กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เตรียมเสนอ ครม. ออกกฎหมายลดขั้นตอนการตรวจสอบการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ขนาดไม่เกิน 200 กิโลวัตต์ ระบุผู้ประกอบการขนาดกลางเพียงขออนุญาตจดแจ้งกับคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และให้วิศวกรเซ็นรับรอง โดยไม่ต้องให้ พพ. เข้าตรวจสอบซ้ำอีก เพื่อให้เกิดความสะดวกแก่ผู้ติดตั้งที่มีมากขึ้นในปัจจุบัน เผยขณะนี้ พพ. ได้เสนอเรื่องไปยัง ครม. และอยู่ระหว่างการเตรียมพิจารณา ส่วนบ้านเก่าที่ต้องการติดตั้งโซลาร์รูปท็อป ทาง พพ. กำลังเร่งประสานสถาบันการเงินออกหลักเกณฑ์ปล่อยกู้ที่เหมาะสม คาดภายในปี 2568 นี้จะเกิดความชัดเจน  

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center – ENC) รายงานว่า กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เตรียมลดขั้นตอนการตรวจสอบการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคา (โซลาร์รูฟท็อป) สำหรับกำลังการผลิตติดตั้งไม่เกิน 200 กิโลวัตต์ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางเป็นหลัก ทั้งนี้เนื่องจากปัจจุบันมีผู้ประกอบการจำนวนมากต้องการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าใช้เอง ดังนั้นเพื่อให้เกิดความสะดวก ทาง พพ. จึงจะลดขั้นตอนการตรวจสอบในส่วนของ พพ.ลงไป

โดยที่ผ่านมาการขออนุญาตติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป จะต้องจดแจ้งกับทางคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ก่อน จากนั้น กกพ.จะส่งเรื่องมาให้ พพ. ลงไปตรวจสอบและให้ใบรับรอง อย่างไรก็ตาม พพ. เห็นว่าการจดแจ้งกับ กกพ. พร้อมให้วิศวกรเป็นผู้ลงนามรับรองน่าจะเพียงพอแล้ว ประกอบกับในแต่ละปีมีจำนวนผู้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสูงถึงประมาณ 600-700 คำขอ ขณะที่ทีมงานของ พพ. มีจำกัด อาจทำให้เกิดความล่าช้าในการตรวจสอบได้

ดังนั้น พพ. จึงได้ส่งเรื่องไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อออกเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เกี่ยวกับขั้นตอนการขอติดตั้งโซลาร์รูปท็อปดังกล่าว ซึ่งขณะนี้ทางสำนักงานรัฐมนตรี (สรค.) อยู่ระหว่างเวียนหนังสือรับฟังความเห็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อดำเนินการเสร็จจะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม. พิจารณาและรอการโปรดเกล้าฯ ออกประกาศในพระราชกิจจานุเบกษาต่อไป

สำหรับในส่วนของการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชนนั้น ขณะนี้ทาง พพ. อยู่ระหว่างการหารือกับสถาบันการเงินเพื่อหาหลักเกณฑ์ร่วมกันในการปล่อยเงินกู้สำหรับบ้านเรือนที่ต้องการติดตั้งโซลาร์รูปท็อป ซึ่งไม่ใช่บ้านหลังใหม่ เนื่องจากบ้านหลังใหม่และบ้านโครงการต่างๆ ทางสถาบันการเงินจะปล่อยกู้ไปพร้อมกับการผ่อนบ้านอยู่แล้ว แต่บ้านที่สร้างอยู่ก่อนแล้วและต้องการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปนี้เป็นกลุ่มเป้าหมายที่ พพ.จะเข้าไปช่วยเหลือ

อย่างไรก็ตามจากการหารือเบื้องต้นพบว่า สถาบันการเงินแต่ละแห่งจะมีเงื่อนไขการปล่อยกู้ที่แตกต่างกันในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ดังนั้น พพ. จะเข้าไปร่วมหาเงื่อนไขกลางที่ยอมรับได้ทุกฝ่าย เพื่อให้การปล่อยกู้ให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมายดังกล่าวได้รับความสะดวกและช่วยส่งเสริมให้เกิดการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมากขึ้น ซึ่งคาดว่าจะได้เห็นความชัดเจนภายในปี 2568 นี้แน่นอน

นอกจากนี้ น.ส. นันธิกา ทังสุพานิช อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ยังได้ออกประกาศแจ้งเตือนโรงงานควบคุมและอาคารควบคุมทั่วประเทศ ให้จัดส่งรายงานผลการตรวจสอบและรับรองการจัดการพลังงาน ประจำปี 2567 ภายในวันที่ 31 มี.ค. 2568 นี้ หากเพิกเฉยจะมีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 2 แสนบาท

Source : Energy News Center

งานวิจัยล่าสุดจาก Imperial College London ยืนยัน วัสดุรีไซเคิลจากแบตเตอรี่ EV เก่า ดีกว่าแร่จากเหมือง ทั้งอายุใช้งาน, ชาร์จไว, ต้นทุนต่ำ แถมเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ในยุครถยนต์ไฟฟ้า (EV) กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่ก็มาพร้อมกับความท้าทายเรื่องความยั่งยืนของแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของรถ EV โดยงานวิจัยล่าสุดชี้ว่า วัสดุรีไซเคิลจาก “แบตเตอรี่ EV เก่า” คือคำตอบ

