คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เห็นชอบให้ปรับอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง รองรับกรณีกระทรวงการคลังปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันสูงสุดไม่เกิน 1 บาทต่อลิตร ป้องกันการปรับขึ้นราคาน้ำมันหน้าปั๊ม ช่วยเหลือประชาชนช่วงเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว ส่งผลรายรับกองทุนน้ำมันฯ ลดลง 49.57 ล้านบาทต่อวัน เหลือประมาณ 344.40 ล้านบาทต่อวัน ในขณะที่เงินกองทุนฯ ติดลบรวม -47,779 ล้านบาท

จากกรณีเมื่อวันที่ 6 พ.ค. 2568 ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 พ.ค. 2568 โดยขึ้นภาษีน้ำมันสูงสุดไม่เกิน 1 บาทต่อลิตรนั้น และเมื่อวันที่ 6 พ.ค. 2568 ทางคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ก็ได้มีมติเห็นชอบให้ปรับอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงประเภทน้ำมัน เพื่อรองรับการปรับขึ้นอัตราภาษีสรรพสามิตสินค้าน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน ประเภทน้ำมันเบนซิน และน้ำมันดีเซล โดยมีเป้าหมายไม่ให้ราคาขายปลีกน้ำมันหน้าสถานีบริการปรับขึ้น เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพของประชาชนในช่วงที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้มอบหมายให้ นายพรชัย จิรกุลไพศาล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ทำการวิเคราะห์และประเมินผลกระทบของการปรับขึ้นอัตราภาษีสรรพสามิตสินค้าน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน ประเภทน้ำมันเบนซิน และน้ำมันดีเซล โดยพิจารณาความสามารถของกองทุนน้ำมันฯ ในการรองรับรายได้ที่น้อยลง และให้นำเสนอ กบน. พิจารณาปรับอัตราเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบต่อค่าครองชีพจากการดำเนินการปรับขึ้นอัตราภาษีสรรพสามิตสินค้าน้ำมัน พร้อมแจ้งข้อเท็จจริงต่อไป

นายพรชัย กล่าวว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก และปัจจัยทุกด้านแล้วประเมินได้ว่า กองทุนน้ำมันฯ สามารถปรับอัตราเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อรองรับการปรับขึ้นอัตราภาษีสรรพสามิตสินค้าน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน ประเภทน้ำมันเบนซิน และน้ำมันดีเซล ได้จนถึงสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ.2568

อย่างไรก็ตามหากเกิดสถานการณ์วิกฤตการณ์ด้านราคาน้ำมันเชื้อเพลิงจนส่งผลกระทบต่อราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ ทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงขาดสภาพคล่อง จะเสนอให้กระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพสามิต พิจารณาปรับลดอัตราภาษีน้ำมันลง เพื่อรักษาเสถียรภาพระดับราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศให้อยู่ในระดับราคาที่เหมาะสม

ทั้งนี้ กบน. ได้พิจารณาเห็นชอบปรับอัตราเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ ส่วนที่ 1 การปรับลดอัตราเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเท่ากับอัตราภาษีสรรพสามิต และภาษีเพื่อราชการส่วนท้องถิ่น ตามมติคณะรัฐมนตรี และส่วนที่ 2 การพิจารณาค่าการตลาดที่เหมาะสม ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 พ.ค. 2568 เป็นต้นไป โดยมีรายละเอียด ดังนี้ 

สำหรับการปรับอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จะส่งผลให้รายรับของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงประเภทน้ำมัน ลดลงประมาณวันละ 49.57 ล้านบาทต่อวัน จากประมาณวันละ 393.97 ล้านบาทต่อวัน เป็นประมาณวันละ 344.40 ล้านบาทต่อวัน ขณะที่ฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 4 พ.ค. 2568 ยังติดลบรวมที่ -47,779 ล้านบาท แบ่งเป็น บัญชีน้ำมัน -2,540 ล้านบาท และบัญชี LPG -45,239 ล้านบาท

นายพรชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า กบน.ยังคงยึดมั่นในการดำเนินงานภายใต้กรอบของพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2562 เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันภายในประเทศ พร้อมยืนยันหลักการดำเนินงานที่ “เปิดเผย โปร่งใส และตรวจสอบได้” เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่า ทุกมาตรการมีเป้าหมายเพื่อประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ และประชาชน อย่างแท้จริง

ส่วนอัตราการปรับขึ้นภาษีน้ำมันที่มีผลตั้งแต่วันที่ 7 พ.ค. 2568 เป็นดังนี

  1. น้ำมันเบนซิน 95 จากเดิมเก็บภาษีสรรพสามิต 6.50 บาทต่อลิตร อัตราใหม่ 7.50 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้น 1 บาทต่อลิตร ส่วนภาษีท้องถิ่นจากเดิมเก็บ 0.650 บาทต่อลิตร อัตราใหม่ 0.750 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้น 0.10 บาทต่อลิตร
  2. น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 (E10) จากเดิมเก็บภาษีสรรพสามิต 5.85  บาทต่อลิตร อัตราใหม่ 6.75 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้น 0.90 บาทต่อลิตร ส่วนภาษีท้องถิ่นจากเดิมเก็บ 0.585 บาทต่อลิตร อัตราใหม่ 0.675 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้น 0.090 บาทต่อลิตร
  3. น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 (E10) จากเดิมเก็บภาษีสรรพสามิต 5.85  บาทต่อลิตร อัตราใหม่ 6.75 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้น 0.90 บาทต่อลิตร ส่วนภาษีท้องถิ่นจากเดิมเก็บ 0.585 บาทต่อลิตร อัตราใหม่ 0.675 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้น 0.090 บาทต่อลิตร
  4. น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 (E20) จากเดิมเก็บภาษีสรรพสามิต 5.20  บาทต่อลิตร อัตราใหม่ 6.00 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้น 0.80 บาทต่อลิตร ส่วนภาษีท้องถิ่นจากเดิมเก็บ 0.520 บาทต่อลิตร อัตราใหม่ 0.600 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้น 0.080 บาทต่อลิตร
  5. น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 (E20) จากเดิมเก็บภาษีสรรพสามิต 0.975  บาทต่อลิตร อัตราใหม่ 1.125 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้น 0.15 บาทต่อลิตร ส่วนภาษีท้องถิ่นจากเดิมเก็บ 0.0975 บาทต่อลิตร อัตราใหม่ 0.1125 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้น 0.080 บาทต่อลิตร
  6. น้ำมันดีเซล (H-Diesel) จากเดิมเก็บภาษีสรรพสามิต 5.99  บาทต่อลิตร อัตราใหม่ 6.92 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้น 0.93 บาทต่อลิตร ส่วนภาษีท้องถิ่นจากเดิมเก็บ 0.599 บาทต่อลิตร อัตราใหม่ 0.6920 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้น 0.093 บาทต่อลิตร

Source : Energy News Center

Mazda EZ-60 SUV ไฟฟ้าใหม่ที่พัฒนาร่วมกับ Changan เปิดตัวแรงในจีน กวาดยอดจองกว่าหมื่นคันใน 2 วันแรก ชี้สัญญาณบวก เตรียมลุยตลาดสิงหาคมนี้

Mazda สร้างความฮือฮาในงาน Shanghai Auto Show ด้วยการเปิดตัว Mazda EZ-60 รถยนต์ SUV ไฟฟ้าขนาดกลางรุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งเป็นผลงานการพัฒนาร่วมกับ Changan ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของจีน

CREDIT : CarNewsChina
CREDIT : CarNewsChina

โดยหลังจากเปิดตัวสู่สาธารณะเพียง 48 ชั่วโมง ก็สามารถทำยอดจองเบื้องต้นได้สูงถึง “10,060 คัน”

อย่างไรก็ตาม ยอดจองดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญส่งเสริมการขายที่ใช้เงินมัดจำเพียง 10 หยวน (ประมาณ 50 บาท) ซึ่งเป็นกลยุทธ์ดึงดูดความสนใจในช่วงแรก และยังไม่ใช่ยอดจองแบบผูกมัด โดยเงินมัดจำนี้จะสะสมเป็นเครดิตรายวันและสามารถนำไปใช้เป็นส่วนลดเมื่อซื้อจริงภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด

สเปค Mazda EZ-60

Mazda EZ-60 สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม EPA ของ Changan ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มเดียวกับที่ใช้ในรถยนต์ Deepal S07 โดยมีให้เลือก 2 รูปแบบขุมพลังขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า

CREDIT : CarNewsChina
CREDIT : CarNewsChina

มิติตัวถังของ Mazda EZ-60 มีความยาว 4,850 มม., กว้าง 1,935 มม., สูง 1,620 มม. และมีระยะฐานล้อ 2,902 มม. ดีไซน์ภายนอกมาพร้อมไฟ DRL แบบ LED เรียวบาง กระจังหน้าแบบปิดทึบตามสไตล์รถยนต์ไฟฟ้า และแนวหลังคาด้านหลังที่ลาดเอียง พร้อมแถบไฟท้าย LED แนวยาวเต็มความกว้างตัวรถ

Mazda EZ-60 รุ่น Range-Extended : ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร กำลัง 72 กิโลวัตต์ ทำหน้าที่เป็นเครื่องปั่นไฟเพียงอย่างเดียว ส่งกำลังให้มอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 190 กิโลวัตต์ พร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนฟอสเฟต (LFP) ความจุ 31.73 กิโลวัตต์ชั่วโมง สามารถวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้ระยะทาง 160 กิโลเมตร

Mazda EZ-60 รุ่นไฟฟ้าล้วน (BEV) : ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดทั้งหมด แต่คาดว่าจะมีระยะทางวิ่งที่แข่งขันได้ในตลาด

CREDIT : CarNewsChina
CREDIT : CarNewsChina

ภายในห้องโดยสารของ EZ-60 เน้นความล้ำสมัยด้วยแนวคิด Digital-First โดดเด่นด้วยหน้าจอ Ultra-Wide ขนาดใหญ่ถึง 26.45 นิ้ว ความละเอียดระดับ 5K ทำหน้าที่รวมแผงหน้าปัด ระบบอินโฟเทนเมนต์ และระบบควบคุมปรับอากาศไว้ในจอเดียว ลดการใช้ปุ่มแบบกายภาพ เน้นการสั่งงานด้วยการสัมผัสและเสียง

ผู้โดยสารด้านหลังก็มีหน้าจอสัมผัสสำหรับควบคุมความบันเทิงและระบบปรับอากาศส่วนตัว นอกจากนี้ยังมีตัวเลือกระบบเครื่องเสียงพรีเมียม Dolby Atmos 7.1.4 แชนเนล พร้อมลำโพง 23 ตำแหน่ง

CREDIT : CarNewsChina
CREDIT : CarNewsChina

ด้านพื้นที่เก็บสัมภาระก็ออกแบบมาเพื่อความอเนกประสงค์ มีความจุพื้นฐาน 350 ลิตร และขยายได้สูงสุดถึง 2,036 ลิตรเมื่อพับเบาะหลังลง สำหรับรุ่นไฟฟ้าล้วน (BEV) จะมีพื้นที่เก็บของด้านหน้า (Frunk) เพิ่มเติมอีก 126 ลิตร พร้อมช่องเก็บของย่อยตามจุดต่างๆ ในห้องโดยสาร

CREDIT : Mazda
CREDIT : Mazda

ด้านความปลอดภัย Mazda EZ-60 ติดตั้งถุงลมนิรภัย 9 ตำแหน่งเป็นมาตรฐาน พร้อมระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูงระดับ L2 ที่ทำงานผ่านกล้องความละเอียดสูง 5 ตัว, เรดาร์แบบ Millimeter-wave 5 ตัว และเซนเซอร์อัลตราโซนิกรอบคัน 12 จุด

ส่วนระบบความปลอดภัยของแบตเตอรี่ พัฒนาร่วมกับ CATL และ CALB มีการป้องกันถึง 8 ชั้น และออกแบบให้ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยของจีนปี 2026

