Huawei เขย่าวงการ EV เปิดตัวสถานีชาร์จกำลังสูงสุด 1.5 MW ครั้งแรกของโลกที่ระบายความร้อนด้วยของเหลวเต็มระบบ ตั้งเป้าปฏิวัติการชาร์จรถบรรทุกไฟฟ้า

Huawei สร้างความฮือฮาให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัวสถานีชาร์จกำลังสูงระดับเมกะวัตต์  รุ่นล่าสุดในนครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งมาพร้อมกำลังการชาร์จสูงสุดถึง 1.5 เมกะวัตต์ (MW)

CREDIT : CNEVPOST
CREDIT : CNEVPOST

Huawei อ้างว่านี่คือโซลูชันการชาร์จระดับเมกะวัตต์รุ่นแรกของอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีระบายความร้อนด้วยของเหลวแบบเต็มระบบ (Fully Liquid-Cooled)

โดยใช้เทคโนโลยีการหล่อเย็นแบบแช่ (Immersion Liquid-Cooling Technology) ซึ่งช่วยให้สถานีชาร์จมีอายุการใช้งานยาวนานถึง 10 ปี และทำงานได้อย่างเสถียรในสภาพแวดล้อมสุดขั้วตั้งแต่อุณหภูมิ -30°C ถึง 60°C

สถานีชาร์จรุ่นใหม่นี้ถูกออกแบบมาโดยเน้นที่กลุ่มรถบรรทุกไฟฟ้าขนาดใหญ่เป็นหลัก แต่ Huawei ยืนยันว่าสามารถใช้งานกับรถยนต์ไฟฟ้าทั่วไปได้เช่นกัน โดยรองรับรถยนต์ไฟฟ้าในตลาดปัจจุบันได้ถึง 99%

ในด้านประสิทธิภาพ เมื่อใช้งานพร้อมกันสองหัวชาร์จ (Dual Charging Guns) จะสามารถจ่ายกระแสไฟได้สูงสุดถึง 2,400 แอมแปร์ (A) ทำให้รถบรรทุกไฟฟ้าสามารถชาร์จจาก 10% ถึง 90% ได้ภายในเวลาเพียง 15 นาที

โดยเติมพลังงานได้ประมาณ 300 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) ซึ่งเร็วกว่าเครื่องชาร์จ DC แบบดั้งเดิมเกือบ 4 เท่า นอกจากนี้ จากการทดสอบใช้งานจริงยังพบว่าช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการชาร์จได้ถึง 30% และลดต้นทุนการดำเนินงานได้ 20%

Huawei ได้จับมือเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับบริษัทขนส่งยักษ์ใหญ่อย่าง SF Express และ JD.com เพื่อนำร่องใช้งานรถบรรทุกไฟฟ้า 5,000 คันแรกที่รองรับการชาร์จระดับเมกะวัตต์นี้

นอกจากนี้ ยังร่วมมือกับผู้ผลิตรถยนต์อีก 11 ราย พัฒนารถบรรทุกไฟฟ้ากว่า 30 รุ่นที่รองรับการชาร์จเร็วพิเศษ 4C เพื่อใช้งานในสถานการณ์ต่างๆ เช่น ท่าเรือ และเหมืองแร่  

การเปิดตัวครั้งนี้ตอกย้ำการแข่งขันที่ดุเดือดในอุตสาหกรรม EV ของจีน ที่ต่างเร่งพัฒนาเทคโนโลยีการชาร์จกำลังสูงพิเศษเพื่อลดระยะเวลาในการชาร์จ

ก่อนหน้านี้เพียงหนึ่งวัน CATL ผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่ที่สุดของโลก ได้เปิดตัวแบตเตอรี่ Shenxing Superfast Charging Battery เจเนอเรชันที่ 2 ที่มีกำลังการชาร์จสูงสุด 1.3 MW

CREDIT : CNEVPOST
CREDIT : CNEVPOST

ขณะที่ Zeekr ก็ประกาศเปิดตัวสถานีชาร์จระบายความร้อนด้วยของเหลว กำลังไฟ 1.2 MW ต่อหัวชาร์จในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีนี้

CREDIT : CNEVPOST
CREDIT : CNEVPOST

และ BYD ก็ได้เปิดตัวสถานีชาร์จ Megawatt Flash Charger กำลังไฟ 1 MW ที่สามารถเพิ่มระยะทางวิ่ง 400 กม. ใน 5 นาทีไปแล้วก่อนหน้านี้

CREDIT : CNEVPOST
CREDIT : CNEVPOST

ที่มา : CNEVPOSTArenaEV
Source : Spring News

ผลการศึกษาจำนวนมากบ่งชี้ว่า ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมของอุตสาหกรรมวิดีโอเกม ตั้งแต่วัสดุที่ใช้ผลิตคอนโซลเกม ไปจนถึงปริมาณการใช้พลังงานของคลาวด์เกมมิง อาจเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ยังไม่สายเกินแก้ที่จะปรับปรุงความยั่งยืนภายในอุตสาหกรรม ซึ่งสามารถเริ่มได้ง่ายๆ ด้วยตัวผู้เล่นเอง

เอิร์ธดอตโออาร์จี (EARTH.ORG) เผยว่า อุตสาหกรรมวิดีโอเกมกำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ด้านเอ็กซ์โพลดดิง ท็อปปิกส์ คาดว่า ในปี 2567 มีผู้เล่นวิดีโอเกมทั่วโลกราว 3.32 พันล้านคน ซึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่า 1 พันล้านคนภายในระยะเวลา 9 ปี

แม้ผลการศึกษาหลายชิ้นเผยว่า การเล่นเกมมีประโยชน์หลายด้าน เช่น ช่วยพัฒนาความคล่องแคล่วของมือ เพิ่มทักษะทางสังคม และลดความเครียด แต่ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของเกมยังคงน่าเป็นห่วง

