Xiaomi YU7 เอสยูวีไฟฟ้าลำดับสองจาก Xiaomi เปิดตัวแล้ว เตรียมชน Tesla Model Y ด้วยสมรรถนะสุดเร้าใจ ระยะทางวิ่งไกลสุด 835 กม. และเทคโนโลยีล้ำสมัย เริ่มขายกรกฎาคมนี้ในจีน

Xiaomi ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีจากจีน รุกหนักตลาดรถยนต์ไฟฟ้าต่อเนื่อง ล่าสุดเปิดตัว “Xiaomi YU7”  รถยนต์ไฟฟ้าประเภท SUV ขนาดกลางถึงใหญ่รุ่นที่สองต่อจากซีดาน SU7 ที่สร้างเสียงฮือฮาไปก่อนหน้านี้

โดย Xiaomi YU7 ตั้งเป้าเป็นคู่แข่งโดยตรงกับ Tesla Model Y ด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่นทั้งด้านพละกำลัง ระยะทาง และเทคโนโลยีสุดล้ำ

CREDIT : Xiaomi
CREDIT : Xiaomi

สเปค Xiaomi YU7 

Xiaomi YU7 พัฒนาบนแพลตฟอร์ม Modena เช่นเดียวกับ SU7 มาพร้อมตัวถังที่มีมิติน่าสนใจ ด้วยความยาว 4,999 มม. ความกว้าง 1,996 มม. และความสูง 1,600-1,608 มม. ระยะฐานล้อกว้างถึง 3,000 มม. 

CREDIT : Xiaomi
CREDIT : Xiaomi

ไฟหน้า “หยดน้ำ (waterdrop headlights)” ได้รับการออกแบบใหม่ให้มีช่องอากาศทะลุผ่านเชื่อมต่อไปยังช่องระบายอากาศบนฝากระโปรงหน้า เพิ่มความดุดันและให้แสงสว่างกว้างถึง 180 องศา

CREDIT : Xiaomi
CREDIT : Xiaomi

ส่วนไฟท้าย “Halo Taillight” ก็ถูกพัฒนาให้ดูสะอาดตาและมีมิติมากขึ้น โดยมุมไฟท้ายจะลาดลงเน้นความบึกบึนของตัวรถ พร้อมใช้แสงสีแดงพิเศษ (Ultra-Red Wavelengths >632 nm) แบบเดียวกับรถหรูเพื่อการมองเห็นที่ชัดเจน

CREDIT : Xiaomi
CREDIT : Xiaomi

Xiaomi YU7 จะวางจำหน่ายใน 3 รุ่นย่อย ได้แก่ Standard, Pro และ Max 

CREDIT : Xiaomi
CREDIT : Xiaomi

  • Xiaomi YU7 รุ่น Standard มอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยว ขับเคลื่อนล้อหลัง ให้กำลังสูงสุด 316-320 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาประมาณ 5.88-5.9 วินาที วิ่งได้ไกล 835 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน CLTC) ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง แบตเตอรี่ความจุ 96.3 kWh
  • Xiaomi YU7 รุ่น Pro มอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ขับเคลื่อนสี่ล้อ พละกำลังรวม 489 แรงม้า ระยะทางวิ่งสูงสุด 760 กิโลเมตร
  • Xiaomi YU7 รุ่น Max เป็นรุ่นท็อปสุด มอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ขับเคลื่อนสี่ล้อ ให้กำลังมหาศาลถึง 681-690 แรงม้า อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 3.2 วินาที ความเร็วสูงสุด 253 กม./ชม. พร้อมแบตเตอรี่ขนาด 101.7 kWh มอบระยะทางวิ่งได้ 770 กิโลเมตร และมีรายงานว่าสามารถชาร์จเพียง 15 นาทีเพื่อให้รถวิ่งได้ไกลถึง 620 กิโลเมตร 

CREDIT : Xiaomi
CREDIT : Xiaomi

Xiaomi YU7 เสริมความปลอดภัยสูงสุดด้วยโครงสร้าง Armor-Cage เหล็ก-อลูมิเนียมไฮบริดที่ใช้วัสดุความแข็งแรงสูงถึง 90.2% พร้อมด้วยเหล็กกล้า Xiaomi Ultra-High Strength Steel 2200 MPa บริเวณคานประตูและเสาหลัก และพื้น Hyper Die-Casting เพื่อปกป้องห้องโดยสารอย่างเหนือชั้น