ผลการศึกษาจาก Imperial College London ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก Altilium กลุ่มบริษัทเทคโนโลยีสะอาด ได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญว่า

“วัสดุแคโทดแอคทีฟ” (CAM) ที่ได้จากการรีไซเคิลแบตเตอรี่ EV นั้น มีประสิทธิภาพ “เหนือกว่า” แร่ที่ขุดจากเหมืองแบบดั้งเดิม ในหลายด้าน ทั้งในเรื่องอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น, ความเร็วในการชาร์จที่สูงขึ้น และความคุ้มค่าด้านต้นทุน

Altilium บริษัทชั้นนำจากสหราชอาณาจักร ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการรีไซเคิลแบตเตอรี่ EV ด้วยการเปิดตัว “Green Value Proposition” ข้อเสนอที่รวมเอาคุณประโยชน์รอบด้านของการรีไซเคิลแบตเตอรี่ EV มานำเสนออย่างครบถ้วน ทั้งด้านเศรษฐกิจ, สิ่งแวดล้อม และประสิทธิภาพ

CREDIT : Altilium
CREDIT : Altilium

Altilium มุ่งมั่นที่จะพัฒนาวัสดุแบตเตอรี่ที่ยั่งยืนสำหรับอนาคต โดยใช้กระบวนการที่เป็นนวัตกรรมใหม่ในการรีไซเคิลแบตเตอรี่ EV ที่หมดอายุแล้ว และนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่ (upcycling) ให้เป็นวัสดุแคโทดแอคทีฟ (CAM) และแอโนด (anode) คุณภาพสูง

ทีมวิจัยได้เปรียบเทียบ CAM รีไซเคิลจากโรงงาน ACT1 ของ Altilium ในเดวอน กับวัสดุ CAM ที่ใช้กันทั่วไปในท้องตลาด ซึ่งผลิตจากแร่ที่ขุดขึ้นมาใหม่ ผลปรากฏว่า วัสดุรีไซเคิลมีข้อได้เปรียบอย่างชัดเจน

CREDIT : Altilium
CREDIT : Altilium

CAM รีไซเคิล มาจากแบตฯมาตรฐานเดียวกัน เมื่อองค์ประกอบคงที่ แบตฯจึงทนทาน และยังปรับแต่งสูตรเพิ่มเติมได้ เช่น เพิ่มนิกเกิล หรือไร้โคบอลต์ เพื่อการใช้งานที่ตอบโจทย์, ทนทานต่อการใช้งานระยะยาว, ลดขั้นตอนขุด-ถลุงแร่ ลดคาร์บอน

Altilium ปฏิวัติวงการแบตฯ EV รีไซเคิล ต้นทุนต่ำ ลดคาร์บอน ใช้ได้นานกว่าเดิม

รีไซเคิล ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์ความยั่งยืนระดับโลก แต่ยังมีประสิทธิภาพทางเทคนิคที่ดีกว่า ในราคาที่ถูกกว่า” ดร. Christian Marston ผู้ร่วมก่อตั้งและ COO ของ Altilium กล่าว “นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรม EV”

การรีไซเคิลช่วยลดต้นทุนการผลิตวัสดุ CAM ได้อย่างมาก โดย Altilium คาดการณ์ว่า ต้นทุน CAM อาจลดลงได้ถึง 20% ภายในปี 2035 (อ้างอิงจากงานวิจัยตลาดรีไซเคิลของ EU โดย PEM of RWTH Aachen University)

CREDIT : Altilium
CREDIT : Altilium

วัสดุแคโทดและแอโนดรีไซเคิลของ Altilium ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ในการผลิตรถยนต์ EV ใหม่ได้ถึง 25% โดยกระบวนการ EcoCathode™ ลด GHG ได้ 74% และ EcoAnode™ ลดได้ถึง 77%

วัสดุรีไซเคิลของ Altilium มีคุณภาพเทียบเท่าหรือดีกว่าวัสดุที่ผลิตจากแร่ใหม่ ทำให้ได้แบตเตอรี่ที่มีความหนาแน่นพลังงานสูงขึ้น ชาร์จได้เร็วขึ้น และมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น

Altilium ส่งเสริมการผลิตวัตถุดิบภายในประเทศ (onshoring) และสร้างห่วงโซ่อุปทานระดับชาติ ลดการพึ่งพาการนำเข้า และลดความเสี่ยงจากความผันผวนทางการเมืองระหว่างประเทศ

ทีมวิจัยได้ทำการทดสอบทางเคมีไฟฟ้า ทั้งในระดับเซลล์แบตเตอรี่ขนาดเล็ก (coin cells) และเซลล์ขนาดใหญ่ (pouch cells) ที่ผลิตจาก CAM รีไซเคิล และเปรียบเทียบกับแบตเตอรี่ NMC 811 (ซึ่งมีนิกเกิลสูง) ที่ใช้กันแพร่หลายในรถยนต์ไฟฟ้า

ปัจจุบัน เทคโนโลยีกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบความถูกต้องที่ UK Battery Industrialisation Centre (UKBIC) ซึ่งเป็นศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่ชั้นนำของสหราชอาณาจักร โดยมีการผลิตเซลล์แบตเตอรี่จาก CAM รีไซเคิล เพื่อนำไปทดสอบและปรับปรุงเพิ่มเติม

