พามาดูผลงานด้านพลังงานของไทยปี 2567 ที่ผ่านมา และแผนงานปี 2568 ไทยติดตั้งโซลาร์พื้นที่ทุรกันดาร รวม 595 แห่ง 1,588 ลดใช้พลังงานในโรงงานอาคารได้ 7,583 ล้านบาท พร้อมลุยพลังงานทดแทนต่อ

การเดินหน้าเรื่องพลังงานทดแทนเป็นนโยบายสำคัญของประเทศไทย พามาดูผลงานของกระทรวงพลังงานที่ผ่านมา ล่าสุดนางสาวนันธิกา ทังสุพานิช อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กล่าวว่า การดำเนินงานของ พพ. ในปี 2567 ได้สร้างความยั่งยืนด้านพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง

เช่น ติดตั้งโซลาร์ช่วยเหลือชุมชนในพื้นที่ทุรกันดาร รวม 595 แห่ง 1,588 ระบบ,ประชาชนได้ประโยชน์จากโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับพลังน้ำกว่า 235 ครัวเรือน, กำกับและส่งเสริมให้มีการลดใช้พลังงานในโรงงานอาคารได้กว่า 7,583 ล้านบาท, ถ่ายทอดความรู้ด้านพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ระดับครัวเรือน ชุมชน กว่า 24,606 คน และพัฒนาหลักสูตรด้านพลังงานเพื่อสร้างบุคลากรเข้าสู่ตลาดแรงงาน 

และในปี 2568 นั้น พพ. ยังคงเดินหน้าพลังงานสะอาดให้มากขึ้นและลดใช้พลังงานอย่างเข้มข้น ยกระดับคุณภาพชีวิตผ่านการสนับสนุนการลงทุนด้านพลังงาน อาทิ ด้านความมั่นคง : พัฒนากฎหมายเพิ่มการเข้าถึงพลังงานสะอาดให้คล่องตัวขึ้น ให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลมีไฟฟ้าใช้จากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานน้ำ ด้านเศรษฐกิจ : เร่งผลักดันมาตรการทางภาษีส่งเสริมการผลิตการใช้พลังงานทดแทนและเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน, ด้านความยั่งยืน : ยกระดับมาตรฐานอาคารประหยัดพลังงาน พร้อมเร่งรัดจัดการเชื้อเพลิงพลังงานทดแทนเพื่อลดปัญหา PM2.5 เป็นต้น

นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กล่าวว่า ปี พ.ศ. 2567 ที่ผ่านมา สนพ. ได้ปฏิบัติภารกิจงานด้านการวางแผนนโยบายพลังงานภายใต้หลักคิด (1) ด้านความมั่นคงทางพลังงาน (Security) สนพ. ได้จัดทำแผนบูรณาการการลงทุนและการดำเนินงาน เพื่อพัฒนาระบบโครงข่ายสมาร์ทกริดและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานไฟฟ้า พัฒนา EV Data Platform

อีกทั้งยังจะส่งเสริมการใช้ EV ในภาคราชการ โดยในเดือนมิถุนายน 2567 สนพ. ได้จัดให้มีการประชุมรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2567-2580 (PDP2024) และร่างแผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ พ.ศ. 2567-2580 (Gas Plan2024) ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการนำความเห็นที่ได้จากการ Public hearing ไปปรับปรุงเพื่อเสนอ กพช. พิจารณาต่อไป

นอกจากนี้ สนพ. ยังได้เสนอข้อสรุปผลการดำเนินโครงการนำร่องการตอบสนองด้านโหลด หรือ Demand response (DR) ปี 2566 และแนวทางพัฒนาแหล่งทรัพยากร DR ในระยะแรกปี 2567 – 2569 เพื่อตอบสนองการใช้ไฟฟ้าของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น (2) ด้านการดูแลราคาพลังงาน (Economics) สนพ. ได้นำเสนอแนวทางการบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติและหลักเกณฑ์การกำหนดโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติ ได้แก่ กำหนดราคา Pool Gas ราคาเดียว (Single Pool) และทบทวนค่าบริการส่งก๊าซธรรมชาติ (ค่าผ่านท่อก๊าซ) ซึ่งช่วยให้ต้นทุนราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับภาคไฟฟ้า ภาคอุตสาหกรรม และ NGV ลดลง

