“อินโนพาวเวอร์” เดินหน้ายึดตลาด RECs ผ่านกลยุทธ์ “พันธมิตรพิชิตคาร์บอน” ชี้ตลาดรับรองไฟฟ้าสะอาดโตต่อเนื่องตามเทรนด์โลก ตั้งเป้าปี 68 โตกว่า 38% พร้อมขยายการให้บริการจากภา Corporate สู่ SME และบุคคลทั่วไป

นายอธิป ตันติวรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด  เปิดเผยว่า การผลักดันแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Economic & Society) ของกลุ่มประเทศผู้นำเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ตลาดของการรับรองพลังงานหมุนเวียนและไฟฟ้าสีเขียวภายในไทยเติบโตแบบก้าวกระโดด ส่งผลดีต่อผลการดำเนินงานปี 2567 เบื้องต้นบริษัทมีรายได้รวม 288.9 ล้านบาท ขยายตัวเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า 92% และเริ่มมีกำไรสุทธิแล้ว ซึ่งเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ 1 ปี

ทั้งนี้ ผลประกอบการเติบโตมาจากผลิตภัณฑ์หลัก 3 โซลูชันที่มีส่วนสำคัญในการสร้างรายได้ ได้แก่ 1. การซื้อขายใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (REC) 2. โซลูชันด้านเทคโนโลยีพลังงาน เช่น ธุรกิจให้บริการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar EPC) และ 3. โซลูชันด้าน Mobility เช่น ธุรกิจให้บริการยานยนต์ไฟฟ้า (EV Fleet) และธุรกิจติดตั้งเครื่องชาร์จไฟฟ้าครบวงจร

\'อินโนพาวเวอร์\' ชี้เทรนด์ไฟสะอาดโต เร่งดึงรายย่อยร่วมลดคาร์บอน

ที่ตอบสนองความต้องการพลังงานสะอาดและสอดคล้องกับกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ซึ่งเป็นข้อบ่งชี้เชิงบวกที่แสดงให้เห็นว่าบริษัทกำลังก้าวเดินอยู่ในทิศทางที่ถูกต้อง เพื่อรองรับโอกาสและความท้าทายในตลาดเทคโนโลยีพลังงานที่กำลังเติบโต

สำหรับปี 2568 บริษัทได้วางเป้าหมายรายได้รวมไว้ที่ 400 ล้านบาท ขยายตัวประมาณ 38% เมื่อเทียบกับปี 2567 และจะเพิ่มพันธมิตรธุรกิจได้มากกว่า 30% โดยจะขยายกลุ่มเป้าหมายสู่กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมเพิ่ม ซึ่งจะมีส่วนช่วยสนับสนุนการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 1.5 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า เมื่อรวมยอดสะสมตั้งแต่ปี 2565 จะรวมลดคาร์บอนได้ราว 4 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า  

ทั้งนี้ บริษัทยังคงมุ่งเน้นกลยุทธ์ ‘พันธมิตรพิชิตคาร์บอน’ ซึ่งเน้นการเป็นพันธมิตรที่ช่วยให้ลูกค้าลดคาร์บอนอย่างยั่งยืน โดยครอบคลุมความต้องการของลูกค้าแบบครบวงจร (End-to-End Solution)โซลูชันใหม่ที่บริษัทเปิดตัวในเดือนมกราคม คือ ธุรกิจที่ปรึกษาและบริการด้าน Decarbonization

\'อินโนพาวเวอร์\' ชี้เทรนด์ไฟสะอาดโต เร่งดึงรายย่อยร่วมลดคาร์บอน

ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการสนับสนุนกลยุทธ์ โดยให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ครอบคลุมตั้งแต่ การคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การวางกลยุทธ์การลดการปล่อยก๊าซ การทวน และการให้คำปรึกษาด้านพลังงาน เพื่อสนับสนุนองค์กรต่าง ๆ ในการบรรลุเป้าหมายการลดคาร์บอนอย่างมีประสิทธิภาพ

ในเดือนมีนาคมนี้ บริษัทจะเปิดตัวธุรกิจ REC Aggregator ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสำหรับการตรวจรับรอง REC เพื่อรองรับทั้งผู้ใช้ทั่วไปและธุรกิจที่ติดตั้ง Solar Rooftop โดยผู้เข้าร่วมโครงการนี้จะสามารถแปลงปริมาณไฟฟ้าสะอาดที่ผลิตได้เป็น REC ผ่านแพลตฟอร์มของบริษัท ซึ่งช่วยให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากการใช้พลังงานสะอาดผ่านการซื้อขายในตลาดพลังงานหมุนเวียน โดยบริษัทได้ร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อขยายการรับรู้และเพิ่มช่องทางการเข้าถึงแพลตฟอร์ม พร้อมตั้งเป้าหมายเปิดให้ประชาชนทั่วไปสามารถใช้งานได้

