นักวิจัยได้ค้นพบแบคทีเรียชนิดใหม่ที่ไม่มีใครเคยรู้จักมาก่อน ชื่อว่า “Candidatus Electrothrix yaqonensis” มาพร้อมคุณสมบัติสามารถนำไฟฟ้าได้ อาจเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยเกิดเทคโนโลยีชีวอิเล็กทรอนิกส์เชิงนวัตกรรมได้ ซึ่งอาจใช้ในอุตสาหกรรมได้หลากหลาย เช่น ยา การผลิตในภาคอุตสาหกรรม ความปลอดภัยของอาหาร การติดตามผลและซ่อมเสริมสิ่งแวดล้อม

แบคทีเรียชนิดใหม่นี้ถูกพบบริเวณโคลนริมชายฝั่งรัฐโอเรกอนของสหรัฐ โดยถูกตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ชนเผ่า “ยาโควนา” (Yaqona) ชนพื้นเมืองในพื้นที่ที่ค้นพบแบคทีเรียชนิดนี้ ซึ่งทีมวิจัยได้แยกแบคทีเรียชนิดนี้ออกจากตัวอย่างตะกอนระหว่างช่วงน้ำขึ้นน้ำลงบริเวณปากแม่น้ำยาควินาเบย์

สำหรับ Ca. Electrothrix yaqonensis เป็นแบคทีเรียเคเบิล ที่ประกอบด้วยเซลล์รูปแท่งต่อกันเป็นเส้นเหมือนสายเคเบิล โดยมีเยื่อหุ้มภายนอกร่วมกัน สามารถสร้างเส้นใยที่ยาวได้หลายเซนติเมตร คุณสมบัติการนำไฟฟ้าของแบคทีเรียชนิดนี้แตกต่างแบคทีเรียชนิดอื่น เพราะช่วยในการปรับกระบวนการเผาผลาญให้เหมาะสมในสภาพแวดล้อมตะกอนที่แบคทีเรียชนิดนี้อาศัยอยู่

แบคทีเรีย “Candidatus Electrothrix yaqonensis”

ด้วยคุณสมบัติเฉพาะและความสำคัญของวิวัฒนาการแบคทีเรียสายพันธุ์ใหม่นี้มีรูปแบบการเผาผลาญและยีนที่เป็นส่วนผสมระหว่างสกุล Ca. Electrothrix และ Ca. Electronema

“สายพันธุ์ใหม่นี้ดูเหมือนจะเป็นสะพานเชื่อมระหว่างสองสายพันธุ์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอาจให้ข้อมูลเชิงลึกใหม่ ๆ เกี่ยวกับวิวัฒนาการของแบคทีเรียเหล่านี้และการทำงานในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน” เฉิง หลี่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยออริกอนสเตท

แบคทีเรียเคเบิลสายพันธุ์นี้มีศักยภาพในการเผาผลาญดีกว่าแบคทีเรียชนิดอื่น ๆ ที่มีทั้งหมด อีกทั้งยังมีลักษณะโครงสร้างที่โดดเด่น เช่น สันนูนบนพื้นผิวที่เด่นชัด ซึ่งกว้างกว่าแบคทีเรียชนิดอื่น ๆ ถึงสามเท่า โดยมีเส้นใยที่มีสภาพเป็นสื่อกระแสไฟฟ้าสูง เพราะโมเลกุลของเส้นใยมีนิกเกิลเป็นส่วนประกอบ

ดังนั้นเส้นใยเหล่านี้ทำให้แบคทีเรียสามารถขนส่งอิเล็กตรอนในระยะไกลได้ โดยเชื่อมโยงตัวรับอิเล็กตรอน เช่น ออกซิเจนหรือไนเตรตที่พื้นผิวตะกอนกับตัวให้อิเล็กตรอน เช่น ซัลไฟด์ในชั้นตะกอนที่ลึกกว่า 

ความสามารถของแบคทีเรียในการเข้าร่วมปฏิกิริยารีดักชัน-ออกซิเดชันระยะทางไกล ทำให้มีบทบาทสำคัญในธรณีเคมีของตะกอนและการหมุนเวียนของสารอาหาร โดยแบคทีเรียเหล่านี้สามารถถ่ายโอนอิเล็กตรอนเพื่อทำความสะอาดมลพิษ ดังนั้นจึงสามารถนำไปใช้กำจัดสารอันตรายออกจากตะกอนได้

นอกจากนี้ การออกแบบโปรตีนนิกเกิลที่มีคุณสมบัติเป็นสื่อกระแสไฟฟ้าสูงของแบคทีเรียเหล่านี้ยังอาจนำไปใช้ผลิตไบโออิเล็กทรอนิกส์รูปแบบใหม่ได้อีกด้วย

