชน

\'ยั่งยืน\' สร้างไม่ได้ด้วยตัวคนเดียว เซ็นทรัล รีเทล เปิดพื้นที่ช่วยชุมชน

\'ยั่งยืน\' สร้างไม่ได้ด้วยตัวคนเดียว เซ็นทรัล รีเทล เปิดพื้นที่ช่วยชุมชน

Source : กรุงเทพธุรกิจ

พลังงาน เผยการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายได้หยุดรับซื้อไฟฟ้าในโครงการโซลาร์ภาคประชาชนแล้ว หลังมีผู้สนใจแห่ร่วมโครงการเกินโควตา 90 เมกะวัตต์ หลังจากนี้ต้องรอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) พิจารณาขยายโควตาก่อน สำหรับในปี 2567 มีผู้สมัครร่วมโครงการกับ กฟน. และ PEA รวม 10,107 ราย รวมกำลังการผลิตติดตั้งประมาณ 65.72 เมกะวัตต์ โดยยอดสะสมตั้งแต่ปี 2564-2567 รวม 90 เมกะวัตต์

แหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ขณะนี้การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายได้หยุดรับซื้อไฟฟ้าในโครงการโซลาร์ภาคประชาชนชั่วคราวแล้ว เนื่องจากมีผู้สนใจแห่เข้าร่วมโครงการดังกล่าวกันเป็นจำนวนมากในปี 2567 จนเต็มโควตาที่เปิดรับซื้อ 90 เมกะวัตต์ โดยที่ผ่านมามีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการตั้งแต่เดือน ม.ค.- มิ.ย. 2567 ประมาณ 100 เมกะวัตต์ แต่ผ่านการพิจารณาด้านเทคนิคแล้วรวม 89.8 เมกะวัตต์ และจากนั้นได้เต็มโควตาไปเมื่อประมาณเดือน ก.ย. 2567 ที่ผ่านมา

ดังนั้นหลังจากนี้ทางสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) จะต้องนำเสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เพื่อพิจารณาเพิ่มโควตาการรับซื้อไฟฟ้าโครงการโซลาร์ภาคประชาชน ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2567-2580 (PDP 2024) ต่อไป

ทั้งนี้ที่ผ่านมา กพช. ได้กำหนดโควตาเปิดรับซื้อไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์จากโซลาร์เซลล์ที่ติดตั้งบนหลังคา หรือ โซลาร์รูฟท็อป ในโครงการโซลาร์ภาคประชาชน จำนวนรวม 90 เมกะวัตต์ ภายในเวลา 10 ปี นับตั้งแต่ปี 2564-2573

โดยล่าสุดภาพรวมการสมัครเข้าร่วมโครงการฯ ในปี 2567 (ข้อมูล ณ วันที่ 12 ธ.ค. 2567) ทั้งในส่วนของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) มีผู้สนใจเข้าร่วมโครงการประมาณ 10,107 ราย รวมกำลังการผลิตติดตั้งประมาณ 65.72 เมกะวัตต์

แบ่งเป็นทางด้าน กฟน. มีผู้ผลิตไฟฟ้าจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ จำนวน 4,174 ราย กำลังการผลิตติดตั้งรวม 23.15 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างดำเนินการ จำนวน 3,740 ราย กำลังการผลิตติดตั้ง 20.4198 เมกะวัตต์ ซึ่งจะทำให้มีผู้ผลิตไฟฟ้าเข้าร่วมโครงการฯ ทั้งสิ้นในปี 2567 จำนวน 7,914 ราย กำลังการผลิตติดตั้ง 43.91 เมกะวัตต์

ส่วนทางด้าน PEA นั้น ในปี 2567 มีผู้ทำสัญญาแล้ว แต่ยังไม่ผลิตไฟฟ้าเข้าระบบ ( COD ) 1,559 ราย กำลังการผลิตประมาณ 8.25 เมกะวัตต์ และส่วนที่ COD แล้ว 634 ราย กำลังการผลิตประมาณ 3.56 เมกะวัตต์ โดยรวมมีผู้สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการฯ ประมาณ 2,193 ราย คิดเป็นกำลังผลิตติดตั้งประมาณ 11.81 เมกะวัตต์