ตั้งแต่ตัวเกมไปจนถึงแนวทางการผลิต การขนส่ง และการจำหน่าย ล้วนสร้างคาร์บอนฟรุตพรินต์จำนวนมาก แม้แต่เกมดิจิทัลก็สามารถทำให้สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงได้ เนื่องจากการเล่นแบบออนไลน์ต้องการแหล่งกักเก็บข้อมูลจำนวนมาก จึงก่อให้เกิดมลพิษทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งครองสัดส่วนเกือบ 3.7% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก

เปลี่ยนโลก ‘วิดีโอเกม’ สู่สีเขียว เริ่มง่ายๆ ด้วย ‘เกมเมอร์’

เกมสร้างมลพิษ

หนึ่งในปัญหาใหญ่สุดทั้งของคอนโซลเกม หรือเกมที่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าสำหรับการเล่น และฟิซิคัลเกม เช่น จิ๊กซอว์ คือ กระบวนการผลิต

คอนโซลเกมต้องใช้วัสดุจากอุตสาหกรรมเหมือง ทั้งทองแดง นิกเกิล ทองคำ และสังกะสี ซึ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามีข้อพิพาทหลายรายการเกี่ยวกับแหล่งที่มาของวัสดุเหล่านั้น บางบริษัทไม่สามารถติดตามที่มาของวัสดุได้ ขณะที่บางบริษัทพบปัญหาเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม บางบริษัท เช่น นินเทนโด พยายามเลี่ยงใช้วัสดุจากประเทศที่มีข้อพิพาท แม้จะมีผลลัพธ์ที่ดีแต่ยังมีปัญหาจากบรรดาซัพพลายเออร์ของตนเองอยู่บ้าง

การทำเหมืองสร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก ตั้งแต่การสกัดไปจนถึงการผลิต เพราะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศหลายพันล้านกิโลกรัม เช่น การผลิตเครื่องเล่นเกม PlayStation 4 ของโซนี่ (Sony) สร้างคาร์บอนไดออกไซด์ 8.9 พันล้านกิโลกรัม นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2558

ด้าน eyespyhealth เผยว่า เทนเซนต์, ไมโครซอฟท์, แอปเปิ้ล, โซนี่ และกูเกิล เป็นบิ๊กเทคฯ ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมาก และไมโครซอฟท์คาดการณ์ว่า โดยเฉลี่ยเกมเมอร์ที่ใช้เครื่องเล่นเกมประสิทธิภาพสูงจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 72 กิโลกรัมต่อปี

ทั้งนี้ โลกของเกมก็พัฒนาอยู่เสมอ บรรดาเกมเมอร์พีซี เกมเมอร์ที่เล่นเกมออนไลน์และใช้คลาวด์กักเก็บข้อมูล ล้วนต้องการใช้พลังงานเพิ่มขึ้น ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วคอนโซลเกมใช้พลังงานเพิ่มขึ้น 156% ขณะเล่นเกมที่ใช้คลาวด์เมื่อเทียบกับการเล่นเกมในเครื่องเล่นทั่วไป และอาจหนุนการใช้พลังงานมากขึ้นไปอีก เมื่อเกมมีรูปแบบบริการและเปิดให้สมัครสมาชิกแบบดิจิทัลมากขึ้น

อย่างไรก็ดี แม้นวัตกรรมเหล่านี้ไม่ได้ช่วยลดการใช้พลังงาน แต่ยังคงช่วยลดปริมาณขยะที่จะถูกฝังกลบได้

คำถามคือ แล้วเกมเมอร์ ผู้พัฒนาและผู้ผลิตเกม สามารถทำอย่างไรได้บ้างเพื่อให้อุตสาหกรรมวิดีโอเกมสีเขียวมากขึ้นในอนาคต และจำเป็นต้องดำเนินการอย่างไร เพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสิ่งแวดล้อม

เริ่มง่ายๆ ด้วยตัวเอง

หากผู้อ่านเป็นเกมเมอร์ตัวยงอาจต้องตกใจ เมื่อรู้ว่างานอดิเรกของตนเองสร้างความเสียหายได้มาก อย่างไรก็ดี ผู้เล่นสามารถเริ่มสร้างความแตกต่างได้ตั้งแต่ตอนนี้

เกมเมอร์ตัวยงสามารถสร้างความยั่งยืนมากขึ้นได้ด้วยการเลือกตัวเลือกที่ดีกว่า เมื่อต้องตัดสินใจซื้อหรือเล่นเกมใดๆ เช่น ปิดพีซีหรือคอนโซลเมื่อไม่ได้ใช้ ซื้อเกมดิจิทัลแทนซื้อเกมแบบแผ่น เปลี่ยนคอนโซลใหม่เมื่อจำเป็นเท่านั้น และหลีกเลี่ยงอุปกรณ์เสริมที่ไม่จำเป็น นอกจากนี้ เกมเมอร์ควรเรียนรู้เกี่ยวกับการรีไซเคิลเกมและเครื่องเล่นเกมต่างๆ ด้วย เพื่อลดการสร้างขยะอิเล็กทรอนิกส์

การรีไซเคิลเกมและคอนโซลเกมในปัจจุบันง่ายมากขึ้นแล้ว เพราะมีร้านรับซื้อขยะอิเล็กทอรนิกส์เก่ามากขึ้น ขณะที่บริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งก็เสนอโครงการรีไซเคิลสินค้า ซึ่งจะให้ผลตอบแทนเป็นเงินหรือเครดิตเพื่อจูงใจลูกค้าที่ตระหนักถึงสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้การผลักดันกฎหมายที่เปิดให้เอื้อต่อการซ่อมแซมเครื่องใช้ต่างๆ ได้ง่าย อาจช่วยลดขยะเหล่านี้ได้ ลูกค้าจะได้ไม่ต้องซื้อสินค้าใหม่หรือเพิ่มขยะ เมื่อของใช้เดิมพังหรือเสียหาย

ดังนั้น หากคอนโซลเกมยังคงใช้งานได้ และเราไม่อยากเล่นเกมแล้ว ลองเปลี่ยนไปขายหรือบริจาคแทนการทิ้งมันเฉยๆ ดีกว่า

