กําลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ 15.1% ในปี 2568 ถึง 4,448 กิกะวัตต์ (GW) ทั่วโลก มีการเพิ่มพลังงานเพิ่มอีก 585 กิกะวัตต์ ส่วนใหญ่เกิดจากการขยายตัวของพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ตัวเลขที่เผยแพร่โดยสํานักงานพลังงานทดแทนระหว่างประเทศ (IRENA)

แต่ถึงแม้จะมีการขยายกําลังการผลิตประจําปีในระดับสูงครั้งใหม่ แต่การเติบโตก็ยังไม่ถึงระดับที่จําเป็นในการบรรลุเป้าหมายระดับโลกในการเพิ่มพลังงานหมุนเวียนที่มีอยู่เป็นสามเท่าภายในปี 2573 IRENA เตือน สิ่งนี้จะต้องเพิ่มกําลังการผลิตที่ 16.6% ในแต่ละปีจนถึงปี 2573

“การเติบโตอย่างต่อเนื่องของพลังงานหมุนเวียนที่เห็นในแต่ละปีเป็นหลักฐานว่าพลังงานหมุนเวียนเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจและปรับใช้ได้ง่าย” Francesco La Camera อธิบดี IRENA กล่าว “ในแต่ละปีทําลายสถิติการขยายตัวของตนเอง แต่ยังเผชิญกับความท้าทายเดียวกันของความเหลื่อมล้ำในระดับภูมิภาคและนาฬิกาที่ฟ้องเมื่อกําหนดเวลาปี 2573 ใกล้เข้ามา”

โลกที่ไม่สม่ำเสมอ

ความเหลื่อมล้ำในระดับภูมิภาคที่ La Camera พาดพิงถึงมาอย่างยาวนาน ในปี 2568 เช่นเดียวกับกรณีที่เป็นมาระยะหนึ่ง เอเชียมีส่วนสนับสนุนมากที่สุด  มากกว่าสองในสาม  ของการเพิ่มขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่ขับเคลื่อนโดยจีน ปัจจุบันเอเชียเป็นที่ตั้งของกําลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลก

อเมริกากลางและแคริบเบียนอยู่อีกด้านหนึ่งของมาตราส่วน โดยมีส่วนร่วมเพียง 3.2% ของการเติบโต

ยุโรปขยายกําลังการผลิต 70.1 GW (9%) ส่วนใหญ่เกิดจากการเติบโตอย่างมีนัยสําคัญในเยอรมนี อเมริกาเหนือเติบโต 45.9 GW (8.7%) ด้วยการติดตั้งใหม่จํานวนมาก

ประเทศ G7 และ G20 เป็นผู้นํา 14.3% และ 90.3% ของการเติบโตของกําลังการผลิตใหม่ในปี 2567 ซึ่งหมายความว่าภายในสิ้นปีนี้ G7 (ไม่รวมสหภาพยุโรป) ประกอบด้วยเพียงหนึ่งในสี่ของส่วนแบ่งกําลังการผลิตทั่วโลก และ G20 (ไม่รวมสหภาพยุโรปและสหภาพแอฟริกา) คิดเป็นสี่ในห้า

ในขณะเดียวกัน Small Island Developing States (SIDS) รับผิดชอบเพียง 0.2% ของส่วนแบ่งกําลังการผลิตทั่วโลก โดยเพิ่มกําลังการผลิตใหม่ในปีที่แล้วน้อยกว่าในปี 2566 กําลังการผลิตใหม่ส่วนใหญ่จากประเทศเหล่านี้เกิดจากการขยายตัวในสาธารณรัฐโดมินิกันและสิงคโปร์

จุดเด่นของเทคโนโลยีหมุนเวียน

กว่าสามในสี่ของกําลังการผลิตหมุนเวียนใหม่ลดลงเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบหนึ่งในสามตลอดทั้งปี จีน อินเดีย และเกาหลีใต้เป็นผู้นําที่นี่

