สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า จีนกำลังจะก้าวสู่หมุดหมายสำคัญในการปฏิรูปภาคพลังงานครั้งใหญ่ ด้วยการเตรียมเปิดตัว

“ตลาดซื้อขายไฟฟ้าแห่งชาติ” (National Power Trading Market) แบบครบวงจร ภายในสิ้นปี 2568 นี้ ซึ่งจะเข้ามาปฏิวัติรูปแบบการซื้อขายไฟฟ้าทั่วประเทศอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

การเปิดตลาดซื้อขายไฟฟ้าแห่งชาติ จะเป็นการเปิดประตูให้ พลังงานสะอาด เข้ามามีบทบาทสำคัญในระบบผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าของจีนมากขึ้น

รวมถึงดึงดูด การลงทุนจากต่างชาติ ให้เข้ามาลงทุนในภาคพลังงานของจีน ซึ่งจะส่งผลดีต่อการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนและบรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศ

นายผาง เสี่ยวกัง ประธานบริษัท สเตท กริด คอร์ปอเรชั่น ออฟ ไชน่า (State Grid) ยักษ์ใหญ่ด้านโครงข่ายไฟฟ้าของจีนซึ่งครอบคลุมพื้นที่กว่า 80% ของประเทศ

ได้ประกาศความเชื่อมั่นในเวทีประชุมเศรษฐกิจโลก “Summer Davos” ที่นครเทียนจินว่า แพลตฟอร์มตลาดซื้อขายไฟฟ้าแห่งชาติจะพร้อมใช้งานได้ตามกำหนดภายในสิ้นปีนี้อย่างแน่นอน

จีนจ่อเปิด \"ตลาดไฟฟ้าแห่งชาติ\" ซื้อขายไฟได้ Real Time ทั่วประเทศ

ตลาดไฟฟ้าแห่งชาติพลิกโฉมพลังงานแดนมังกร

ปัจจุบัน State Grid กำลังเร่งมือออกแบบกลไกของ “ตลาดซื้อขายไฟฟ้าแห่งชาติ” ซึ่งเมื่อเปิดใช้งาน จะเปรียบเสมือน “กระดานเทรดไฟฟ้า” ขนาดยักษ์

ที่เชื่อมโยงทุกมณฑลเข้าด้วยกัน ทำให้สามารถซื้อขายไฟฟ้าได้แบบเรียลไทม์ตามความต้องการที่แท้จริง 

ที่สำคัญที่สุดคือ จะช่วยอำนวยความสะดวกให้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานลมและแสงอาทิตย์ ที่มีต้นทุนถูกลงเรื่อยๆ สามารถป้อนเข้าสู่ระบบได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

จีนจ่อเปิด \"ตลาดไฟฟ้าแห่งชาติ\" ซื้อขายไฟได้ Real Time ทั่วประเทศ

พลังงานสะอาดมาแรงในจีน

เดิมทีจีนตั้งเป้าหมายนี้ไว้ในปี 2568 แต่ต้องเร่งแผนให้เร็วขึ้นหลังจากเผชิญบทเรียนราคาแพงจากวิกฤตไฟดับเป็นวงกว้างในปี 2565 ซึ่งมีสาเหตุจากกลไกราคาที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนถ่านหินที่พุ่งสูงขึ้น 

รัฐบาลจีนจึงเดินหน้าเต็มกำลัง โดยมีนโยบายสำคัญคือการบังคับให้โครงการพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งหมดต้องเข้ามาขายไฟฟ้าในตลาดเปิดตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา

นโยบายดังกล่าวส่งผลให้ยอดการติดตั้งแผงโซลาร์และกังหันลมในเดือนพฤษภาคมพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด

โดยข้อมูลจากนายผางระบุว่า ตลอด 5 เดือนแรกของปีนี้ พลังงานสะอาดทั้งพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ มีสัดส่วนการผลิตคิดเป็นเกือบ 1 ใน 4 ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดของจีนเลยทีเดียว

การขยายตัวอย่างรวดเร็วของพลังงานสะอาดในจีนยังเปรียบเสมือนแม่เหล็กที่ดึงดูดการลงทุนจากทั่วโลก

โดยบริษัท เอซีดับเบิลยูเอ พาวเวอร์ (ACWA Power) ยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานและน้ำจากซาอุดีอาระเบีย ได้แสดงความสนใจที่จะเข้ามาตั้งฐานธุรกิจในแผ่นดินใหญ่

บริษัท ACWA เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีการแยกเกลือออกจากน้ำ (desalination) ที่พัฒนาจนสมบูรณ์แบบแล้ว เล็งเห็นถึงโอกาสในการลงทุนในประเทศจีน

ด้วยความสำเร็จอันโดดเด่นในการลดต้นทุนการผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลได้ถึง 85% ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ทำให้ ACWA มั่นใจว่าเทคโนโลยีของพวกเขาสามารถตอบสนองความต้องการน้ำของจีนได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า

Source : โพสต์ทูเดย์

แต่นวัตกรจะคิดตรงกันข้าม เขาเห็นวิกฤติเป็นโอกาส ลองคิดดูว่าถ้าในบรรยากาศมีคาร์บอนจำนวนมาก หมายความว่ามีแหล่งวัตถุดิบชั้นดีใกล้ตัว ถ้าเราสามารถนำคาร์บอนกลับมาเป็นเชื้อเพลิงได้ใหม่ หาวิธีดักเก็บ และหาส่วนผสมที่ใช่ประกอบร่างเข้าไป น่าจะเป็นนํ้ามันเบนซิน หรือดีเซล ที่เราผลิตเองได้จากอากาศ และยังแก้ปัญหาโลกเดือดได้ด้วย

โจทย์ก็คือ 1. สารสังเคราะห์อะไรที่ต้องเติมเข้าไปเพื่อให้คาร์บอนทำปฏิกิริยากลับด้านประกอบร่างกลับไปเป็นนํ้ามันเชื้อเพลิงเหมือนเดิม และ 2. เราจะพัฒนาเครื่องดักจับคาร์บอนรอบ ๆ ตัวเราได้อย่างไร ปกติตอนนี้มีผู้คิดค้นเครื่องดักจับคาร์บอนกันแล้ว แต่เป็นขนาดใหญ่ มีราคาแพง และคาร์บอนที่ดักจับได้ส่วนใหญ่ก็ส่งกลับไปฝังใต้ดิน เหมือนที่เราขุดมา ไม่ได้สร้างมูลค่าอะไร

มีบริษัท Aircela เป็น สตาร์ทอัพ ที่มหานครนิวยอร์ก ได้ทดลองคิดค้น เครื่องดักจับคาร์บอนขนาดเล็ก ขนาดพอ ๆ กับตู้เย็นขนาดใหญ่เท่านั้นเอง มีราคาประหยัด ในอนาคตอาจจะเป็นสิ่งที่ทุกบ้านต้องมี เขาทดลองติดตั้งบนดาดฟ้าของอาคารในแมนฮัตตัน เครื่องนี้นอกจากดูดคาร์บอนในบรรยากาศเข้าไปในเครื่องแล้ว ยังสังเคราะห์นํ้าและสารเคมีที่มีประจุไฟฟ้า เพื่อมาทำปฏิกิริยาย้อนกลับร่วมกับคาร์บอนที่ดักเก็บมาได้ แปรรูปเป็นนํ้ามันเชื้อเพลิงสังเคราะห์ที่มีสูตรใกล้เคียงกับนํ้ามันที่เราใช้ในยานพาหนะทั่วไป