CREDIT : Xiaomi
CREDIT : Xiaomi

ด้านเทคโนโลยี Xiaomi YU7 ทุกรุ่นจะติดตั้งเซ็นเซอร์ LiDAR บริเวณหลังคา, เรดาร์ 4D mmWave และชิปประมวลผล Nvidia DRIVE AGX Thor-U ที่มีความสามารถในการประมวลผลถึง 700 TOPS รองรับระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง

CREDIT : Xiaomi
CREDIT : Xiaomi

Xiaomi HyperVision Panoramic Display ครั้งแรกของวงการกับหน้าจอแสดงผลแบบพาโนรามาที่ใช้แผง Mini LED 3 จอ ฉายข้อมูลไปยังบริเวณส่วนล่างของกระจกหน้า กว้างถึง 1.1 เมตร คมชัดระดับ Retina (108 PPD) สว่างสูงสุด 1,200 nits

CREDIT : Xiaomi
CREDIT : Xiaomi

แนวคิด “Dual-Zone Surround Luxury Cabin” มอบประสบการณ์ 3 ด้าน คือ เทคโนโลยี ความหรูหรา และความสะดวกสบาย ใช้วัสดุ Nappa ลวดลายหินธรรมชาติ พื้นที่สัมผัสบ่อยเป็นวัสดุอ่อนนุ่ม 100% ได้รับการรับรอง OEKO-TEX Class 1 ปลอดภัยสำหรับทารกและผู้มีผิวแพ้ง่าย

Xiaomi YU7 เปิดตัว SUV ไฟฟ้าใหม่ เขย่าตลาด สเปคแรง-วิ่งไกล 835 กม.

เบาะคู่หน้าแบบ Zero-Gravity ปรับเอนได้ด้วยสัมผัสเดียว พร้อมระบบนวด 10 จุด ส่วนเบาะหลังปรับเอนด้วยไฟฟ้าได้ถึง 135 องศา หลังคาพาโนรามิกซันรูฟ ขนาดใหญ่ถึง 1.7 ตร.ม. เพิ่มความโปร่งโล่งให้กับห้องโดยสาร

ราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ Xiaomi YU7 นั้น ยังไม่มีการประกาศออกมาในขณะนี้

โดย เหลย จวิน (Lei Jun) ซีอีโอของ Xiaomi ได้ยืนยันชัดเจนว่าราคาจะไม่ใช่ 199,000 หยวน (ประมาณ 995,000 บาท) ตามที่มีกระแสข่าวลือออกมาก่อนหน้านี้อย่างแน่นอน

CREDIT : Xiaomi
CREDIT : Xiaomi

นอกจากนี้ ซีอีโอ Xiaomi ยังได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า YU7 จะมีราคาสูงกว่า Tesla Model Y ในประเทศจีนประมาณ 60,000 – 70,000 หยวน (คิดเป็นเงินไทยราว 300,000 – 350,000 บาท)

ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่า YU7 จะถูกวางตำแหน่งไว้ในตลาดระดับพรีเมียม สื่อหลายสำนักคาดการณ์ว่าราคาอาจเริ่มต้นที่ช่วง 250,000 ถึง 350,000 หยวน (ประมาณ 1.2 ล้าน ถึง 1.7 ล้านบาท)

อย่างไรก็ตาม ราคาที่แน่นอนจะมีการเปิดเผยอีกครั้งพร้อมกับการเปิดตัวและเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศจีนช่วงเดือนกรกฎาคม 2568 ที่จะถึงนี้

ที่มา : carscoopsXiaomi

Source : Spring News

กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) อยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชน (Public Hearing) เกี่ยวกับ “ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ พ.ศ. ….” ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อ ส่งเสริมให้ประชาชนสามารถติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ใช้เองได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยโดยลดขั้นตอนการดำเนินงานตามกฎหมายที่บังคับใช้ในปัจจุบัน

      ทั้งนี้กำหนดเปิดรับความคิดเห็นตั้งแต่วันที่ 15 – 30 พ.ค. 2568 สามารถร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์ พพ. www.dede.go.th และ https://www.law.go.th/listeningDetailsurvey_id=NTMyN0RHQV9MQVdfRlJPTlRFTkQ=