Changan Mazda คาดการณ์ว่าจะสามารถเปิดตัว EZ-60 อย่างเป็นทางการได้ในเดือนสิงหาคมนี้

กระแสตอบรับที่ดีในช่วงแรกถือเป็นสัญญาณบวกว่า Mazda อาจกำลังกลับมาสร้างความแข็งแกร่งในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของจีนที่มีการแข่งขันสูงได้อีกครั้ง

และยังคงต้องจับตาดูต่อไปว่า Mazda จะสามารถรักษาโมเมนตัมนี้ไว้ได้หรือไม่เมื่อ EZ-60 เข้าสู่การผลิตเต็มรูปแบบ รวมถึงรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นอื่นๆ ที่พัฒนาร่วมกับ Changan อีก 2 รุ่นที่กำลังจะตามมา

ที่มา : YicheCarNewsChina
Source : Spring News

ประเทศไทยกำลังก้าวสู่ยุคพลังงานสีเขียวอย่างมุ่งมั่น เพื่อให้สอดคล้องกับกระแสโลกและข้อกำหนดการค้าระดับสากล พร้อมทั้งช่วยลดต้นทุนค่าไฟให้กับประชาชน ท่ามกลางการถกเถียงในสังคมเกี่ยวกับนโยบายพลังงานสะอาด ล่าสุด สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ได้ออกมาชี้แจงถึงการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนจำนวน 5,200 เมกะวัตต์ (MW) ว่าไม่เพียงแต่จะไม่ทำให้ค่าไฟสูงขึ้น แต่ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายและส่งเสริมอนาคตที่ยั่งยืนของประเทศ

สนพ. ยืนยัน: รับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนไม่เพิ่มค่าไฟ

นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน เปิดเผยว่า การรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน หรือ RE Big Lot จำนวน 5,203 เมกะวัตต์ เป็นไปตามมติของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2565 โดยได้ดำเนินการตามขั้นตอนครบถ้วน และส่วนใหญ่ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) เรียบร้อยแล้ว บางโครงการเริ่มจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (COD) แล้วด้วย

การยกเลิกสัญญาที่ลงนามไปแล้วจึงเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก และหากยกเลิกเฉพาะโครงการที่ยังไม่ได้ลงนาม อาจนำไปสู่ความขัดแย้งและการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมระหว่างผู้ประกอบการที่ลงนามแล้วและยังไม่ได้ลงนาม ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อความน่าเชื่อถือของนโยบาย

ค่าไฟถูกลงด้วยพลังงานหมุนเวียน

นายวัฒนพงษ์ย้ำว่า การรับซื้อไฟฟ้าจาก RE Big Lot มีต้นทุนเฉลี่ยเพียง 2.7 บาทต่อหน่วย ซึ่งถูกกว่าค่าไฟฟ้าขายส่งเฉลี่ยของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่จำหน่ายให้การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย (กฟน. และ กฟภ.) โดยในเดือนมีนาคม 2568 ค่าไฟฟ้าขายส่งเฉลี่ยอยู่ที่ 3.18 บาทต่อหน่วย

ต้นทุนการรับซื้อแบ่งเป็น พลังงานแสงอาทิตย์ 2.18 บาทต่อหน่วย พลังงานลม 3.10 บาทต่อหน่วย และพลังงานแสงอาทิตย์ผสมระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) 2.83 บาทต่อหน่วย ซึ่งต่ำกว่าราคาขายส่ง ทำให้การรับซื้อไฟฟ้าชุดนี้ช่วยลดค่าไฟฟ้าขายส่งเฉลี่ยลงได้ถึง 4,574 ล้านบาทต่อปี พร้อมทั้งส่งเสริมการลงทุนในพลังงานสะอาดที่มีราคาแข่งขันได้และไม่กระทบต่อค่าไฟในภาพรวม

ขับเคลื่อนเป้าหมายคาร์บอนต่ำ สู่พลังงานยั่งยืน

การรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนครั้งนี้ยังช่วยเพิ่มสัดส่วนไฟฟ้าสะอาดในระบบ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สนับสนุนเป้าหมายของประเทศไทยในการลดก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 30-40 ภายในปี 2573 (ค.ศ. 2030) มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2593 (ค.ศ. 2050) และการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero) ในปี 2608 (ค.ศ. 2065)