\'อินโนพาวเวอร์\' ชี้เทรนด์ไฟสะอาดโต เร่งดึงรายย่อยร่วมลดคาร์บอน

นอกจากนี้ ยังเตรียมเปิดตัวธุรกิจการซื้อขายและบริหารจัดการคาร์บอนเครดิต เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้า โดยต่อยอดจากความเป็นผู้นำด้าน REC โดยคาดว่าในไตรมาสที่ 3 จะเปิดบริการ Carbon Credit Aggregator ซึ่งบริษัทจะทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการรวบรวมคาร์บอนเครดิตจากการชาร์จไฟฟ้าจากเครื่องชาร์จไฟฟ้ากระแสตรง (DC Charger) และนำไปซื้อขายในตลาดคาร์บอน

ในเฟสต่อไปของโครงการ มีแผนที่จะต่อยอดสู่ผู้ใช้รถ EV โดยทุกระยะทางการขับขี่จะสามารถแปลงเป็นคาร์บอนเครดิตและนำไปขายได้ ซึ่งโครงการนี้จะช่วยทำให้การเข้าถึงพลังงานสะอาดเป็นเรื่องง่ายและใกล้ตัวทุกคนมากขึ้น โดยมุ่งเน้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่ในเชิงธุรกิจเท่านั้น 

“การขยายบริการด้าน Decarbonization ไปสู่รายย่อยจะช่วยเสริมสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในตลาดเทคโนโลยีพลังงานที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และด้วยกลยุทธ์ ‘Decarbonization Partner’ บริษัทมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำในตลาดคาร์บอนต่ำและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน” นายอธิปกล่าวในท้ายที่สุด

Source : กรุงเทพธุรกิจ

เอกชนผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน 5 สมาคม ยื่นหนังสือถึงนายกฯ พร้อมกระทรวงพลังงานและคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เรียกร้องให้ทบทวนและยกเลิกแนวคิดลดค่าไฟฟ้า 17 สตางค์จากผู้ผลิตไฟฟ้าตามสัญญา Adder และ FiT ชี้เหตุส่งผลเสียมากกว่า ทั้งขัดกับกฎหมาย ที่ไม่ได้ให้อำนาจรัฐยกเลิกหรือแก้ไขสัญญาฝ่ายเดียวได้ และยังส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการจนไม่สามารถชำระหนี้เงินกู้ อาจต้องปิดกิจการ ยืนยันผู้ผลิตไฟฟ้า Adder และ FiT ไม่ใช่ตัวแปรหลักที่ทำให้ค่าไฟฟ้าสูง เพราะการผลิตไฟฟ้ามีไม่ถึง 10% แนะรัฐหันไปใช้วิธีลดค่าความพร้อมในการจ่ายไฟฟ้า (AP) และพิจารณาแนวทางลดต้นทุนค่าก๊าซธรรมชาติเป็นหลักดีกว่า

เมื่อวันที่ 25 ก.พ. 2568 ตัวแทนภาคเอกชน 5 แห่ง ประกอบด้วย สมาคมผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน, สมาคมพลังงานหมุนเวียนไทย (RE100), สมาคมพลังงานลม (ประเทศไทย), สมาคมอุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ไทย และสมาคมการค้าก๊าซชีวภาพไทย ได้ส่งหนังสือเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) พร้อมส่งถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน, ปลัดกระทรวงพลังงาน, คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) เพื่อแสดงความเห็นต่อข้อเสนอลดค่าไฟฟ้า 17 สตางค์จากพลังงานหมุนเวียนแบบ Adder และ Feed in Tariff (FiT)

โดยสาระสำคัญของหนังสือดังกล่าวระบุว่า จากกรณีที่เลขาธิการ สำนักงาน กกพ. และ กกพ. บางท่าน ได้เสนอแนวคิดมาตรการลดค่าไฟฟ้าจาก 4.15 บาทต่อหน่วย ให้ลดลงเหลือ 3.98 บาทต่อหน่วย โดยใช้วิธีตัดค่าใช้จ่ายตามนโยบายรัฐ (Policy Expense) ซึ่งประกอบด้วยการจ่ายค่าไฟฟ้าในรูปแบบ “การให้เงินส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า หรือ Adder” และ การให้เงินสนับสนุนตามต้นทุนที่แท้จริง ( Feed in Tariff หรือ FiT) ซึ่งผู้ผลิตไฟฟ้าจะได้รับตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า โดยค่าใช้จ่ายนี้ที่เป็นส่วนประกอบของต้นทุนค่าไฟฟ้าที่จำหน่ายให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าเพียง 17 สตางค์ต่อหน่วย