ลมคิดเป็นสัดส่วนการเติบโตที่ใหญ่เป็นอันดับสอง ซึ่งขับเคลื่อนโดยจีนและสหรัฐอเมริกา การเติบโตลดลงในปี 2566 กําลังการผลิตไฟฟ้าพลังน้ําสูงถึง 1,283 GW ในปี 2567 ซึ่งขับเคลื่อนโดยจีนอีกครั้ง นอกจากนี้ เอธิโอเปีย อินโดนีเซีย เนปาล ปากีสถาน แทนซาเนีย และเวียดนามยังเพิ่มมากกว่า 0.5 GW ต่อชิ้น

จีนและฝรั่งเศสช่วยให้กําลังการผลิตพลังงานชีวภาพเพิ่มขึ้น 4.6 GW ในขณะที่โครงการพลังงานความร้อนใต้พิภพในนิวซีแลนด์มีส่วนทําให้พลังงานจากแหล่งนี้เติบโตโดยรวม 0.4 GW

บรรลุเป้าหมายการเติบโตด้านพลังงานหมุนเวียน

แม้จะมีการเพิ่มพลังงานหมุนเวียนเป็นประวัติการณ์ในปี 2567 แต่อัตราการเติบโตในปัจจุบันบ่งชี้ว่าโลกไม่ได้อยู่ในเส้นทางที่จะติดตั้งกําลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนเป็นสามเท่าเป็น 11 TW ภายในปี 2573 หรือบรรลุเป้าหมายข้อตกลงปารีส

หากรักษาอัตราการเติบโตที่เห็นในปี 2567 จะยังคงต่eกว่าเป้าหมาย 7.2% ตามแนวโน้มการเติบโตห้าปีตั้งแต่ปี 2561 จะทําให้ขาด 27.9%

ข้อมูลจาก World Economic Forum ระบุว่าการส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงพลังงานที่มีประสิทธิภาพในปี 2567 เน้นย้ำว่าความไม่แน่นอนทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นกําลังขัดขวางการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานและการทดสอบความมั่นคงด้านพลังงานอย่างไร เป็นเกณฑ์มาตรฐาน 120 ประเทศเกี่ยวกับประสิทธิภาพของระบบพลังงานในปัจจุบัน และความพร้อมและการเปิดใช้งานในการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงาน

Source : กรุงเทพธุรกิจ

นี่คือเด็กหนุ่มที่มีความมุ่งมั่นจะพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในมหาสมุทรทั่วโลก แม้ตอนนั้นจะมีอายุเพียง 18 ปีเท่านั้น

ชื่อของ ‘โบยาน สลาต’ (Boyan Slat) ได้กลายเป็นไวรัลบนโลกโซเชียลมีเดีย หลังชีวประวัติของเขาได้ถูกเล่าผ่านโพสต์บน X ของพอล บัลซัม ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดและที่ปรึกษาของบริษัทในอุตสาหกรรมน้ำและสิ่งแวดล้อม เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวที่น่าทึ่งของเด็กหนุ่มคนหนึ่งกับ ‘หุ่นยนต์กินขยะ’ ของเขา

โบยาน สลาต นักประดิษฐ์และนักธุรกิจชาวดัตช์ ซึ่งเกิดเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 1994 คือหนึ่งในเด็กหนุ่มไม่กี่คนที่มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่เพื่อแก้ไขปัญหาระดับโลก ปัจจุบันเขาคือผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ The Ocean Cleanup องค์กรไม่แสวงหากำไรที่อุทิศตนเพื่อสร้างและขยายเทคโนโลยีที่จะกำจัดพลาสติกออกจากมหาสมุทรของโลก

โบยาน สลาต ผู้สร้าง \'หุ่นยนต์กินขยะ\'
โบยาน สลาต ผู้สร้าง \’หุ่นยนต์กินขยะ\’

ย้อนกลับไปเมื่อตอนที่สลาตมีอายุได้ 16 ปี และกำลังพักร้อนที่กรีซ เขาได้ไปดำน้ำและสังเกตเห็นว่าบริเวณนั้นกลับมีถุงพลาสติกมากกว่าปลาในทะเล ทำให้เกิดความสงสัยว่า “ทำไมเราไม่ทำความสะอาดขยะพวกนี้?”