ผู้ผลิตเกมต้องพยายามมากขึ้น

สำหรับผู้ผลิต เอิร์ธดอตโออาร์จีแนะว่า จำเป็นต้องยกระดับและมีความคืบหน้าในความพยายามด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น รวมถึงทุกๆ ขั้นตอนในการผลิตสินค้า ตั้งแต่ใช้แพ็กเกจที่มีความยั่งยืน และใช้วัสดุจากเหมืองที่มีจริยธรรม

บางสตูดิโอ เช่น สเปซเอป (Space Ape) ได้กำหนดความมุ่งมั่นสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน และนำกลยุทธ์ต่างๆ มาใช้แล้ว เช่น บริการรถรับส่งไปทำงาน เปลี่ยนผู้ให้บริการพลังงาน และเพิ่มถังขยะรีไซเคิล

นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายบริษัทที่ให้คำมั่นสัญญาสนับสนุนวาระทางสิ่งแวดล้อมระดับโลก ตั้งแต่การรีไซเคิลพลาสติกในผลิตภัณฑ์ของตนเอง ไปจนถึงการชดเชยคาร์บอนด้วยการปลูกต้นไม้ทั่วโลก

แม้ตอนนี้ ยังคงเป็นเกมที่ต้องรอดูว่าอุตสาหกรรมวิดีโอเกมจะพลิกโฉมอย่างไร แต่ก็เป็นเรื่องน่ายินดีแล้วที่บริษัทใหญ่ๆ หลายแห่งกำลังต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง ตระหนักถึงปัญหา และมีส่วนร่วมในการสร้างอนาคตเกมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

อ้างอิง: earth.orgexploding topics
Source : กรุงเทพธุรกิจ

มาตรการประกาศขึ้น “กำแพงภาษีสหรัฐ” ของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ส่งผลกระทบไปทั่วโลก โดยในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดนขึ้นภาษีระหว่าง 10-49% ซึ่งจะส่งผลกระทบครั้งใหญ่ต่ออุตสาหกรรม “พลังงานสะอาด” ขณะเดียวกันความไม่ชัดเจนในการจัดเก็บภาษีอาจส่งผลต่อความต้องการและความเชื่อมั่นของนักลงทุน จนทำให้กระแสเงินทุนจากภาคเอกชนไม่เป็นไปตามเป้า

การสำรวจ องค์กรไม่แสวงหากำไร New Energy Nexus (NEX) สาขาอินโดนีเซีย เปิดเผยว่าสตาร์ตอัปด้านพลังงานสะอาดกว่า 300 แห่งยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนา และมากกว่าครึ่งหนึ่งเพิ่งดำเนินงานได้น้อยกว่า 6 เดือน และ 60% ยังอยู่ในช่วงต้นแบบหรือระยะนำร่อง ซึ่งเป็นช่วงที่ต้องพึ่งพาการระดมทุนโลจิสติกส์ และอารมณ์ตลาด

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังปิดสำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐ (USAID) ทำให้โปรแกรมการระดมทุนจากต่างประเทศหลายโปรแกรมต้องหยุดชะงัก ส่วนบริษัทการเงินเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐ (DFC) แหล่งเงินทุนสำหรับโครงการพลังงานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง ก็กำลังเผชิญกับการปรับโครงสร้างใหม่ ทำให้หลายบริษัทต้องมองหาพันธมิตรจากประเทศอื่น เพื่อรักษา และขยายการเติบโต

ผู้เชี่ยวชาญ กล่าวว่า การขึ้นภาษีในครั้งนี้อาจกระตุ้นให้ผู้ผลิตในอาเซียนจำเป็นต้องกระจายฐานลูกค้าภายในภูมิภาคมากยิ่งขึ้น ซึ่งอาจช่วยพัฒนาภาคส่วนพลังงานสะอาด และเร่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานให้รวดเร็วกว่าเดิม แต่ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับว่าการระงับการเรียกเก็บภาษีจะขยายเวลาออกไปอีกหรือไม่

ผลกระทบต่อภาคพลังงานสะอาดในอาเซียน

แผงโซลาร์เซลล์และเซลล์แสงอาทิตย์เป็นสินค้าอันดับต้น ๆ ที่อาเซียนส่งไปยังสหรัฐ โดยนักวิเคราะห์ประเมินว่าสหรัฐนำเข้าผลิตภัณฑ์พลังงานแสงอาทิตย์จากกัมพูชา มาเลเซีย ไทย และเวียดนามคิดเป็นสัดส่วนระหว่าง 75-80% 

แต่หลังจากที่ผู้ผลิตในสหรัฐร้องเรียนว่าผู้ส่งออกพลังงานแสงอาทิตย์ในอาเซียนกำลังทุ่มตลาดด้วยสินค้าราคาถูก ทำให้เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2025 สหรัฐประกาศขึ้นภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์พลังงานแสงอาทิตย์จากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 4 ประเทศ คือ กัมพูชา เวียดนาม ไทย และมาเลเซีย 

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐ ระบุว่า อัตราภาษีถูกกำหนดให้สูงถึง 3,521% สำหรับกัมพูชา  ขณะบริษัทที่ไม่ได้ระบุชื่อในเวียดนามต้องเสียภาษีศุลกากรสูงถึง 395.9% ส่วนไทยกำหนดไว้ที่ 375.2% ภาษีสำหรับมาเลเซียกำหนดไว้ที่ 34.4% 

โจเซฟ โปห์ หัวหน้าฝ่ายพลังงานและเคมีภัณฑ์ ของยูโอบี กล่าวว่า ภาษีรอบล่าสุดนี้จะยิ่งทำให้ราคาของโมดูลพลังงานแสงอาทิตย์ที่นำเข้าจากอาเซียนสูงขึ้น ส่งผลให้ช่องว่างระหว่างราคากับสินค้าเทียบเท่าที่ผลิตในสหรัฐกว้างขึ้น