ขณะเดียวกัน สนพ. ยังได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์โครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิง โครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าของไทย และนำเสนอมาตรการบรรเทาผลกระทบด้านราคาพลังงาน ได้แก่ การรักษาระดับค่าไฟฟ้าปี 2567 ที่ 4.18 บาท/หน่วย และช่วยเหลือค่าไฟฟ้ากลุ่มเปราะบาง การคงราคาขายส่งหน้าโรงกลั่น LPG เพื่อให้ราคาขายปลีก LPG อยู่ที่ 423 บาท/ถัง 15 กิโลกรัม ต่อเนื่องมามากกว่า 2 ปี และการตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่เกิน 33 บาท/ลิตร สำหรับ (3) ด้านความยั่งยืน (Sustainability)

“สนพ. มีนโยบายที่คำนึงถึงพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีข้อเสนอแนวทางการดำเนินการโครงการนำร่อง Direct PPA ไม่เกิน 2,000 MW สำหรับธุรกิจ Data Center ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ซึ่งช่วยส่งเสริมนโยบายรัฐบาลในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศให้มากขึ้น”

ในปี 2568 สนพ. ยังคงเดินหน้าสานต่อภารกิจที่ทำในปี 2567 ทั้งในส่วนของความมั่นคงด้านพลังงาน และ การดูแลราคาพลังงานให้มีความเหมาะสมกับประชาชน โดยมีงานสำคัญคือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และ การปรับปรุงโครงสร้างราคาพลังงานที่เหมาะสมทั้งในส่วนของโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติ น้ำมัน และ โครงสร้างราคาค่าไฟฟ้าของประเทศไทย ปี 2569 – 2573 เป็นต้น

Source : Spring News

การศึกษาของ 4 Day Week Foundation เปิดเผยว่า การทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ สามารถลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนของสหราชอาณาจักรได้ 127 ล้านตันต่อปี แถมช่วยลดการขับรถได้มากถึง 558 ล้านไมล์ต่อสัปดาห์

ดูจะเป็นเรื่องที่เรา ๆ ได้แต่ฝันหาสำหรับการได้ทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ เพราะบริษัทส่วนใหญ่ในเมืองไทยยังไม่มีนโยบายนี้ ทว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างปกติในต่างประเทศ เพราะช่วยให้เรามีเวลาว่างไปทำสิ่งอื่น ๆ ที่ชอบ และการศึกษาล่าสุดก็พบว่ามันสามารถลด ‘มลพิษ’ ได้ด้วย

ข้อมูลอัปเดตล่าสุดจาก 4 Day Week Foundation แคมเปญที่สนับสนุนแนวคิดการทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ และลดชั่วโมงการทำงาน เปิดเผยว่า บริษัทกว่า 200 แห่งในสหราชอาณาจักรเริ่มใช้นโยบายทำงานสี่วันต่อสัปดาห์

รู้ไหมว่า หากเราทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ จะลดคาร์บอนฯ เท่าเลิกขับรถ 27 ล้านคัน

โดยไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น ยังจ่ายเงินเดือนเท่าเดิม และไม่ได้ใช้แค่ชั่วคราวในระยะสั้น ๆ เท่านั้น แต่บริษัทหลาย ๆ แห่ง แจ้งกับพนักงานแล้วว่าจะใช้นโยบายนี้ถาวร โดยหลัก ๆ แล้วเป็นบริษัท หรือธุรกิจในแวดวงวิศวกรรม ครีเอทีฟ HR ก่อสร้าง ฯลฯ

ทำงานน้อยลง 1 วัน มีข้อดียังไง?

