จักรี พิศาลพฤกษ์ เจ้าหน้าที่วิจัยอาวุโส บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KASIKORN Research Center Company Limited หรือ KResearch) เผยแพร่ข้อมูลวิเคราะห์ เกี่ยวกับ กรณีการขับเคลื่อน ร่าง พ.ร.บ. การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม ที่คาดว่าจะประกาศใช้ได้ในช่วงปลายปี 2568 เพื่อให้บังคับใช้กับรถไฟฟ้า BTS และ MRT ในทุกสาย

โดยระบุว่า คาดว่าจะมีผลดี ด้านความยั่งยืน นอกเหนือจากการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน และลดปริมาณ PM2.5 เหมือนครั้งการให้บริการฟรีในช่วงก่อนหน้านี้

ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย จะลดการปล่อย CO2 ต่อคน ได้มากกว่าการสนับสนุนการใช้รถยนต์ 3-5 เท่า และมากกว่ารถเมล์ดีเซลประมาณ 2 เท่า ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญในการลดการปล่อย CO2 ของภาคการขนส่งของไทย จากการช่วยลดจำนวน รถยนต์บนถนน และลดการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล

อย่างไรก็ดี นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย อาจต้องมีการดำเนินการด้านอื่นๆ เพื่อผลักดันภาคการขนส่งให้สามารถก้าวสู่ความยั่งยืนได้เพิ่มเติม เช่น เพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าที่มาจากพลังงานหมุนเวียน การเพิ่มประสิทธิภาพการเดินรถเพื่อรองรับและกระตุ้นปริมาณคนใช้งาน รวมถึงภาครัฐต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับการเดินทางต่อเนื่อง เช่น จุดเชื่อมต่อรถเมล์ไฟฟ้า การเช่าจักรยาน เพื่อทำให้คนไม่ต้องพึ่งรถยนต์ส่วนตัว เป็นต้น

มาตรการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ช่วยลดฝุ่น PM2.5 ลดคาร์บอน 2-5 เท่า

พ.ร.บ. ระบบตั๋วร่วม

คาดการณ์ Timeline การบังคับใช้ พ.ร.บ. การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม

  • มกราคม 2568 : สภาผู้แทนราษฎรรับหลักการ ร่างพระราชบัญญัติในวาระแรก
  • กลางปี 2568 : ร่างพระราชบัญญัติประกาศในราชกิจจานุเบกษา และมีผลบังคับใช้
  • กันยายน 2568 : ประกาศใช้กฎหมายลําดับรอง และเริมนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท ทุกสีทุกสาย

ความยั่งยืนการขนส่งระยะยาว

แนวทางการดําเนินการเพื่อสนับสนุนความยั่งยืนการขนส่งระยะยาว

  • เพิ่มสัดส่วนไฟฟ้าพลังงานสะอาด
  • เพิ่มประสิทธิภาพและจํานวนรอบรถสาธารณะให้ครอบคลุม
  • พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน จุดรองรับการเดินทางต่อเนื่อง

ที่มา : Kasikornresearch
Source : กรุงเทพธุรกิจ

คณะกรรมการพลังงาน หอการค้าไทย ร่วมกับ กลุ่มเซ็นทรัล นำโดย เซ็นทรัล รีเทล พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชน เปิดตัว โครงการ ฮักโลก (Hug The Earth) เดินหน้ามุ่งสร้างโลกสีเขียวอย่างยั่งยืน เพราะความยั่งยืนเริ่มจากทุกการเลือกของเรา! มาฟังมุมมองของพันธมิตรและผู้นำธุรกิจจากหลากหลายอุตสาหกรรม ร่วมแสดงพลังขับเคลื่อนสู่อนาคตที่ยั่งยืนผ่าน โครงการฮักโลก (Hug The Earth)

โครงการ ฮักโลก เดินหน้ามุ่งสร้างโลกสีเขียวอย่างยั่งยืน ชวนลูกค้าช้อปสินค้ารักษ์โลกที่มีฉลากสิ่งแวดล้อมหรือฉลากรักษ์โลกได้สะดวกยิ่งขึ้น
(เพิ่มเติม www.centralretail.com/hug-the-earth)