ปัจจุบันมีแบคทีเรียเคเบิลที่รู้จักแล้ว 25 สายพันธุ์ รวมถึงแบคทีเรียที่เพิ่งค้นพบใหม่นี้ด้วย ปรกติแล้วแบคทีเรียเคเบิลสามารถอาศัยอยู่ในสภาพภูมิอากาศที่หลากหลายและพบได้ในสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ทั้งในตะกอนน้ำจืดและน้ำเค็ม แต่นักวิจัยกลับรู้จักพวกมันเพียงเล็กน้อย โดยเฉพาะในด้านสัณฐานวิทยา (รูปร่างและโครงสร้าง) และพันธุกรรมของแบคทีเรียเหล่านี้

เฉิง หลี่เปิดเผยถึงสาเหตุที่ตั้งชื่อแบคทีเรียโดยใช้ชื่อชนเผ่า เพื่อเป็นการยอมรับในความผูกพันทางประวัติศาสตร์กับผืนดินและยอมรับถึงการมีส่วนสนับสนุนที่ยั่งยืนต่อความรู้ทางนิเวศวิทยาและความยั่งยืน

Source : กรุงเทพธุรกิจ
ที่มา: IFLScienceScitech DailyThe Week

ลุ้นเงินในบัญชีน้ำมัน ของกองทุนน้ำมันฯ กลับมาเป็นบวกในอีก 2 เดือน เหตุเหลือการติดลบแค่ -372 ล้านบาท ขณะที่มีรายรับเข้า 307 ล้านบาทต่อวัน (9,210 ล้านบาทต่อเดือน) จากการเรียกเก็บเงินผู้ใช้น้ำมันทุกชนิดส่งเข้ากองทุนฯ ล่าสุดคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ปรับการเรียกเก็บเงินจากผู้ใช้เบนซิน-ดีเซลส่งเข้ากองทุนฯ ลดลง 60-70 สตางค์ต่อลิตร หลังราคาน้ำมันโลกปรับตัวลง ส่วนภาพรวมกองทุนฯ ยังคงติดลบรวม -45,484 ล้านบาท คาดพลิกเป็นบวกได้ในอีก 5 เดือนจากนี้

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center – ENC) รายงานสถานการณ์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงรายสัปดาห์ว่า เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่แยกเป็น 2 บัญชี คือบัญชีที่ใช้ดูแลราคาน้ำมัน และบัญชีที่ใช้ดูแลราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) ปัจจุบันพบว่าในส่วนของบัญชีน้ำมันที่เคยใช้เงินพยุงราคาน้ำมันมาตั้งแต่ปลายปี 2564 และเคยทำให้บัญชีน้ำมันติดลบสูงสุดไปถึง 88,788 ล้านบาท ในปี 2565 นั้น ล่าสุดเหลือการติดลบเพียง -372 ล้านบาท เนื่องจากนับตั้งแต่เดือน ส.ค. 2567 คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติยกเลิกการนำเงินกองทุนฯ ไปชดเชยราคาดีเซล และเรียกเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันทุกชนิดส่งเข้ากองทุนฯ แทน จนทำให้บัญชีน้ำมันเริ่มทยอยมีเงินไหลเข้า   

โดยสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ได้รายงานสถานะเงินกองทุนฯ ล่าสุด ณ วันที่ 11 พ.ค. 2568 พบว่า บัญชีน้ำมันเหลือการติดลบเพียงแค่ -372 ล้านบาท ( จากที่เคยติดลบสูงสุด 27 พ.ย. 2565 ถึง -88,788 ล้านบาท) ส่วนบัญชี LPG ยังคงติดลบระดับใกล้เคียงกับหลายปีที่ผ่านมารวม -45,112 ล้านบาท ส่งผลให้ภาพรวมกองทุนฯ ติดลบรวม -45,484 ล้านบาท

ปัจจุบันทิศทางราคาน้ำมันโลกปรับตัวลดลง ส่งผลให้ที่ประชุม กบน. ณ วันที่ 14 พ.ค. 2568 มีมติปรับลดการเรียกเก็บเงินผู้ใช้น้ำมันเพื่อส่งเข้ากองทุนฯ ลงประมาณ 60-70 สตางค์ต่อลิตร ทำให้อัตราเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนฯ รอบใหม่เปลี่ยนแปลงดังนี้ เบนซินออกเทน 95 ถูกเรียกเก็บ 9.80 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 เก็บ 1.80 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 เก็บ 3.60 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 และ 91 เก็บ 3 บาทต่อลิตร ส่วนกลุ่มดีเซลและดีเซล B20 เรียกเก็บ 2.40 บาทต่อลิตร และดีเซลเกรดพรีเมียมเรียกเก็บ 3.90 บาทต่อลิตร     