จากการศึกษาพบว่า การทำงานแค่ 4 วันต่อสัปดาห์ มีประโยชน์ต่อสุขภาพกาย และจิตใจของพนักงาน ทุกคนมีเวลาส่วนตัวมากขึ้น สามารถจัดสรรไปใช้ทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัว คนรัก หรือแม้แต่พาลูก ๆ ไปใช้เวลานอกบ้าน ซึ่งปกติอาจทำได้แค่วันหยุดเท่านั้น นอกจากนี้ ยังพบว่าวันลาป่วยลดลง 65 เปอร์เซ็นต์

นี่อาจจะเป็นผลประโยชน์จากฝ่ายพนักงานเพียงอย่างเดียว เพื่อให้แฟร์กับฝ่ายนายจ้างไปดูกันหน่อยว่าผลกระทบอีกด้านเป็นอย่างไร อ้างอิงจากข้อมูลของ 4 Day Week Foundation พบว่า ธุรกิจแทบไม่ได้รับผลกระทบ บางแห่งรายงานว่ามีผลกำไรที่สูงขึ้น แถม effective มากยิ่งขึ้น

ข้อดีต่อสภาพภูมิอากาศ

การศึกษาของ 4 Day Week Foundation พบว่า การทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ สามารถลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนของสหราชอาณาจักรได้ 127 ล้านตันต่อปี ซึ่งเทียบเท่ากับการลดการใช้รถยนต์ 27 ล้านคันบนท้องถนนเลยทีเดียว

งานวิจัยที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2012 ระบุว่า การลดชั่วโมงการทำงานลงร้อยละ 10 อาจทำให้ตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ ลดลง กล่าวคือ การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะลดลง 4.2% และคาร์บอนฟุ๊ตพริ้นท์ลดลง 14.6%

งานวิจัยอีกหนึ่งชิ้นที่น่าสนใจคือ Henley Business School ซึ่งร่วมมือกับธุรกิจ และบริษัทหลายร้อยแห่งในสหราชอาณาจักร พบว่า ลดการทำงานเหลือ 4 วันต่อสัปดาห์ ช่วยลดระยะทางที่คนเดินทางไปทำงานได้ถึง 558 ล้านไมล์ต่อสัปดาห์

รู้ไหมว่า หากเราทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ จะลดคาร์บอนฯ เท่าเลิกขับรถ 27 ล้านคัน

“การได้วันหยุดสามวัน ทำให้คนงานมีโอกาสออกกำลังกาย ใช้เวลาอยู่กลางแจ้ง และปรับปรุงสุขภาพกายและใจไมากขึ้น” Anupam Nanda ศาสตราจารย์ จาก Henley Business School กล่าว

Nanda ยังเปิดเผยอีกว่า เวลาที่ทำงานน้อยลงหนึ่งวันก็เท่ากับว่าอุปกรณ์ต่างๆ ที่เราใช้ทำงานสึกหรอน้อยลงหนึ่งวัน อาทิ คอมพิวเตอร์ เครื่องจักร หรือแม้กระทั่งวัสดุสิ้นเปลืองอื่นๆ จะต้องเปลี่ยนใหม่น้อยลง ซึ่งจะส่งผลดีต่อสภาพอากาศมากขึ้น

อย่างไรก็ดี โครงการ 4 Day Week ได้เริ่มต้นโครงการนำร่องใหม่ในเดือนพฤศจิกายน 2024 โดยปัจจุบันมีพนักงานมากกว่า 1,000 คนที่กำลังทดสอบว่าสัปดาห์การทำงานที่สั้นลงจะได้ผลสำหรับพวกเขาอย่างไร โดยระบุว่ามีแผนที่จะจัดโครงการนำร่องใหม่อย่างน้อย 3 โครงการในปี 2025

คุณล่ะคิดเห็นอย่างไรกับไอเดียนี้ คุณในที่นี้หมายรวมทั้งลูกจ้าง และนายจ้าง

ที่มา: Euro news
Source : Spring News

ครั้งแรกในโลก! นักวิทยาศาสตร์ใช้ยีสต์ขนมปังและราผุสีขาวมาทำเป็นแบตเตอรี่ สามารถย่อยสลายได้เองหลังใช้งาน