ดังนั้นตัวแทนภาคเอกชนทั้ง 5 แห่ง จึงต้องการนำเสนอข้อเท็จจริงเพื่อขอให้ภาคนโยบายทบทวนและยกเลิกการดำเนินการตามแนวคิดดังกล่าว เนื่องจากการยกเลิกหรือแก้ไขสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Adder และ FiT ทั้งหมด เพื่อลดค่าไฟฟ้า 17 สตางค์ต่อหน่วยทันที จะมีผลกระทบดังต่อไปนี้

1. กระทบต่อผู้ประกอบการและสถาบันการเงิน ผู้ผลิตไฟฟ้าหลายรายอาจจะต้องยุติการประกอบกิจการผลิตไฟฟ้าตามสัญญาที่ได้รับจากภาครัฐแล้ว เนื่องจากไม่มีความสามารถในการชำระหนี้คืนแก่สถาบันการเงิน เพราะการลงทุนโครงการผลิตไฟฟ้าจะได้รับเงินกู้จากสถาบันการเงินที่คำนวณจากต้นทุนของโครงการในขณะนั้นและไม่ได้ลดลงตามต้นทุนของเทคโนโลยีในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นการกู้เงินในอดีต ดังนั้นเงินกู้จึงต้องจ่ายเท่าเดิม ซึ่งการกล่าวว่าผู้ประกอบการผ่านจุดคุ้มทุนแล้ว จึงไม่ถูกต้อง นอกจากนี้การนำราคาอุปกรณ์ในปัจจุบันมาเป็นเหตุให้ราคารับซื้อลดลง ก็ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง รวมทั้งจะส่งผลให้อุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียนของไทยไม่สามารถเติบโตต่อได้ เนื่องจากผู้ประกอบการไม่สามารถประมาณการต้นทุนและรายรับของโครงการได้ ทำให้สถาบันการเงินทั้งในและต่างประเทศไม่สนับสนุนเงินทุน ผู้ประกอบการจึงต้องไปลงทุนในธุรกิจอื่นแทน

2.สถาบันการเงินไม่มั่นใจที่จะให้สินเชื่อ เนื่องจากความเสี่ยงด้านโยบายที่เพิ่มขึ้น ทำให้อันดับความน่าเชื่อถือของไทยลดลงจากการเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่ทำไว้กับการไฟฟ้า รวมทั้งผู้ประกอบการและนักลงทุนต่างประเทศขาดความเชื่อมั่นในการลงทุนในไทย โดยเฉพาะการลงทุนด้านพลังงานสะอาดจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐ

3.ผลกระทบด้านกฎหมาย ได้แก่ 1). สัญญาซื้อขายไฟฟ้าไม่มีข้อสัญญาใดที่ให้อำนาจรัฐแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงราคารับซื้อไฟฟ้าได้ฝ่ายเดียว การใช้อำนาจฝ่ายเดียวจึงอาจเป็นการกระทำที่ปราศจากฐานทางกฎหมายรองรับ 2).ขัดต่อวัตถุประสงค์ของ พ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 เนื่องจากการแก้ไขราคาหรือสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่ได้ลงนามไปแล้วโดยไม่มีฐานทางกฎหมายรองรับ ก่อให้เกิดภาระทางการเงินและความเสียหายในการชำระเงินกู้ ซึ่งไม่ได้คำนึงถึงหรือคาดหมายไว้ในวันลงนามสัญญา ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อผู้รับใบอนุญาตผลิตไฟฟ้า

3) ขัดแย้งต่ออำนาจทางกฎหมาย มาตรา 7(7) และ (8) ของ พ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 กรณีภาครัฐเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขสัญญา ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนจนไม่สามารถดำเนินโครงการต่อไปได้ย่อมขัดต่ออำนาจหน้าที่ตามกฎหมายดังกล่าว ที่จะส่งเสริมการประกอบกิจการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมต่อผู้รับใบอนุญาตและผู้ใช้พลังงาน

