ราคา LPG โลกลดลง ส่งผลกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ปรับลดเงินชดเชยราคา LPG เหลือ 2.21 บาทต่อกิโลกรัม พร้อมลดเก็บเงินโรงแยกก๊าซฯ ที่ผลิต LPG ส่งเข้ากองทุนฯ เหลือ 6.2250  บาทต่อกิโลกรัม โดยราคาจำหน่าย LPG ยังคงอยู่ที่ 423 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม ถึงสิ้นเดือน มิ.ย. 2568 นี้ สำหรับบัญชี LPG มีเงินไหลเข้าประมาณ 589 ล้านบาทต่อเดือน แต่ภาพรวมบัญชี LPG ยังติดลบรวม -44,624 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center – ENC) รายงานว่า นางไพลิน ฟุ้งเกียรติ ผู้อำนวยการสำนักการเงินและบัญชี และในฐานะรักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ได้ลงนามเมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2568 ประกาศ “การกำหนดอัตราเงินส่งเข้ากองทุน อัตราเงินชดเชย อัตราเงินคืนจากกองทุน และอัตราเงินชดเชยคืนกองทุนสำหรับก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG)” โดยกำหนดเปลี่ยนแปลงเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ในบัญชี LPG ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 มิ.ย. 2568 เป็นต้นไป

สำหรับประกาศดังกล่าวได้กำหนดให้โรงแยกก๊าซธรรมชาติ ส่งเงินเข้ากองทุนฯ สำหรับ LPG ที่ผลิตในประเทศเพื่อจำหน่ายเป็นเชื้อเพลิง ในอัตรา 6.2250 บาทต่อกิโลกรัม โดยปรับลดลงจากเดิมที่กำหนดไว้ 6.5307 บาทต่อกิโลกรัม ทั้งนี้ไม่รวมถึง LPG ที่ผลิตจากโรงแยกก๊าซฯของ บริษัท ปตท. สผ. สยาม จำกัด อ.ลานกระบือ จ.กำแพงเพชร และ LPG ที่ผลิตจากโรงแยกก๊าซฯ ของ บริษัท ยูเอซี โกลบอล จำกัด (มหาชน) อ.กงไกรลาศ จ. สุโขทัย

 อย่างไรก็ตามให้ บริษัท ยูเอซี โกลบอลฯ ส่งเงินเข้ากองทุนฯ ในอัตรา 4.5167 บาทต่อกิโลกรัม ลดลงจากเดิมที่กำหนดให้ส่งเข้า 4.8224  บาทต่อกิโลกรัม

พร้อมกันนี้ยังได้ปรับลดเงินชดเชยราคา LPG ลงเป็น 2.2161  บาทต่อกิโลกรัม จากเดิมชดเชยอยู่ 2.5218 บาทต่อกิโลกรัม ทั้งนี้ไม่รวม LPG จากการแยกก๊าซฯ ที่ซื้อหรือได้จากรัฐ ผู้รับสัมปทาน หรือผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) โดยโรงแยกก๊าซฯ ของ บริษัท ปตท. สผ.สยาม จำกัด โดยราคาขายปลีก LPG ยังคงเท่าเดิมที่ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ถึง 30 มิ.ย. 2568 หลังจากนั้นต้องรอคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) พิจารณาต่อไป

รวมทั้งกำหนดเงินส่งเข้ากองทุนฯ สำหรับ LPG ที่ซื้อหรือได้มาจากโรงแยกก๊าซฯ ของ บริษัท ปตท. สผ. สยาม จำกัด ในอัตราเดิม 4.6876 บาทต่อกิโลกรัม

ส่วนกรณี LPG ที่ได้รับอนุญาตให้ส่งออกไปต่างประเทศ ตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 และได้รับเงินชดเชยจากกองทุนฯ แล้ว ให้ส่งเงินชดเชยคืนกองทุนฯ  2.2161 บาทต่อกิโลกรัม ลดลงจากเดิมที่กำหนดให้ส่งเข้า 2.5218 บาทต่อกิโลกรัม