ทีมนักวิจัยจากห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีวัสดุแห่งสหพันธรัฐสวิส หรือ EMPA ได้พัฒนา “แบตเตอรี่” ที่ใช้ “เชื้อรา” ผลิตไฟฟ้า สำหรับจ่ายไฟให้กับเซนเซอร์วัดอุณหภูมิและอุปกรณ์ขนาดเล็ก และสามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพ ไม่เป็นพิษกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

นักวิทยาศาสตร์สร้างเซลล์เชื้อเพลิงเซลล์เชื้อเพลิง (fuel cell) จากเชื้อราสองชนิด ได้แก่ Saccharomyces cerevisiae (ยีสต์ขนมปัง) และ Trametes pubescens (ราผุสีขาว) ซึ่งนิยมใช้ทำขนมปัง เบียร์ และชีส ขณะเดียวกันก็มีคุณสมบัติในการบำบัดน้ำเสียและลดพิษของโลหะหนักในพืชผล

“การศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าเชื้อราทั้ง 2 ชนิด สามารถนำมาพิมพ์แบบ 3 มิติร่วมกับนาโนคริสตัลเซลลูโลสและนาโนไฟบริลเซลลูโลสได้ และเชื้อราทั้งสองชนิดเติบโตภายในหมึกที่ทำจากเซลลูโลส การเติมคาร์บอนแบล็กและเกล็ดกราไฟต์ลงในหมึกทำให้หมึกมีคุณสมบัติเป็นสื่อไฟฟ้า จึงสามารถใช้เป็นอิเล็กโทรดในแบตเตอรี่ราได้ โดยเฉพาะเซลล์เชื้อเพลิงจุลินทรีย์ (MFC)” ผู้เขียนการศึกษากล่าว

‘แบตเตอรี่’ จาก ‘ยีสต์-เชื้อรา’ ย่อยสลายได้เอง ไม่ปล่อยพิษสู่สิ่งแวดล้อม

สิ่งมีชีวิตทั้งหมด รวมทั้งเชื้อรา เผาผลาญสารอาหารอินทรีย์จากอาหารเพื่อผลิตพลังงาน เซลล์เชื้อเพลิงราที่นักวิจัยพัฒนาขึ้นใช้กลไกที่คล้ายคลึงกันในการแปลงพลังงานส่วนหนึ่งเป็นไฟฟ้า

เช่นเดียวกับแบตเตอรี่อื่น ๆ เซลล์เชื้อเพลิงจากเชื้อราประกอบด้วยขั้วบวกและขั้วลบ ขั้วบวกจะมียีสต์ขนมปังซึ่งปล่อยอิเล็กตรอนผ่านกระบวนการเผาผลาญ ส่วนราผุสีขาวจะอยู่ที่ขั้วลบ โดยผลิตเอนไซม์ที่ช่วยให้จับและถ่ายโอนอิเล็กตรอนเหล่านี้ออกจากเซลล์ได้

เมื่อทดสอบแล้ว แบตเตอรี่เชื้อราสามารถสร้างแรงดันไฟฟ้าได้ระหว่าง 100-200 mV ซึ่งเพียงพอสำหรับการจ่ายไฟให้กับเซนเซอร์บลูทูธขนาดเล็กที่ตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ที่ใช้ในเกษตรกรรมหรือการวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมได้เป็นเวลาหลายวัน

“คุณสามารถเก็บแบตเตอรี่เชื้อราไว้ในสภาพแห้งและเปิดใช้งานได้ทันทีโดยเพียงแค่เติมน้ำและสารอาหาร” แคโรไลนา เรเยส ผู้เขียนคนแรกของการศึกษาและนักวิจัยที่ EMPA กล่าว

‘แบตเตอรี่’ จาก ‘ยีสต์-เชื้อรา’ ย่อยสลายได้เอง ไม่ปล่อยพิษสู่สิ่งแวดล้อม

ข้อได้เปรียบที่ใหญ่ที่สุดของแบตเตอรี่เชื้อราตามที่ Empa คือ ไม่มีพิษและย่อยสลายได้ทางชีวภาพอย่างสมบูรณ์ โดยนักวิจัยระบุว่า “เมื่อทำงานเสร็จแล้ว มันจะสลายตัวจากภายใน” 