4) กกพ. มีหน้าที่และอำนาจตามมาตรา 65 ของ พ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ.2550 โดยต้องกำกับดูแลค่าบริการที่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและคำนึงถึงผลตอบแทนที่เหมาะสมของการลงทุน ดังนั้นการยกเลิกหรือแก้ไขสัญญาโดยไม่มีกฎหมายรองรับ จะส่งผลให้ กกพ. ไม่อาจใช้อำนาจกำกับดูแลการประกอบกิจการไฟฟ้าได้ตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว

อย่างไรก็ตามกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน เห็นด้วยกับภาครัฐในการหาแนวทางปรับปรุงค่าไฟฟ้าไม่ให้เป็นภาระกับประชาชนมากเกินไป ตราบเท่าที่เป็นการสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ซึ่งการดำเนินการควรเป็นธรรมและไม่สร้างภาระให้กับประเทศในอนาคต ทั้งนี้ราคารับซื้อไฟฟ้าในกลุ่ม Adder และ FiT  ไม่ใช่ตัวแปรหลักที่ทำให้ค่าไฟฟ้าเป็นภาระกับผู้ใช้ไฟฟ้า เนื่องจากปริมาณการรับซื้อไฟฟ้าจากลุ่มนี้มีไม่ถึง 10% ของการรับซื้อไฟฟ้าทั้งหมด

ฉะนั้นการปรับปรุงอัตราค่าไฟฟ้า ควรมุ่งเน้นเรื่องประสิทธิภาพและแนวทางอื่นที่ส่งผลต่อค่าไฟฟ้าที่ลดลงมากกว่านี้ เช่น การพิจารณาแนวทางลดค่าความพร้อมในการจ่ายไฟฟ้า (AP) ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการไฟฟ้าของประเทศและพิจารณาแนวทางลดต้นทุนค่าก๊าซธรรมชาติที่นำมาใช้ในการผลิตไฟฟ้าซึ่งเป็นส่วนประมาณ 60% ของกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด เป็นต้น

Source : Energy News Center

ยักษ์ใหญ่ยานยนต์เยอรมัน Volkswagen ผนึกกำลัง CATL ผู้ผลิตแบตเตอรี่เบอร์หนึ่งของโลก หวังชิงส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในจีน พร้อมพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่แห่งอนาคต แต่เส้นทางนี้จะโรยด้วยกลีบกุหลาบจริงหรือ

ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศจีนกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่การแข่งขันก็ดุเดือดไม่แพ้กัน Volkswagen (VW) หนึ่งในผู้เล่นรายใหญ่จากฝั่งตะวันตก กำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างรุนแรงในตลาดยานยนต์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก

CREDIT : Carnewschina
CREDIT : Carnewschina

ท่ามกลางยอดขายที่ลดลงโดยรวม อย่างไรก็ตาม VW ยังคงเดินหน้าลงทุนในจีนอย่างต่อเนื่อง ด้วยกลยุทธ์ “In China, For China” ที่มุ่งเน้นการพัฒนาและผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดจีนโดยเฉพาะ

CREDIT : Carnewschina
CREDIT : Carnewschina

ล่าสุด Volkswagen Group (China) Technology Co., Ltd. ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับ CATL ผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่ที่สุดของโลก เพื่อร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคต โดยมีเป้าหมายหลัก 3 ประการ

  • แบตเตอรี่ราคาประหยัด : ทั้งสองบริษัทจะร่วมกันพัฒนาแบตเตอรี่ที่มี “ต้นทุนที่แข่งขันได้” เพื่อให้รถยนต์ไฟฟ้าเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น
  • เทคโนโลยีสลับแบตเตอรี่ : พัฒนาระบบสลับแบตเตอรี่ (Battery Swapping) ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่หมดแล้วเป็นแบตเตอรี่ที่ชาร์จเต็มได้อย่างรวดเร็ว ลดระยะเวลาการรอชาร์จ
  • การรีไซเคิลแบตเตอรี่ : สร้างระบบการรีไซเคิลแบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน

Alfonso Sancha รองประธานบริหารของ Volkswagen Group China กล่าวย้ำว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์ “In China, For China”

นอกจากนี้ ข้อตกลงยังครอบคลุมถึงความร่วมมือในด้านความโปร่งใสของแหล่งที่มาของวัตถุดิบ และเทคโนโลยี Vehicle-to-Grid (V2G) ซึ่งจะช่วยให้รถยนต์ไฟฟ้าสามารถจ่ายกระแสไฟฟ้ากลับคืนสู่โครงข่ายไฟฟ้าได้