หลังจากนั้นเขาเริ่มทำการวิจัยในประเด็น ‘มลภาวะพลาสติกในมหาสมุทรและแนวทางแก้ไขด้วยเทคโนโลยีที่มีศักยภาพ’ ทั้งยังทุ่มเทเวลาให้กับการทำโปรเจคต่างๆ ของโรงเรียนที่นำมาต่อยอดในการพัฒนาแนวคิดของเขาได้ 

จนกระทั่งปี 2012 เมื่อเขาอายุ 18 ปี สลาตได้นำเสนอแนวคิดของเขาผ่านเวทีของงาน TEDx Conference พร้อมเปิดตัว The Ocean Cleanup อย่างเป็นทางการ

รู้จัก \'โบยาน สลาต\' ผู้สร้างหุ่นยนต์กินขยะทำความสะอาดมหาสมุทร

สลาตจบการศึกษาสาขาวิศวกรรมการบินและอวกาศจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีเดลฟต์ด้วยเงินเก็บเพียง 300 ยูโร และเริ่มพัฒนาโครงการในฝันของเขา แม้จะประสบปัญหาในหลายด้าน แต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปภายในไม่กี่เดือน หลังสำนักข่าวหลายแห่งนำเสนอแนวคิดของสลาตจากเวที TEDx จนได้รับความสนใจจากทั่วโลก ทำให้เขาสามารถรวบรวมเงินทุนและทีมงานเพพื่อดำเนินโครงการต่อไป

รู้จัก \'โบยาน สลาต\' ผู้สร้างหุ่นยนต์กินขยะทำความสะอาดมหาสมุทร

ในปี 2021 The Ocean Cleanup ก็แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการหยุดยั้งไม่ให้พลาสติกไหลลงสู่มหาสมุทร โดยการติดตั้งเครื่องสกัดกั้นในแม่น้ำที่ก่อมลพิษมากที่สุดในโลกหลายแห่ง และกำลังดำเนินการทำความสะอาด Great Pacific Garbage Patch หรือ ‘แพขยะที่ใหญ่ที่สุดในแปซิฟิก’ อีกด้วย

รู้จัก \'โบยาน สลาต\' ผู้สร้างหุ่นยนต์กินขยะทำความสะอาดมหาสมุทร

จุดเปลี่ยนสำคัญคือการสร้าง “หุ่นยนต์กินขยะ” เป็นเรือใบสองลำตัวขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ที่จะลาดตระเวนในมหาสมุทรแปซิฟิกกับแม่น้ำสายหลัก ซึ่งสามารถเก็บขยะได้มากถึง 5 หมื่นกิโลกรัมต่อวัน และมันช่วยกำจัดพลาสติกได้มากกว่า 11 ล้านกิโลกรัมภายในปี 2024 เพียงปีเดียว

รู้จัก \'โบยาน สลาต\' ผู้สร้างหุ่นยนต์กินขยะทำความสะอาดมหาสมุทร

ปัจจุบัน The Ocean Cleanup มีพนักงานมากกว่า 120 คนจาก 30 ประเทศ โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในเมืองรอตเทอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งสลาตยังคงมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการวิจัยทางววิทยาศาสตร์และพัฒนาเทคโนโลยีของบริษัท โดยตั้งเป้าจะกำจัดขยะออกจากมหาสมุทรทั่วโลกให้ได้อย่างน้อย 90% ภายในปี 2040

รู้จัก \'โบยาน สลาต\' ผู้สร้างหุ่นยนต์กินขยะทำความสะอาดมหาสมุทร

Source : Spring News

Huawei จับมือ Chery เปิดตัว Luxeed R7 EREV ใหม่ในเครือ HIMA ชูเทคโนโลยี EREV อัจฉริยะ วิ่งไกลสุด 1,673 กม. ชาร์จไว 15 นาที มีอะไรน่าสนใจบ้างมาดูไปพร้อมๆกัน

Huawei ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีจากจีน และ Chery ผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำ ได้เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นล่าสุดในตระกูล Luxeed R7 มาพร้อม 2 รุ่นย่อย Max และ Ultra

Huawei จับมือ Chery เปิดตัว Luxeed R7 EREV วิ่งไกลสุด 1,673 กม.