แม้จะมีความพยายามรวบรวมและรีไซเคิลอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อยู่เสมอ  แต่เซนเซอร์และส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กมักถูกมองข้าม ทั้งที่อุปกรณ์เหล่านี้มักทำจากวัสดุที่ไม่ย่อยสลายได้เองทางชีวภาพ และมักมีวัสดุที่เป็นพิษซึ่งสามารถปนเปื้อนดินและน้ำ

ตามรายงานของผู้เขียนการศึกษา คาดว่าภายในปี 2030 จะมีขยะอิเล็กทรอนิกส์ถึง 74.7 ล้านตัน หมายความว่าเราจะต้องจัดการกับขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ซึ่งมีน้ำหนักเท่ากับหอไอเฟล 10,000 แห่ง ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาทางสิ่งแวดล้อมนานัปการ 

ดังนั้นจึงจำเป็นต้องพัฒนาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สีเขียวที่ใช้ส่วนประกอบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ปลอดสารพิษ และหมุนเวียนได้มากขึ้น โดยเป้าหมายต่อไปของทีม EMPA คือการเพิ่มอายุการใช้งานและกำลังไฟฟ้าของแบตเตอรี่เชื้อราเพื่อให้สามารถนำไปใช้กับส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่ได้

ที่มา: AAEuronewsInteresting Engineering
Source : กรุงเทพธุรกิจ

ทรัมป์ เดินหน้าลงนามถอน โปรเจกต์พลังงานลมทั่วประเทศ แต่ไฟฟ้าที่ชาวสหรัฐฯ ใช้ในปัจจุบันนี้ กว่า 10% ได้มาจากพลังงานลม งานนี้ชาวอเมริกันจะเกิดความไม่พอใจหรือไม่?

หนึ่งในลายเซ็นต์ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 47 ถูกใช้ไปกับการลงนามระงับอุตสาหกรรม ‘พลังงานลม’ ไม่ว่าจะเป็นการระงับการออกกฎหมาย ใบอนุญาต การขายหรือแม้กระทั่งสัญญาเช่าโครงการพลังงานลมทั่วประเทศ

ไม่ว่าก่อนหน้านี้ หรือหลังดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีคนที่ 47 ของสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า ทรัมป์ 2.0 จะเดินหน้า “เจาะ เจาะ และเจาะ” หาเชื้อเพลิงฟอสซิล และเบือนหน้าหนีพลังงานหมุนเวียนทุกชนิด โดยเฉพาะพลังงานลม

ทรัมป์ แสดงจุดยืนชัด! สั่งเบรก ‘พลังงานลม’ แต่คนในประเทศอาจไม่เห็นด้วย...?

ประเด็นนี้น่าสนใจ เพราะหากพลิกไปดูข้อมูลจะพบว่า ไฟฟ้าที่ชาวสหรัฐฯ ใช้ในปัจจุบันนี้ กว่า 10% ได้มาจากพลังงานลม (Wind energy) แบ่งเป็น พลังงานลมบนบก 9,124 กิกะวัตต์ และพลังงานลมนอกชายฝั่ง 4,249 กิกะวัตต์

นอกจากนี้ ข้อมูลจากสมาคมพลังงานสะอาดแห่งสหรัฐฯ (American Clean Power Association) ระบุว่า ในปี 2023 สหรัฐฯ ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมได้ 425,235 กิกะวัตต์-ชั่วโมง ให้พลังงานแก่บ้านเรือนกว่า 39 ล้านหลัง

ทรัมป์ แสดงจุดยืนชัด! สั่งเบรก ‘พลังงานลม’ แต่คนในประเทศอาจไม่เห็นด้วย...?

แล้วทำไมทรัมป์ถึงต้องการตัดขาดกับพลังงานลมล่ะ ทั้ง ๆ ที่สำคัญกับชาวอเมริกันมากขนาดนี้ ?