ข้อมูลจากเวบไซด์ระบบกฎหมายกลางระบุว่า  ประเทศไทยมีนโยบายที่จะพัฒนาและส่งเสริมให้มีการผลิตและการใช้พลังงานทางเลือกเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ตามมาตรา 72 (5) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ถือเป็นทางเลือกที่สำคัญในการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมทั้งยังอาจช่วยลดการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศที่มีราคาผันผวนจากอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าสูงขึ้นด้วย ซึ่งในคราวประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่27 ก.ย. 2565 จึงได้มีมติส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนดำเนินการติดตั้งระบบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop)

 อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ซึ่งจะเป็นกฎหมายกลาง ทำให้ประชาชนที่ประสงค์จะติดตั้งระบบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ต้องปฏิบัติตามกฎหมายหลายฉบับเพื่อให้มาซึ่งใบอนุญาตตามกฎหมายนั้น ๆ ได้แก่ กฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร กฎหมายว่าด้วยการพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน กฎหมายว่าด้วยโรงงาน และกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการพลังงาน เป็นต้น กรณีเช่นนี้จึงส่งผลให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น รวมทั้งยังก่อให้เกิดความล่าช้า และไม่อำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่ประสงค์จะติดตั้งระบบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์

สำหรับหลักการหรือประเด็นสำคัญของกฎหมาย ได้แก่ 

1.การบังคับใช้สำหรับการติดตั้งอุปกรณ์ระบบพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง 

2.กำหนดการติดตั้ง ไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบกฎหมายที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบันรวมถึงไม่ต้องขออนุญาตขนานไฟกับหน่วยงานการไฟฟ้า

3.การติดตั้งจะต้องแจ้งให้อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน ก่อนการติดตั้ง

4.การตรวจสอบการติดตั้ง จะต้องแจ้งอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานทราบเพื่อสั่งการให้มีการดำเนินการร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในครั้งเดียว และต้องแจ้งให้เจ้าของสถานที่ติดตั้งทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วัน

5.กำหนดให้ใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ภายในกิจการของสถานที่ติดตั้งเท่านั้น 

6. การจำหน่าย ขาย จ่าย แจก แลกเปลี่ยน หรือให้กระแสไฟฟ้าได้เฉพาะแก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือองค์กรที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด และเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และอัตราค่าไฟฟ้าที่เห็นชอบโดยรัฐมนตรี

7.การจัดตั้งสถานรวบรวมซากอุปกรณ์ระบบพลังงานแสงอาทิตย์หรือสถานกำจัดซากอุปกรณ์ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ จะต้องยื่นขออนุญาตต่ออธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน 

8. พนักงานเจ้าหน้าที่ มีอำนาจเข้าไปในสถานที่ติดตั้งเพื่อตรวจสอบการติดตั้งกรณีที่ทราบ หรือได้รับแจ้งว่าการติดตั้งไม่เป็นไปตามที่กำหนดหรืออาจก่อให้เกิดอันตราย และ

9.ผู้ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายนี้มีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกินสามปีหรือปรับสูงสุดไม่เกินหนึ่งแสนบาทตามแต่กรณี

Source : กรุงเทพธุรกิจ

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ประเมินแนวโน้มธุรกิจช่วงที่เหลือ ปี 2568 ชี้ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปี อยู่ที่ 65-75 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ราคา LNG อยู่ที่ 4-4.5 เหรียญสหรัฐฯ ต่อล้านบีทียู คาดปริมาณการขายกลุ่มธุรกิจก๊าซฯ-ไฟฟ้า-น้ำมัน ยังเติบโตตามภาวะเศรษฐกิจ ขณะที่ราคาขายอาจลดลง ด้านธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น ยังได้รับแรงกดดันจากซัพพลายที่เพิ่มขึ้น พร้อมตั้งวอร์รูมรับมือเศรษฐกิจถดถอย งัดแผนคุมรายจ่าย ลดต้นทุน รักษาผลการดำเนินงานให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดี

น.ส.จิตรเรขา พึ่งพักตร์ ผู้จัดการส่วนผู้ลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยในงาน Oppday Q1/2025 PTT วันที่ 23 พ.ค.2568 โดยระบุว่า ปตท. ได้ประเมินแนวโน้มธุรกิจในช่วงที่เหลือของปี 2568 เริ่มจากข้อมูลของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่คาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจโลก (GDP) ในปี 2568 ว่าจะขยายตัว 2.8% เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่เติบโต 3.3% เนื่องจากสหรัฐฯ ระงับการขึ้นภาษีศุลกากรตอบโต้ประเทศคู่ค้าเป็นเวลา 90 วัน ทำให้ประเทศต่างๆ คลายความกังวลลงและมีเวลาเจรจาต่อรอง ขณะที่การค้าการส่งออกโลกในระยะสั้นยังดีอยู่ เนื่องจากหลายประเทศจะเร่งนำเข้าสินค้าก่อนที่สหรัฐฯจะขึ้นภาษี ตลอดจนนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายลงของธนาคารกลางประเทศต่างๆ ที่มีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามยังมีปัจจัยที่ต้องระวัง เช่น นโยบายของสหรัฐฯ และมาตรการตอบโต้การค้าของจีนและสหรัฐฯ รวมถึงปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจจะกดดันเศรษฐกิจโลกต่อไปซึ่งต้องจับตาดู

ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจไทย (GDP) ในปี 2568 IMF คาดว่า จะเติบโต 1.8% จากปี 2567 ที่เติบโต 2.5% เนื่องจากการส่งออกที่เพิ่มขึ้น แรงกดดันอัตราเงินเฟ้อลดลง ตลอดจนการใช้จ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้นและการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ยังต้องระวังผลกระทบมาตรการตั้งกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ที่อาจจะรุนแรงขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 นี้ รวมถึงสินค้านำเข้าที่จะเข้ามาแข่งขันมากขึ้น และหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้นก็จะกดดันเศรษฐกิจไทยด้วย

ส่วนราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ตลาด Henry Hub คาดว่า จะปรับเพิ่มขึ้นจากการที่สหรัฐฯ ส่งออก LNG เพิ่มขึ้นทำให้ซัพพลายในประเทศลดลง ประกอบกับอุปสงค์ในสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นด้วย คาดว่าจะอยู่ที่ 4-4.5 เหรียญสหรัฐฯ ต่อล้านบีทียู ขณะที่ราคาน้ำมันดิบดูไบ คาดว่าจะอ่อนตัวลงโดยเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 65-75 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล จากความตรึงเครียดด้านนโยบายตั้งกำแพงภาษีของสหรัฐฯ เศรษฐกิจโลกชะลอตัว และคาดการณ์โอเปกพลัสน่าจะขยายกำลังการผลิตน้ำมันเข้าสู่ตลาดตั้งแต่เดือน พ.ค. 2568 เป็นต้นไป รวมถึงอุปทานจากกลุ่ม Non-OPEC ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ค่าการกลั่น (GRM) ตลาดสิงคโปร์ จะอ่อนตัวลงเฉลี่ยอยู่ที่ 3.7-4.7 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นผลมาจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ (สเปรด) ของกลุ่มโรงกลั่น โดยเฉพาะเบนซินและดีเซล ที่มีซัพพลายจากการเพิ่มกำลังการผลิตของโรงกลั่นใหม่

ด้านผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี ยังคงได้รับแรงกดดันเนื่องจากดีมานด์ของผลิตภัณฑ์ปลายทางยังฟื้นตัวช้า ประกอบกับมีแรงกดดันจากซัพพลายใหม่ๆ โดยเฉพาะในจีน ที่ทยอยเปิดดำเนินการในช่วงครึ่งปีหลัง และความตึงเครียดจากมาตรการด้านภาษี

สำหรับทิศทางการดำเนินงานของกลุ่ม ปตท. ในปี2568 ในส่วนของธุรกิจ Upstream อย่างธุรกิจสำรวจและผลิต (E&P) ของ ปตท.สผ. คาดว่าปริมาณการขายเฉลี่ยจะปรับเพิ่มขึ้น ตามปริมาณการขายในประเทศหลังโครงการเอราวัณผลิตก๊าซฯ ได้เพิ่มขึ้น และการเข้าซื้อสัดส่วนในโครงการสินภูฮ่อมเพิ่มเติม รวมถึงการเพิ่มกำลังการผลิตของโครงการอาทิตย์ในช่วงเดือน มิ.ย. 2568 นี้ ขณะที่ต้นทุนต่อหน่วยของ ปตท.สผ. คาดว่าจะยังรักษาให้อยู่ในระดับที่แข่งขันได้ อย่างไรก็ตามคาดว่าราคาเฉลี่ยจะปรับลดลงตามทิศทางราคาน้ำมันดิบและก๊าซฯ ในตลาดโลก