ดังนั้นเมื่อนับตั้งแต่เปิดโครงการดังกล่าวในปี 2562-2567 จึงมีปริมาณกำลังผลิตติดตั้งรวมประมาณ 100.221 เมกะวัตต์ แต่หากนับเฉพาะในส่วนของ 2564-2567 ตามมติ กพช. ที่เปิดรับซื้อรวม 90 เมกะวัตต์ ก็พบว่าปริมาณรับซื้อเต็ม 90 เมกะวัตต์แล้ว ซึ่งสาเหตุที่ประชาชนแห่เข้าร่วมโครงการฯ จำนวนมาก เนื่องจากค่าไฟฟ้าที่ปรับสูงขึ้น ซึ่งปัจจุบันค่าไฟฟ้าอยู่ที่ 4.18 บาทต่อหน่วย ประกอบกับต้นทุนแผงโซลาร์เซลล์ปรับลดลง และประชาชนต้องการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าลงทำให้หันมาติดตั้งโซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าบนหลังคากันมากขึ้นนั่นเอง

สำหรับในช่วงเริ่มต้นโครงการฯ ปี 2562-2565 ที่เปิดรับซื้อไฟฟ้าแบบปีต่อปี พบว่ามีผู้เข้าร่วมโครงการไม่ถึงเป้าหมายแม้แต่ปีเดียว โดยเปิดรับซื้อไฟฟ้ารวม 260 เมกะวัตต์ แต่มีผู้เข้าร่วมโครงการฯ ผลิตไฟฟ้าเข้าระบบเพียง 9 เมกะวัตต์ ซึ่งแบ่งเป็นดังนี้

ในปี 2562 -2565 เปิดรับซื้อไฟฟ้าปีละ 100 เมกะวัตต์ แต่มีผู้สนใจเข้าร่วมโครงการฯ ผลิตไฟฟ้าเข้าระบบเพียง 3-4 เมกะวัตต์เท่านั้น เนื่องจากราคารับซื้อไฟฟ้าที่ 1.68 บาทต่อหน่วย ไม่จูงใจ

ต่อมาในปี 2564 จึงปรับลดเป้าหมายรับซื้อไฟฟ้าเหลือ 50 เมกะวัตต์ และปรับเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้าเป็น 2.20 บาทต่อหน่วย แต่ก็มีผู้เข้าร่วมโครงการฯ เพื่อขายไฟฟ้าเพียง 3 เมกะวัตต์ เท่านั้น และในปี 2565 ได้ปรับลดเป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้าลงอีกครั้งเหลือ 10 เมกะวัตต์ ในราคาเดิมที่ 2.20 บาทต่อหน่วย แต่ก็มีผู้เข้าร่วมโครงการฯ เพียง 1.37 เมกะวัตต์

จากนั้นในเดือน มี.ค. 2566 กกพ. ได้ปรับหลักเกณฑ์เป็นการรับซื้อระยะยาว 10 ปี (2564-2573) รวม 90 เมกะวัตต์ ซึ่งหลักเกณฑ์ใหม่ดังกล่าวก็เริ่มใช้ในปี 2566 นี้ และพบว่าประชาชนให้ความสนใจมากขึ้น มีการผลิตไฟฟ้าเข้าระบบรวมกว่า 10 เมกะวัตต์ จากเป้าหมาย 90 เมกะวัตต์ ใน 10 ปี และยังมีกลุ่มผู้ร่วมโครงการฯ ที่อยู่ระหว่างดำเนินการ (รอ COD) จำนวน 2,795 ราย กำลังการผลิตติดตั้ง 15.501 เมกะวัตต์ รวมเป็นปริมาณ 25.50 เมกะวัตต์

และล่าสุดในปี 2567 ณ เดือน มิ.ย. 2567 มีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการคิดเป็นปริมาณ 100 เมกะวัตต์ และเต็มโควตา 90 เมกะวัตต์แล้ว ( นับรวมตั้งแต่ปี 2564-2567) และต้องหยุดรับซื้อไฟฟ้าไปจนกว่าจะมีการเพิ่มโควตาใหม่อีกครั้ง

Source : Energy News Center