CREDIT : Carnewschina
CREDIT : Carnewschina

แม้ว่ายอดขายรถยนต์โดยรวมของ Volkswagen ในจีนจะลดลง 10% ในปี 2024 เหลือ 2.9 ล้านคัน แต่ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในซีรีส์ ID. (ID.3, ID.4, และ ID.6) กลับเติบโตขึ้นอย่างน่าประทับใจถึง 23.8% มียอดส่งมอบมากกว่า 130,000 คัน และเป็นซีรีส์รถยนต์ไฟฟ้าร่วมทุนที่ขายดีที่สุดในจีน 

เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในตลาดจีน Volkswagen ได้ทุ่มเงินลงทุนจำนวนมหาศาล รวมถึงการลงทุน 2.5 พันล้านยูโรที่ประกาศเมื่อปีที่แล้ว

CREDIT : XPENG
CREDIT : XPENG

และยังเข้าถือหุ้น 631 ล้านยูโรใน Xpeng สตาร์ทอัพรถยนต์ไฟฟ้าของจีน นอกจากนี้ ยังได้เปิดตัวแบรนด์ Audi ใหม่ในจีน ซึ่งจะผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเฉพาะสำหรับตลาดจีนโดยใช้แพลตฟอร์ม IM ของ SAIC

CREDIT : REUTERS
CREDIT : REUTERS

ด้าน CATL ในฐานะผู้นำตลาดแบตเตอรี่ระดับโลก กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า

ด้วยฐานลูกค้าที่ครอบคลุมผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ทั่วโลก เช่น Tesla, BMW, Nio, Xpeng, Geely, Mercedes-Benz และ Volkswagen ในปี 2024

CREDIT : REUTERS
CREDIT : REUTERS

CATL มีกำลังการผลิตแบตเตอรี่ที่ติดตั้งในจีนเพิ่มขึ้น 47.2% เป็น 246 GWh ครองส่วนแบ่งตลาดถึง 45.5%

ที่มา : Carnewschina
Source : Spring News

เตรียมปิดโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์อิวานปาห์ หลังจากเปิดใช้งานเพียง 11 ปี เนื่องจากมีแหล่งพลังงานสะอาดอื่นๆ ที่มีราคาถูกกว่า และถูกนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมยังกล่าวโทษโรงไฟฟ้าแห่งนี้เป็นต้นเหตุที่ทำให้มีนก และเต่าตายไปหลายพันตัว

โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์อิวานปาห์ เปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการในปี 2014 บนพื้นที่ของรัฐบาลกลางประมาณ 5 ตารางไมล์ใกล้ชายแดนแคลิฟอร์เนีย-เนวาดา แม้ว่าโรงไฟฟ้าแห่งนี้จะได้รับการยกย่องว่าเป็นก้าวสำคัญสำหรับพลังงานสะอาดในขณะนั้น แต่โรงไฟฟ้าแห่งนี้กลับไม่สามารถแข่งขันกับเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์อื่นๆ ที่มีราคาถูกกว่าได้

ในตอนนี้ Pacific Gas & Electric ผู้จัดหาแก๊สธรรมชาติ และไฟฟ้า และ บริษัทพลังงาน NRG Energy Inc ผู้เป็นเจ้าของร่วม ตกลงที่จะยุติสัญญาโรงไฟฟ้าอิวานปาห์ หากหน่วยงานกำกับดูแลอนุมัติข้อตกลงดังกล่าว จะส่งผลให้โรงไฟฟ้า 2 แห่งจากทั้งหมด 3 แห่งปิดตัวลงในปี 2026 โดยสัญญาคาดว่าจะมีผลบังคับใช้จนถึงปี 2039

ส่วน Southern California Edison บริษัทผู้ให้บริการไฟฟ้า ที่ซื้อพลังงานจากโรงไฟฟ้าแห่งนี้เช่นกัน กำลังหารือกับเจ้าของโรงงาน และกระทรวงพลังงานของสหรัฐเกี่ยวกับสัญญาของบริษัท

โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์อิวานปาห์

สู้โซลาร์เซลล์ไม่ได้

โรงไฟฟ้าอิวานปาห์ใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า “พลังงานแสงอาทิตย์แบบรวมความเข้มข้น” หรือ CSP (Solar-Concentrated Solar) เป็นระบบที่สร้างพลังงานจากแสงอาทิตย์ โดยใช้กระจกหรือเลนส์เพื่อรวมแสงอาทิตย์เป็นบริเวณกว้างเข้าสู่ตัวรับ ซึ่งโรงไฟฟ้าแห่งนี้มีแผ่นกระจกขนาดเท่าประตูโรงรถราว 350,000 บาน คอยสะท้อนแสงแดดไปยังหม้อน้ำบนหอคอยสูงเกือบ 140 เมตร เมื่อพลังงานจากดวงอาทิตย์เข้มข้นมากพอ จะเปลี่ยนน้ำนี้ให้เป็นไอน้ำซึ่งจะขับเคลื่อนกังหันเพื่อผลิตไฟฟ้า