รถยนต์รุ่นนี้เป็นส่วนหนึ่งของพันธมิตร Harmony Intelligent Mobility Alliance (HIMA) และถูกพัฒนาขึ้นเพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ยาวนานยิ่งขึ้น

Luxeed R7 มีดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวและลู่ลม ด้วยมิติตัวถัง ยาว 4,956 มม., กว้าง 1,981 มม., และสูง 1,634 มม. ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานอากาศที่ต่ำเพียง 0.247Cd ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูงสุด

Huawei จับมือ Chery เปิดตัว Luxeed R7 EREV วิ่งไกลสุด 1,673 กม.

นอกจากนี้ยังมีแพ็คเกจเสริมสำหรับผู้ที่ต้องการรูปลักษณ์สปอร์ตยิ่งขึ้น ด้วยดิฟฟิวเซอร์ท้ายและสปอยเลอร์หลัง

ภายใต้รูปลักษณ์ที่สวยงาม Luxeed R7 สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม Tuling ของ Huawei มาพร้อมระบบกันสะเทือนหน้าแบบปีกนกคู่ (Double Wishbone) และด้านหลังแบบอิสระ มัลติลิงก์ (Multi-link) เสริมด้วยระบบควบคุมการหน่วงแบบแปรผันต่อเนื่อง (Continuous Variable Damping) ช่วยปรับการขับขี่ให้นุ่มนวลและควบคุมได้ดีเยี่ยม

Huawei จับมือ Chery เปิดตัว Luxeed R7 EREV วิ่งไกลสุด 1,673 กม.

สเปค Luxeed R7

Luxeed R7 รุ่น Max ขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD) ระยะทางวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วน : 360 กม. (CLTC), ระยะทางวิ่งรวม : 1,673 กม. (CLTC), มอเตอร์ไฟฟ้า กำลัง 227 kW (304 แรงม้า), อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. : 7.4 วินาที

Luxeed R7 รุ่น Ultra ขับเคลื่อนสี่ล้อ (AWD) ระยะทางวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วน : 331 กม. (CLTC), ระยะทางวิ่งรวม : 1,551 กม. (CLTC), มอเตอร์หน้า 155 kW + มอเตอร์หลัง 227 kW, อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. : 4.9 วินาที

จุดเด่นสำคัญคือเทคโนโลยี EREV (Extended-Range Electric Vehicle) แบบ “intelligent silent” ใหม่ล่าสุดจาก Huawei ระบบนี้ทำหน้าที่จัดการเครื่องยนต์ 4 สูบ ขนาด 1.5 ลิตร ซึ่งทำหน้าที่เป็นเครื่องปั่นไฟ (Range Extender)

โดย Huawei เคลมว่าสามารถลดแรงสั่นสะเทือนขณะสตาร์ท-ดับเครื่องยนต์ได้ถึง 90% ทั้งสองรุ่นย่อยใหม่มาพร้อมถังน้ำมันขนาด 67 ลิตร เพื่อรองรับระยะทางการขับขี่ที่ไกลขึ้น

Huawei จับมือ Chery เปิดตัว Luxeed R7 EREV วิ่งไกลสุด 1,673 กม.

ทั้งรุ่น Max และ Ultra ใช้แบตเตอรี่ลิเธียมแบบ Ternary (NMC) ขนาด 53.4 kWh ทำงานร่วมกับแพลตฟอร์ม Giant Whale 400V ของ Huawei รองรับการชาร์จเร็วจาก 20% ถึง 80% ในเวลาเพียง 15 นาที

Huawei จับมือ Chery เปิดตัว Luxeed R7 EREV วิ่งไกลสุด 1,673 กม.