โดยสินค้าที่มีฉลากสิ่งแวดล้อมจะถูกรวบรวมไว้ในพื้นที่จำหน่ายหรือจุดแสดงสินค้าของธุรกิจในเครือเซ็นทรัลรีเทล อาทิ ไทวัสดุ, เพาเวอร์บาย, เซ็นทรัล, โรบินสัน, ท็อปส์, โก โฮลเซลล์, บีทูเอส, ออฟฟิศเมท, ซูเปอร์สปอร์ต, ซีเอ็มจี เป็นต้น เพียงสังเกตสัญลักษณ์โครงการ “ฮักโลก” ซึ่งเป็นรูปมือกำลังโอบกอดโลก สื่อถึงความใส่ใจต่อโลกอย่างยั่งยืน ช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อกรีนโปรดักส์ได้ง่ายและมั่นใจได้ว่าสินค้าดังกล่าวเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง อีกทั้งยังกระตุ้นให้ผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับการผลิตและจำหน่ายสินค้าที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

โครงการ “ฮักโลก” นับได้ว่าโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการค้าปลีกในการแสดงความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืนด้วยการส่งเสริมและจัดจำหน่ายสินค้าฉลากรักษ์โลก ซึ่งไม่เพียงตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ แต่ยังช่วยขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งควบคู่ไปกับการมีส่วนร่วมใส่ใจโลกอย่างยั่งยืนระหว่างผู้ประกอบการและผู้บริโภคทุกคน

คณะกรรมาธิการการพลังงาน สภาผู้แทนราษฎร สรุปผลการศึกษา “ญัตติแก้ไขปัญหาค่าไฟฟ้าแพง” ออก 8 มาตรการช่วยลดค่าไฟฟ้าประชาชน เช่น ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภท, ทบทวนและปรับปรุงเงื่อนไขระบบ Adder และ FiT , นำรายได้ค่าภาคหลวงและส่วนแบ่งกำไรของรัฐในส่วนของภาคไฟฟ้า มาลดต้นทุนค่าเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าให้แก่ประชาชน และการปรับลดเงินนำส่งคืนรัฐของการไฟฟ้าทั้งสามแห่งจาก 50% ลดลงเหลือ 20% เป็นต้น ระบุหากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้จริงจะช่วยลดค่าไฟฟ้าลงได้ 0.8907 บาทต่อหน่วย หรือทำให้ค่าไฟฟ้าเหลือ 3.5817 บาทต่อหน่วย จากค่าไฟฟ้าปัจจุบัน 4.15 บาทต่อหน่วย  

คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาญัตติแก้ไขปัญหาค่าไฟฟ้าแพง ของคณะกรรมาธิการการพลังงาน สภาผู้แทนราษฎร ได้รายงานผลการพิจารณาศึกษา “ญัตติแก้ไขปัญหาค่าไฟฟ้าแพง” เพื่อพิจารณาหามาตรการและแนวทางที่เหมาะสมในการลดค่าไฟฟ้าให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและเป็นธรรม ช่วยแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนผู้บริโภค และให้ผู้ที่เกี่ยวข้องนำรายงานฉบับนี้ไปศึกษาเพื่อกำหนดมาตรการและแนวทางในการแก้ไขปัญหาค่าไฟฟ้าแพงให้สำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อไป

โดยสาระสำคัญของผลการศึกษาระบุว่า จากการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูล ทางคณะกรรมาธิการฯ ได้สรุป 8 มาตรการสำคัญที่สามารถช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าและทำให้ราคาค่าไฟฟ้าต่อหน่วยลดลงได้อย่างมีนัยสำคัญ ดังนี้