ด้านธุรกิจก๊าซฯ คาดว่ากำลังการผลิตจะฟื้นตัวตามปริมาณก๊าซฯ ในอ่าวไทยที่เพิ่มขึ้นและการปรับเพิ่มปริมาณการขายให้กับลูกค้า ขณะที่ปริมาณจองท่อฯ และ LNG terminal ก็น่าจะปรับเพิ่มขึ้นตามความต้องการในประเทศ แต่ก็ยังมีสิ่งที่น่ากังวลจากผลกระทบของการเปิดเสรีธุรกิจก๊าซฯ และการนำเข้า LNG ของ Shipper รายใหม่ที่จะส่งผลต่อปริมาณการขายก๊าซฯ

ส่วนของธุรกิจ Downstream อย่างธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น (P&R) คาดว่าธุรกิจปิโตรเคมีจะมีซัพพลายใหม่ๆ เพิ่มขึ้น ขณะที่ดีมานด์ที่อ่อนแอก็น่าจะกดดันราคา ด้านธุรกิจการกลั่นจะยังได้รับแรงกดดันจากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ค่าการกลั่น (GRM) ปรับตัวลดลง และมีปัญหาขาดทุนสต็อก (Stock loss) เพิ่มขึ้น

ด้านธุรกิจน้ำมัน คาดว่าปริมาณการขายจะปรับเพิ่มขึ้นตาม GDP ที่คาดว่าจะขยายตัว ส่วนธุรกิจไฟฟ้า คาดว่าความต้องการใช้ในประเทศน่าจะฟื้นตัวตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ขยายตัวดีขึ้น และมาร์จิ้นมีแนวโน้มดีขึ้นจากราคาถ่านหินผลิตไฟฟ้าที่มีแนวโน้มลดลง และธุรกิจ Life science คาดว่าจะรักษาการเติบโตจากการขายผลิตภัณฑ์ยาได้จากการจำหน่ายในตลาดเอเชียและสหรัฐฯ

นายธนพล ประภาพันธ์ ผู้จัดการฝ่ายผู้ลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ระบุว่า จากสถานการณ์ปัจจุบันที่มีความผันผวนทางเศรษฐกิจ รวมถึงโอกาสที่จะเกิดเศรษฐกิจถดถอย จากนโยบายตั้งกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ประกอบกับโอเปกพลัสกำลังพิจารณาว่าจะปรับเพิ่มกำลังการผลิตหรือไม่ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะกดดันราคาน้ำมันให้ปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม ปตท.ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้มีการจัดตั้งวอร์รูม เตรียมแผนรับมือเศรษฐกิจถดถอยไว้แล้ว

นอกจากนี้ ปตท. ยังเตรียมการรับมือด้วยการเตรียมกระแสเงินสดและสภาพคล่องให้เพียงพอ ซึ่งจากการดำเนินโครงการต่างๆ ดังกล่าว จะช่วยสร้างผลกำไรและผลการดำเนินงานของปตท.ให้เติบโตตามเป้าหมาย และพยุงผลประกอบการให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีแม้ว่าสภาวะเศรษฐกิจจะผันผวน โดยในปี 2568 ปตท. ตั้งงบลงทุนในส่วนของ ปตท. ไว้ประมาณ 2-3 หมื่นล้านบาท โดยจะมุ่งลงทุนธุรกิจก๊าซฯ และธุรกิจที่สร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ ทั้งธุรกิจท่อส่งก๊าซฯ และธุรกิจก๊าซฯ อย่างไรก็ตาม ปตท.ยังมีนโยบายที่จะควบคุมค่าใช้จ่ายและแสวงหาโอกาสเพื่อทำกำไรในสถานการณ์เศรษฐกิจที่มีความผันผวน

Source : Energy News Center

BYD ยักษ์ใหญ่ EV จีน ซุ่มพัฒนารถ Kei Car ไฟฟ้า เจาะตลาดญี่ปุ่นโดยเฉพาะ คาดเปิดตัวปลายปี 2026 ท้าชนเจ้าถิ่นอย่าง Nissan และ Mitsubishi ด้วยราคาและสเปคที่น่าสนใจ