ภายในห้องโดยสารควบคุมด้วยระบบปฏิบัติการ HarmonyOS 4 ของ Huawei มอบประสบการณ์ที่ทันสมัยและใช้งานง่าย ผ่านหน้าจอควบคุมกลางขนาดใหญ่ 15.6 นิ้ว และแผงหน้าปัด LCD ขนาด 12.3 นิ้ว

ฟีเจอร์มาตรฐานที่น่าสนใจได้แก่ หลังคาพาโนรามิกซันรูฟ, เบาะนั่งพร้อมระบบระบายอากาศ, ระบบทำความร้อนและระบบนวด เบาะคู่หน้ายังมีตัวเลือก “zero-gravity” ปรับไฟฟ้า 18 ทิศทาง, ระบบนวด 10 จุด และที่พักขาพร้อมระบบทำความร้อนยาว 340 มม. เพื่อความสบายสูงสุด

ราคา Luxeed R7 

Luxeed R7 Max : ราคา 299,800 หยวน (ประมาณ 1.46 ล้านบาท)

Luxeed R7 Ultra : ราคา 319,800 หยวน (ประมาณ 1.56 ล้านบาท)

ที่มา : CarNewsChina
Source : Spring News

21 เมษายน 68 กทม.นำร่อง 6 เขต ทดลองมาตรการเก็บค่าธรรมเนียมทิ้งขยะ สำหรับผู้เข้าร่วมโครงการบ้านนี้ไม่เทรวม : แยกขยะลดค่าธรรมเนียม และจะเริ่มเก็บจริงเดือนตุลาคม 2568 นี้

เมื่อวันที่ 9 เม.ย. 68 นายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้บริหารด้านความยั่งยืนของกรุงเทพมหานคร เผยว่า เร็ว ๆ นี้จะมีการเตรียมความพร้อมจัดเก็บขยะเศษอาหาร ใน 6 พื้นที่เขตนำร่อง โดยจะทดลองจัดเก็บขยะเศษอาหารในกทม.ตามเส้นทางบ้านเรือนประชาชนที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการบ้านนี้ไม่เทรวม : แยกขยะลดค่าธรรมเนียม ทางแอปพลิเคชัน BKK Waste Pay เพื่อรองรับการจัดเก็บค่าธรรมเนียมอัตราขยะใหม่ที่จะบังคับใช้จริงในเดือนตุลาคม 2568 

นายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้บริหารด้านความยั่งยืนของกรุงเทพมหานคร

นายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้บริหารด้านความยั่งยืนของกรุงเทพมหานคร

อย่างไรก็ตาม การจัดเก็บค่าธรรมเนียมขยะใหม่นี้ มีขึ้นเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนคัดแยกขยะก่อนทิ้ง ช่วยลดปริมาณขยะที่กทม.ต้องนำเข้าสู่ระบบกำจัด โดยกำหนดนำร่องใน 6 เขต ประกอบด้วย เขตบางพลัด เขตบางคอแหลม เขตลาดพร้าว เขตพญาไท เขตธนบุรี และเขตลาดกระบัง ซึ่งจะเริ่มดำเนินการจัดเก็บในวันที่ 21 เมษายน 2568

โดยสำนักสิ่งแวดล้อมจะร่วมกับสำนักงานเขตจัดเก็บข้อมูล ติดตาม และประเมินผล เพื่อนำมาวิเคราะห์ พร้อมถอดบทเรียน จัดทำเป็นแนวทางเพื่อขับเคลื่อนและขยายผลการดำเนินงานไปให้ครบ 50 เขตต่อไป

กทม.เริ่มเก็บค่าธรรมเนียมทิ้งขยะ ตุลาคม 2568 นี้! ไม่แยก = จ่ายแพง

สำหรับผู้สนใจเข้าร่วมโครงการโดยสมัครใจ

ประชาชนบ้านใดสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการบ้านนี้ไม่เทรวม : แยกขยะลดค่าธรรมเนียม สามารถสมัครได้ทางแอปพลิเคชัน BKK Waste Pay ซึ่งจะมีให้ส่งพิกัดบ้านที่จะเข้าร่วมโครงการและได้มีการคัดแยกขยะ ซึ่งกำหนดให้แบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก อาทิ ขยะเศษอาหาร ขยะทั่วไป ขยะรีไซเคิล และขยะอันตราย 