ดังนั้นส่งผลให้กองทุนฯ มีเงินไหลเข้ารวม 307 ล้านบาทต่อวัน (9,210 ล้านบาทต่อเดือน) ซึ่งมาจากการเรียกเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันกลุ่มเบนซินรวม 102 ล้านบาทต่อวัน (3,060 ล้านบาทต่อเดือน) และมาจากผู้ใช้ดีเซล 184 ล้านบาทต่อวัน (5,520 ล้านบาทต่อเดือน) รวมทั้งมาจากโรงแยกก๊าซฯ 21 ล้านบาทต่อวัน (630 ล้านบาทต่อเดือน)

สำหรับกองทุนฯ ที่ภาพรวมยังติดลบอยู่ -45,112 ล้านบาท หากมีรายรับเดือนละ 9,210 ล้านบาท ก็มีแนวโน้มว่ากองทุนฯ จะหยุดการติดลบลงได้ภายใน 5 เดือนจากนี้ หรือประมาณเดือน ต.ค. 2568 นี้ ขณะที่บัญชีน้ำมันที่ปัจจุบันติดลบรวม -372 ล้านบาท มีแนวโน้มจะกลับมาเป็นบวกได้ประมาณ 2 เดือนจากนี้ หรือในเดือน ก.ค. 2568 เนื่องจากน้ำมันมีรายรับเข้ามารวม 286 ล้านบาทต่อวัน (จากผู้ใช้ดีเซล 184 ล้านบาทต่อวัน และผู้ใช้เบนซิน 102 ล้านบาทต่อวัน)

ทั้งนี้ในส่วนของสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกล่าสุด ณ วันที่ 15 พ.ค. 2568 เวลาประมาณ 15.00 น. ราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ระดับ 65.45 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ราคาเพิ่มขึ้น 1.06 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) อยู่ที่ 61.09 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ลดลง 2.08 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล  และราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) อยู่ที่ 64.05 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ลดลง 2.04 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล

ส่วนค่าการตลาดน้ำมันที่ผู้ค้าน้ำมันเรียกเก็บจากประชาชน ซึ่งรายงานโดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ณ วันที่ 15 พ.ค. 2568 เปลี่ยนแปลงดังนี้ ค่าการตลาดกลุ่มเบนซิน-แก๊สโซฮอล์ยังคงทรงตัวระดับสูง โดยน้ำมันเบนซินออกเทน 95 ถูกเรียกเก็บค่าการตลาด 3.47 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 มีค่าการตลาดที่ 3.29 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 3.36 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 3.35 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 อยู่ที่ 3.62 บาทต่อลิตร, ดีเซล อยู่ที่ 1.64 บาทต่อลิตร  โดยเฉลี่ยค่าการตลาดระหว่าง 1-15 พ.ค. 2568 อยู่ที่ 2.46 บาทต่อลิตร (จากค่าการตลาดที่เหมาะสมที่ 1.5-2 บาทต่อลิตร)

Source : Energy News Center

EnergyLIB เปิดตัว “LIB Solar Townhome” ครั้งแรกในไทย! โซลาร์สำหรับทาวน์โฮมโดยเฉพาะ เปิดแอร์เย็นชิล 8 ชั่วโมง เริ่มต้นเพียง 69,900 บาท

ปฏิวัติวงการโซลาร์ในไทย

EnergyLIB (เอเนอร์จี้ลิบ) ผู้เชี่ยวชาญด้านโซลาร์โซลูชันเพื่อการอยู่อาศัย เดินหน้าเปลี่ยนอนาคตพลังงานของไทย เปิดตัวนวัตกรรมใหม่ “LIB Solar Townhome” ระบบโซลาร์เซลล์ที่ออกแบบมาเพื่อบ้านทาวน์โฮมโดยเฉพาะ ครั้งแรกในประเทศไทย ภายใต้คอนเซ็ปต์ “เปิดแอร์ชิล 8 ชั่วโมง” ช่วยให้สมาชิกในบ้านอยู่สบายตลอดกลางวัน ไม่ต้องทนร้อนอีกต่อไป