      นี่อาจจะเป็นยูนิคอร์นตัวใหม่ จากความคิดของนวัตกรที่เห็นวิกฤติเป็นโอกาส เห็นของที่ไร้ค่าสร้างแต่ปัญหา เป็นวัตถุดิบที่มีคุณค่าที่มีอยู่รอบ ๆ  ตัวเรา เป็นวิธีคิดแบบ Circular Economy เศรษฐกิจหมุนเวียนแบบไม่รู้จบ ถ้านวัตกรรมนี้ถูกปรับปรุงพัฒนาจนวางขายได้ในห้างสรรพสินค้า น่าจะเป็นสิ่งที่ทุกบ้านต้องมี และเราอาจจะไม่ต้องพึ่งพาปั๊มนํ้ามันอีกต่อไป คนที่ใช้รถ EV อาจจะหวนกลับมาใช้รถเครื่องสันดาปแบบโบราณ แล้วก็รักษ์โลกด้วย ก็เป็นไปได้.

Source : เดลินิวส์

กบง. ตรึงราคาก๊าซหุงต้มต่อเนื่อง 423 บาทต่อถังขนาด 15 กก. ถึง 30 ก.ย. 2568  ในขณะที่ฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในส่วนของบัญชี LPG ติดลบ 44,403 ล้านบาทจากการเข้าไปชดเชยราคาLPG อย่างต่อเนื่อง

วันนี้ (27 มิถุนายน 2568)  นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ครั้งที่ 1/2568 เพื่อพิจารณาทบทวนการกำหนดราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) โดยที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบให้คงราคาขายส่งก๊าซปิโตรเลียมเหลว LPG หน้าโรงกลั่นที่ 20.9179 บาทต่อกิโลกรัม (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ทั้งนี้เพื่อให้ราคาขายปลีกก๊าซหุงต้มสำหรับ ถังขนาด 15 กิโลกรัม อยู่ที่ประมาณ 423 บาท  โดยมาตรการนี้จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ถึง 30 กันยายน 2568  นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมอบหมายให้คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) บริหารจัดการเงินกองทุนให้สอดคล้องกับแนวทางการดูแลราคาก๊าซ LPG ต่อไป

สำหรับฐานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่แยกออกเป็นบัญชีน้ำมันและบัญชี LPG นั้น ล่าสุด ณ วันที่ 22 มิ.ย.2568 ปรากฏว่าในส่วนของบัญชี LPG ติดลบ 44,403 ล้านบาทจากการเข้าไปชดเชยราคาLPG ให้ต่ำกว่าต้นทุนที่เป็นจริง ส่วนบัญชีน้ำมัน มีฐานะเป็นบวกอยู่ที่ 8,995 ล้านบาท ทำให้ฐานะกองทุนโดยรวมติดลบ 35,408 ล้านบาท

Source : Energy News Center

“กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ” หัวเรือใหญ่ตลาดหลักทรัพย์ฯ วางแผนเคลื่อน ESG เต็มรูปแบบ เตรียมเปิดแพลตฟอร์มซื้อขายคาร์บอนเครดิต รองรับกฎหมาย Climate Change หวังปูทางการลงทุนยั่งยืน รับมือกติกาโลกใหม่

ศาสตราจารย์ (พิเศษ) กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ด้วยปัจจัยสภาพแวดล้อมในโลกธุรกิจและการลงทุนที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน ตลาดหลักทรัพย์ฯ ความสำคัญในการส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนในภาคตลาดทุน

ไม่เพียงแค่ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการธุรกิจโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (Environmental, Social and Governance : ESG) ในการดำเนินงานของตลาดหลักทรัพย์ฯ เองแล้ว ยังมุ่งมั่นยกระดับการดำเนินงานด้าน ESG ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ควบคู่ไปด้วย

โดยที่ผ่านมาตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้มีการนำเสนอบริการด้านความรู้ที่หลากหลาย เช่น หลักสูตรอบรม สัมมนา คู่มือ แนวปฏิบัติ การประเมินผลการดำเนินงานด้าน ESG คลังความรู้ รวมถึงการให้คำปรึกษาเชิงลึกในประเด็นต่างๆ ด้าน ESG เพื่อสนับสนุนให้ บจ. มีความรู้ความเข้าใจ สามารถพัฒนาผลการดำเนินงานด้าน ESG ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจได้มากยิ่งขึ้นในอนาคต

นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการลงทุนที่ยั่งยืน (Sustainable Investment) ในกลุ่มผู้ลงทุนและผู้ประกอบวิชาชีพในสถาบันตัวกลาง ด้วยผลิตภัณฑ์และบริการที่หลากหลาย เช่น ดัชนีด้านความยั่งยืน SETTHSI ข้อมูลด้าน ESG เพื่อการตัดสินใจลงทุน หลักสูตรอบรมและสัมมนาที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างโอกาสในการลงทุนในระยะยาว

“ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นความมุ่งมั่นของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่จะเสริมสร้างรากฐานอันเข้มแข็งให้แก่ภาคตลาดทุน และส่งเสริมให้ตลาดทุนไทยมีส่วนช่วยพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกันอย่างสมดุลและยั่งยืน”

สะท้อนให้เห็นว่าตลาดหลักทรัพย์มองว่า ESG เป็นเรื่องสำคัญไม่อาจเลี่ยงได้ ต้องสร้างความน่าสนใจ ขับเคลื่อน สร้างให้เกิดความยั่งยืน แม้ประธานาธิบดี ทรัมป์จะไม่ให้ความสนใจต่อเรื่องของความยั่งยืนเท่าไหร่นัก แต่บจ. ไทยต้องไม่หยุดนิ่ง

ต้องสร้างความน่าสนใจและขับเคลื่อนบริษัทไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน เริ่มจากฝึกอบรม ESG และใช้ ESG Data Platform ที่ร่วมกับฟุตซี่ รัสเซล (FTSE Russell) ในอนาคต ทั้งนี้ บจ. ในปัจจุบันมีเพียง 50% เท่านั้นจากทั้งหมดกว่า 800 บริษัท หรือคิดเป็นราว 400 กว่าบริษัทที่ให้น้ำหนักเรื่องของความยั่งยืน ส่วนตัวยังไม่พอใจกับตัวเลขนี้นักและอยากให้ความสำคัญในจุดนี้เพิ่มมากขึ้น

ที่ผ่านมาทางตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังได้เข้ามาร่วมหารือกับภาครัฐในการช่วยสนับสนุนเรื่อง ESG ให้กับภาคเอกชน จะสร้างแรงจูงใจอย่างไรให้เอกชนเห็นถึงความสำคัญเรื่องของ ESG หรือความยั่งยืน ซึ่งเบื้องต้นก็มีแนวคิดในการปล่อยเงินกู้ให้กับภาคเอกชนเพื่อลงทุนในด้าน ESG โดยให้ดอกเบี้ยที่ต่ำ เพื่อช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานของเอกชนให้ลดลง

ในอนาคตสิ่งที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีความตั้งใจอยากเป็นตัวกลาง คือ ต้องการพัฒนาแพลตฟอร์มให้มีความหลากหลายและครอบคลุมมากที่สุด ในด้าน ESG ก็มีความตั้งใจว่าจะทำให้การซื้อขายคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit)

โดยไม่ว่าจะเป็นบริษัทจดทะเบียน หรือ บริษัทนอดเหนือจากนี้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ สามารถทำการซื้อขายคาร์บอนเครดิตได้ผ่านแพลตฟอร์มของตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือแม้กระทั่งการออกบอนด์โดยใช้แพลตฟอร์มของ SET เป็นต้น

“ในระยะถัดไป ธุรกิจไทยจะเผชิญแรงกดดันมากขึ้นในการรายงานคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ตามข้อบังคับและกติกาการค้าที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงแรงกดดันจากผู้บริโภคและคู่ค้าที่ใส่ใจความยั่งยืนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม หากธุรกิจจัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้อย่างมีประสิทธิภาพจะสามารถเปิดประตูสู่โอกาสทางการค้าและการลงทุนได้”