สำหรับปัจจุบันบัญชี LPG ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยภาพรวมยังติดลบอยู่ -44,624 ล้านบาท โดยคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) กำหนดกรอบวงเงินสำหรับอุดหนุนราคา LPG ได้ไม่เกิน 50,000 ล้านบาท ปัจจุบันกองทุนฯ มีเงินไหลเข้าจาก LPG จำนวน 19.65 ล้านบาทต่อวัน (ประมาณ 589 ล้านบาทต่อเดือน) จากเดิมมีรายได้เข้า 21 ล้านบาทต่อวัน (ประมาณ 657 ล้านบาทต่อเดือน) ขณะที่ราคา LPG โลกเดือน มิ.ย. 2568 อยู่ที่ระดับประมาณ 585 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน ลดลงจากเดือน พ.ค. 2568 ที่เคยอยู่ในระดับ 600 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน  

สำหรับประกาศดังกล่าวเป็นไปตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่กำหนดนโยบายให้ กบน. บริหารกองทุนฯ อย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับความเสี่ยงกรณีเกิดวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิงดังนี้

1.มีเหตุการณ์ที่ทำให้ต้นทุนการจัดหาจากโรงแยกก๊าซฯ ,ต้นทุนโรงแยกก๊าซฯ ของ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) และต้นทุนโรงแยกก๊าซฯ ของบริษัท ยูเอซี โกลบอลฯ มีราคาสูงกว่านำเข้า 2.มีเหตุการณ์ที่ทำให้ราคา LPG ของตลาดโลกเปลี่ยนแปลงใน 2 สัปดาห์ เฉลี่ยมากกว่า 35 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน 3. มีเหตุการณ์ที่ให้ราคา LPG  ในประเทศเปลี่ยนแปลงใน 2 สัปดาห์ รวมกันมากกว่า 1 บาทต่อกิโลกรัม  และ 4. มีเหตุการณ์ที่ทำให้ราคาขายปลีก LPG ในประเทศสูงขึ้นในระดับเกินกว่า 363 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ทั้งนี้เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนหรือชะลอการขาดแคลนในประเทศ เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานและเศรษฐกิจของประเทศ

Source : Energy News Center

Neta V ทุบราคาช็อก! เหลือ 2.99 แสน “ต่ำกว่าทุน” ถูกกว่าเดิมเกือบครึ่ง ดีลเลอร์เหลือ 3 แห่งทั่วไทย ลูกค้าผวาหนัก หวั่นบริษัทแม่ในจีนสั่งปิดกิจการ

สถานการณ์ของรถยนต์ไฟฟ้า NETA ในประเทศไทยเข้าขั้นวิกฤตหนัก ล่าสุดมีการปรับลดราคา NETA V ลงอีกเหลือเพียง 299,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ระบุว่า “ต่ำกว่าทุน” และถูกกว่าราคาเปิดตัว NETA V II รุ่นเริ่มต้น (549,000 บาท) เกือบครึ่งหนึ่ง

CREDIT : CNEVPOST
CREDIT : CNEVPOST

การดิ่งลงของราคาอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางข่าวร้ายที่ถาโถมเข้าใส่แบรนด์อย่างต่อเนื่อง ทั้งจำนวนดีลเลอร์ที่ลดฮวบเหลือเพียง 3 แห่งทั่วประเทศ และปัญหาการเงินรุนแรงของบริษัทแม่ในจีน

ดีลเลอร์เหลือเพียง 3 แห่ง – อนาคตลูกค้าแขวนบนเส้นด้าย

จากเดิมที่มีโชว์รูมและศูนย์บริการมากกว่า 10 แห่งทั่วประเทศ ปัจจุบันตัวแทนจำหน่าย NETA ในประเทศไทยเหลือเพียง 3 แห่งเท่านั้น (กรุงเทพฯ 1 แห่ง และต่างจังหวัด 2 แห่ง)

สร้างความกังวลอย่างหนักให้แก่ลูกค้าปัจจุบันในเรื่องการบริการหลังการขายและการเคลมประกัน ขณะที่ก่อนหน้านี้ ดีลเลอร์บางรายได้นำ NETA V II มาลดล้างสต็อกในราคา 319,000 บาท โดยระบุว่าเป็นล็อตสุดท้ายก่อนปิดตัว