จุดขายสำคัญประการหนึ่งของเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์นี้คือ ความสามารถในการกักเก็บความร้อน ซึ่งช่วยให้สามารถผลิตไฟฟ้าได้ในตอนกลางคืนหรือเมื่อไม่มีแสงแดดโดยไม่ต้องใช้แบตเตอรี่

โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลด้วยเงินกู้ค้ำประกันมูลค่า 1,600 ล้านดอลลาร์ จากกระทรวงพลังงาน และจากบริษัทสาธารณูปโภคอย่าง Pacific Gas & Electric Company และ Southern California Edison ซึ่งทั้งสองบริษัทได้ทำข้อตกลงระยะยาวเพื่อซื้อพลังงานจากอิวานปาห์

เจนนี่ เชส นักวิเคราะห์ด้านพลังงานแสงอาทิตย์จาก BloombergNEF กล่าวว่า เทคโนโลยีนี้ค่อนข้างยุ่งยากและไม่เคยทำงานได้ดีอย่างที่ตั้งใจไว้

“โรงไฟฟ้าประเภทนี้รวมเอาชิ้นส่วนกลไกที่ซับซ้อนของโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลทั้งหมดเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการทำงานของกังหัน และการบำรุงรักษาชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหวหลายชิ้น ไหนจะต้องคอยปรับกระจกให้หันตามดวงอาทิตย์ตลอดเวลา ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้ยากมาก” เชส กล่าว

กระจกหลายแสนแผ่นคอยสะท้อนแสงอาทิตย์

แต่ปัญหาใหญ่ที่สุดสำหรับของโรงไฟฟ้าแห่งนี้คือ นวัตกรรมที่เรียกว่า “แผงโซลาร์เซลล์” ที่มีราคาถูกกว่ามาก และใช้งานได้ดี เพราะตอนที่โรงไฟฟ้าแห่งนี้ถูกสร้างขึ้น ไม่มีใครคิดว่าแผงโซลาร์เซลล์จะมีราคาถูกขนาดนี้ แต่ตอนนี้ในบางประเทศแผงโซลาร์เซลล์มีราคาถูกพอๆ กับรั้วบ้าน และมีแบตเตอรี่ที่จุไฟได้มากขึ้น 

โฆษกของ NRG กล่าวว่า โครงการนี้ถือว่าประสบความสำเร็จ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความก้าวหน้าในเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ประเภทอื่น โดยเฉพาะโซลาร์เซลล์แบบโฟโตวอลตาอิค เช่น แผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา และการจัดเก็บแบตเตอรี่ถูกพัฒนาไปไกลขึ้นทั้งในด้านประสิทธิภาพ คุ้มทุน และยืดหยุ่นมากขึ้นในการผลิตพลังงานสะอาดที่เชื่อถือได้ ขณะที่โพสต์บนเว็บไซต์ของ PG&E ระบุว่า

“เมื่อเวลาผ่านไปเทคโนโลยีของอิวานปาห์ไม่สามารถสู้เทคโนโลยีโฟโตวอลตาอิคที่มีราคาถูกกว่าได้”

ดังนั้นในเดือนมกราคม NRG ได้สรุปการเจรจากับ PG&E เพื่อยุติข้อตกลงการซื้อขายพลังงานที่ควรจะสิ้นสุดในปี 2039 ซึ่งจะช่วยให้ชาวแคลิฟอร์เนียประหยัดเงินได้อย่างมาก

โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์อิวานปาห์

โรงไฟฟ้าทำลายสิ่งแวดล้อม

โรงไฟฟ้าอิวานปาห์แห่งนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเสมอมา แม้ว่าโรงไฟฟ้าจะตั้งอยู่ในทะเลทรายโมฮาวีที่กว้างใหญ่ และมีแสงแดดสาดส่องตลอดเวลา แต่ทะเลทรายแห่งนี้ก็ยังเป็นที่อยู่อาศัยของเต่าทะเลทรายที่ใกล้สูญพันธุ์อีกด้วย ถึงผู้พัฒนาโรงไฟฟ้าจะตกลงใช้มาตรการต่างๆ เพื่อปกป้อง และย้ายสัตว์เหล่านี้ไปอยู่ที่อื่น นักสิ่งแวดล้อมหลายคนเชื่อว่าไม่ควรอนุมัติโรงงานแห่งนี้