ในขณะนี้ทางตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้มีการเตรียมความพร้อม ทั้งเรื่องการศึกษาและวางระบบแพลตฟอร์มการซื้อขายคาร์บอนเครดิตแล้ว เหลือเพียงรอให้ภาครัฐที่ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการพิจารณา (ร่าง) พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (พ.ร.บ. Climate Change) ถูกอนุมัติออกมาอย่างเป็นทางการเท่านั้น

เบื้องต้นคาดการณ์ว่าอาจยังไม่ได้เห็นตวามชัดเจนของ พ.ร.บ. Climate Change ในปี 2568 นี้ แต่เชื่อว่าภาครัฐจะเร่งให้เห็นความชัดเจนได้ภายในปี 2569 เนื่องจากมองว่าเรื่องการสร้างความยั่งยืนเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายที่ภาครัฐอยากให้เกิดขึ้นโดยเร็ว

Source : ฐานเศรษฐกิจ

ภายใต้กระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกที่ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และความพยายามของประเทศไทยในการมุ่งสู่เป้าหมาย “ความเป็นกลางทางคาร์บอน” (Carbon Neutrality) และ “คาร์บอนเป็นศูนย์” (Net Zero) เครื่องมืออย่าง “คาร์บอนเครดิต” จึงมีบทบาทสำคัญในฐานะกลไกทางเศรษฐกิจที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อมูลล่าสุดจาก องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ณ วันที่ 30 เมษายน 2568 สะท้อนภาพรวมที่น่าสนใจของตลาดคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย โดยมีการสรุปสถิติการซื้อขายผ่านเว็บไซต์ ตลาดคาร์บอน ครอบคลุมปีงบประมาณ 2563 – 2568 ปริมาณการซื้อขายคาร์บอนเครดิตสะสมรวมทั้งสิ้น 3,358,208 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) คิดเป็นมูลค่ารวม 320,102,590 บาทแบ่งเป็น ดังนี้

แนวโน้มการซื้อขายย้อนหลัง

  • ปี 2563 : 169,806 tCO2e มูลค่า 4.37 ล้านบาท
  • ปี 2564 : 286,580 tCO2e มูลค่า 9.71 ล้านบาท
  • ปี 2565 : 1,187,327 tCO2e มูลค่า 128.49 ล้านบาท
  • ปี 2566 : 857,102 tCO2e มูลค่า 68.32 ล้านบาท
  • ปี 2567 : 686,079 tCO2e มูลค่า 85.79 ล้านบาท
  • ปี 2568 (ข้อมูลถึง 30 เม.ย.) : 171,314 tCO2e มูลค่า 23.41 ล้านบาท

จากตัวเลขจะเห็นว่าช่วงปี 2563–2565 ตลาดของไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด อันเป็นผลจากกระแส COP26 การประกาศเป้าหมายใหม่ที่ท้าทายขึ้นของประเทศ และการเตรียมเปิดศูนย์ซื้อขายคาร์บอนเครดิต ทำให้ผู้ประกอบการซื้อกักตุนไว้เป็นจำนวนมาก เนื่องจากราคายังถูกมาก ขณะที่ปี 2567 แม้ปริมาณซื้อขายลดลง แต่มูลค่าต่อหน่วยกลับเพิ่มขึ้น สะท้อนถึงการซื้อขายที่ “มีคุณภาพ” มากขึ้น

ปี 2568 สัญญาณฟื้นตัว

มาปี 2568 นี้ เริ่มแสดงสัญญาณฟื้นตัว โดยเป็นผลจากหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง เช่น

  • ความต้องการคาร์บอนเครดิตที่แตกต่างกันไปตามประเภทอุตสาหกรรม
  • ข้อกำหนดหรือมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมขององค์กร
  • ราคาคาร์บอนเครดิตที่เปลี่ยนแปลง
  • นโยบายจากภาครัฐ