ความต้องการโซลาร์เซลล์สูงขึ้น

แม้ตลาดโซลาร์เซลล์ในไทยจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยคาดว่าปี 2568 จะมีมูลค่าสูงกว่า 67,000 ล้านบาท แต่โซลูชันในตลาดส่วนใหญ่ยังเน้นบ้านเดี่ยวหรือบ้านแฝด ขณะที่บ้านทาวน์โฮมกลับถูกมองข้าม ทั้งที่ความต้องการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นทุกปี จากปัจจัยอย่างการทำงานที่บ้าน, EV, การเลี้ยงสัตว์ในบ้าน และอากาศที่ร้อนขึ้นทุกปี

LIB Solar Townhome จึงออกแบบมาให้ตอบโจทย์ผู้อยู่อาศัยทาวน์โฮมโดยเฉพาะ ทั้งในแง่ของพื้นที่ติดตั้ง ราคาเข้าถึงง่าย และใช้งานสะดวก โดยวางจำหน่ายในราคาจับต้องได้ที่ 69,900 บาท

EnergyLIB เปิดตัว “LIB Solar Townhome” ครั้งแรกในไทย ราคา 69,900 บาท

นายทวนทอง ศรีวิเชียร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ EnergyLIB กล่าวว่า

“เราไม่ได้แค่ติดโซลาร์ แต่เราทำให้โซลาร์เป็นเรื่องง่าย เข้าใจได้ และเข้าถึงได้สำหรับทุกครัวเรือน ไม่ว่าคุณจะอยู่บ้านรูปแบบไหน เราเชื่อว่าทุกคนควรเข้าถึงพลังงานสะอาดได้อย่างเท่าเทียม”

การเปิดตัวครั้งนี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญของ EnergyLIB ที่เลือกลงลึกในกลุ่มที่ยังไม่มีใครตอบโจทย์ พร้อมต่อยอดจากความสำเร็จของผลิตภัณฑ์ก่อนหน้าอย่าง EnergyLIB P1 AMD-One และ P1 Lite ที่เคยทำยอดขายพุ่งแตะ 100 ล้านบาทภายในเดือนเดียว

EnergyLIB เปิดตัว “LIB Solar Townhome” ครั้งแรกในไทย ราคา 69,900 บาท

นอกจากนี้  EnergyLIB ยังมีแผนขยายไลน์ผลิตภัณฑ์ด้านพลังงานแสงอาทิตย์ให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น เช่น

  • ไฟส่องสว่างพลังงานแสงอาทิตย์
  • ระบบรักษาความปลอดภัยจากโซลาร์
  • แบตเตอรี่สำรองแบบพกพา
  • อุปกรณ์ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า

“เราไม่ได้แค่วางแผงโซลาร์ เราวางอนาคตที่ดีขึ้นให้ทุกครัวเรือน”
นายทวนทองกล่าวทิ้งท้ายด้วยความมุ่งมั่น

LIB Solar TSownhome ราคา 69,900  บาท พร้อมโปรปรโมชั่นสำหรับพรืออเดอร์รับส่วนลดพิเศษ 5,000 บาท” ตั้งแต่วันที่ 7  -21 พฤษภาคม 2568 เท่านั้น โดยโปรโมชันมีจำนวนจำกัด สามารถพรีออเดอร์ได้แล้วผ่านช่องทางออนไลน์ร้านค้า EnergyLIB Official ที่ Shoppee  Lazada และ NocNoc รวมถึงร้านค้า BaNANA, HomePro, Power Buy และผู้จัดจำหน่ายที่ร่วมรายการทั่วประเทศ

สามารถสัมผัสผลิตภัณฑ์จริงได้ที่ร้าน BaNANANA, HomePro และ Power Buy ดูรายละเอียดสาขาที่มีสินค้าได้ที่ Facebook Oficial Page: EnergyLIB หรือสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Call center 02-070-7888

EnergyLIB เปิดตัว “LIB Solar Townhome” ครั้งแรกในไทย ราคา 69,900 บาท

Source : Spring News

ช่วงเที่ยง (CEST) ของวันที่ 28 เมษายน 2568 เกิดเหตุไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ในสเปนและโปรตุเกส ส่งผลกระทบต่อประชาชนหลายล้านคน ระบบขนส่งหยุดชะงัก เที่ยวบินถูกยกเลิก และธุรกิจต้องปิดตัวลง สาเหตุเกิดจากความผิดปกติของสภาพอากาศที่กระทบสายส่งไฟฟ้าแรงสูงระหว่างสเปนและฝรั่งเศส ซึ่งระบบไฟฟ้าในประเทศสเปนกลับสู่สภาวะปกติภายในเวลา 11:00 น. CEST ของวันที่ 29 เมษายน