ส่วนประกอบของรถยนต์ไฟฟ้า เช่น แบตเตอรี่ ก็ถือเป็นสินค้าส่งออกที่สหรัฐซื้อจากไทย และมาเลเซียเช่นกัน ถึงแม้ว่าการส่งออกเหล่านี้จะมีอัตราภาษีที่ต่ำกว่าผลิตภัณฑ์พลังงานแสงอาทิตย์ แต่ ศ.โยฮัน สุเลมาน จากคณะธุรกิจของมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ กล่าวว่า ภาษีศุลกากรจะส่งผลกระทบต่อความสามารถของทั้งสองตลาดในการเป็นส่วนสำคัญของซัพพลายเชนรถยนต์ไฟฟ้า 

อย่างไรก็ตาม ศ.สุเลมาน กล่าวว่า สหรัฐนำเข้าอุปกรณ์ และส่วนประกอบรถยนต์ไฟฟ้าจากมาเลเซีย และไทยมากกว่าจากจีน แม้ว่าจีนจะเป็นผู้ส่งออกรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดในโลกก็ตาม ดังนั้นไทย และมาเลเซีย ยังคงได้เปรียบการแข่งขันอยู่

ลดการพึ่งพาสหรัฐ

โปห์ แนะนำว่า ผู้ผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ และรถยนต์ไฟฟ้าในอาเซียนจะต้องลดขนาดการผลิตลง เพื่อรองรับความต้องการที่ลดลง และอาจต้องย้ายโรงงานผลิตของตนไปยังสหรัฐ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจไปบ้าง

ส่วน ฟาง อูหลิน หัวหน้าฝ่ายความยั่งยืนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของ PwC สิงคโปร์ กล่าวว่า สหรัฐเป็นผู้ซื้อสินค้าส่งออกเหล่านี้จำนวนมาก ดังนั้นตลาดอาเซียนอาจต้องใช้เวลาสักระยะในการป้องกันตนเองจากผลกระทบระยะสั้นของภาษีศุลกากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งผู้ผลิตอาจมีกำไรลดลง แม้ว่าจะสามารถส่งสินค้าไปยังตลาดอื่น ๆ ได้ก็ตาม เนื่องจากบริษัทพลังงานแสงอาทิตย์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังไม่คุ้มทุนเท่ากับในจีน และในภูมิภาคอื่น ๆ มีการแข่งขันสูงมาก

ศ.สุเลมาน ให้ความเห็นว่า บริษัทต่างๆ จึงจำเป็นต้องการระบายสินค้าส่วนเกินภายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากระยะทางสั้นกว่าและมีต้นทุนต่ำกว่า ซึ่งมีข้อดีคือ จะช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของภูมิภาคได้

“ผมคิดว่าเราจำเป็นต้องมีการประสานงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อให้แน่ใจว่ากำลังการผลิตส่วนเกินที่มีอยู่จะส่งผลดีต่อภูมิภาคอื่น ๆ ผมไม่คิดว่าเรามีเวลาเหลือมากนัก ผมคิดว่าประชาคมอาเซียนจะต้องพูดคุยกันและสร้างฉันทามติโดยเร็ว” ศ.สุเลมาน กล่าว

ซันจีฟ กุปตะ หัวหน้าฝ่ายน้ำมันและก๊าซของ EY-Parthenon บริษัทที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ กล่าวว่าขั้นตอนสำคัญประการหนึ่งในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของอาเซียน จำเป็นต้องพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน ทั้งที่มีการเจรจากันในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา แต่ยังไม่มีความคืบหน้ายังค่อนข้างช้า และจำกัดอยู่แค่ในระดับองค์กรหรือทวิภาคีเท่านั้น

“โครงข่ายไฟฟ้าอาเซียนอาจเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่สุดสำหรับภูมิภาคนี้ โดยมอบเสถียรภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพด้านต้นทุนด้านพลังงานที่มากขึ้น เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในระดับขนาดใหญ่” กุปตะกล่าวเสริม

หากจีนไม่สามารถส่งออกแผงโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าไปยังตลาดอื่น ๆ ได้ ก็อาจทำให้จีนหันไปส่งออกสินค้าเหล่านี้ไปยังตลาดที่มีการเติบโตสูง เช่น มาเลเซียและไทยแทน ซึ่งจะช่วยให้จีนสามารถรักษาระดับส่งออกแผงโซลาร์เซลล์ที่กำลังเติบโตได้ดี

“การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้สามารถเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ โดยเฉพาะความร่วมมือด้านพลังงานสะอาด ด้วยการเข้าถึงเทคโนโลยีในราคาถูกลง เร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่คาร์บอนต่ำของภูมิภาคได้” อง ซู่ ยี่ นักวิเคราะห์วิจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลของ OCBC กล่าว

สิ่งนี้จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับซัพพลายเชนของอาเซียน และช่วยให้ผู้ผลิตได้รับประโยชน์จากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์และความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของวัตถุดิบจากจีน

ที่มา: Business TimesReccessaryReuters
Source : กรุงเทพธุรกิจ

IEEE PES จัดสัมมนา “กลไกการจัดหาพลังงานไฟฟ้าสะอาดและการเปิดให้บริการระบบโครงข่ายไฟฟ้าแก่บุคคลที่สาม (Clean Energy Supply Mechanisms and Third Party Access ) ภายในงาน PES Day 2025 มีหลายประเด็นที่รัฐซึ่งเป็นผู้กำหนดนโยบายควรพิจารณาหาทางออกแบบ Win-Win กับทุกฝ่ายและให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศในภาพรวม 