1.มาตรการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภท เนื่องจากการชำระค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภทต้องเสียภาษี VAT อยู่ที่ 7% โดยให้ลดเก็บเหลือ 0% ซึ่งจะช่วยลดค่าไฟฟ้าได้ 0.3224 บาทต่อหน่วย แต่แนวทางนี้อาจส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ของภาครัฐที่ลดลง ซึ่งหากสถานการณ์ราคาพลังงานมีทิศทางที่ดีขึ้น ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจและสังคมเปลี่ยนแปลงไป ก็อาจพิจารณาทบทวนการปรับอัตราการจัดเก็บ VAT เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ต่อไปได้

2.การทบทวนและปรับปรุงเงื่อนไขการสนับสนุนการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Adder และ Feed in Tariff (FiT) โดยที่ผ่านมาการรับชื้อไฟฟ้าแบบ การให้เงินส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) และ การให้เงินสนับสนุนตามต้นทุนที่แท้จริง (FiT) สำหรับกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) และผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) เมื่อครบอายุสัญญารับซื้อไฟฟ้าจะได้ต่อสัญญาในเงื่อนไขเดิมและได้รับการอุดหนุนราคารับซื้อไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าขนาดเล็กและรองรับไฟฟ้าสะอาดให้มากขึ้น ซึ่งปัจจุบันผู้ประกอบการกลุ่มนี้ผ่านจุดคุ้มทุนแล้ว รวมทั้งมีความพร้อมรับมือกับการแข่งขันได้ และมีการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนก้าวหน้าขึ้น ทำให้สามารถลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงควรทบทวนความเหมาะสมของเงื่อนไขสัญญา โดยเฉพาะที่กำหนดให้ต่ออายุโดยอัตโนมัติทุกๆ  5 ปี เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อสะท้อนต้นทุนการผลิตที่แท้จริงและไม่เป็นภาระกับประชาชน ซึ่งหากทบทวนและปรับปรุงเงื่อนไขการสนับสนุนการรับซื้อไฟฟ้าดังกล่าวได้ จะช่วยลดค่าไฟฟ้าได้ 0.1700 บาทต่อหน่วย

3. การนำรายได้ค่าภาคหลวงและส่วนแบ่งกำไรของรัฐในส่วนของภาคไฟฟ้า มาลดต้นทุนค่าเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าให้แก่ประชาชนแทนการจ่ายให้แก่รัฐโดยตรง ด้วยวิธีการตั้งงบประมาณรายจ่ายอุดหนุนให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยระบุแหล่งที่มาของงบประมาณจากยอดเงินค่าภาคหลวงปิโตรเลียม ตาม พ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514  ซึ่งในปี 2566 มีรายได้เฉลี่ยประมาณ 24,897 ล้านบาท จะช่วยลดค่าไฟฟ้าลงได้ 0.1255 บาทต่อหน่วย ซึ่งอาจส่งผลกระทบให้การจัดเก็บรายได้ของภาครัฐลดลง ดังนั้นในอนาคตอาจกลับมาทบทวนการปรับให้เหมาะสมกับสถานการณ์ต่อไปได้

4.การกำหนดให้หน่วยงานที่ใช้ไฟฟ้าสาธารณะเป็นผู้รับผิดชอบจัดหางบประมาณมาจ่ายค่าไฟฟ้าเอง เพื่อลดภาระที่ประชาชนต้องแบกรับในปัจจุบัน ซึ่งรัฐอาจต้องสนับสนุนงบประมาณให้หน่วยงานที่มีงบประมาณไม่เพียงพอ  ซึ่งจากการศึกษาพบว่าค่าไฟฟ้าสาธารณะคิดเป็นเงินประมาณ 20,482 ล้านบาทต่อปี ซึ่งมาตรการนี้จะช่วยลดค่าไฟฟ้าได้ 0.1032 บาทต่อหน่วย