BYD บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ายักษ์ใหญ่จากประเทศจีน กำลังสร้างความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญด้วยการเตรียมเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก (Kei Car) ที่พัฒนาขึ้นใหม่ทั้งหมดเพื่อเจาะตลาดญี่ปุ่นโดยเฉพาะ

ล่าสุดมีภาพถ่ายรถยนต์ต้นแบบขณะวิ่งทดสอบหลุดออกมา เผยให้เห็นดีไซน์ที่สอดคล้องกับข้อกำหนดของรถ Kei Car อย่างชัดเจน

CREDIT : CarNewsChina
CREDIT : CarNewsChina

เช่น ประตูด้านหลังแบบสไลด์ และโครงสร้างเสา A คู่ ซึ่งถือเป็นการส่งสัญญาณท้าทายผู้ผลิตเจ้าถิ่นในตลาดที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูงนี้

Kei Car คืออะไร ทำไมเป็น “หัวใจของยานยนต์เมืองญี่ปุ่น”

Kei Car หรือ Keijidōsha เป็นรถยนต์ขนาดเล็กพิเศษที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในญี่ปุ่น เนื่องจากข้อจำกัดด้านขนาด (ความยาวไม่เกิน 3.4 เมตร ความกว้างไม่เกิน 1.48 เมตร ความสูงไม่เกิน 2 เมตร) และกำลังเครื่องยนต์ (ไม่เกิน 64 แรงม้า)

BYD เปิดตัว Kei Car ไซส์มินิ รุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้าญี่ปุ่น ปลายปี 2026

ทำให้ Kei Car ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีและค่าที่จอดรถ แม้สิทธิประโยชน์บางส่วนจะลดลงในปี 2014 แต่ Kei Car ยังคงครองส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ในญี่ปุ่นถึงประมาณ 35%

BYD เดิมพันครั้งใหญ่ ค่ายจีนรุกตลาดรถญี่ปุ่น

การเข้าสู่ตลาด Kei Car ของ BYD ครั้งนี้มีความน่าสนใจอย่างยิ่ง เนื่องจากจะเป็นรถ Kei Car ไฟฟ้ารุ่นแรกที่พัฒนาขึ้นใหม่ทั้งหมดโดยผู้ผลิตจากต่างประเทศ

แตกต่างจากความพยายามในอดีตของค่ายอื่น เช่น Smart ForTwo หรือ Hyundai Inster ที่เป็นการดัดแปลงหรือไม่ได้ออกแบบตามมาตรฐาน Kei Car ของญี่ปุ่นตั้งแต่ต้น

CREDIT : CarNewsChina
CREDIT : CarNewsChina

BYD ได้ทุ่มเทพัฒนารถยนต์บนแพลตฟอร์มใหม่ทั้งหมดโดยคำนึงถึงข้อจำกัดและรสนิยมของผู้บริโภคชาวญี่ปุ่น

รายงานจากประเทศจีนระบุว่า Kei Car ไฟฟ้าของ BYD จะมาพร้อมกับแบตเตอรี่ขนาด 20 กิโลวัตต์ชั่วโมง ให้ระยะทางวิ่งประมาณ 180 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (ตามมาตรฐาน WLTC) รองรับการชาร์จเร็ว 100 กิโลวัตต์ และมีระบบปรับอากาศแบบ Heat Pump ที่ประหยัดพลังงาน

BYD เปิดตัว Kei Car ไซส์มินิ รุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้าญี่ปุ่น ปลายปี 2026

คาดการณ์ราคาจำหน่ายจะอยู่ที่ราว 2.5 ล้านเยน (ประมาณ 600,000 บาท) ซึ่งจะแข่งขันโดยตรงกับ Nissan Sakura และ Mitsubishi eK X EV สองผู้นำตลาด Kei Car ไฟฟ้าในปัจจุบัน ที่เปิดตัวในปี 2022 ภายใต้กิจการร่วมค้า NMKV

CREDIT : CarNewsChina
CREDIT : CarNewsChina

BYD วางแผนที่จะเริ่มผลิตรถยนต์รุ่นนี้ในประเทศจีนและส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่ช่วงปลายปี 2026 โดยตั้งเป้าหมายส่วนแบ่งตลาดรถ Kei Car ไฟฟ้าในญี่ปุ่นไว้สูงถึง 40% ภายในไม่กี่ปี