ในปี 2006 ควักเงินซื้อที่ดินริมชายฝั่งสกอตแลนด์เพื่อสร้างสนามกอล์ฟ หลังจากนั้นไม่นาน เรื่องก็กระเด็นเข้าหูทรัมป์ว่า รัฐบาลมีโปรเจกต์จะสร้างฟาร์มกังหันลมนอกชายฝั่งในบริเวณดังกล่าว เจ้าตัวก็มองว่ามันจะ ‘บดบังวิว’

จากนั้น จึงยื่นเรื่องร้องเรียนต่อรัฐบาล โดยอธิบายว่าฟาร์มกังหันลมแห่งนี้คือ ‘สิ่งที่น่าเกลียด’ ที่ฉุดรั้งแนวชายฝั่งของสกอตแลนด์ ทางที่ดีควรไปสร้างที่อื่น หรือไม่ก็ล้มเลิกโครงการไปซะ นับแต่นั้น ทรัมป์ก็ดูจะฉุนกับพลังงานลม (โดยส่วนตัว) เรื่อยมา

รวมวาทะกรรมแซ่บจาก ‘ทรัมป์’ ถึง ‘พลังงานลม’

ทรัมป์เคยโพสต์ลง X (Twitter) หลายร้อยครั้งว่า ‘กังหันลม’ ไม่ดีต่อสุขภาพ ทั้งยังทำลายความสวยงามของประเทศ เมื่อปี 2012 เขากล่าวว่า เรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศคือเรื่องที่จีนอุปโลกขึ้นมา

ทรัมป์ แสดงจุดยืนชัด! สั่งเบรก ‘พลังงานลม’ แต่คนในประเทศอาจไม่เห็นด้วย...?

นอกจากนี้ ยังพูดอีกว่ากังหันลมทำร้ายนกอพยพ (ซึ่งเป็นเรื่องจริง) แต่นักวิทยาศาสตร์ออกมาโต้แย้งว่า หากเทียบจำนวนแล้ว จำนวนนกถือว่ามีแค่เศษเสี้ยวเดียว เมื่อเทียบกับนกที่บินชนตึกสูงใจกลางเมืองของทรัมป์

น่าสนใจว่าบรรดารัฐที่กาชื่อทรัมป์ลงหีบ ยกตัวอย่างเช่น ‘ไอโอวา’ ซึ่งไฟฟ้ากว่า 60% มาจากพลังงานลม จะมีความคิดเห็นอย่างไรในมูฟเมนต์นี้ของทรัมป์ นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายรัฐที่พึ่งพาพลังงานลม และโหวตให้กับทรัมป์เช่นกัน

Source : Spring News

การเลี้ยงแกะใต้แผงโซลาร์เซลล์ของฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่พิสูจน์แล้วว่ามีประโยชน์หลายประการ นอกจากจะช่วยรักษาพื้นดินแล้ว ยังช่วยปรับปรุงคุณภาพดิน ลดการเกิดน้ำท่วม และทำให้แกะมีความสุขและมีสุขภาพดีขึ้น

อุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์กำลังเฟื่องฟูทั่วโลก และใครจะคิดว่า “แกะ” จะเป็นตัวช่วยสำคัญที่ช่วยให้ “โซลาร์ฟาร์ม” ได้ผลผลิตที่ดีมากยิ่งขึ้น

แนวคิดการพัฒนาพื้นที่เพื่อการผลิตไฟฟ้าด้วยแสงอาทิตย์ ร่วมกับการใช้งานเชิงเกษตรกรรม หรือที่เรียกว่า “อะกริวอลเทอิกส์” (Agrivoltaics) ได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้น นอกจากจะช่วยแก้ปัญหาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศและพลังงานไปพร้อม ๆ กันแล้วกัน พืชพรรณต่าง ๆ จะป้องกันไม่ให้น้ำฝนไหลบ่าและการกัดกร่อนมาปนเปื้อนแหล่งน้ำ แต่ก็ต้องควบคุมเช่นกัน

ต้นไม้ใบหญ้าที่เริ่มสูงอาจเริ่มบังแสงแดดให้กับแผงโซลาร์เซลล์ จนทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ แต่สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าคือ การไฟไหม้จากหญ้าแห้ง ครั้นจะคอยตัดหญ้าบ่อย ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอีก เพราะมีความเสี่ยงที่เครื่องตัดหญ้าจะไปโดนเสาและแผงโซลาร์เซลล์