5.การปรับลดเงินนำส่งคืนรัฐของการไฟฟ้าทั้งสามแห่งจาก 50% ลดลงเหลือ 20% เพื่อนำส่วนต่างมาปรับลดค่าไฟฟ้าให้แก่ประชาชน ซึ่งรัฐอาจสูญรายได้ปีละ 16,820 ล้านบาท แต่คาดว่าจะช่วยลดค่าไฟฟ้าได้ 0.0848 บาทต่อหน่วย ดังนั้นในอนาคตอาจกลับมาทบทวนการปรับเงินนำส่งรัฐให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันได้

6.การทบทวนสัดส่วนของการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) แบบสัญญาระยะยาว (Long-term) ต่อสัญญาแบบราคาตลาดจร (Spot LNG) ให้เหมาะสมเพื่อลดต้นทุนค่าก๊าซธรรมชาติ จากการศึกษาพบว่าหากเพิ่มสัดส่วนการนำเข้า LNG แบบสัญญา Long-term จากเดิมที่อยู่ในระดับ 43-47% ให้เพิ่มเป็น 85% ของการนำเข้า LNG ทั้งหมด จะช่วยลดค่าไฟฟ้าได้ 0.0626 บาทต่อหน่วย

7.การปรับลดเกณฑ์อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ใช้ในการคำนวณรายได้ที่พึงได้รับของการไฟฟ้า ให้เป็นไปตามประมวลรัษฎากรจาก 30% ลดลงเหลือ 20% ให้สอดคล้องกับการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลตามกฎหมายปัจจุบันที่จัดเก็บในอัตรา 20% ตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมา ซึ่งคาดว่ามาตรการนี้จะช่วยลดค่าไฟฟ้าได้ 0.0174 บาทต่อหน่วย

และ 8.การจัดตั้งคลังกักเก็บ LNG เป็นเขตปลอดอากร เพื่อให้การนำเข้า LNG เกิดการใช้ประโยชน์สูงสุด ลดการนำเข้าก๊าซธรรมชาติแบบเร่งด่วน ในลักษณะ Spot LNG ที่มีราคาสูง และสามารถให้สิทธิในการยืม-คืน ระหว่าง Shipper แต่ละรายได้ โดยไม่ต้องเสียภาษี ซึ่งในระยะยาวจะช่วยลดต้นทุนการนำเข้า LNG ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า และจะช่วยลดค่าไฟฟ้าลงได้ 0.0048 บาทต่อหน่วย

โดยรวมหากภาครัฐนำทั้ง 8 มาตรการไปใช้ได้จริงจะทำให้ค่าไฟฟ้าลดลงได้ 0.8907 บาทต่อหน่วย เช่น ปัจจุบันค่าไฟฟ้าอยู่ที่ 4.15 บาทต่อหน่วย รวมภาษีมูลค่าเพิ่มเท่ากับ 4.4405 บาทต่อหน่วย จะสามารถลดลงได้ไม่น้อยกว่า 0.8588 บาทต่อหน่วย และจะทำให้ค่าไฟฟ้าเหลือ 3.5817 บาทต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)  

Source : Energy News Center

นักวิทย์ฯ คิดค้น CorPack นวัตกรรมเปลี่ยนคลื่นเป็นไฟฟ้า คาดว่าสามารถผลิตไฟฟ้าได้ถึง 29,500 TWh/ปี หรือเทียบเท่ากับปริมาณการใช้ไฟฟ้าของชาวยุโรปทั้งปี

“ลอย…อยากเอาเธอนั้นไปลอยทะเล”

เธอในที่นี้หมายถึง ‘ทุ่น’ ซึ่งล่าสุดเกิดเป็นนวัตกรรมใหม่ เพียงแค่นำทุ่นไปลอยกลางมหาสมุทร ก็สามารถแปลงพลังงานคลื่นเป็นไฟฟ้าได้แล้ว และสามารถผลิตไฟฟ้าได้ 29,500 TWh ต่อปี หรือเทียบเท่ากับปริมาณการใช้ไฟฟ้าของชาวยุโรปทั้งปี

รู้ไหมว่า มหาสมุทรนั้นครอบคลุมพื้นผิวของโลกประมาณ 71% และด้วยเหตุผลนานับประการ ทำให้สายน้ำเหล่านี้เป็นแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่ยัง ‘ไม่ถูกใช้สอย’ มากที่สุดในโลก หรือพูดแบบกระชับ ๆ ก็คือ มนุษย์ค้นพบวิธีใช้ประโยชน์จากคลื่นแล้ว (นอกจากเอาไว้แชร์เวลาเหงา) นวัตกรรมนี้เรียกว่า “Corpack

Credit CorPower Ocean
Credit CorPower Ocean

ทำไมพลังงานคลื่นจึงสำคัญ ?

ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change หรือ IPCC เคยประมาณการว่าพลังงานคลื่นสามารถผลิตไฟฟ้าได้มากถึง 29,500 TWh ต่อปี หรือเทียบเท่ากับปริมาณการใช้ไฟฟ้าของชาวยุโรปทั้งปี

CorPack ทุ่นสุดเจ๋ง เปลี่ยนคลื่นเป็นไฟฟ้า จ่ายไฟได้ทั้งยุโรป

แต่ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าแค่ลำพังคลื่นอย่างเดียวจะได้ไฟฟ้ามายังไง จำกันได้ใช้ไหมว่าแรงดึงดูดระหว่างโลกกับดวงจันทร์ทำให้เกิดปรากฏการณ์น้ำขึ้นน้ำลง หรือที่เด็กวิทย์ฯ รู้จักกันในชื่อ “tidal force” ความถี่ของน้ำขึ้นน้ำลงจึง (น่าจะ) จ่ายไฟฟ้าได้อย่างสม่ำเสมอ

ทุ่นรูปหัวใจ เปลี่ยนคลื่นเป็นไฟฟ้า

นี่จึงเป็นที่มาของนวัตกรรม CorPack อุปกรณ์ชิ้นนี้ถูกบรรยายว่ามีรูปร่างคล้ายกับหัวใจมนุษย์ ถูกออกแบบโดย ดร.สติก ลุนด์บัค ผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจ และเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทพลังงานคลื่น CorPower Ocean ขึ้นในปี 2009

Credit CorPower Ocean
Credit CorPower Ocean

หลักการทำงานของมันคือ เมื่อทุ่นถูกดึงลงและดันขึ้นซ้ำ ๆ ตามจังหวะคลื่น พลังงานจากการเคลื่อนที่นี้จะถูกเปลี่ยนเป็นการหมุนของแกนกลไกภายใน พลังงานการหมุนจะถูกส่งไปยังเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (generator) เครื่องกำเนิดไฟฟ้าจะแปลงพลังงานกลให้เป็นพลังงานไฟฟ้า พร้อมนำไปใช้งาน

ใช้งานจริงเวิร์กไหม ?

ปัจจุบัน เครื่อง CorPack ถูกนำไปติดตั้งใช้งานจริงแล้วในหลายประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา โปรตุเกส นอร์เวย์ สกอตแลนด์ ฯลฯ

CorPack ทุ่นสุดเจ๋ง เปลี่ยนคลื่นเป็นไฟฟ้า จ่ายไฟได้ทั้งยุโรป

อย่างไรก็ดี บริษัท CorPower Ocean สรุปความท้าทายมีให้ 2 ข้อด้วยกัน อย่างแรกคือ ความทนทานต่อความรุนแรงคลื่นในมหาสมุทร และการผลิตพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ (ความสม่ำเสมอ) หากแก้ 2 จุดนี้ได้เมื่อไหร่ เชื่อว่าเทคโนโลยีจะกว้างขวางออกไปยิ่งกว่านี้

และเมื่อนั้นเอง ‘คลื่น’ ซึ่งเป็นลูกนอกสายตา ไม่เหมือนลูกรักอย่างพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม ฯลฯ อาจทะยานขึ้นเป็นแหล่งพลังงานใหม่ให้กับมนุษย์ในลำดับต่อไป และเมื่อนั้นมหาสมุทรคงครื้นเครงไม่น้อยเลยทีเดียว