กทม.เริ่มเก็บค่าธรรมเนียมทิ้งขยะ ตุลาคม 2568 นี้! ไม่แยก = จ่ายแพง

สำนักงานเขตพื้นที่จะจัดทำแผนและเตรียมแนวทางการจัดเก็บขยะเศษอาหารแบ่งตามเส้นทางและความเหมาะสมของพื้นที่ ติดสติ๊กเกอร์ที่บ้าน พร้อมแจกถุงเขียวเพื่อใส่เศษอาหารสำหรับผู้เข้าร่วมโครงการ ซึ่งจะจัดเก็บเส้นทางละ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ตามความเหมาะสม

กทม.เริ่มเก็บค่าธรรมเนียมทิ้งขยะ ตุลาคม 2568 นี้! ไม่แยก = จ่ายแพง

นายพรพรหมเสริมว่า กทม.จะนำขยะเศษอาหารไปใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด เช่น นำไปเป็นอาหารสัตว์หรือรวบรวมส่งให้เกษตรกรในพื้นที่นำไปทำเป็นปุ๋ยหมัก โดยใช้ถังหมักรักษ์โลก ซึ่งสำนักงานเขต จะมีการลงพื้นที่เพื่อสื่อสารและทำความเข้าใจกับประชาชน รวมถึงจะนำนวัตกรรมต่าง ๆ เข้ามาช่วย เพื่อให้ขยะต้นทางลดลงให้ได้มากที่สุด

หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามได้ที่ สำนักสิ่งแวดล้อม โทร.02 203 2929

Source : Spring News

ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจีนแสดงความแข็งแกร่งในตลาดยุโรป ยอดขายเติบโตแม้เผชิญกำแพงภาษีหนัก งัดกลยุทธ์รอบด้าน เร่งตั้งโรงงานผลิตในยุโรปเพื่อรับมือระยะยาว

แม้สหภาพยุโรป (EU) จะตั้งกำแพงภาษีรถ EV จีนสูง แต่ดูเหมือนว่ามาตรการนี้ยังไม่สามารถสกัดการเติบโตของค่ายรถจีนในยุโรปได้

Dataforce เผยตัวเลขที่น่าสนใจว่า ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ยอดขายรถยนต์จากผู้ผลิตสัญชาติจีนในยุโรปกลับพุ่งสูงขึ้นถึง ‘64%’ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แตะระดับ 38,902 คัน

ดันส่วนแบ่งการตลาดจาก 2.5% ขึ้นมาอยู่ที่ 4.1% อย่างน่าประทับใจ การเติบโตนี้เกิดขึ้นสวนทางกับความท้าทายจากกำแพงภาษีที่ EU กำหนดใช้เป็นเวลา 5 ปี

กำแพงภาษีส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนของรถยนต์ไฟฟ้าล้วน (BEV) ที่นำเข้าจากจีน ทำให้ยอดขายกลุ่มนี้ลดลง 3.4% ในเดือนกุมภาพันธ์ สวนทางกับตลาด EV ยุโรปโดยรวมที่โต 26% แต่ผู้ผลิตจีนก็ปรับตัวอย่างรวดเร็ว หันไปเน้นทำตลาดกลุ่มอื่นแทน

กลยุทธ์เด่นคือการส่งออกรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ซึ่งมียอดขายพุ่งสูงถึง 321% ในเดือนเดียวกัน รุ่นที่ได้รับความนิยมคือ BYD Seal U PHEV, MG HS PHEV และ Chery Jaecoo 7 PHEV

CREDIT : CarNewsChina
CREDIT : CarNewsChina

CREDIT : CarNewsChina
CREDIT : CarNewsChina

นอกจากนี้ รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) จากแบรนด์จีนอย่าง Jaecoo และ Omoda ของค่าย Chery ก็ทำผลงานได้ดีเช่นกัน แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย

CREDIT : CHERY
CREDIT : CHERY

ยักษ์ใหญ่ EV จีนอย่าง BYD เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการเติบโต แม้จะเผชิญแรงกดดัน ในเดือนมกราคม BYD มียอดขายเติบโตในสหราชอาณาจักร สเปน และโปรตุเกสสูงถึง 551%, 734% และ 207% ตามลำดับ ซึ่งเป็นการเติบโตที่เหนือกว่าคู่แข่งสำคัญอย่าง Tesla ในตลาดดังกล่าว