สมาคมไฟฟ้าและพลังงานไอทริปเปิลอี (ประเทศไทย) (IEEE PES – Thailand) จัดงาน PES Day 2025 ขึ้นเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา โดยไฮไลท์ของงานคือการสัมมนาที่มีผู้ทรงคุณวุฒิในวงการไฟฟ้าร่วมเป็นวิทยากร ประกอบด้วย นายธวัชชัย พัฒนพิพิธไพศาล ผู้ช่วยผู้ว่าการยุทธศาสตร์องค์กร การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ดร.สมชาย ทรงศิริ ผู้ช่วยผู้ว่าการวางแผนและวิศวกรรม (วางแผนและพัฒนาระบบไฟฟ้า) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) นายอำพล สงวนวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจพลังไฟฟ้า การไฟฟ้านครหลวง (MEA)  นางสาวมรรษพร กรรณสูต หัวหน้าส่วนงานระดับ 11 ฝ่ายนวัตกรรมและพัฒนาการกำกับกิจการพลังงาน สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน รองศาสตราจารย์ ดร.สุรชัย ชัยทัศนีย์ ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.แนบบุญ หุนเจริญ ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นผู้ดำเนินรายการ และนายวิลาศ เฉลยสัตย์ ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง ในฐานะนายกสมาคมไฟฟ้าและพลังงานไอทริปเปิลอี (ประเทศไทย) เป็นประธานกล่าวเปิดการสัมมนา


นายวิลาศ เฉลยสัตย์ ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง ในฐานะนายกสมาคมไฟฟ้าและพลังงานไอทริปเปิลอี (ประเทศไทย) ประธานกล่าวเปิดการสัมมนา

โดยสรุปประเด็นเนื้อหาที่น่าสนใจจากการสัมมนา ดังนี้ ดร.สมชาย ทรงศิริ ผู้ช่วยผู้ว่าการวางแผนและวิศวกรรม (วางแผนและพัฒนาระบบไฟฟ้า) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ตั้งโจทย์ใหญ่ให้ทุกฝ่ายช่วยกันระดมความคิดว่า “ความต้องการของผู้ใช้พลังงานสะอาดคืออะไร?” โดยระบุว่าหากตีโจทย์ดังกล่าวไม่แตก นโยบายพลังงานสะอาดของประเทศจะขับเคลื่อนต่อไปได้ยาก


ดร.สมชาย ทรงศิริ ผู้ช่วยผู้ว่าการวางแผนและวิศวกรรม(วางแผนและพัฒนาระบบไฟฟ้า) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA)

ซึ่งมีการนำเสนอข้อมูลว่า นโยบายไฟฟ้าสีเขียว หรือ UGT 1 ที่กำหนดโควต้าไว้ 2,000 ล้านหน่วย ไม่ได้มีผู้แสดงความสนใจมากอย่างที่คิด โดยมีเพียงปริมาณ 400 ล้านหน่วย และในปริมาณดังกล่าว ผู้ยื่นขอมากที่สุดเป็นสถาบันการเงินที่มีผู้ถือหุ้นรายใหญ่จากญี่ปุ่นกว่า 190 ล้านหน่วย ไม่ใช่ภาคอุตสาหกรรม  แสดงให้เห็นว่าภาคอุตสาหกรรมไม่ได้ต้องการไฟฟ้าสีเขียวเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการไฟฟ้าสีเขียวที่มีราคาถูกด้วย 

ทั้งนี้ที่ผ่านมา ภาคอุตสาหกรรมมีการลงทุนติดตั้งโซลาร์รูฟบนหลังคา ซึ่งมีบริษัทเอกชนเป็นผู้ให้บริการ หรือที่เรียกว่า Private PPA ที่เสนอให้ราคาค่าไฟถูกกว่าค่าไฟที่เคยจ่าย ถึง 20-25%  เพราะใช้ประโยชน์จากส่วนต่างโครงสร้างค่าไฟฟ้าแบบ TOU Rate ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ใช้มานานไม่สอดคล้องกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป

ทั้งนี้อัตราค่าไฟแบบ TOU จะแบ่งเป็นช่วง peak (9.00น.-22.00 น) อัตราค่าไฟสูง และช่วง off peak (22.00น  -9.00น) ที่อัตราค่าไฟจะถูก ซึ่งเมื่ออุตสาหกรรมติดตั้งไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ซึ่งผลิตไฟในช่วงกลางวัน ก็จะไปช่วยลดค่าไฟฟ้าในช่วงกลางวันที่มีราคาแพงเพราะบวกรวมต้นทุนส่วนที่เป็น demand charge เข้าไปด้วย ทำให้ลดรายจ่ายค่าไฟลงได้ค่อนข้างมาก ในขณะที่ช่วงกลางคืนที่ โซลาร์เซลล์ไม่ผลิตไฟ ผู้ประกอบการอุตสาหกรรม ก็กลับไปใช้ไฟจากระบบ ในอัตราที่ถูกลง ทำให้ภาคอุตสาหกรรมได้ใช้ทั้งพลังงานสะอาดและราคาที่ถูกกว่าอัตราปกติที่เคยจ่าย ดังนั้น หากอัตรา UGT 1 มีราคาที่แพงกว่าก็จะไม่จูงใจกลุ่มอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ในมุมของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมถือว่าได้ประโยชน์ แต่ในภาพรวมถือว่าประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าทุกคนเสียประโยชน์ เพราะโครงสร้างของกิจการไฟฟ้าของประเทศ ถูกออกแบบให้ กฟผ.เป็นผู้สร้างโรงไฟฟ้าและรับซื้อไฟฟ้า และจัดส่งไฟฟ้ามายังระบบจำหน่าย ผ่านระบบสายส่งและสายจำหน่ายเพื่อส่งไปให้ผู้บริโภค โดยต้นทุนที่ลงทุนไป จะได้กลับคืนในรูปของ demand charge ที่อยู่ในค่าไฟฟ้า  ดังนั้น เมื่อผู้ประกอบการอุตสาหกรรมมีการติดตั้งโซลาร์รูฟบนหลังคากันมากๆ  ส่วนที่เป็น demand charge ก็จะลดลงจึงกระทบกับรีเทิร์นของการไฟฟ้า 