เหตุการณ์นี้สะท้อนความท้าทายของระบบพลังงานหมุนเวียน และเตือนให้ภูมิภาคอื่น เช่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทบทวนโครงข่ายไฟฟ้าของตนเอง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจึงจัดการบรรยาย “ไฟดับครั้งใหญ่ในยุโรป: บทเรียนจากสเปน-โปรตุเกส 2025” งานนี้มุ่งประเมินความเปราะบางของระบบพลังงานในบริบทสภาพภูมิอากาศ เชื่อมโยงผลกระทบจาก Climate Anomaly (สภาพอากาศสุดขั้ว) และเสนอแนวทางออกแบบระบบพลังงานให้ยืดหยุ่นและสมดุลยิ่งขึ้นสำหรับอนาคต

บทเรียนจากไฟดับสเปน–โปรตุเกส 2025

ศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ และผู้อำนวยการสถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน เปิดเผยว่า การสัมมนาครั้งนี้เป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากเหตุการณ์จริง โดยมีเป้าหมายสำคัญในการถอดบทเรียนจากกรณีไฟดับครั้งใหญ่ในสเปนและโปรตุเกสปี 2025

นอกจากการวิเคราะห์เชิงเทคนิคแล้ว ปรากฏการณ์ภูมิอากาศสุดขั้วมีบทบาทสำคัญต่อความเสถียรของระบบพลังงาน การประเมินความเปราะบางของโครงข่ายไฟฟ้าในยุโรปจึงเป็นโอกาสให้ประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนศึกษาแนวทางรับมือกับวิกฤตพลังงานที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

จากบทเรียนของยุโรป การลงทุนด้านโครงสร้างระบบไฟฟ้าจำเป็นต้องมีการปรับปรุงในหลายมิติ เช่น

  • การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Modernization) เพื่อให้สามารถรับมือกับภัยธรรมชาติและเหตุการณ์สุดขั้ว
  • การสร้างระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) เพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียนที่มีความไม่แน่นอนสูง
  • การออกแบบสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน ควบคู่กับพลังงานสำรอง เพื่อให้เกิดความสมดุลในระบบ
  • การพัฒนาเทคโนโลยีเตือนภัยและฟื้นฟูระบบอย่างรวดเร็ว เมื่อเกิดเหตุการณ์ Blackout

ผู้กำหนดนโยบาย วิศวกร นักวิจัย และภาคประชาชน ต่างต้องมีบทบาทร่วมกันในการเตรียมความพร้อม พัฒนาแนวทางเชิงรุก เพื่อสร้างระบบไฟฟ้าที่ ยืดหยุ่นและฟื้นตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานสู่ความยั่งยืน

พลังงานแห่งอนาคตต้องไม่ใช่แค่สะอาด แต่ต้องมั่นคงและยืดหยุ่นพอจะรับมือกับความไม่แน่นอนที่กำลังมาถึง

ป้องกันไฟดับซ้ำรอยยุโรป จุฬาฯ แนะไทยปรับระบบไฟฟ้า รับยุคพลังงานหมุนเวียน

เครือข่ายไฟฟ้าของยุโรป: จุดแข็งและจุดเปราะบาง

รศ.ดร.สุรชัย ชัยทัศนีย์ ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ กล่าวว่า ระบบไฟฟ้าในยุคใหม่กำลังเผชิญกับความท้าทายที่แตกต่างจากอดีต ปัจจัยที่นำไปสู่ความเสียหายไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว แต่เป็นผลของการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด สัดส่วนพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นโดยขาดระบบกักเก็บพลังงานเพียงพอ รวมถึง ภัยธรรมชาติสุดขั้ว เช่น คลื่นความร้อนและพายุลมแรงที่สร้างความเสียหายต่อสายส่งไฟฟ้าในวงกว้าง

ในทางเทคนิค ระบบไฟฟ้าของยุโรปมีการเชื่อมโยงระหว่างประเทศอย่างแน่นแฟ้น ผ่านโครงข่ายแรงดันสูง 400kV และ 220kV ซึ่งช่วยให้สามารถซื้อขายพลังงานได้อย่างยืดหยุ่น ทว่า เมื่อเกิดความไม่สมดุลด้านพลังงานหรือความถี่ในประเทศหนึ่ง ผลกระทบสามารถแพร่กระจายไปทั่วเครือข่ายอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้โครงสร้างที่แข็งแกร่งกลับกลายเป็นจุดเปราะบางในช่วงวิกฤติ

