ประเทศไทยกำลังก้าวสู่ยุคพลังงานสีเขียวอย่างมุ่งมั่น เพื่อให้สอดคล้องกับกระแสโลกและข้อกำหนดการค้าระดับสากล พร้อมทั้งช่วยลดต้นทุนค่าไฟให้กับประชาชน ท่ามกลางการถกเถียงในสังคมเกี่ยวกับนโยบายพลังงานสะอาด ล่าสุด สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ได้ออกมาชี้แจงถึงการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนจำนวน 5,200 เมกะวัตต์ (MW) ว่าไม่เพียงแต่จะไม่ทำให้ค่าไฟสูงขึ้น แต่ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายและส่งเสริมอนาคตที่ยั่งยืนของประเทศ
สนพ. ยืนยัน: รับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนไม่เพิ่มค่าไฟ
นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน เปิดเผยว่า การรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน หรือ RE Big Lot จำนวน 5,203 เมกะวัตต์ เป็นไปตามมติของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2565 โดยได้ดำเนินการตามขั้นตอนครบถ้วน และส่วนใหญ่ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) เรียบร้อยแล้ว บางโครงการเริ่มจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (COD) แล้วด้วย
การยกเลิกสัญญาที่ลงนามไปแล้วจึงเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก และหากยกเลิกเฉพาะโครงการที่ยังไม่ได้ลงนาม อาจนำไปสู่ความขัดแย้งและการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมระหว่างผู้ประกอบการที่ลงนามแล้วและยังไม่ได้ลงนาม ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อความน่าเชื่อถือของนโยบาย
ค่าไฟถูกลงด้วยพลังงานหมุนเวียน
นายวัฒนพงษ์ย้ำว่า การรับซื้อไฟฟ้าจาก RE Big Lot มีต้นทุนเฉลี่ยเพียง 2.7 บาทต่อหน่วย ซึ่งถูกกว่าค่าไฟฟ้าขายส่งเฉลี่ยของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่จำหน่ายให้การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย (กฟน. และ กฟภ.) โดยในเดือนมีนาคม 2568 ค่าไฟฟ้าขายส่งเฉลี่ยอยู่ที่ 3.18 บาทต่อหน่วย
ต้นทุนการรับซื้อแบ่งเป็น พลังงานแสงอาทิตย์ 2.18 บาทต่อหน่วย พลังงานลม 3.10 บาทต่อหน่วย และพลังงานแสงอาทิตย์ผสมระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) 2.83 บาทต่อหน่วย ซึ่งต่ำกว่าราคาขายส่ง ทำให้การรับซื้อไฟฟ้าชุดนี้ช่วยลดค่าไฟฟ้าขายส่งเฉลี่ยลงได้ถึง 4,574 ล้านบาทต่อปี พร้อมทั้งส่งเสริมการลงทุนในพลังงานสะอาดที่มีราคาแข่งขันได้และไม่กระทบต่อค่าไฟในภาพรวม
ขับเคลื่อนเป้าหมายคาร์บอนต่ำ สู่พลังงานยั่งยืน
การรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนครั้งนี้ยังช่วยเพิ่มสัดส่วนไฟฟ้าสะอาดในระบบ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สนับสนุนเป้าหมายของประเทศไทยในการลดก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 30-40 ภายในปี 2573 (ค.ศ. 2030) มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2593 (ค.ศ. 2050) และการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero) ในปี 2608 (ค.ศ. 2065)
นอกจากนี้ พลังงานหมุนเวียนยังตอบโจทย์ความต้องการไฟฟ้าสะอาดของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม โดยเฉพาะผู้ส่งออกที่ต้องปฏิบัติตามมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) เพื่อหลีกเลี่ยงอุปสรรคทางการค้า และช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ ซึ่งจะเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว
Source : Spring News