“ผู้บริโภคมีทางเลือกอื่นที่ทำให้ค่าไฟฟ้าถูกลง ด้วยการทำ peak shaving ซึ่งได้รับประโยชน์ และเมื่อมีคนได้ก็ต้องมีคนเสีย  ยกตัวอย่าง PEA มีทรัพย์สินที่ลงทุนไปแล้วเพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของคนในต่างจังหวัดกว่า 4 แสนล้านบาท  ถ้าวันหนึ่งไม่มีคนมาใช้ระบบสายส่งที่ลงทุนไปแและรื้อทิ้งไม่ได้  ถามว่าใครจะต้องจ่ายกับสิ่งที่รัฐลงทุนไปแล้ว คำตอบคือประชาชนทุกคนจะต้องช่วยกันจ่าย” ดร.สมชาย ชี้ให้เห็นประเด็นปัญหา


นายอำพล สงวนวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจพลังไฟฟ้า การไฟฟ้านครหลวง (MEA)

ในขณะที่ นายอำพล สงวนวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจพลังไฟฟ้า การไฟฟ้านครหลวง (MEA) บอกว่าในกลไกการจัดหาพลังงานไฟฟ้าสะอาดและการเปิดให้บริการระบบโครงข่ายไฟฟ้าแก่บุคคลที่สามนั้น MEA มีความพร้อมสนับสนุนนโยบายภาครัฐและสนับสนุน consumer ที่มีความประสงศ์จะเป็น Prosumer โดยเตรียมลงทุนโครงข่ายระบบสายส่งที่เป็น smart grid ที่รองรับความผันผวนจากพลังงานหมุนเวียนที่ส่วนใหญ่มาจากโซลาร์เซลล์


นายธวัชชัย พัฒนพิพิธไพศาล ผู้ช่วยผู้ว่าการยุทธศาสตร์องค์กร การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

นายธวัชชัย พัฒนพิพิธไพศาล ผู้ช่วยผู้ว่าการยุทธศาสตร์องค์กร การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ชี้ให้เห็นว่าสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของประเทศ ยังมาจากก๊าซธรรมชาติถึงประมาณร้อยละ50 และในก๊าซธรรมชาติที่ใช้ผลิต กว่าร้อยละ40 คือ LNG นำเข้า ดังนั้นการปรับขึ้นลงของราคาLNG จึงค่อนข้างส่งผลกระทบต่อต้นทุนค่าไฟ 

โดยนายธวัชชัย เห็นสอดคล้องกับ PEA ว่าในโครงสร้างค่าไฟ TOU ที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2543 นั้นทำให้ผู้ที่ติดตั้งโซลาร์บนหลังคาได้ประโยชน์ แบบโชค 3 ชั้น คือได้ลดค่าใช้จ่ายในส่วน demand charges ที่บวกรวมต้นทุนการลงทุนระบบสายส่งในตอนกลางวัน 

ไม่ต้องมีต้นทุนเชื้อเพลิง หรือ หรือ energy charge และตอนกลางคืนได้ใช้ไฟจากระบบในราคาที่ถูกกว่าอัตราที่เรียกเก็บกับกลุ่มทั่วไปที่ไม่ได้ใช้ระบบ TOU ดังนั้นรัฐควรจะต้องส่งสัญญาณในการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าหรือ pricing signal ที่ต้องมองทั้งระบบ 

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่ากลไกการจัดหาพลังงานไฟฟ้าสะอาดจะเป็นอย่างไร แต่รัฐยังควรต้องดูแลผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มเปราะบางที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 150 หน่วยต่อเดือน 


มรรษพร กรรณสูต หัวหน้าส่วนงานระดับ 11 ฝ่ายนวัตกรรมและพัฒนาการกำกับกิจการพลังงาน สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน

นางสาวมรรษพร กรรณสูต หัวหน้าส่วนงานระดับ 11 ฝ่ายนวัตกรรมและพัฒนาการกำกับกิจการพลังงาน สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน กล่าวนำเสนอว่าโครงสร้างกิจการไฟฟ้าที่ใช้กันมานาน รัฐควรจะต้องมีเจ้าภาพมาระดมความคิดเห็นกันว่าควรจะเดินไปในทิศทางที่จะรองรับพลังงานสะอาดที่จะเพิ่มขึ้นได้อย่างไร ที่ในแผนงานซึ่งเป็นนโยบายออกมาแล้วมีทั้งเรื่อง UGT1 UGT2 โครงการนำร่อง Direct PPA และ Third Party Access 

โดยบทบาทของ กกพ.นั้นเป็นเหมือนกรรมการที่กำกับกฏ ออกกฏ ไม่ใช่ผู้ที่ลงไปเล่น สั่งได้เฉพาะผู้ที่ไม่ทำตามกฏกติกา ควบคู่ไปกับการคุ้มครองดูแลผู้ใช้ไฟฟ้าที่ในอนาคตจะมีความต้องการที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อให้การจัดหาพลังงานสะอาด เกิดความมั่นคงทางพลังงาน (security) ยืนยันแหล่งผลิตได้ (traceability) และผู้บริโภคสามารถจ่ายได้ (affordability)


รองศาสตราจารย์ ดร.แนบบุญ หุนเจริญ ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รองศาสตราจารย์ ดร.แนบบุญ หุนเจริญ ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นผู้ดำเนินรายการ  ร่วมนำเสนอประเด็นด้วยว่า อยากให้ช่วยกันระดมความคิดที่จะทำให้กลไกการจัดหาพลังงานไฟฟ้าสะอาดและการเปิดให้บริการระบบโครงข่ายไฟฟ้าแก่บุคคลที่สาม เป็นไปแบบWin-Win กับทุกฝ่าย ซึ่งไม่เข้าใจว่าเหตุใด นโยบาย Direct PPA ที่กำหนดปริมาณไว้ 2,000 เมกะวัตต์ จึงกันไว้ให้เฉพาะกลุ่ม Data Center ทั้งๆที่กลุ่มสถาบันการเงิน กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์  ก็ต้องการ  Direct PPA ควรจะช่วยกันคิดด้วยว่าประเทศไทยจะได้ประโยชน์อะไรจาก Data Center ที่ใช้ไฟเปลือง ทำไมจึงต้องให้สิทธิประโยชน์พิเศษเฉพาะกับกลุ่มอุตสาหกรรมนี้ 