“หากเราพิจารณาระบบไฟฟ้าในลักษณะที่เชื่อมโยงกันแน่นหนาแบบ ‘โครงข่าย’ (network) อย่างสายส่งของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ถือเป็นโครงสร้างที่มีความมั่นคงสูง แต่ในทางกลับกัน หากเป็นการเชื่อมต่อแบบหลวมๆ หรือไม่สมบูรณ์ เช่น ลิงก์กันเพียงบางจุด ก็อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงเมื่อระบบใดระบบหนึ่งมีปัญหา โดยเฉพาะในประเทศที่มีภูมิประเทศเป็นแนวยาว เช่น เวียดนาม การส่งไฟฟ้าระยะไกลมากๆ ผ่านสายส่งเดียว อาจกลายเป็นจุดเปราะบางได้เช่นกัน”

ป้องกันไฟดับซ้ำรอยยุโรป จุฬาฯ แนะไทยปรับระบบไฟฟ้า รับยุคพลังงานหมุนเวียน

พลังงานหมุนเวียน กับเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า

เมื่อเปรียบเทียบกับยุโรป รศ.ดร. สุรชัย ระบุว่า แม้ประเทศไทยจะมีการเชื่อมโยงไฟฟ้ากับเพื่อนบ้าน เช่น ลาวและมาเลเซีย แต่ระบบยังคงเป็นแบบ Centralized เน้นการควบคุมภายในประเทศเป็นหลัก และยังไม่มีตลาดไฟฟ้าเสรีในลักษณะเดียวกับ MIB ของยุโรป ทำให้สามารถควบคุมภายในได้มากกว่า

ระบบที่มีพลังงานหมุนเวียนสูง เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และลม มีความไม่แน่นอนสูง หากไม่มีการบริหารจัดการที่ดี อาจทำให้ระบบไม่เสถียร โดยเฉพาะเมื่อขาด Inertia หรือ ‘ความเฉื่อย’ ของระบบ ซึ่งระบบเดิมที่ใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบหมุนจะมีความสามารถในการดูดซับความเปลี่ยนแปลงได้ดีกว่า

สำหรับพลังงานหมุนเวียน ประเทศไทยมีสัดส่วนอยู่ราว 20% โดยขึ้นอยู่กับวิธีการนับ เช่น จะนับพลังน้ำจากต่างประเทศหรือไม่ ในขณะที่ประเทศในยุโรปบางประเทศมีสัดส่วนสูงถึง 50–60% โดยเฉพาะในพลังงานแสงอาทิตย์และลม อย่างไรก็ตาม การมีพลังงานหมุนเวียนจำนวนมากก็ต้องมีการบริหารจัดการที่ดี เนื่องจากพลังงานเหล่านี้มีความไม่แน่นอนสูง

ดังนั้น การออกแบบระบบไฟฟ้าในอนาคตต้องเน้นความยืดหยุ่น (Flexibility) และความสามารถในการฟื้นตัว (Resilience) เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนทั้งจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ และผลกระทบที่เกิดจากการปรับโครงสร้างพลังงานสู่ความยั่งยืนในระยะยาว

ป้องกันระบบ ‘ล้มเป็นโดมิโน’

รศ.ดร.สุรชัย กล่าวด้วยว่า โรงไฟฟ้าแต่ละแห่ง ที่มีความไวในการตอบสนองต่างกัน ซึ่งเรียกว่า ‘Droop’ ซึ่งหมายถึงความชันของการตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของความถี่ในระบบไฟฟ้า ยิ่งค่า Droop ต่ำ ระบบยิ่งตอบสนองเร็ว

ยุโรปกำหนดค่า Droop ไว้ที่ประมาณ 2–10% ขณะที่ประเทศไทยใช้ค่าราว 5% อย่างไรก็ตาม เมื่อสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเพิ่มมากขึ้น แนวโน้มคือการลดค่า Droop ให้ต่ำลง เพื่อให้โรงไฟฟ้าตอบสนองเร็วขึ้น เช่น จาก 5% เหลือ 4% เพื่อป้องกันไม่ให้ระบบล่มหากเกิดความผันผวนของโหลดหรือแหล่งจ่ายอย่างฉับพลัน

“แต่การตอบสนองเร็วเกินไปก็มีข้อเสีย คล้ายกับเวลาที่เกิดเหตุฉุกเฉินในห้อง หากทุกคนตกใจและวิ่งหนีออกจากห้องทันทีแม้ไฟยังไม่ไหม้จริง ก็อาจเกิดการอัดกันที่ทางออกและไม่มีใครดับไฟ เช่นเดียวกับระบบไฟฟ้า หากทุกโรงไฟฟ้าตอบสนองเร็วเกินไปอาจทำให้ระบบหลุดพร้อมกันทั้งหมด จนนำไปสู่ไฟฟ้าดับวงกว้าง”