นอกจากนี้ พลังงานหมุนเวียนยังตอบโจทย์ความต้องการไฟฟ้าสะอาดของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม โดยเฉพาะผู้ส่งออกที่ต้องปฏิบัติตามมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) เพื่อหลีกเลี่ยงอุปสรรคทางการค้า และช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ ซึ่งจะเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว

Source : Spring News

ประเด็นสำคัญ:

  • ญี่ปุ่นมุ่งสู่ “สังคมไฮโดรเจน” โดยบูรณาการไฮโดรเจนในภาคการขนส่ง การผลิตเหล็ก ก๊าซ และไฟฟ้า
  • ญี่ปุ่นส่งเสริมการใช้ไฮโดรเจนในโรงไฟฟ้า การผสมก๊าซ และรถยนต์โดยสาร ซึ่งนำไปสู่คำถามเกี่ยวกับการกำหนดเป้าหมายเชิงกลยุทธ์และความเป็นไปได้
  • การเดินทางของญี่ปุ่นเน้นย้ำถึงความสำคัญของกลยุทธ์ระดับชาติที่ปรับให้เข้ากับเทคโนโลยี การออกแบบตลาด และความเป็นจริงทางภูมิรัฐศาสตร์

ในขณะที่โลกเร่งพัฒนาพลังงานยั่งยืน ญี่ปุ่นได้สร้างความโดดเด่นด้วยการมุ่งมั่นอย่างกล้าหาญในการใช้ไฮโดรเจนเป็นรากฐานของอนาคตพลังงาน

สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) คาดการณ์ว่าความต้องการไฮโดรเจนทั่วโลกจะแตะ 130 ล้านตันภายในปี 2573 เพิ่มขึ้น 45% จากปี 2566 และพุ่งสูงถึง 430 ล้านตันภายในปี 2593 นับตั้งแต่ปี 2560 ญี่ปุ่นได้วาดภาพ “สังคมไฮโดรเจน” ที่นำไฮโดรเจนไปใช้ในหลากหลายภาคส่วน ตั้งแต่การขนส่ง การผลิตเหล็ก ไปจนถึงก๊าซและไฟฟ้า ญี่ปุ่นเป็นชาติแรกที่เผยแพร่กลยุทธ์ไฮโดรเจนแห่งชาติ โดยวางไฮโดรเจนเป็นเสาหลักของความสามารถในการแข่งขันทางอุตสาหกรรมและความมั่นคงด้านพลังงาน

เกือบทศวรรษต่อมา ความพยายามอันทะเยอทะยานของญี่ปุ่นมอบทั้งแรงบันดาลใจและบทเรียนเตือนใจ ในยุคที่ถูกกำหนดโดยความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และเป้าหมายด้านสภาพอากาศที่เร่งด่วน การทดลองที่มีเดิมพันสูงของญี่ปุ่นทำหน้าที่เป็นกรณีศึกษาที่ทันสมัยเกี่ยวกับความซับซ้อนของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

จากวิสัยทัศน์สู่การปรับทิศทาง: กลยุทธ์ไฮโดรเจนที่พัฒนาขึ้น

กลยุทธ์ไฮโดรเจนขั้นพื้นฐานของญี่ปุ่นในปี 2560 ได้กำหนดเส้นทางที่มุ่งมั่น โดยตั้งเป้าสร้างห่วงโซ่อุปทานไฮโดรเจนที่ปราศจากคาร์บอน ความหวังนี้ได้รับการหนุนจากนวัตกรรมในประเทศ เช่น เทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิงของโตโยต้า และการเปิดตัวเรือขนส่งไฮโดรเจนเหลวลำแรกของโลก Suiso Frontier