CREDIT : BYD Europe @ Fully Charged Live UK
CREDIT : BYD Europe @ Fully Charged Live UK

นอกจากการปรับเปลี่ยนประเภทรถยนต์ที่ทำตลาดแล้ว ค่ายรถจีนยังใช้สองกลยุทธ์หลักเพื่อเจาะตลาดยุโรประยะยาว 

บริษัทอย่าง Changan Automobile สร้างความฮือฮาในงานเปิดตัวที่มิวนิก ด้วยการนำเสนอเทคโนโลยีล้ำสมัย เช่น ระบบจอดรถอัตโนมัติสั่งงานด้วยเสียง และการปรับเปลี่ยนรถเป็นโหมดแคมป์ปิ้ง ซึ่งสร้างความประทับใจให้กับดีลเลอร์และสื่อยุโรปอย่างมาก

CREDIT : CHANGAN
CREDIT : CHANGAN

ขณะที่ XPeng ซึ่งกำลังขยายตลาดไปยังยุโรปกลางและตะวันออก (โปแลนด์, สวิตเซอร์แลนด์, เช็ก, สโลวาเกีย) ก็ประกาศชัดเจนว่าจะเน้นสร้างความแตกต่างด้วยเทคโนโลยีมากกว่าการแข่งขันด้านราคา โดยตั้งเป้าเพิ่มยอดขายต่างประเทศเป็นสองเท่าในปี 2568

CREDIT : XPENG
CREDIT : XPENG

‘เร่งปักฐานการผลิตในยุโรป’ นี่คือกลยุทธ์สำคัญที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงกำแพงภาษีและสร้างการยอมรับในระยะยาว

Chery : จับมือกับ EV Motors ของสเปน ตั้งโรงงานในบาร์เซโลนา ผลิตรถยนต์ภายใต้แบรนด์ Ebro ของสเปน นับเป็นค่ายรถจีนรายแรกที่ผลิตรถยนต์ในยุโรป

BYD : ลงทุนสร้างโรงงานของตนเองในฮังการี (คาดเริ่มผลิตปลายปีนี้ กำลังผลิต 350,000 คัน/ปี) และตุรกี

Leapmotor : ร่วมมือกับ Stellantis Group (เจ้าของแบรนด์ Peugeot, Citroën, Fiat) ผลิตรถรุ่น T03 ในโปแลนด์ และมีแผนผลิตรุ่น B10 ในสเปนปี 2569

XPeng และ GAC : จะเริ่มประกอบรถยนต์แบบนำเข้าชิ้นส่วนมาประกอบ ที่โรงงาน Magna ในออสเตรีย ตั้งแต่เดือนมิถุนายนนี้

ผู้เชี่ยวชาญอย่าง Ji Xuehong จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีจีนเหนือ ชี้ว่า การผลิตในท้องถิ่นจะเป็นเส้นทางหลักของค่ายรถจีนในยุโรป เหมือนกับที่ค่ายรถญี่ปุ่นเคยทำในอดีต เพื่อให้ได้รับการยอมรับจากรัฐบาลและเข้าใจความต้องการของตลาดท้องถิ่นได้ดีขึ้น

ตลาดยุโรป ซึ่งมีสัดส่วนราว 17-18% ของตลาดรถยนต์โลก ยังคงเป็นสมรภูมิที่สำคัญ และการเดินเกมของผู้ผลิตจีนครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะเข้ามาปักธงในตลาดพรีเมียมนี้ให้ได้

แม้จะต้องเผชิญกับอุปสรรคและความท้าทายด้านกฎระเบียบก็ตาม ต้องจับตาดูต่อไปว่ากลยุทธ์ของค่ายรถจีนเหล่านี้จะส่งผลต่อภูมิทัศน์อุตสาหกรรมยานยนต์ยุโรปในระยะยาวอย่างไรบ้าง

ที่มา : China Automotive News
Source : Spring News