นอกจากนี้ แสงอาทิตย์ที่สะท้อนจากกระจกแผ่นใหญ่เป็นสาเหตุที่ทำให้สัตว์ปีกหลายพันตัวถูกเผาตาย อีกทั้งยังทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ และพืชพันธุ์ในทะเลทรายที่หายากอีกจำนวนมาก ทำให้เกิดการคัดค้านต่อต้านตลอดมา 

“โครงการนี้เป็นการสูญเสียทางการเงิน และหายนะด้านสิ่งแวดล้อม การก่อสร้างโครงการได้ทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยอันบริสุทธิ์ของทะเลทรายที่ไม่สามารถทดแทนได้” จูเลีย โดเวลล์ นักรณรงค์อาวุโสของ Sierra Club องค์กรด้านสิ่งแวดล้อมกล่าว 

นอกจากการฆ่าสัตว์ปีก และเต่าหลายพันตัวแล้ว โดเวลล์ ยังกล่าวว่า ในช่วงแรก ๆ ที่เปิดโรงไฟฟ้าแห่งนี้ได้เกิดปัญหาผลิตไฟฟ้าได้น้อยกว่าปริมาณที่คาดเอาไว้ เป็นเพราะแสงแดดไม่ส่องแสงมากเท่าที่คาดไว้

ผู้ใช้รถใช้ถนนเองก็ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน เนื่องจากโรงไฟฟ้าแห่งนี้มีกระจกนับแสนแผ่นที่คอยสะท้อนแสงอาทิตย์ตลอดเวลา โดยแสงระยิบระยับเหล่านี้ทำให้ผู้คนสัญจรตาพร่า จนอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้

หากข้อตกลงของ PG&E ได้รับการอนุมัติ NRG กล่าวว่าจะมีการปลดประจำการหน่วยต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้นำโรงงานนี้ไปใช้ผลิตพลังงานหมุนเวียนอื่นได้ แต่ยังไม่ได้ระบุว่าจะทำอย่างไรกับอุปกรณ์ที่อยู่ในโรงไฟฟ้า 

ที่มา: AP NewsCNNNew York Post
Source : กรุงเทพธุรกิจ

ซีอีโอ ปตท.เปิดแนวคิดริเริ่มที่สำคัญในปี 2568 ยืนยันแนวทางปรับพอร์ตธุรกิจปิโตรเคมีและโรงกลั่นโดยลดสัดส่วนการถือหุ้นของ ปตท.ที่ถืออยู่ใน 3 บริษัทลูกทั้ง GC  IRPC  ไทยออยล์ ลงเพื่อดึงพันธมิตรเข้ามาเสริมความแข็งแกร่ง โดย ปตท. ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่  ตั้งเป้าภายในปี 2570  EBITDA โตขึ้นอีก  3 หมื่นล้านในขณะที่ผลประกอบการปี 2567 มีรายได้ 3 ล้านล้านบาท กำไรสุทธิ 9  หมื่นล้านบาท ระบุตั้งแต่ปี 2563-2567 ปตท.มีบทบาทในการช่วยลดค่าครองชีพด้านพลังงานให้กับประชาชน กว่า 2.8 หมื่นล้านบาท

ดร. คงกระพัน  อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2568 ถึงแนวคิดริเริ่มที่สำคัญในปี 2568 (Key Initiatives) ที่จะเสริมความแข็งแกร่งในการทำให้EBITDA (กำไรก่อนหักค่าใช้จ่าย ภาษีและค่าเสื่อมราคา) ของ ปตท. เพิ่มขึ้น ว่า มีการกำหนดไว้เป็นแผนระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว  ซึ่งแผนระยะสั้น จะดำเนินการปรับโครงสร้างธุรกิจของบริษัทลูกในกลุ่ม ปตท. เพื่อสร้างรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 3,300 ล้านบาทต่อปี ภายใน 3 ปีนี้ ภายใต้โครงการ D1- Domestic Products Mgmt โดย ปตท. จะดำเนินธุรกิจที่มีความเสี่ยงต่ำ เพื่อให้ได้เงินสดที่มากขึ้น และหันไปมุ่งความสนใจในเรื่องใหญ่ๆ ที่เป็นประโยชน์มากกว่า 