Altilium ยังได้รับเงินลงทุน 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จาก Marubeni กลุ่มบริษัทการค้าและการลงทุนรายใหญ่ของญี่ปุ่น เพื่อสร้างโรงงานรีไซเคิลแบตเตอรี่แห่งใหม่ในเมือง Teesside ซึ่งคาดว่าจะสามารถรีไซเคิลแบตเตอรี่จากรถยนต์ไฟฟ้าได้ถึง 150,000 คันต่อปี

CREDIT : Altilium
CREDIT : Altilium

แบตเตอรี่ EV รีไซเคิล ไม่ได้เป็นเพียงทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นทางเลือกที่ “เหนือกว่า” ในด้านประสิทธิภาพและต้นทุน ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรม EV ไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

Altilium กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยได้รับการลงทุนจากบริษัทใหญ่ๆ เช่น Marubeni Corporation และ SQM Lithium Ventures

บริษัทกำลังขยายการดำเนินงานในสหราชอาณาจักร ด้วยโรงงานรีไซเคิลแบตเตอรี่ EV แห่งใหม่ในเดวอน (ACT2) ซึ่งเป็นโรงงานเดียวในสหราชอาณาจักรที่สามารถผลิตวัสดุแคโทดแอคทีฟ (CAM) และสารตั้งต้น (P-CAM) จากแบตเตอรี่ EV รีไซเคิลได้ในปริมาณมาก

Altilium กำลังทำงานร่วมกับผู้ผลิตรถยนต์ในสหราชอาณาจักร (UK OEMs) และ UKBIC เพื่อตรวจสอบคุณภาพของวัสดุแบตเตอรี่รีไซเคิล

บทบาทของ Altilium ในฐานะผู้นำ บริษัทกำลังพัฒนาเทคโนโลยีและสร้างความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมรีไซเคิลแบตเตอรี่ EV ในสหราชอาณาจักรและยุโรป

ที่มา : altiliumArenaEV
Source : Spring News

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ลงนามยกเลิกการใช้ “หลอดกระดาษ” กลับมาใช้ “หลอดพลาสติก” โดยมีผลบังคับใช้ทันที พร้อมสั่งให้หน่วยงานรัฐบาลกลางเลิกซื้อหลอดกระดาษ กำจัดหลอดกระดาษ และไม่มีการนำหลอดกระดาษมาใช้ภายในหน่วยงานรัฐอีก

ทรัมป์ต่อต้านการใช้หลอดกระดาษมาโดยตลอด เขาให้สัมภาษณ์กับนักข่าวว่า “เรากำลังกลับไปใช้หลอดพลาสติก ผมเคยใช้มันหลายครั้งแล้ว มันไม่ได้เรื่องเลย บางทีก็เปื่อยหรือแตกออก ยิ่งถ้าใช้กับของร้อน ยิ่งใช้ได้แค่ไม่กี่นาที บางทีก็ไม่กี่วินาทีด้วยซ้ำ มันเป็นเรื่องไร้สาระ”

ในช่วงหาเสียงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีปี 2020 ทรัมป์ได้จำหน่ายหลอดพลาสติกประทับตราทรัมป์ในราคา 15 ดอลลาร์สำหรับแพ็ค 10 ชิ้น เพื่อทดแทนหลอดกระดาษที่เขาเรียกว่าเป็นสัญลักษณ์ของเสรีนิยม ซึ่งแคมเปญดังกล่าวทำรายได้เกือบ 500,000 ดอลลาร์ในช่วงไม่กี่สัปดาห์แรกเท่านั้น

พบ ‘สารเคมีตลอดกาล’ ใน ‘หลอดกระดาษ’ อันตรายต่อสุขภาพ ปนเปื้อนในดิน-น้ำ


หลอดพลาสติกที่ทรัมป์เคยวางจำหน่ายในช่วงเลือกตั้งปี 2020
 

คำสั่งของทรัมป์ในครั้งนี้เป็นการเพิกถอนมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน ที่ระบุว่า มลพิษจากพลาสติกว่าเป็นเรื่อง “วิกฤติ” โดยในเดือนพฤศจิกายน 2024 โจ ไบเดน ประธานาธิบดีในขณะนั้นได้ประกาศกลยุทธ์ระดับชาติเพื่อป้องกันมลภาวะจากพลาสติก โดยจะค่อย ๆ เลิกใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวจากบรรจุภัณฑ์อาหาร การดำเนินงาน และกิจกรรมต่าง ๆ ภายในปี 2027 และจากการดำเนินงานของรัฐบาลกลางทั้งหมดภายในปี 2035

หลอดกระดาษถูกยกย่องว่าเป็นทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า แต่ในแง่การใช้งานแล้วก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ายังไม่ตอบโจทย์จริงตามที่ทรัมป์พูด นอกจากนี้งานวิจัยหลายชิ้นยังระบุว่าหลอดกระดาษยังอาจไม่เป็นมิตรต่อสุขภาพของมนุษย์มากนัก

‘หลอดกระดาษ’ มี ‘สารเคมีตลอดกาล’

นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแอนต์เวิร์ป ในเบลเยียม ตรวจสอบหลอดกระดาษ 39 ยี่ห้อที่ทำจากวัสดุ 5 ชนิด ได้แก่ กระดาษ ไม้ไผ่ แก้ว สเตนเลส และพลาสติก ผลการศึกษาพบ “สารเคมีตลอดกาล” หรือที่เรียกว่า “PFAS” ในหลอดทั้งหมด ยกเว้นหลอดที่ทำจากสเตนเลส สิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุดก็คือ PFAS ถูกตรวจพบมากที่สุดในหลอดที่ทำจากวัสดุจากพืช เช่น หลอดกระดาษและหลอดไม้ไผ่

คณะกรรมการกำกับดูแลเทคโนโลยีระหว่างรัฐ ระบุว่าสารเคมีตลอดกาลถูกนำมาใช้กับหลอดกระดาษ เพื่อให้หลอดทนน้ำได้มากขึ้น เพราะสาร PFAS มีคุณสมบัติในการขับไล่คราบน้ำมัน น้ำ คราบสกปรก และดิน รวมถึงมีความเสถียรทางความร้อนและลดแรงเสียดทาน ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการรักษาหลอดกระดาษให้คงสภาพ

อย่างไรก็ตาม ธิโม กรอฟเฟน นักวิทยาศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อมจากมหาวิทยาลัยแอนต์เวิร์ปผู้เขียนการศึกษากล่าวว่ายังทราบแน่ชัดว่าสาร PFAS ทั้งหมดที่พบในกระดาษและหลอดไม้ไผ่มาจากกระบวนการผลิตหลอด หรือสารเหล่านี้มีอยู่ในวัตถุดิบมาตั้งแต่แรก เช่น กระบวนการผลิตกระดาษ หรือฝังอยู่ในเนื้อเยื่อจากดินที่ปนเปื้อน

ขณะเดียวกัน การศึกษาวิจัยในปี 2021 ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Chemosphere พบว่าหลอดกระดาษหรือหลอดที่ย่อยสลายได้ส่วนใหญ่ที่ทดสอบมีสาร PFAS ในปริมาณที่ตรวจพบได้ แต่ในขณะที่หลอดพลาสติกกลับไม่มีสาร PFAS ที่สามารถวัดได้

แม้ว่า สาร PFAS ที่พบในหลอดกระดาษอาจจะไม่ได้มีปริมาณมากนัก เมื่อเทียบกับวัสดุอื่น ๆ แต่สารเคมีตลอดกาลสามารถสะสมตัวอยู่ในร่างกายระยะยาวได้ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและรบกวนระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์ ทั้งภาวะน้ำหนักแรกเกิดต่ำ คอเลสเตอรอลสูง โรคไทรอยด์ และความเสี่ยงต่อมะเร็งไต มะเร็งตับที่เพิ่มขึ้น แต่นักวิจัยยังไม่รู้ว่าต้องมีปริมาณสารเคมีระดับใด ถึงจะทำให้เกิดปัญหาสุขภาพได้

กรอฟเฟนกล่าวว่า ผู้บริโภคอาจไม่ต้องกังวลกับการใช้หลอดกระดาษเท่ากับพลาสติกต่าง ๆ “นี่เป็นช่องทางสะสมสารเคมีที่เราหลีกเลี่ยงได้ และหลอดไม่น่าจะเป็นอันตรายมาก แต่เนื่องจากสาร PFAS สามารถสะสมอยู่ในร่างกาย ผู้คนจึงควรลดการสัมผัสสารเหล่านี้ให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้” 

‘หลอดกระดาษ’ ดีต่อสิ่งแวดล้อม ?

หลอดกระดาษและไม้ไผ่ได้รับความนิยมมากขึ้นในฐานะทางเลือกที่ดีต่อโลก แต่นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า หลอดกระดาษก็อาจไม่ได้ดีกว่าหลอดพลาสติกมากนัก เพราะตราบใดที่มีสาร PFAS ปะปนอยู่ ก็จะไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป 

สาร PFAS มักอยู่ในพลาสติกหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น บรรจุภัณฑ์อาหาร เครื่องสำอาง พรม เฟอร์นิเจอร์ และสิ่งทอ เช่น เสื้อกันฝนหรือชุดออกกำลังกาย โดยมีชื่อเล่นว่า “สารเคมีตลอดกาล” เนื่องจากสลายตัวได้ช้ามาก จะคงอยู่ในอากาศ น้ำ และดินเกือบถาวร อีกทั้งสามารถซึมออกจากหลุมฝังกลบลงในน้ำและดิน และส่งผลเป็นพิษต่อสัตว์ รวมถึงตับเสียหายหรือปัญหาการสืบพันธุ์ 

การศึกษาของกรอฟเฟนตรวจพบ “กรดไตรฟลูออโรอะซิติก” สารเคมีตลอดกาลที่ละลายน้ำได้สูงและเป็นอันตรายกับระบบสืบพันธุ์ ในหลอดกระดาษ 5 อันและหลอดไม้ไผ่ 1 อัน แต่กรอฟเฟนก็ยังยืนยันว่าหลอดที่ทำจากพืชยังคงดีต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าพลาสติก