ดังนั้น จึงเกิดแนวคิด “ปศุสัตว์พลังงานแสงอาทิตย์” (Solar Grazing) เป็นวิธีการนำสัตว์ที่เลี้ยงไว้ในโซลาร์ฟาร์ม ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วเป็น “แกะ” แต่ก็ยังมีสัตว์แทะเล็มชนิดอื่น ๆ ที่ถูกเลี้ยงด้วยเช่นกัน เพราะพวกมันสามารถเข้าไปจัดการกับหญ้าที่อยู่ตามซอกหลืบเล็ก ๆ และแทะกินได้ไม่ว่าสภาพอากาศจะเป็นอย่างไร

แนวคิดนี้กำลังได้รับนิยมในสหรัฐ เนื่องจากจำนวนแกะในสหรัฐกำลังลดลง ปัจจุบันมีจำนวนประมาณ 5 ล้านตัว เมื่อเทียบกับจำนวนสูงสุด 50 ล้านตัวในปี 1947 อุตสาหกรรมแกะกำลังประสบปัญหา และลูกแกะประมาณสองในสามของประเทศเป็นสินค้านำเข้า

สมาคมปศุสัตว์พลังงานแสงอาทิตย์แห่งอเมริกาประมาณการว่า ปัจจุบันมีแกะราว 80,000 ตัว ถูกเลี้ยงในโซลาร์ฟาร์ม 500 แห่งใน 27 รัฐ คิดเป็นพื้นที่กว่า 2,500,000 ไร่ ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็นสิบเท่าในเวลาเพียง 2 ปี แม้แนวคิดนี้จะกำลังได้รับความนิยมอย่างมากในสหรัฐ แต่ในยุโรปเกิดแนวคิดนี้มากสักระยะแล้ว

เมื่อปี 2023 Iberdrola บริษัทผลิตพลังงานสะอาด ประกาศว่าได้ปล่อยฝูงแกะ 300 ตัวในฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์ในโปรตุเกส โดยบริษัทระบุว่า วิธีนี้ช่วยรักษาระบบนิเวศของพื้นดินและลดความเสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้ ขณะที่สัตว์ก็ยังมีอาหาร และมีร่มเงาจากแผงโซลาร์เซลล์เป็นที่กำบังจากแสงแดด ฝน และลมอีกด้วย

ขณะที่ โครงการฟาร์มโซลาร์ขนาด 1GW ในนอตทิงแฮมเชียร์ สหราชอาณาจักร จะแบ่งพื้นที่ประมาณ 10,000 ไร่ให้กับฝูงแกะจำนวน 4,000 ตัว และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 9,000 ตัว เมื่อเริ่มตกลูก และช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการตัดหญ้าได้ราว 6.12 ล้านดอลลาร์ตลอดอายุการใช้งาน 40 ปี

Enel Green Power บริษัทผลิตพลังงานหมุนเวียน ได้ใช้แกะเล็มหญ้าในโซลาร์ฟาร์ม มาตั้งแต่ 2016  ส่วนโซลาร์ฟาร์มในฝรั่งเศสเริ่มใช้แกะดูแลแผงโซลาร์เซลล์มาตั้งแต่ปี 2015 

แกะและแผงโซลาร์เซลล์พึ่งพาอาศัยกัน

การที่แกะกินหญ้าใต้แผงโซลาร์เซลล์ไม่เพียงแต่ส่งผลดีต่อฟาร์มโซลาร์เซลล์เท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อแกะด้วย โทนี่ อินเดอร์ เกษตรกรในออสเตรเลีย ระบุว่า ตั้งแต่มีการติดตั้งฟาร์มโซลาร์เซลล์บนที่ดินของเขา การผลิตขนแกะจากแกะที่กินหญ้าใต้แผงโซลาร์เซลล์เพิ่มขึ้น 15%

ผลการวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Applied Animal Behaviour Science ในปี 2022 พบว่าแกะที่อยู่ในโซลาร์ฟาร์มใช้เวลาในการกินหญ้ามากกว่าแกะที่ไม่มีแผงโซลาร์เซลล์ นักวิจัยเชื่อว่าสาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะแผงโซลาร์เซลล์ช่วยให้แกะได้รับร่มเงา

รายงานในปี 2018 พบว่าที่กำบังจากแผงโซลาร์เซลล์ยังช่วยเพิ่มความชื้นในดินอีกด้วย เพราะการควบแน่นและน้ำฝนที่ไหลบ่าจะช่วยเพิ่มความชื้นในดิน ทำให้ได้อาหารที่มีโปรตีนสูง อีกทั้งเมื่อแกะเดินไปมาในทุ่ง พวกมันจะเหยียบย่ำเศษพืชเก่า ๆ ลงในดิน ทำให้ดินได้รับปุ๋ยและฟื้นฟู นอกจากจะช่วยเสริมคุณภาพของอาหารสัตว์แล้ว ยังได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถปรับปรุงสุขภาพดินในระยะยาว โดยเพิ่มการกักเก็บคาร์บอนและสารอาหาร

SolarPower Europe องค์กรด้านพลังงานแสงอาทิตย์ พบว่าดินที่เลี้ยงสัตว์ด้วยแผงโซลาร์เซลล์สามารถกักเก็บคาร์บอนได้มากกว่าถึง 80% นอกจากนี้ยังช่วยกักเก็บน้ำได้ 20-30% และบริษัทพบว่ามีแมลงผสมเกสรเพิ่มขึ้น 60%

เกษตรกรทั่วโลกต้องดิ้นรน เพื่อให้มีชีวิตรอดต่อไปได้ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ต้นทุนที่สูงขึ้น และตลาดที่ผันผวน การนำโซลาร์เซลล์มาติดพร้อมกับปล่อยสัตว์แทะเล็มสามารถสร้างประโยชน์ได้หลายทาง อย่างแรกเลยคือค่าเช่าในการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ และรายได้จากการขายสัตว์ที่เลี้ยงไว้ โดยการวิจัยของมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์แนะนำว่า เกษตรกรสามารถหารายได้ได้ 300-500 ดอลลาร์ ต่อ 2.5 ไร่ต่อปี

Lightsource BP ผู้พัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์กล่าวว่า “สิ่งที่เกษตรกรเป็นกังวลมากที่สุด คือการใช้ประโยชน์จากที่ดินและปริมาณผลผลิตที่ได้ การวิจัยจากสหรัฐพบว่า ปศุสัตว์พลังงานแสงอาทิตย์สามารถกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืชผลและปรับปรุงความเป็นอยู่ของปศุสัตว์ได้อย่างมาก”

การศึกษาของโจชัว เพียซ ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยเวสเทิร์น พบว่ารูปแบบธุรกิจปศุสัตว์พลังงานแสงอาทิตย์สามารถสร้างกำไรมหาศาล พร้อมแนะนำว่าโซลาร์ฟาร์มที่มีอยู่ทั้งหมด ควรมีแกะไว้เล็มหญ้า เพราะจะช่วยเพิ่มผลผลิตแกะในท้องถิ่น และลดต้นทุนของฟาร์ม ทั้งนี้ต้องพิจารณาความเสี่ยงและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ด้วย เช่น น้ำดื่มสำหรับแกะ การจัดการเลี้ยงสัตว์ และปัญหาแกะติดโรคหรือถูกนักล่าฆ่า

ปศุสัตว์พลังงานแสงอาทิตย์ช่วยลดคาร์บอนนั้นชัดเจน ไม่ว่าจะเลี้ยงแกะหรือสัตว์แทะเล็มอื่น ๆ นอกจากนี้ อะกริวอลเทอิกส์ ยังสามารถปลูกพืชได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นบรอกโคลี ข้าวโพด ผักกาดหอม มันฝรั่ง ผักโขม มะเขือเทศ และแม้แต่ข้าวสาลี


ที่มา: AP NewsEuro NewsThe Conversation
Source : กรุงเทพธุรกิจ