ภายในปี 2566 ความท้าทายในทางปฏิบัติทำให้ต้องมีการปรับกลยุทธ์ใหม่ กลยุทธ์ฉบับปรับปรุงใช้กรอบ “ความปลอดภัย + 3E” ที่เน้นความปลอดภัย ความมั่นคงด้านพลังงาน ประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม โดยระบุแผนการลงทุนภาครัฐและเอกชนมูลค่า 15 ล้านล้านเยน (100 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) และเน้นความร่วมมือระหว่างประเทศ การปรับปรุงนี้แสดงถึงการมุ่งสู่วิสัยทัศน์ไฮโดรเจนสีเขียว ซึ่งสอดคล้องกับคำมั่นสัญญาความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2593 ของญี่ปุ่นและแนวโน้มโลก IEA คาดว่าไฮโดรเจนที่มีการปล่อยมลพิษต่ำ โดยเฉพาะไฮโดรเจนสีเขียว จะครองสัดส่วน 98% ของการบริโภคทั้งหมดภายในปี 2593

ถึงแม้จะมีการปรับเปลี่ยน วิสัยทัศน์ไฮโดรเจนของญี่ปุ่นยังคงครอบคลุม แตกต่างจากแนวทางทั่วไปที่สงวนไฮโดรเจนไว้สำหรับภาคส่วนที่ลดคาร์บอนได้ยาก เช่น เหล็ก การขนส่ง และการบิน ญี่ปุ่นยังคงผลักดันการใช้ไฮโดรเจนในโรงไฟฟ้า การผสมก๊าซ และรถยนต์โดยสาร ขอบเขตที่กว้างขวางนี้ก่อให้เกิดคำถามเกี่ยวกับการจัดลำดับความสำคัญเชิงกลยุทธ์และความเป็นไปได้

ความไม่มั่นคงด้านพลังงาน: แรงผลักดันหลัก

ความไม่มั่นคงด้านพลังงานที่ฝังรากลึกของญี่ปุ่นเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของกลยุทธ์ไฮโดรเจน ในฐานะชาติหมู่เกาะที่ขาดแคลนทรัพยากร ญี่ปุ่นต้องนำเข้าพลังงานถึง 87% โดยความสามารถในการพึ่งพาตนเองลดลงอย่างมากนับตั้งแต่ภัยพิบัตินิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อพลังงานนิวเคลียร์ยังคงเปราะบาง และการขยายพลังงานหมุนเวียนถูกจำกัดด้วยข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์และความท้าทายในการเชื่อมโยงระบบกริด

ด้วยโครงสร้างพื้นฐานพลังงานหมุนเวียนในปัจจุบัน ญี่ปุ่นจำเป็นต้องนำเข้าไฮโดรเจนหมุนเวียน ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งเชิงกลยุทธ์ แม้ว่าไฮโดรเจนจะถูกยกย่องว่าเป็นทางออกสำหรับความมั่นคงด้านพลังงาน แต่การนำไปใช้จริงอาจสร้างรูปแบบใหม่ของการพึ่งพาผู้ส่งออกไฮโดรเจน

ความท้าทายในกลยุทธ์ไฮโดรเจนของญี่ปุ่น

  • ต้นทุนสูง: ไฮโดรเจนสีเขียวยังมีราคาแพงกว่าเชื้อเพลิงทั่วไปมาก แม้ว่ารัฐบาลญี่ปุ่นตั้งเป้าลดต้นทุนผ่านการขยายขนาดและนวัตกรรม แต่เส้นทางยังคงไม่แน่นอน การศึกษาล่าสุดระบุว่า แม้ต้นทุนการผลิตไฮโดรเจนจะลดลงเหลือ 2 ดอลลาร์สหรัฐ/กก. ต้นทุนการลดคาร์บอนอาจยังสูงถึง 500-1,250 ดอลลาร์สหรัฐ/ตันคาร์บอนไดออกไซด์ในหลายภาคส่วน นอกจากนี้ ต้นทุนการจัดเก็บและขนส่งก็เป็นอุปสรรคสำคัญ
  • การพึ่งพาการนำเข้าต่อเนื่อง: การเปลี่ยนจากการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นไฮโดรเจนอาจเพียงแค่เปลี่ยนรูปแบบการพึ่งพา แต่ไม่แก้ปัญหาความเปราะบางเชิงโครงสร้าง เนื่องจากความสามารถในการส่งออกไฮโดรเจนของประเทศคู่ค้ายังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ความเสี่ยงจากการจัดหาล่าช้าหรือราคาผันผวนจึงยังคงมีอยู่
  • ความไม่แน่นอนของอุปสงค์: แม้ว่าญี่ปุ่นจะให้คำมั่นจัดซื้อไฮโดรเจน 12 ล้านตันต่อปีภายในปี 2583 แต่รัฐบาลยังไม่ระบุชัดเจนว่าจะจัดสรรให้ภาคส่วนใดบ้าง ความคลุมเครือนี้ทำให้การวางแผนการลงทุนและปรับนโยบายเป็นเรื่องยาก