“ผมยังคาดหวังว่าหลอดพลาสติกจะเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า เพราะแน่นอนว่าพลาสติกจะสลายตัวเป็นไมโครพลาสติกที่สัตว์สามารถบริโภคได้” เขากล่าว

หลอดพลาสติกไม่สามารถรีไซเคิลได้ จึงลงเอยในหลุมฝังกลบ ถูกเผาในเตาเผาขยะ หรือกลายเป็นขยะที่ปนเปื้อนมหาสมุทร แม่น้ำ ทะเลสาบ และลำธาร เนื่องจากพลาสติกไม่ย่อยสลายง่าย จึงสามารถคงอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นานถึง 200 ปี อันตรายต่อสัตว์ที่อาศัยอยู่ในทะเล

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา รัฐต่าง ๆ รวมถึงแคลิฟอร์เนีย โคโลราโด นิวยอร์ก และโอเรกอน ห้ามใช้หลอดพลาสติกในร้านอาหาร และเครือร้านอาหารอย่างสตาร์บัคส์ก็ได้เลิกใช้หลอดพลาสติก แต่ลูกค้าสามารถขอได้หากยังต้องการ

ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม นักวิจัยแนะนำว่าหลอดทางเลือดที่ดีที่สุดคือ “หลอดสเตนเลส” เพราะสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ไม่มีสาร PFAS และรีไซเคิลได้ทั้งหมด แต่หลอดสเตนเลสก็มีราคาแพงเมื่อเทียบกับหลอดอื่น ๆ และร้านค้าไม่ได้แจกฟรี ดังนั้นอีกทางเลือกที่ดีและเป็นไปได้คือ “ไม่ใช้หลอด” ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาทั้งทางเคมีและสิ่งแวดล้อมได้ในคราวเดียวกัน


ที่มา: BBCFood And WineNBC NewsNewsweek
Source : กรุงเทพธุรกิจ

สกอตแลนด์” เปิดตัว “บ้านพลังงานไฮโดรเจน” ในโครงการ H100 Fife ของบริษัทเครือข่ายก๊าซ SGN โดยใช้ไฮโดรเจนเพื่อให้ความร้อนและทำอาหารได้ และมีแผนที่จะขยายให้ครอบคลุมบ้านถึง 300 หลังในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

จอห์น สวินนีย์ มุขมนตรีสกอตแลนด์ ร่วมในงานเปิดตัวบ้านพลังงานไฮโดรเจนแห่งนี้ พร้อมระบุว่า “บ้านเหล่านี้ทำให้ผู้อยู่อาศัยได้เห็นว่าไฮโดรเจนมีบทบาทอย่างไรในการสร้างความอบอุ่นและความสะดวกสบายให้กับบ้านโดยไม่ปล่อยคาร์บอนเลย ผมรู้สึกยินดีกับก้าวสำคัญนี้ในโครงการนี้และหวังว่าโครงการนี้จะเสร็จสมบูรณ์”

บ้านสาธิตทั้ง 3 หลังตั้งอยู่ในเมืองเลเวนมัธ บนชายฝั่งตะวันออกของไฟฟ์ แสดงให้เห็นว่าไฮโดรเจนสามารถให้ความร้อนและทำอาหารได้คล้ายกับก๊าซธรรมชาติมาก แต่ต่างที่พลังงานไฮโดรเจนจะไม่ปล่อยคาร์บอนเลย

‘สกอตแลนด์’ เปิดตัว ‘บ้านพลังงานไฮโดรเจน’ ให้ความร้อน-ทำอาหาร แบบไร้คาร์บอน

บ้านพลังงานไฮโดรเจน

การปล่อยความร้อนในครัวเรือนเป็นหนึ่งในแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ใหญ่ที่สุด คิดเป็น 22% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของสหราชอาณาจักร “พลังงานไฮโดรเจน” ถือเป็นเทคโนโลยีสำคัญในการลดการปล่อยคาร์บอนในภาคส่วนนี้ ซึ่งภายในปี 2030 ยุโรปตั้งเป้าที่จะนำเข้าและผลิตไฮโดรเจนหมุนเวียนให้ได้ 20 ล้านตัน และภายในปี 2050 สหภาพยุโรปจะต้องผลิตไฟฟ้าพลังงานไฮโดรเจนให้ได้ 10%

แต่การจะเปลี่ยนใช้พลังงานไฮโดรเจน จะต้องเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านใหม่ รวมถึงเตาทำอาหารและหม้อต้ม ซึ่ง Bosch บริษัทวิศวกรรมและเทคโนโลยี ได้เปิดตัวเตาทำอาหารไฮโดรเจนเครื่องแรก โดยจะนำมาทดสอบในบ้านที่โครงการ H100 Fife

‘สกอตแลนด์’ เปิดตัว ‘บ้านพลังงานไฮโดรเจน’ ให้ความร้อน-ทำอาหาร แบบไร้คาร์บอน
จอห์น สวินนีย์ มุขมนตรีสกอตแลนด์ ถ่ายรูปกับเยาวชนหน้าบ้านไฮโดรเจน

บ้านที่ใช้พลังงานไฮโดรเจนแทบจะไม่แตกต่างจากบ้านทั่วไป และเครื่องใช้ไฟฟ้าทำงานในลักษณะเดียวกัน โดยการเปลี่ยนแปลงส่วนใหญ่เกิดขึ้นที่ฝั่งซัพพลายเออร์ ดังนั้นจึงถือเป็นวิธีลดคาร์บอนที่ไม่ส่งผลกระทบกับผู้อยู่อาศัยน้อยที่สุดวิธีหนึ่ง