การซื้อขายในปี 2568 สะท้อนความต้องการที่ “แท้จริง” ของผู้ซื้อ ที่ต้องการนำคาร์บอนเครดิตไปชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเอง มากกว่าการเร่งกักตุนเพื่อเก็งกำไรแบบที่เกิดขึ้นในปี 2565

ประเภทโครงการที่โดดเด่นในปี 2568

ตามปริมาณการซื้อขาย (tCO2e)

  • ชีวมวล : 132,095 tCO₂e
  • พลังงานแสงอาทิตย์ : 18,598 tCO₂e
  • ป่าไม้ : 12,496 tCO₂e

ตามด้านมูลค่าซื้อขาย

  • ป่าไม้ : 8.97 ล้านบาท
  • P-REDD+ (การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำลายป่าและความเสื่อมโทรมของป่า และการเพิ่มพูนการกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่ป่าในระดับโครงการ) : 7.33 ล้านบาท
  • ชีวมวล : 5.30 ล้านบาท

3 อันดับโครงการที่มีราคาต่อหน่วยสูงสุด

  • ป่าไม้ : 2,076.30 บาท/tCO₂e
  • P-REDD+ : 2,000 บาท/tCO₂e
  • เกษตรยืนต้น : 1,000 บาท/tCO₂e

ปัจจัยที่ส่งผลต่อตลาดคาร์บอน

ตลาดคาร์บอนเครดิตเคลื่อนไหวตามกลไกอุปสงค์–อุปทาน เช่นเดียวกับสินค้าอื่นๆ โดยมีปัจจัยสำคัญดังนี้

– อุปสงค์ (Demand)

  • ความต้องการชดเชยคาร์บอนขององค์กร (Net Zero / Carbon Neutrality)
  • กระแส ESG จากนักลงทุนและพันธมิตรธุรกิจ
  • ความตระหนักของบุคคลทั่วไปต่อสิ่งแวดล้อม

– อุปทาน (Supply)

  • จำนวนโครงการที่ขึ้นทะเบียนในปี 2568 คือ 52 โครงการ คาดว่าจะลด/กักเก็บ GHG ได้รวม 409,292 tCO₂e/ปี
  • โครงการที่ได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิต คือ 33 โครงการ ปริมาณที่ได้รับการรับรอง 1,631,710 tCO₂e/ปี โดยมากกว่า 98% เป็น Carbon Reduction Credit เช่น พลังงานทดแทน การจัดการของเสีย และการขนส่ง ส่วน Carbon Removal เช่น ป่าไม้ มีสัดส่วนยังน้อยมาก

การไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์ที่ต้องการเครดิตแบบ Removal และอุปทานที่เน้น Reduction จึงเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อปริมาณการซื้อขายและระดับราคา

สถิติล่าสุด ตลาดคาร์บอนเครดิตไทย ปี 2568 เปลี่ยนทิศ ชดเชยจริง ไม่ใช่เกมลงทุน

แนวโน้มระยะสั้นและระยะยาว

แม้จะมีการชะลอตัวในช่วงปี 2566–2567 แต่ตลาดคาร์บอนเครดิตของไทยยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะในระยะสั้นที่ยังอยู่ในช่วงภาคสมัครใจ (Voluntary) ก่อนเข้าสู่ตลาดภาคบังคับ (Compliance) ปัจจัยหนุนสำคัญ ได้แก่

  • เป้าหมาย Net Zero Emission ของประเทศ
  • นโยบายลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (CFO) และภาษีคาร์บอน
  • แรงกดดันจากผู้ลงทุนต่างชาติและพันธมิตรทางการค้าด้าน ESG
  • นโยบายรัฐบาล โดยเฉพาะการผลักดันให้ไทยเป็น “Carbon Trading Hub” ของภูมิภาค
  • การออก Thailand Taxonomy ระยะที่ 1 และ 2
  • การเตรียมประกาศใช้ พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

Source: กรุงเทพธุรกิจ