รองศาสตราจารย์ ดร.สุรชัย ชัยทัศนีย์ ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รองศาสตราจารย์ ดร.สุรชัย ชัยทัศนีย์ ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวยกตัวอย่างในเชิงเปรียบเทียบให้เห็นว่า นโยบายไฟฟ้าสีเขียวเปรียบเสมือน โต๊ะจีน 1 โต๊ะ มีคน 10 คน ค่าโต๊ะ 1,000 บาท หารเฉลี่ยคนละ 100 บาท คนที่อยากใช้ไฟฟ้าสีเขียว ก็เหมือนคนที่ลุกออกจากโต๊ะ ไปกินอาหารที่อื่น หากลุกออกไป 1 คนก็ทำให้ โต๊ะจีนเหลือจำนวน 9 คนแต่ค่าอาหารยังเท่าเดิม จึงต้องจ่ายเพิ่มขึ้น ยิ่งคนลุกออกไปเยอะ คนที่ยังอยู่ก็ยิ่งหารกันแพงขึ้น  ทางออกที่จะทำให้เกิดกรณีที่เรียกว่า Win -Win  คือคนที่ลุกออกจากโต๊ะจีน เป็นคนที่ไปสร้างรายได้เพิ่ม และนำรายได้มาช่วยหารกับคนในโต๊ะ  ซึ่งกรณีไฟฟ้าสีเขียว ที่จะมารองรับกลุ่ม Data Center ก็ต้องเปรียบเทียบให้เห็นว่า ประโยชน์ที่ประเทศจะได้จากการลงทุน หรือมีรายได้จากการส่งออกสินค้าที่ผลิตด้วยไฟฟ้าสีเขียว มากกว่าต้นทุนค่าไฟที่ประชาชนต้องช่วยกันจ่ายเพิ่มขึ้น

Source : Energy News Center

ความต้องการพลังงานสะอาดไม่เคยเร่งด่วนเท่านี้มาก่อน ปี 2567 เป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยอุณหภูมิโลกสูงถึง 1.5 องศา เหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม ตามรายงานขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) สิ่งนี้เกินเป้าหมาย 1.5 องศา ที่กําหนดโดยข้อตกลงปารีส ซึ่งบ่งบอกถึงวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่รุนแรง

สาเหตุหลักของภาวะโลกร้อนนี้คือการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ มากเกินไป โดยส่วนใหญ่มาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลเพื่อผลิตพลังงาน เห็นได้ชัดว่าการผลิตไฟฟ้าและความร้อนมีส่วนสําคัญต่อปัญหานี้ โดยการปล่อย คาร์บอน จากภาคนี้มีจํานวน 16.23 พันล้านตันในปี 2564 ซึ่งเท่ากับ 43.06% ของการปล่อย คาร์บอนทั่วโลก

การพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลดังกล่าวไม่เพียงแต่ทําให้โลกร้อนขึ้นเท่านั้น แต่ยังนําไปสู่เหตุการณ์สภาพอากาศที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งและรุนแรงมากขึ้น เช่น ไฟป่า คลื่นความร้อน และระดับน้ําทะเลที่สูงขึ้น เพื่อบรรเทาผลกระทบเหล่านี้และจํากัดความเสียหายเพิ่มเติม โลกต้องเปลี่ยนไปใช้โซลูชันพลังงานสะอาดที่ลดการปล่อยคาร์บอนอย่างมากและให้เส้นทางที่ยั่งยืนก้าวไปข้างหน้า

การเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดกําลังได้รับแรงผลักดัน ในปี 2566 91% ของกําลังการผลิตไฟฟ้าใหม่มาจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน เช่น ลมและพลังงานแสงอาทิตย์ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2567 ภาคพลังงานหมุนเวียนดึงดูดการลงทุนมากกว่า 313 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

พลังงานแสงอาทิตย์เป็นหนึ่งในโซลูชั่นพลังงานหมุนเวียนที่ราคาไม่แพงที่สุด

โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังงานแสงอาทิตย์มีราคาไม่แพงและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2555 ถึง 2567 ต้นทุนของโมดูลไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ในประเทศจีนลดลง 87% ในขณะที่ต้นทุนไฟฟ้าทั่วโลกสําหรับพลังงานแสงอาทิตย์ PV ลดลง 89% ระหว่างปี 2553 ถึง 2565 โดยแตะเพียง 0.049 ดอลลาร์/กิโลวัตต์ชั่วโมง ในขณะเดียวกัน ประสิทธิภาพของโมดูลก็เพิ่มขึ้นจาก 14% เป็น 24% ความก้าวหน้าเหล่านี้ทําให้พลังงานแสงอาทิตย์เป็นหนึ่งในโซลูชั่นพลังงานหมุนเวียนที่เข้าถึงได้มากที่สุดสําหรับทั้งโครงการที่อยู่อาศัยและโครงการระดับสาธารณูปโภค

ตอนนี้โมดูลพลังงานแสงอาทิตย์มีประสิทธิภาพและกะทัดรัดมากขึ้น ใช้พื้นที่น้อยลงในขณะที่ผลิตพลังงานได้มากขึ้น สิ่งนี้มีผลกระทบอย่างมีนัยสําคัญต่อความสามารถในการปรับขนาดของการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสําหรับเขตเมืองหรือสถานที่ที่มีพื้นที่จํากัด

นอกจากนี้ การปรับปรุงทางเทคโนโลยียังช่วยเพิ่มความทนทานของโมดูล ลดการเสื่อมสภาพ และยืดอายุการใช้งานของแผงเซลล์แสงอาทิตย์ การรวมกันของประสิทธิภาพที่สูงขึ้น ความน่าเชื่อถือที่ดีขึ้น และอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้นทําให้มั่นใจได้ว่าพลังงานแสงอาทิตย์จะยังคงเป็นรากฐานที่สําคัญของการเปลี่ยนแปลงสีเขียวทั่วโลกต่อไป