อีกปัจจัยที่เกี่ยวข้องคือ การตั้งค่าระบบควบคุมความถี่ เช่น ROCOF (Rate of Change of Frequency) และ Droop ซึ่งกำหนดว่าโรงไฟฟ้าจะตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงเร็วเพียงใด

“หากตอบสนองเร็วเกินไป ระบบอาจ ‘ล้มเป็นโดมิโน’ ได้ เช่น กรณีที่โรงไฟฟ้าหลุดออกจากระบบพร้อมกัน 2 แห่ง (n-2) แม้ระบบจะออกแบบรองรับได้แค่ n-1 เท่านั้น ก็จะทำให้ความถี่สวิงอย่างรุนแรง นำไปสู่การปลดตัวเองของโรงไฟฟ้าอื่น ๆ และเกิดไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง”

การแกว่งของกำลังไฟฟ้าระหว่างประเทศ

รศ.ดร.สุรชัยยังได้พูดถึงการเกิด inter-area oscillation หรือการแกว่งของกำลังไฟฟ้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกรณีสายส่งหลักเส้นเดียวที่เชื่อมระหว่างสเปนและโปรตุเกส หากมีปัญหาก็อาจทำให้พลังงานสวิงจนระบบเสียสมดุลอย่างฉับพลัน

อีกประเด็นสำคัญคือเรื่อง ‘Inertia’ หรือความเฉื่อยของระบบไฟฟ้า ซึ่งมีผลโดยตรงต่อเสถียรภาพของโครงข่าย ระบบไฟฟ้าแบบดั้งเดิมที่ใช้โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่จะมี Inertia สูง เพราะมีชิ้นส่วนที่หมุนอยู่ตลอดเวลา เช่น โรเตอร์ของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลงจะสามารถดูดซับหรือหน่วงเวลาได้มากกว่า ในขณะที่ระบบพลังงานหมุนเวียนอย่างโซลาร์เซลล์ไม่มีมวลที่หมุนอยู่เลย จึงไม่มี Inertia และอาจเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันได้

“ดังนั้น การวางแผนพลังงานในอนาคตของไทยต้องพิจารณาเรื่องความมั่นคงของระบบไปควบคู่กับการขยายสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน โดยต้องเน้นทั้งเทคโนโลยีการกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) และการออกแบบระบบให้สามารถปรับตัวต่อความไม่แน่นอนได้”

“ในประเทศไทยเองก็เคยมีกรณีไฟฟ้าดับใหญ่ เช่น ปี 2561 และปี 2556 ซึ่งสาเหตุหลักก็ล้วนเกี่ยวข้องกับระบบการป้องกันที่สั่งปลดเครื่องกำเนิดไฟฟ้า หรือโหลด ออกจากระบบโดยอัตโนมัติ ดังนั้นการออกแบบระบบควบคุมให้มีความสมดุล ทั้งด้านความเร็วในการตอบสนองและความมั่นคงของโครงข่าย จึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อพลังงานหมุนเวียนมีบทบาทเพิ่มขึ้น”

ป้องกันไฟดับซ้ำรอยยุโรป จุฬาฯ แนะไทยปรับระบบไฟฟ้า รับยุคพลังงานหมุนเวียน

Source : กรุงเทพธุรกิจ

นักวิจัยได้ค้นพบแบคทีเรียชนิดใหม่ที่ไม่มีใครเคยรู้จักมาก่อน ชื่อว่า “Candidatus Electrothrix yaqonensis” มาพร้อมคุณสมบัติสามารถนำไฟฟ้าได้ อาจเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยเกิดเทคโนโลยีชีวอิเล็กทรอนิกส์เชิงนวัตกรรมได้ ซึ่งอาจใช้ในอุตสาหกรรมได้หลากหลาย เช่น ยา การผลิตในภาคอุตสาหกรรม ความปลอดภัยของอาหาร การติดตามผลและซ่อมเสริมสิ่งแวดล้อม

แบคทีเรียชนิดใหม่นี้ถูกพบบริเวณโคลนริมชายฝั่งรัฐโอเรกอนของสหรัฐ โดยถูกตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ชนเผ่า “ยาโควนา” (Yaqona) ชนพื้นเมืองในพื้นที่ที่ค้นพบแบคทีเรียชนิดนี้ ซึ่งทีมวิจัยได้แยกแบคทีเรียชนิดนี้ออกจากตัวอย่างตะกอนระหว่างช่วงน้ำขึ้นน้ำลงบริเวณปากแม่น้ำยาควินาเบย์