ที่มา: Euro News
Source : Spring News

โลกจะเลิกพึ่งถ่านกินได้จริงหรือ? เมื่อความต้องการถ่านหินยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเอเชีย แม้สหรัฐและยุโรปมีแนวโน้มใช้ลดลงแล้วก็ตาม

โลกจะควบคุมการใช้ถ่านหินได้ในเร็วๆ นี้หรือไม่ เมื่อการส่งออกถ่านหินของสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความต้องการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่สกปรกที่สุดในโลก สวนทางการบริโภคภายในสหรัฐที่กำลังลดลง 

ข้อมูลจากโกลบอลเอ็นเนอร์จีมอนิเตอร์ (จีอีเอ็ม) เผยเมื่อวันที่ 6 ก.พ. ว่า กำลังการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินของโลกแตะระดับสูงเป็นประวัติการณ์เกือบ 2,175 กิกะวัตต์ในปี 2024 

ด้านองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) คาดว่า ความต้องการถ่านหินของโลกอาจทำลายสถิติใหม่ในปี 2024 ทะลุ 8.77 พันล้านตัน และจะยังคงมีระดับใกล้เคียงกันจนถึงปี 2027

โดโรธี เมอี ผู้จัดการโครงการ Global Coal Mine Tracker ของจีอีเอ็ม เผยว่า การหลีกเลี่ยงใช้ถ่านหินทั่วโลกยังคงเป็นเรื่องที่ท้าทาย ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นในเอเชีย แม้ยุโรปและสหรัฐบริโภคถ่านหินลดลงแล้วก็ตาม

เอเชียยังต้องพึ่งถ่านหินสูง

จีนนำเข้าถ่านหินเพิ่มขึ้น 14.4% สู่ระดับ 542.7 ล้านตัน สูงเป็นประวัติการณ์ในปี 2024 ขณะที่ในปีก่อนหน้านำเข้า 474.42 ล้านตัน และจีนยังเป็นประเทศที่บริโภคถ่านหินมากที่สุดในโลก โดยคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 56% ของความต้องการถ่านหินทั้งหมดในปี 2023

ด้านเมอีเผยว่า กลยุทธ์สำรองถ่านหินที่สูงเป็นประวัติการณ์ของจีนมีจุดมุ่งหมายเพื่อเตรียมพร้อมรับการขาดแคลนพลังงานจากสภาพอากาศที่รุนแรง เช่น ภัยแล้งที่จะกระทบการผลิตไฟฟ้าพลังงานน้ำ และยังมีอุปสรรคในด้านความยากลำบากของการส่งพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมข้ามเมือง ถ่านหินจึงเป็นกระดูกสันหลังพลังงานที่สำคัญในจีน

ขณะที่อินเดีย มีความต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นในช่วงสภาพอากาศร้อนจัด และแหล่งพลังงานสะอาดยังพัฒนาไม่เร็วพอที่จะตอบสนองความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นของประเทศ

บริษัทที่ปรึกษา Crisil เผยว่าความต้องการพลังงานในอินเดียเพื่อการผลิตเหล็กมีแนวโน้มเติบโต 8-9% ในปี 2025 แซงหน้าเขตเศรษฐกิจอื่นๆ เนื่องจากการก่อสร้างที่ใช้เหล็กกล้าเข้มข้นในภาคโครงสร้างพื้นฐานและที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น

นอกจากประเทศจีนและอินเดีย ยังมีประเทศอื่นที่สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่เพิ่มขึ้น เช่น บังกลาเทศ อินโดนีเซีย และเวียดนาม

ซึ่งจีอีเอ็มคาดว่า เวียดนามอาจแซงหน้าไต้หวันเป็นผู้นำเข้าถ่านหินรายใหญ่สุดอันดับที่ 5 ของโลก หลังจากเวียดนามนำเข้าถ่านหินในปี 2024 สูงเป็นประวัติการณ์ในรอบมากกว่าทศวรรษ