แม้ว่าสหภาพยุโรปจะมีเป้าหมายที่ชัดเจน แต่การนำไฮโดรเจนไปใช้ในระดับครัวเรือนกลับยังต่ำ โดยมีโครงการขนาดเล็กเพียงไม่กี่โครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการ เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายสูง

บ้านพลังงานไฮโดรเจนแห่งแรกในยุโรปสร้างเสร็จในปี 2022 ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอิตาลี ใช้เป็นหอพักสำหรับนักศึกษา ซึ่งใช้พลังงานไฮโดรเจนในการผลิตไฟฟ้าและให้ความร้อน ในเวลาไล่เลี่ยกันเนเธอร์แลนด์ก็มีบ้าน 12 หลังที่ใช้ระบบไฮโดรเจนให้ความร้อนในย่าน เช่นเดียวกับบ้านสร้างใหม่ราว 80-100 ที่เมืองฮูเกวีน มาพร้อมกับระบบเครือข่ายไฮโดรเจน

ขณะที่ ฟินแลนด์กำลังก่อสร้างโครงการ 3H2 Helsinki Hydrogen Hub ซึ่งจะสามารถผลิตไฮโดรเจนสีเขียว จากพลังงานลมนอกชายฝั่ง ได้ประมาณ 3 เมกะวัตต์ต่อปี จากนั้นจะนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับรถบรรทุก ในขณะที่ความร้อนส่วนเกินจากการผลิตไฮโดรเจนจะนำไปใช้ให้ความร้อนแก่บ้านเรือนในท้องถิ่น

กระบวนการผลิตเชื้อเพลิงไฮโดรเจนนั้นมีด้วยกันหลายประเภท ขึ้นอยู่กับกระบวนการผลิตและสารตั้งต้นที่นำมาผลิต สำหรับ “ไฮโดรเจนสีเทา” (Grey hydrogen) คือไฮโดรเจนที่ผลิตขึ้นโดยใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งในกระบวนการผลิตยังมีการปล่อยคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศ แต่เนื่องด้วยมีต้นทุนต่ำที่สุดทำให้มีสัดส่วนสูงถึง 95% ของไฮโดรเจนที่ผลิตได้ทั่วโลกในปัจจุบัน 

ขณะที่ “ไฮโดรเจนสีน้ำเงิน” (Blue hydrogen) มีการผลิตคล้ายกับไฮโดรเจนสีเทา แต่ใช้เทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไว้ใต้พื้นดิน แทนที่จะปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศ จึงถือว่าไฮโดรเจนสีน้ำเงินเป็นเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำ และสะอาดกว่าไฮโดรเจนสีเทา แต่ก็มาพร้อมกับราคาสูงกว่าเช่นกัน

ไฮโดรเจนสีเขียว” (Green hydrogen) เกิดจากการผลิตโดยนำน้ำไปแยกองค์ประกอบทางเคมีด้วยไฟฟ้า ที่เรียกว่ากระบวนการอิเล็กโทรไลซิส จึงถือว่าเป็นพลังงานสะอาดไม่ก่อให้เกิดคาร์บอน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่ก็มาพร้อมกับราคาสูงลิ่ว และมีสัดส่วนการผลิตต่ำกว่า 1% ในปัจจุบัน

ปัจจุบันเชื้อเพลิงไฮโดรเจนคิดเป็นประมาณร้อยละ 2 ของพลังงานรวมของสหภาพยุโรป และเกือบทั้งหมดเป็นไฮโดรเจนสีเทา รัฐสภายุโรปประมาณการว่าในแต่ละปีมีคาร์บอนประมาณ 70-100 ล้านตัน ที่มาจากการผลิตไฮโดรเจน

ตามข้อมูลของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ ปริมาณพลังงานหมุนเวียนที่จำเป็นในการทำให้ไฮโดรเจนทั้งหมดเป็นสีเขียวจะอยู่ที่ประมาณ 3,000 เทระวัตต์ชั่วโมง (TWh) ซึ่งเทียบเท่ากับความต้องการไฟฟ้าสำหรับทั้งยุโรป

ไฮโดรเจนเหมาะกับการใช้ในบ้าน?

ไฮโดรเจนเป็นธาตุที่พบมากที่สุดในโลก แต่จัดการได้ยาก การขนส่งและการจัดเก็บที่ปลอดภัยต้องอาศัยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่และการติดตามอย่างใกล้ชิด

ในช่วงต้นปี 2022 การศึกษาของกลุ่มวิจัยด้านพลังงาน Regulatory Assistance Project ระบุว่าไฮโดรเจนไม่น่าจะมีบทบาทสำคัญในการทำความร้อนภายในบ้าน โดยแจน โรสนาว ผู้เขียนร่วมของการศึกษากล่าวว่า