การรุกคืบครั้งนี้ต่อยอดมาจากความสำเร็จเบื้องต้นของรุ่น Dolphin และ Seal ที่ช่วยให้ BYD มียอดขายรวมในญี่ปุ่นกว่า 2,200 คันในปี 2024 แซงหน้ายอดขายรถยนต์ไฟฟ้าของ Toyota ในปีเดียวกัน นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนขยายโชว์รูมในญี่ปุ่นให้ครบ 100 แห่งภายในปี 2025

CREDIT : CarNewsChina
CREDIT : CarNewsChina

ปัจจุบัน ตลาด Kei Car ถูกครองโดยผู้ผลิตญี่ปุ่นรายใหญ่อย่าง Daihatsu, Honda, Suzuki และกลุ่มพันธมิตร Nissan-Mitsubishi (NMKV) การเข้ามาของ BYD จึงถือเป็นการแข่งขันอย่างจริงจังครั้งแรกจากผู้เล่นต่างชาติ

นายหลี่ หมิง นักวิเคราะห์ยานยนต์ ให้ความเห็นว่า “การพัฒนา Kei Car ที่แท้จริงนั้นต้องการการคิดใหม่ทั้งระบบโครงสร้างของรถ การที่ BYD ตัดสินใจก้าวเข้ามาในตลาดนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างแท้จริงในการบุกตลาดญี่ปุ่น”

ความเคลื่อนไหวของ BYD ไม่เพียงแต่จะสร้างแรงกระเพื่อมในตลาด Kei Car แต่ยังสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ที่ผู้ผลิตจีนกำลังก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญในตลาดที่มีความท้าทายสูงอย่างญี่ปุ่น

ที่มา : CarNewsChina
Source : Spring News

พลังงานลม หนึ่งในพลังงานสะอาดที่น่าจับตามอง แม้ว่าไทยจะมีผู้เล่นในตลาดไม่กี่ราย พาเปิดทำเลทองลงทุน “พลังงานลม” อีสาน-กาญจนบุรี-ใต้ ลมดีมีคุณภาพ ส่วน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ก็น่าลงทุน

ว่าด้วยเรื่องพลังงานสะอาดทั่วโลกตอนนี้มีมากมายให้นักลงทุนได้เลือกลงทุน แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับดินฟ้าอากาศที่เหมาะสมกับพลังงานนั้นๆด้วยเช่นกัน พลังงานลม เป็นอีกหนึ่งในพลังงานสะอาดที่มีการพูดถึงกันมากในพักหลังๆมานี้ สำหรับในประเทศไทยต้องยอมรับว่ามีผู้เล่นในตลาดนี้มีไม่กี่ราย แต่แนวโน้มทิศทางพลังงานลมกับได้รับความสนใจจากนักลงทุนมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีมานี้

นับว่าจากนี้เป็นต้นไปพลังงานลมจะกลายเป็นขุมทรัพย์อันมหาศาลที่นักลงทุนจับตามอง และเปิดเกมลงทุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้หากพูดถึงพลังงานลมในไทยแล้วจะไม่พูดถึง “วินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง” ไม่ได้เลย เพราะ…เขาคือเจ้าพ่อพลังงานลมนัมเบอร์วันของเมืองไทย SPRiNG มีโอกาสร่วมสัมภาษณ์ผู้บริหาร อย่าง “ณัฐพศิน เชฎฐ์อุดมลาภ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง จำกัด หรือ WEH เขาได้ฉายภาพให้เห็นถึงทิศทางของพลังงานลมในไทยว่า 15 ปีจากนี้ไป รวมถึงอนาคต พลังงานในประเทศไทยจะอย่างต่อเนื่อง ได้รับอานิสงส์กันทั้งระบบ ทั้งผู้รับเหมา แรงงาน อุปกรณ์ต่างๆ ทั้งระบบ รวมถึงรองรับการขยายตัวของการซื้อขายไฟฟ้าสีเขียวกันมากขึ้น รับเทรนด์การค้าโลกที่ภาคธุรกิจไทยต้องใช้ไฟฟ้าสีเขียว