นอกจากนี้จะมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีมาสร้างประโยชน์ สร้างกำไรมากขึ้น เพื่อสร้างรายได้ประมาณ 30,000 ล้านบาทภายในปี 2570  ภายใต้โครงการ Mission X – operational Excellence และการนำดิจิตอลมาเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงาน เพื่อสร้างรายได้ประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อปี ภายในปี ค.ศ. 2026 ภายใต้โครงการ Digital Transformation

ส่วนระยะกลาง จะเน้นการปรับโครงสร้างธุรกิจในภาคปิโตรเคมี โรงกลั่น (สำหรับธุรกิจภาคปิโตรเคมี และโรงกลั่น ของ ปตท. ประกอบด้วย บมจ. ไทยออยล์ (TOP) ปตท.ถือหุ้นอยู่ 45.03% ,บมจ. พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) ปตท.ถือหุ้น 45.18 % และบมจ.ไออาร์พีซี(IRPC) ปตท.ถือหุ้น 45.05 %) โดยจะมีการปรับพอร์ตของทั้ง 3 บริษัท ที่เป็นการลดสัดส่วนหุ้นที่ ปตท.ถืออยู่ แต่ ปตท.ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ไม่ใช่การควบรวมกิจการของทั้ง 3บริษัท   ทั้งนี้หุ้นที่ลดสัดส่วนลง จะเปิดโอกาสให้พันธมิตรเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งการดำเนินงาน โดยเฉพาะการหาตลาดรองรับผลิตภัณฑ์   นอกจากนี้  ปตท.จะมุ่งเน้นการเป็นศูนย์กลางการค้าก๊าซธรรมชาติเหลวในภูมิภาคอาเซียน (LNG Hub) 

ในส่วนของแผนระยะยาว จะเน้นไปที่พลังงานสะอาด โดยเฉพาะโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) และธุรกิจพลังงานโฮโดรเจน 

ทั้งนี้ ปตท.ยังคงมุ่งเน้นธุรกิจที่มีความเชี่ยวชาญคือ ธุรกิจด้านก๊าซธรรมชาติต่อไป เนื่องจากประเทศไทยยังมีความต้องการใช้ไม่น้อยกว่า 20-30 ปีข้างหน้า และก๊าซฯ ยังถือเป็นพลังงานสะอาดที่ ปตท. มุ่งเป้าหมายการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ตามเป้าหมายในปี ค.ศ. 2050

ส่วนเป้าหมายการลงทุนในระยะ 5 ปี (2568-2572) ได้กำหนดวงเงินไว้ทั้งสิ้น 55,000 ล้านบาท โดยในปี 2568 มีงบลงทุนอยู่ที่ 25,000 ล้านบาท ทั้งนี้งบลงทุน 5 ปีดังกล่าวจะมุ่งเน้นการลงทุนธุรกิจก๊าซธรรมชาติ และการสร้างโครงสร้างพื้นฐานของธุรกิจก๊าซฯ เป็นหลัก 

สำหรับผลการดำเนินการปี 2567 มีรายได้ 3,090,453 ล้านบาท กำไรสุทธิ 90,072 ล้านบาท อนุมัติเงินปันผลที่ 2.10 บาทต่อหุ้น โดยรายได้หลักของ ปตท.ยังมาจากธุรกิจไฮโดรคาร์บอน ในกลุ่มสำรวจและขุดเจาะ (Upstream) ที่มาช่วยพยุงชดเชยให้กับกลุ่มธุรกิจปลายน้ำ ปิโตรเคมี (Downstream) ที่ขาดทุนตามสถานการณ์ราคาปิโตรเคมีโลก รวมถึงมีการบริหารจัดการขายธุรกิจและลดต้นทุนภายใน ส่งผลทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายลงได้กว่า 10,000 บาท

ส่วนด้านการช่วยลดภาระค่าครองชีพด้านพลังงานให้แก่ประชาชนนั้น ตั้งแต่ปี 2563 ถึง 2567 ปตท.ได้เข้าไปช่วยเหลือรวมเป็นเงิน 28,000 ล้านบาท เช่น การสนับสนุนเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นกรณีพิเศษ, การตรึงราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์(NGV), ส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้ม, การขยายเวลาการชำระเงินให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่แบกรับต้นทุนค่าไฟฟ้าแทนประชาชน, การตรึงราคาก๊าซธรรมชาติในกิจการผลิตไฟฟ้า และเงินส่งผ่าน Shortfall ช่วยลดค่าไฟฟ้างวดเดือน ม.ค.-เม.ย. 2567 ที่ผ่านมา 

Source : Energy News Center