“การใช้ไฮโดรเจนเพื่อทำความร้อนอาจดูน่าสนใจในตอนแรก แต่งานวิจัยอิสระทั้งหมดเกี่ยวกับหัวข้อนี้ล้วนสรุปตรงกันว่า การทำความร้อนด้วยไฮโดรเจนมีประสิทธิภาพน้อยกว่าและมีราคาแพงกว่าทางเลือกอื่น ๆ เช่น ปั๊มความร้อน ระบบทำความร้อนในเขตเมือง และพลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์”

ขณะที่ รายงานของสถาบันเศรษฐศาสตร์พลังงานและการวิเคราะห์ทางการเงิน (IEEFA) ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนมกราคม 2025 พบว่าการเผาไฮโดรเจนก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพและความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัย และเป็นวิธีที่ไม่มีประสิทธิภาพในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์


ที่มา: Euro NewsSGN
Source : กรุงเทพธุรกิจ

เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) แถลง แผนงานปี 68  ดัน “ไฟฟ้าสะอาด” เต็มรูปแบบเสร็จก่อนสิ้นปี เดินหน้าเปิดเสรีธุรกิจก๊าซระยะ 2 ต่อเนื่อง โดยย้ำต้องไม่กระทบค่าไฟประชาชน

ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า  แผนงานสำคัญในปี 2568 ได้แก่

1. การเริ่มให้บริการไฟฟ้าสีเขียวแบบผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เจาะจงแหล่งที่มา (Utility Green Tariff1: UGT1) ในเดือนเมษายน 2568 ซึ่ง กฟผ. กฟน. และ กฟภ. จัดเตรียม UGT1 ไว้รองรับความต้องการเป็นปริมาณรวมประมาณ 2,000 ล้านหน่วยต่อปี สำหรับการเปิดให้บริการไฟฟ้าสีเขียวแบบผู้ใช้ไฟฟ้าเจาะจงแหล่งที่มา (Utility Green Tariff2: UGT2) ที่รองรับความต้องการเป็นปริมาณรวมประมาณ 8,000 ล้านหน่วยต่อปี จะเริ่มเปิดให้ผู้ใช้ไฟฟ้าลงทะเบียนสมัครใช้บริการภายในเดือนมิถุนายน 2568 รวมถึงการกำหนดกฎเกณฑ์และแนวทางในการรับรองแหล่งที่มาของไฟฟ้าสีเขียวตามมาตรฐานสากล ซึ่งจะเป็นสะพานไปสู่การพัฒนาตลาดไฟฟ้าสีเขียวและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องในอนาคต

2. กำกับกิจการไฟฟ้าตามนโยบายโครงการนำร่องการซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Direct Power Purchase Agreement: Direct PPA ได้แก่ จัดทำหลักเกณฑ์และแนวทางการกำหนดอัตราค่าบริการการใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าแก่บุคคลที่สาม และการกำกับติดตามการเปิดใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้แก่บุคคลที่สาม (TPA Code) ตามนโยบาย Direct PPA ซึ่งปัจจุบัน อยู่ระหว่างการทำงานร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (สกท.) เพื่อกำหนดกรอบการดำเนินงานร่วมกันตามมติ กพช. ซึ่งในส่วนงานที่สำนักงาน กกพ. รับผิดชอบ คาดว่าแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2568

3. กำกับกิจการก๊าซธรรมชาติตามแนวทางการส่งเสริมการแข่งขันกิจการก๊าซธรรมชาติ ระยะที่ 2 โดย จัดทำแนวทางการบริหารการใช้ LNG Terminal แบบเสมือน (Virtual Inventory) และเสนอต่อฝ่ายนโยบายภายในเดือนกันยายน 2568 เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและประสิทธิภาพในการใช้งาน LNG Terminal ร่วมกันระหว่างผู้ใช้บริการหลายราย ตลอดจนจัดทำระบบข้อมูลราคาก๊าซ (Pool Gas) ทั้งประมาณการราคา และราคา Pool Gas จริง เพื่อให้ผู้รับใบอนุญาต ผู้ใช้พลังงานสามารถเข้าถึงข้อมูลและนำไปใช้ประโยชน์ต่อไปได้ ในมิติของความมั่นคงทางพลังงาน ภายหลังจากที่ กกพ. มีการออกระเบียบ กกพ. ว่าด้วยมาตรฐานวิศวกรรมและความปลอดภัยในการประกอบกิจการก๊าซธรรมชาติ พ.ศ. 2567 ก็จะมีการกำกับผู้รับใบอนุญาตที่มีโครงสร้างพื้นฐานด้านก๊าซธรรมชาติ ให้ดำเนินการตามมาตรฐานที่กำหนดภายในปี 2568 

4. ดำเนินการพัฒนากลไกการกำกับกิจการพลังงานเพื่อรองรับการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน และเทคโนโลยีพลิกโฉม (Disruptive Technology) โดยดำเนินการศึกษารูปแบบการดำเนินการสำหรับ Disruptive Technology ต่างๆ ในต่างประเทศ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้สำหรับประเทศไทย ได้แก่ การตอบสนองด้านโหลด (Demand Response), Microgrid, RE Forecast, Aggregator, Battery Storage และ EV และจัดทำข้อกำหนดหรือปรับปรุงแก้ไขระเบียบหรือหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องรองรับ Disruptive Technology ต่างๆ รวมถึงจัดทำคู่มือการกำกับกิจการพลังงานรองรับ Disruptive Technology ตามแผนการขับเคลื่อน Smart Grid คาดว่าจะศึกษาแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2568