จุดเปลี่ยนที่สําคัญในอุตสาหกรรมเกิดขึ้นในปี 2559 ด้วยการเปิดตัวเทคโนโลยีตัวปล่อยแบบพาสซีฟและเซลล์ด้านหลัง (PERC) ซึ่งปรับปรุงประสิทธิภาพของเซลล์แสงอาทิตย์อย่างมีนัยสําคัญ สร้างกระแสไฟฟ้าได้มากขึ้นจากแสงแดดในปริมาณที่เท่ากันเมื่อเทียบกับเซลล์โพลีคริสตัลลีนแบบดั้งเดิม

เทคโนโลยี N-type tunnel oxide passivated contact (TOPCon) เกิดขึ้น ซึ่งให้ประสิทธิภาพที่สูงขึ้นและประสิทธิภาพในระยะยาวที่ดีขึ้น เซลล์ TOPCon เพิ่มผลผลิตพลังงานผ่านนวัตกรรม เช่น ชั้นออกไซด์ในอุโมงค์ที่ช่วยลดการสูญเสียพลังงานและการรักษาพื้นผิวขั้นสูงที่ปรับปรุงการไหลของกระแสไฟฟ้าและลดการเสื่อมสภาพของประสิทธิภาพ

การปรับปรุงเหล่านี้ทําให้ TOPCon เข้าใกล้ประสิทธิภาพทางทฤษฎีที่ 28.7% ซึ่งสูงกว่า 24.5% ของ PERC ด้วยเหตุนี้ TOPCon จึงแซงหน้า PERC อย่างรวดเร็ว: ในปี 2567 โมดูล TOPCon คิดเป็น 74% ของการจัดส่งในบรรดาผู้ผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ 10 อันดับแรก ในขณะที่ PERC คิดเป็นเพียง 23%

พลังงานแสงอาทิตย์ PV จะมีบทบาทมากขึ้นในระบบพลังงานทั่วโลก

มองไปข้างหน้า ไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ (PV) จะมีบทบาทมากยิ่งขึ้นในระบบพลังงานโลก คลื่นลูกต่อไปของนวัตกรรมจะนําโดยเซลล์แสงอาทิตย์ควบคู่ ซึ่งรวมเทคโนโลยี TOPCon ที่มีอยู่เข้ากับเทคโนโลยีเซลล์อื่นๆ เพื่อผลักดันประสิทธิภาพให้ไกลยิ่งขึ้น ในขณะที่ต้นทุนการผลิตยังคงลดลง การนําพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้จะเร่งขึ้นในทุกภาคส่วน ช่วยให้โลกเปลี่ยนไปสู่อนาคตคาร์บอนต่e

นโยบายของรัฐบาลจะมีความสําคัญต่อการเติบโตอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ ผู้กําหนดนโยบายจําเป็นต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียน โดยเสนอสิ่งจูงใจสําหรับเทคโนโลยีสะอาด และสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา ด้วยการส่งเสริมการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานหมุนเวียน รัฐบาลสามารถเร่งการเปลี่ยนแปลงไปสู่อนาคตพลังงานที่ยั่งยืนมากขึ้น

ส่วนสําคัญอีกประการหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงนี้คือการรวม PV และโซลูชันการจัดเก็บพลังงาน (ESS) โซลูชันการจัดเก็บพลังงานมีความสําคัญต่อการปลดล็อกคุณค่าเต็มรูปแบบของระบบ PV เนื่องจากจัดการกับความแปรปรวนโดยธรรมชาติของการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ ในขณะที่แผงโซล่าร์เซลล์ผลิตกระแสไฟฟ้าในระหว่างวัน ESS จัดการกับความแปรปรวนโดยการจัดเก็บพลังงานส่วนเกินเพื่อใช้ในช่วงที่มีเมฆมากหรือในเวลากลางคืน

การผสานรวมนี้ช่วยให้มั่นใจได้ถึงการจ่ายพลังงานอย่างต่อเนื่อง เพิ่มความเสถียรของกริด และช่วยให้สามารถบริโภคด้วยตนเองได้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการใช้งานที่อยู่อาศัยและเชิงพาณิชย์ โซลูชันการจัดเก็บพลังงานยังมีบทบาทสําคัญในการลดการพึ่งพาพลังงานสํารองที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและลดความเครียดบนกริดในช่วงที่มีความต้องการสูงสุด โซลูชั่น PV และ ESS ร่วมกันสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่ยืดหยุ่น ยืดหยุ่น และยั่งยืนมากขึ้น

ตามภารกิจของ JinkoSolar ใน “เพิ่มประสิทธิภาพพอร์ตโฟลิโอพลังงานและรับผิดชอบในการเปิดใช้งานอนาคตที่ยั่งยืน” บริษัทได้พัฒนาการรวม PV+ESS ทําให้ระบบ PV กลายเป็นส่วนหลักของระบบพลังงานที่แข็งแกร่งและปราศจากคาร์บอน – เร่งการเปลี่ยนแปลงโดยทําให้พลังงานแสงอาทิตย์เป็นโซลูชันตลอด 24 ชั่วโมงแทนที่จะถูกจํากัดโดยสภาพอากาศ

เมื่อการยอมรับเพิ่มขึ้น การทํางานร่วมกันระหว่างพลังงานแสงอาทิตย์และการจัดเก็บจะมีบทบาทสําคัญในการสร้างอนาคตพลังงานสะอาด การพัฒนา PV และ ESS ที่ส่งเสริมโซลูชันพลังงานแบบบูรณาการที่ช่วยเพิ่มเสถียรภาพของกริด เปิดใช้งานความเป็นอิสระด้านพลังงาน และรับรองว่าสามารถใช้พลังงานหมุนเวียนได้ทุกเมื่อที่ต้องการ เมื่อการยอมรับเพิ่มขึ้น การทํางานร่วมกันระหว่างพลังงานแสงอาทิตย์และการจัดเก็บจะมีบทบาทสําคัญในการสร้างอนาคตพลังงานสะอาด

ที่มา : JinkoSolar
Source : กรุงเทพธุรกิจ