เปิดทำเลทองลงทุน “พลังงานลม” อีสาน-กาญจนบุรี-ใต้ ลมที่ดีสุด

ทั้งนี้เขายังบอกอีกว่า ทำเลทองที่เหมาะสมกับการลงทุนพลังงานลมในไทย คือ ภาคอีสาน เช่น จังหวัดนครราชสีมา ชัยภูมิ มหาสารคาม บุรีรัมย์ นอกจากนี้ยังมีจังหวัด กาญจนบุรี และภาคใต้ ก็เป็นอีกหนึ่งทำเลที่น่าลงทุนเรื่องพลังงานลม เนื่องจากมีปริมาณลม และความแรงของลมเพียงพอที่จะผลิตกระแสไฟฟ้าได้อย่างเหมาะสม ในส่วนของต่างประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เป็น 2 ประเทศที่น่าลงทุนทั้งไทย และต่างชาติสนใจเข้าไปลงทุนพลังงานลมมากขึ้น

ในส่วนของเวียดนามที่ก่อนหน้านี้มีนักลงทุนต่างชาติเข้าไปลงทุนพลังงานลมจำนวนมาก ปัจจุบันพบว่ามีนักลงทุนต่างชาติเริ่มหมดสัมปทาน และได้ทยอยกลับหันไปลงทุนประเทศอื่นๆแทน เนื่องจากไม่มั่นใจในนโยบายของรัฐบาลเวียดนามที่มีการเปลี่ยนไปมาบ่อยครั้ง จึงทำให้นักลงทุนไม่มีความเชื่อมั่น แต่เวียดนามยังเป็นประเทศที่มีข้อดี คือ ลมที่เพียงพอ และสม่ำเสมอ

สำหรับข้อดีของพลังงานลม คือ พลังงานลมสามารถอยู่ใกล้กับสิ่งแวดล้อมได้ง่ายเลย เช่น ทุกโครงการของววินด์ เอนเนอร์ยี่ ใต้กังหันลมมีชาวบ้านทำการเกษตรอยู่ร่วมกันได้ ส่วนข้อเสีย คือ การลงทุนสูงกว่าโซลาร์เซลล์อย่างน้อย 20-30% และการเมนเทนที่ยาก อย่างไรก็ดีเชื่อว่าจากนี้ไปเทคโนโลยีจะเข้ามาช่วยพัฒนาพลังงานไปเรื่อย ๆ ทำให้ต้นทุนถูกลง คืนทุนได้เร็วขึ้น สำหรับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมปัจจุบันมีต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 2บาทกว่าๆ/หน่วย

อย่างไรก็ตามสำหรับ วินด์ เอนเนอร์ยี่ กำลัง “เข้าสู่ยุคแห่งการเติบโต” หลังคว้า 4 โครงการจำหน่ายไฟฟ้าให้ภาครัฐ ทำให้ปริมาณการผลิตไฟฟ้าที่ได้รับอนุญาตจากภาครัฐเพิ่มขึ้นร้อยละ 42 แตะ 1,016 เมกะวัตต์ บรรลุตามเป้าหมาย เผยเตรียมโครงการใหม่รวมกว่า 2,000 เมกะวัตต์ พร้อมเข้ายื่นประมูลทั้งในและต่างประเทศ หลังประเมินโควตาพลังงานลมในประเทศยังมีรออยู่มากกว่า 5,000 เมกะวัตต์ ขณะที่ผลประกอบการ 2567 สุดแข็งแกร่ง รายได้ทะลุ 1 หมื่นล้านบาท ติดต่อกันเป็นปีที่ 5

ทั้งนี้ WEH ชนะประมูล ได้รับเลือกเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนให้แก่ภาครัฐ ตามประกาศรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เฟส 1 และ เฟส 2 ในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) รวม 4 โครงการใหม่ ปริมาณเสนอขายไฟฟ้ารวม 299.1 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบมีระบบกักเก็บพลังงานติดตั้งบนพื้นดิน 1 โครงการ ขนาด 30 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าพลังงานลม 3 โครงการ โครงการละ 89.7 เมกะวัตต์ รวม 269.1 เมกะวัตต์  ทั้งหมดนี้ใช้เงินลงทุนรวมประมาณ 15,700 ล้านบาท ซึ่งบริษัทฯ มีความพร้อมทางด้านเงินลงทุนแล้ว คาดว่าจะทยอยรับรู้รายได้ของโครงการทั้งหมด ตั้งแต่ปี 2570 จนครบทั้งหมดในปี 2573

Source : Spring News