สำหรับ Ca. Electrothrix yaqonensis เป็นแบคทีเรียเคเบิล ที่ประกอบด้วยเซลล์รูปแท่งต่อกันเป็นเส้นเหมือนสายเคเบิล โดยมีเยื่อหุ้มภายนอกร่วมกัน สามารถสร้างเส้นใยที่ยาวได้หลายเซนติเมตร คุณสมบัติการนำไฟฟ้าของแบคทีเรียชนิดนี้แตกต่างแบคทีเรียชนิดอื่น เพราะช่วยในการปรับกระบวนการเผาผลาญให้เหมาะสมในสภาพแวดล้อมตะกอนที่แบคทีเรียชนิดนี้อาศัยอยู่

ด้วยคุณสมบัติเฉพาะและความสำคัญของวิวัฒนาการแบคทีเรียสายพันธุ์ใหม่นี้มีรูปแบบการเผาผลาญและยีนที่เป็นส่วนผสมระหว่างสกุล Ca. Electrothrix และ Ca. Electronema

“สายพันธุ์ใหม่นี้ดูเหมือนจะเป็นสะพานเชื่อมระหว่างสองสายพันธุ์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอาจให้ข้อมูลเชิงลึกใหม่ ๆ เกี่ยวกับวิวัฒนาการของแบคทีเรียเหล่านี้และการทำงานในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน” เฉิง หลี่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยออริกอนสเตท

แบคทีเรียเคเบิลสายพันธุ์นี้มีศักยภาพในการเผาผลาญดีกว่าแบคทีเรียชนิดอื่น ๆ ที่มีทั้งหมด อีกทั้งยังมีลักษณะโครงสร้างที่โดดเด่น เช่น สันนูนบนพื้นผิวที่เด่นชัด ซึ่งกว้างกว่าแบคทีเรียชนิดอื่น ๆ ถึงสามเท่า โดยมีเส้นใยที่มีสภาพเป็นสื่อกระแสไฟฟ้าสูง เพราะโมเลกุลของเส้นใยมีนิกเกิลเป็นส่วนประกอบ

ดังนั้นเส้นใยเหล่านี้ทำให้แบคทีเรียสามารถขนส่งอิเล็กตรอนในระยะไกลได้ โดยเชื่อมโยงตัวรับอิเล็กตรอน เช่น ออกซิเจนหรือไนเตรตที่พื้นผิวตะกอนกับตัวให้อิเล็กตรอน เช่น ซัลไฟด์ในชั้นตะกอนที่ลึกกว่า 

ความสามารถของแบคทีเรียในการเข้าร่วมปฏิกิริยารีดักชัน-ออกซิเดชันระยะทางไกล ทำให้มีบทบาทสำคัญในธรณีเคมีของตะกอนและการหมุนเวียนของสารอาหาร โดยแบคทีเรียเหล่านี้สามารถถ่ายโอนอิเล็กตรอนเพื่อทำความสะอาดมลพิษ ดังนั้นจึงสามารถนำไปใช้กำจัดสารอันตรายออกจากตะกอนได้

นอกจากนี้ การออกแบบโปรตีนนิกเกิลที่มีคุณสมบัติเป็นสื่อกระแสไฟฟ้าสูงของแบคทีเรียเหล่านี้ยังอาจนำไปใช้ผลิตไบโออิเล็กทรอนิกส์รูปแบบใหม่ได้อีกด้วย

ปัจจุบันมีแบคทีเรียเคเบิลที่รู้จักแล้ว 25 สายพันธุ์ รวมถึงแบคทีเรียที่เพิ่งค้นพบใหม่นี้ด้วย ปรกติแล้วแบคทีเรียเคเบิลสามารถอาศัยอยู่ในสภาพภูมิอากาศที่หลากหลายและพบได้ในสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ทั้งในตะกอนน้ำจืดและน้ำเค็ม แต่นักวิจัยกลับรู้จักพวกมันเพียงเล็กน้อย โดยเฉพาะในด้านสัณฐานวิทยา (รูปร่างและโครงสร้าง) และพันธุกรรมของแบคทีเรียเหล่านี้

เฉิง หลี่เปิดเผยถึงสาเหตุที่ตั้งชื่อแบคทีเรียโดยใช้ชื่อชนเผ่า เพื่อเป็นการยอมรับในความผูกพันทางประวัติศาสตร์กับผืนดินและยอมรับถึงการมีส่วนสนับสนุนที่ยั่งยืนต่อความรู้ทางนิเวศวิทยาและความยั่งยืน


ที่มา: IFLScienceScitech DailyThe Week
Source : กรุงเทพธุรกิจ