CREDIT : CNEVPOST
CREDIT : CNEVPOST

ความไม่แน่นอนนี้สอดคล้องกับความพยายามของผู้บริหารชาวจีนของเนต้า ไทยแลนด์ ที่พยายามเสนอขายกิจการให้กับกลุ่มทุนไทยด้วยมูลค่าราว 1,200-2,000 ล้านบาท

แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากนักลงทุนมองว่าแบรนด์มีความเสี่ยงสูงและยากที่จะดำเนินธุรกิจต่อไปได้ในระยะยาว

ปรากฏการณ์ “อู่นอกช่วยขาย” และสัญญาณความไม่แน่นอน

ล่าสุด ดีลเลอร์ NETA รายหนึ่งได้ประกาศลดราคา NETA V II เหลือ 319,000 บาท พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง โดยอาศัย “กิ๊งกือ ช็อป” อู่ซ่อมรถชื่อดังช่วยประชาสัมพันธ์และจำหน่าย

ซึ่งทางเพจของ กิ๊งกือ ช็อป ระบุว่าเป็นรถล็อตสุดท้ายของศูนย์ดังกล่าว หากขายหมดก็จะปิดตัวลงเช่นกัน นับเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นบ่อยครั้งนักที่ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการต้องพึ่งพาอู่นอกในการระบายสต็อกสินค้า

Neta V ลดราคา 2.99 แสน ล้างสต็อก ต่ำกว่าทุน ศูนย์บริการเหลือ 3 แห่ง

ความกังวลยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อมีรายงานว่า สำนักงานใหญ่ของเนต้า ออโต้ ประเทศไทย ที่อาคาร RSU Tower สุขุมวิท ได้ต่อสัญญาเช่าเพียงระยะสั้นเท่านั้น

ประกอบกับประเด็นปัญหาภายในที่พนักงานบริษัทรายหนึ่งเข้าแจ้งความว่าถูกหลอกให้เซ็นเป็นกรรมการคนเดียวของบริษัท และพนักงานจำนวนไม่น้อยทยอยลาออก โดยมีผลสิ้นสุดการทำงานในวันที่ 30 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ศูนย์กระจายอะไหล่เนต้าแห่งใหม่ บนถนนเพชรเกษม ซึ่งบริหารจัดการโดย บริษัท นครชัยศรี ออโตโมบิล จำกัด ก็เริ่มแสดงความไม่มั่นใจในการดำเนินธุรกิจร่วมกับค่ายรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนรายนี้เช่นกัน

บริษัทแม่ในจีนขาดทุนยับ – ปิดตัวแล้วในหลายประเทศ

ปัญหาใหญ่มาจากบริษัทแม่ Hozon New Energy Automobile Co., Ltd. ในประเทศจีน ที่ประสบภาวะขาดทุนสะสมมหาศาลสูงถึง 100,000 ล้านหยวน หรือประมาณ 400,000 ล้านบาท

จนต้องยุติกิจการในหลายประเทศ เช่น มาเลเซีย และสิงคโปร์ ทำให้เกิดคำถามว่าชะตากรรมของ NETA ในไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป

ยอดขายดิ่ง – ปัญหาภายในรุมเร้า

สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงเมื่อดูจากยอดขาย โดย 4 เดือนแรกของปี 2568 (ม.ค.-เม.ย.) NETA มียอดจดทะเบียนเพียง 1,067 คัน ลดลงถึง 37.3% สวนทางกับตลาดรถยนต์ไฟฟ้าโดยรวมที่เติบโตขึ้น 22.35%

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นปัญหาภายในบริษัท เมื่อ นางสาวสรินยา ศรีไทย พนักงานตำแหน่ง Sale Operation Specialist ได้เข้าลงบันทึกประจำวันที่ สน.ทองหล่อ เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2568

หลังพบว่าตนมีชื่อเป็นกรรมการบริษัทเพียงคนเดียว ทั้งที่ตกลงว่าต้องมี 2 คน ซึ่งทางเนต้า ไทยแลนด์ ชี้แจงว่ากำลังแต่งตั้งคณะกรรมการใหม่ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 12 มิถุนายน 2568