“เป็นที่ทราบกันดีว่า เราอยู่ในเทรนด์ของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานจากพลังงานดั้งเดิมไปสู่พลังงานหมุนเวียน เทคโนโลยีเกี่ยวกับพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาดเปลี่ยนแปลงเร็วมาก เพื่อให้บรรลุเป้าหมายสุดท้ายคือให้พลังงานสะอาดเข้ามาทดแทนพลังงานดั้งเดิมได้ทั้งหมด และต้องตอบโจทย์ของการทำให้เกิดความมั่นคงและความมีเสถียรภาพให้ได้ ผมมองว่าวันนี้เทคโนโลยีไปถึงเป้าหมายแล้ว แต่ราคายังไม่สามารถไปถึงเป้าหมาย เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนบางอย่างเช่น แสงแดดและลม ถูกลงเรื่อยๆ แต่บางชนิดก็ยังแพงเช่น ไฮโดรเจนสีเขียว หรือเรียกสั้นๆ ว่า กรีนไฮโดรเจน (Green Hydrogen) และเทคโนโลยีการกักเก็บพลังงาน ก็ยังแพงอยู่มากสำหรับประเทศไทย” ดร.พูลพัฒน์ กล่าว

ดร.พูลพัฒน์ กล่าวด้วยว่า  “การกำกับกิจการพลังงานของไทยอยู่ภายใต้หลายๆ ปัจจัยหลักหลายๆ อย่างที่ยังมีความย้อนแย้งกันเองอยู่ การที่ไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนา ขนาดเศรษฐกิจและรายได้ประชากรยังไม่ได้สูงเท่ากับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ระดับราคาพลังงานโดยเฉพาะไฟฟ้าที่เป็นพลังงานพื้นฐานต้องอยู่ในอัตราที่เหมาะสมกับประชาชนผู้ใช้พลังงานส่วนใหญ่ของประเทศและพอรับได้ เป็นข้อจำกัดที่ยังไม่สามารถนำเอาเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน หรือระบบกักเก็บพลังงานใหม่ๆ เข้ามาสู่ระบบได้อย่างเต็มที่ เพราะไม่สามารถผลักภาระต้นทุนค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นให้กับประชาชนได้ทั้งหมดในทันที”

ในขณะที่อีกด้านหนึ่งประเทศไทยและประเทศกำลังพัฒนาระดับเดียวกันกับเราหลายประเทศต่างเผชิญกับกระแสของการกดดันและกีดกันการใช้พลังงานฟอสซิลจากกลุ่มประเทศผู้นำเศรษฐกิจของโลก ที่มีความจำเป็นต้องเอาตัวรอดจากมาตรการกีดกันทางการค้าด้วยภาษี อย่างเช่น มาตรการการเรียกเก็บภาษีคาร์บอนข้ามแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) และคาดว่าจะมีมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีใหม่ๆ ทยอยประกาศใช้ตามมาอย่างเข้มข้นมากขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากความตกลงของประเทศมหาอำนาจที่ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

นอกจากนี้ความจำเป็นที่ต้องพัฒนาและมีแหล่งพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่องในระดับราคาและเงื่อนไขที่ดีกว่าประเทศคู่แข่งขัน เพื่อเป็นการจูงใจสนับสนุนให้เกิดการขยายการลงทุนให้กับธุรกิจข้ามชาติขนาดใหญ่เพื่อสร้างโอกาสให้กับภาคเศรษฐกิจของประเทศในอีกด้านหนึ่งด้วย 

ดร.พูลพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากเหตุผลและปัจจัยข้างต้น สำนักงาน กกพ. จึงวางกรอบแนวทางการดำเนินงานในระยะต่อไปภายใต้หลักการ แยกโครงสร้างต้นทุนส่วนที่เพิ่มขึ้นออกมา กำกับวิธีการคำนวณ รูปแบบการเรียกเก็บค่าบริการ ภายใต้เพดานที่เหมาะสม อย่างโปร่งใส เป็นธรรม สำนักงาน กกพ. กำหนดเงื่อนไขดังนี้ (1) แนวทางการจัดหาไฟฟ้าหรือพลังงานสะอาดจะต้องไม่กระทบต่อค่าไฟเฉลี่ยโดยรวมที่เรียกเก็บกับประชาชนผู้ใช้พลังงานตามปกติ (2) สำหรับค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งการเรียกเก็บค่าบริการเพิ่มเติมต้องเป็นภาระของผู้ที่ต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาดเป็นหลัก (3) กำกับดูแลผู้ประกอบการรับอนุญาตตั้งแต่ต้นทาง เริ่มตั้งแต่วิธีคิดคำนวณต้นทุนมีเพดานที่เหมาะสม แยกแยะประเภทค่าบริการ และวิธีการเรียกเก็บอัตราค่าบริการส่วนเพิ่มให้เหมาะสม (4) ดูแลการแข่งขันให้เกิดความเหมาะสมเพื่อผู้ใช้พลังงานได้ประโยชน์สูงสุดจากการแข่งขัน และ (5) อัตราค่าบริการต้องหนุนเสริมภาคเศรษฐกิจการค้า การลงทุน ของประเทศเป็นสำคัญ  

Source : Energy News Center