ส่วนการผลิตถ่านหินของอินโดนีเซียพุ่งสูงทำลายสถิติ 831 ล้านตันเมื่อปีก่อน ขณะที่แอมเบอร์เอ็นเนอร์จี รายงานว่าสัดส่วนการใช้ถ่านหินผลิตพลังงานไฟฟ้าของฟิลิปปินส์แซงหน้าจีนในปี 2023 ทำให้ฟิลิปปินส์กลายเป็นประเทศที่พึ่งพาถ่านหินมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เอียน โรเปอร์ นักยุทธศาสตร์ด้านสินค้าโภคภัณฑ์ จากแอสทริส แอดไวเซอรี เจแปน เคเค บอกว่า ความต้องการถ่านหินในเอเชียที่เพิ่มขึ้นยังเป็นผลมาจากราคาก๊าซที่พุ่งสูงขึ้นเนื่องจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้ผู้นำเข้าถ่านหินรายใหญ่ปรับลดแผนสร้างโรงงานไฟฟ้าพลังงานก๊าซ

เอไอหนุนการใช้ถ่านหิน

ไออีเอคาดการณ์ว่า การบริโภคไฟฟ้าทั่วโลกอาจพุ่งสูงขึ้นในปี 2025 

ด้านร็อบ ธัมเมล ผู้จัดการพอร์ตการลงทุนระดับอาวุโสของทอทัดซ์แคปิตอล กล่าวว่า โลกต้องการพลังงานมากขึ้น และต้องการแหล่งจ่ายพลังงานที่มีประสิทธิภาพ คุ้มทุน และเชื่อถือได้ อย่างเช่น ถ่านหิน

ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ก็ทำให้ความต้องการพลังงานของโลกเพิ่มขึ้น ซึ่งความต้องการพลังงานที่ขับเคลื่อนมาจากศูนย์ข้อมูลหรือดาต้าเซนเตอร์ทั่วโลก จะทำให้ความต้องการถ่านหินเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

รายงานของมูดีส์เรตติง เผยว่า ภายในปี 2023 ความต้องการพลังงานของดาต้าเซนเตอร์อาจเกินกว่า 35 กิกะวัตต์ มากกว่าความต้องพลังงานในปี 2022 ที่ระดับ 17 กิกะวัตต์ 5 เท่า

เปลี่ยนผ่านพลังงานช่วยได้?

เนื่องจากความต้องการพลังงานไฟฟ้าของโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้สังเกตการณ์อุตสาหกรรมอื่นๆ เริ่มเห็นด้วยกับคาดการณ์ของไออีเอที่มองว่าความต้องการถ่านหินจะยังคงอยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์

อีริก นัททอลล์ ผู้จัดการพอร์ตการลงทุนระดับอาวุโสของไนน์พอยต์พาร์ตเนอร์ บอกว่า จะไม่มีการเปลี่ยนผ่านพลังงานเมื่อความต้องการน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหินยังคงเพิ่มสูงทำลายสถิติ

อย่างไรก็ตาม โรเปอร์มองว่า จากการที่ประเทศต่างๆ ให้คำมั่นสัญญาเปลี่ยนผ่านไปใช้พลังงานหมุนเวียน และการเพิ่มขึ้นของอุปทานก๊าซแอลเอ็นจีทั่วโลก บ่งชี้ว่าอาจทำให้การนำเข้าถ่านหินในตลาดนำเข้าถ่านหินบางแห่งลดลงอย่างต่อเนื่อง และโรเปอร์ยังได้ย้ำถึงการบริโภคถ่านหินในยุโรปและเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือที่ลดลงในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา

ด้านเดฟ โจนส์ นักวิเคราะห์พลังงานไฟฟ้าจากแอมเบอร์เอ็นเนอร์จี สถาบันวิจัยด้านพลังงาน มองว่า การที่หลายประเทศให้คำมั่นว่าจะเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนเป็น 3 เท่าภายในปี 2030 อาจทำให้การใช้ถ่านหินลดลงในช่วงสิบปีต่อจากนี้

อ้างอิง: CNBC
Source : กรุงเทพธุรกิจ