ความท้าทายของห่วงโซ่อุปทานโลก

เพื่อความมั่นคงด้านอุปทาน ญี่ปุ่นได้สร้างความร่วมมือด้านไฮโดรเจนกับออสเตรเลีย ตะวันออกกลาง และสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม ห่วงโซ่อุปทานไฮโดรเจนหมุนเวียนทั่วโลกยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ข้อมูลจาก IEA ระบุว่า แม้ออสเตรเลียและสหรัฐฯ จะมีโครงการไฮโดรเจนหมุนเวียนกว่า 300 โครงการ แต่มีเพียงส่วนน้อยที่ดำเนินการได้จริง ตัวอย่างเช่น กำลังการผลิตของออสเตรเลียคิดเป็นเพียง 0.004% ของผลผลิตที่คาดการณ์ไว้ ความไม่สอดคล้องนี้เน้นย้ำถึงความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และโลจิสติกส์ ญี่ปุ่นจึงต้องกระจายแหล่งไฮโดรเจนและสร้างสำรองเชิงยุทธศาสตร์

บทเรียนเชิงกลยุทธ์สำหรับอนาคตไฮโดรเจน

ความก้าวหน้าทางนโยบายทำให้ญี่ปุ่นเป็นผู้นำระดับโลก โดยครองสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับไฮโดรเจน 24% และบุกเบิกนวัตกรรมในการขนส่งไฮโดรเจนเหลวและการเผาไหม้ร่วมกับแอมโมเนีย อย่างไรก็ตาม การเดินทางนี้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการจัดลำดับความสำคัญที่ชัดเจน การมุ่งเน้นไปยังภาคส่วนที่มีคุณค่าสูง เช่น การผลิตเหล็ก การสังเคราะห์แอมโมเนีย การขนส่งหนัก และการบิน จะช่วยเพิ่มผลกระทบสูงสุด การขยายไปสู่รถยนต์โดยสารหรือการใช้งานในครัวเรือนอาจกระจายทรัพยากรโดยไม่เกิดประโยชน์ตามสัดส่วน

สัญญาระยะยาวที่มีราคาคงที่กับประเทศผู้ส่งออกไฮโดรเจนที่หลากหลายจะช่วยลดความเสี่ยงด้านราคาและการจัดหา การร่วมมือกับภูมิภาคที่มีศักยภาพด้านพลังงานหมุนเวียนสูงและความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ต่ำ เช่น ละตินอเมริกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแอฟริกา จะยิ่งเสริมความแข็งแกร่งให้กลยุทธ์ของญี่ปุ่น

ที่มา: Harvard University
Source : กรุงเทพธุรกิจ

สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ประกาศปรับเพิ่มเงินชดเชยราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) เป็น 2.3348 บาทต่อกิโลกรัม จากเดิม 2.1472 บาทต่อกิโลกรัม พร้อมเพิ่มอัตราเงินส่งเข้ากองทุนจากโรงแยกก๊าซที่ผลิต LPG เป็น 6.1630 บาทต่อกิโลกรัม จากเดิม 5.9754 บาทต่อกิโลกรัม เนื่องจากราคา LPG ตลาดโลกพุ่งขึ้นเป็น 617 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน อย่างไรก็ตาม ราคาขายปลีก LPG ยังคงอยู่ที่ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม จนถึงวันที่ 30 มิ.ย. 2568 โดยรอการพิจารณาต่อไปจากคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.)

นางไพลิน ฟุ้งเกียรติ ผู้อำนวยการสำนักการเงินและบัญชี และรักษาการผู้อำนวยการ สกนช. ลงนามในประกาศเมื่อวันที่ 28 เม.ย. 2568 เรื่อง “การกำหนดอัตราเงินส่งเข้ากองทุน อัตราเงินชดเชย อัตราเงินคืนจากกองทุน และอัตราเงินชดเชยคืนกองทุนสำหรับก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG)” ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 29 เม.ย. 2568 เป็นต้นไป

การปรับอัตราเงินส่งเข้ากองทุน

  • โรงแยกก๊าซธรรมชาติที่ผลิต LPG เพื่อจำหน่ายเป็นเชื้อเพลิงในประเทศ ต้องส่งเงินเข้ากองทุนในอัตรา 6.1630 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มจากเดิม 5.9754 บาทต่อกิโลกรัม ยกเว้น LPG จากโรงแยกก๊าซของ บริษัท ปตท. สผ. สยาม จำกัด อ.ลานกระบือ จ.กำแพงเพชร และบริษัท ยูเอซี โกลบอล จำกัด (มหาชน) อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย
  • บริษัท ยูเอซี โกลบอลฯ ต้องส่งเงินเข้ากองทุนในอัตรา 4.6149 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มจากเดิม 4.4273 บาทต่อกิโลกรัม
  • LPG ที่ซื้อหรือได้จากโรงแยกก๊าซของ บริษัท ปตท. สผ. สยาม จำกัด คงอัตราเงินส่งเข้ากองทุนที่ 4.6671 บาทต่อกิโลกรัม

การชดเชยและคืนเงินกองทุน

  • เงินชดเชยราคา LPG ปรับเพิ่มเป็น 2.3348 บาทต่อกิโลกรัม จากเดิม 2.1472 บาทต่อกิโลกรัม โดยไม่รวม LPG จากโรงแยกก๊าซที่ซื้อหรือได้จากรัฐ ผู้รับสัมปทาน หรือผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) รวมถึงโรงแยกก๊าซของ บริษัท ปตท. สผ. สยาม จำกัด
  • LPG ที่ได้รับอนุญาตให้ส่งออกตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 และได้รับเงินชดเชยจากกองทุนฯ ต้องคืนเงินชดเชยในอัตรา 2.3348 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มจากเดิม 2.1472 บาทต่อกิโลกรัม

สถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
ปัจจุบัน บัญชี LPG ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังขาดดุลรวม -45,365 ล้านบาท โดยมีเงินไหลเข้า 19 ล้านบาทต่อวัน (ประมาณ 570 ล้านบาทต่อเดือน) ลดลงจากเดิม 20 ล้านบาทต่อวัน (ประมาณ 600 ล้านบาทต่อเดือน) คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) กำหนดวงเงินอุดหนุนราคา LPG ไม่เกิน 50,000 ล้านบาท เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาและลดผลกระทบต่อผู้บริโภค

นโยบายบริหารกองทุน
การปรับอัตรานี้เป็นไปตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่กำหนดให้ กบน. บริหารกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงจากวิกฤตพลังงาน 4 กรณี ดังนี้

  1. ต้นทุนการจัดหา LPG จากโรงแยกก๊าซในประเทศ (รวมถึงของ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) และบริษัท ยูเอซี โกลบอลฯ) สูงกว่านำเข้า
  2. ราคา LPG ตลาดโลกเปลี่ยนแปลงเกิน 35 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตันภายใน 2 สัปดาห์
  3. ราคา LPG ในประเทศเปลี่ยนแปลงเกิน 1 บาทต่อกิโลกรัมภายใน 2 สัปดาห์
  4. ราคาขายปลีก LPG ในประเทศสูงเกิน 363 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม

มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน ชะลอการขาดแคลนเชื้อเพลิง และรักษาความมั่นคงด้านพลังงานและเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่ราคา LPG ตลาดโลกเดือนเมษายน 2568 อยู่ที่ระดับ 617 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน

Source : Enery News Center