ผู้ใช้งาน NETA หลายรายยังได้ร้องเรียนเรื่องบริการหลังการขายที่ล่าช้า ปัญหาการรออะไหล่นาน ดีลเลอร์บางแห่งปฏิเสธการซ่อม และบริษัทประกันภัยบางแห่งไม่รับทำประกันรถยนต์ให้กับ NETA แล้ว

Source : Spring News

ญี่ปุ่น” ออกกฎหมายฉบับใหม่เพื่อปกป้องพนักงานจากอุณหภูมิที่สูงเกินไป บริษัทต่าง ๆ จะต้องเสียค่าปรับหากไม่ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันที่เหมาะสม โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถือเป็นนโยบายด้านความปลอดภัยจากความร้อน สำหรับพนักงานที่ไม่ค่อยมีประเทศไหนให้ความสำคัญ

กฎหมายฉบับนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ปี 2024 อากาศร้อนอบอ้าวในที่ทำงานทำให้มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 30 รายและบาดเจ็บจนต้องหยุดงานไปมากกว่า 4 วันประมาณ 1,200 ราย เป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในรอบ 10 ปีโดยส่วนใหญ่เป็นแรงงานภาคก่อสร้างหรือการผลิต ตามข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขของญี่ปุ่น

โรคลมแดด” สามารถเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ เกิดจากอุณหภูมิร่างกายที่สูงขึ้น จนส่งผลให้อวัยวะได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว ตามรายงานขององค์การอนามัยโลกเมื่อปีที่แล้ว ระบุว่าระหว่างปี 2000-2019 มีผู้เสียชีวิตจากความร้อนเกือบ 500,000 คนต่อปี 

นอกจากผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนแล้ว อุณหภูมิที่สูงขึ้นยังส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานของคนงานอีกด้วย ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจจากคลื่นความร้อนที่มีต่อเศรษฐกิจ

จากการศึกษาวิจัยขององค์การแรงงานระหว่างประเทศในปี 2019 พบว่าคนงานที่ทำงานหนักปานกลางจะสูญเสียความสามารถในการทำงานไปครึ่งหนึ่ง เมื่ออุณหภูมิอยู่ที่ 33-34 องศาเซลเซียส นอกจากนี้รายงานยังประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความเครียดจากความร้อนภายในปี 2030 อยู่ที่ 2.4 ล้านล้านดอลลาร์ หากไม่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ในปี 2024 เป็นครั้งแรกที่อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกสูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม 1.5 องศาเซลเซียส และคาดว่าอุณหภูมิโลกจะเพิ่มขึ้นจนถึงระดับสูงสุดในอีก 5 ปีข้างหน้า ตามข้อมูลขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก

กฎหมายของญี่ปุ่นกำหนดให้ผู้จ้างงานต้องปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติ เพื่อค้นหาและช่วยเหลือคนงานที่ป่วยเป็นโรคลมแดดอย่างรวดเร็ว สนับสนุนให้บริษัทใช้ระบบบัดดี้ในสถานที่ทำงาน แจกจ่ายอุปกรณ์สวมใส่สำหรับติดตามพนักงาน และจัดหาบริการขนส่งฉุกเฉินไปยังโรงพยาบาลหรือคลินิก

นายจ้างควรตรวจสอบดัชนีอุณหภูมิเวตบัลบ์โกลบ หรือ WBGT (Wet Bulb Globe Temperature) ซึ่งใช้สำหรับประเมินผลกระทบของร่างกายจากการได้รับความร้อนสะสมระหว่างทำงาน รวมถึงความร้อนจากสิ่งแวดล้อมรอบข้าง ซึ่งต้องคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ เช่น อุณหภูมิและความชื้น และต้องมีมาตรการเฉพาะสำหรับสถานที่ทำงานที่มีค่าดัชนีเกิน 28 องศาเซลเซียส หรืออุณหภูมิบรรยากาศ 31 องศาเซลเซียสนานกว่าหนึ่งชั่วโมง หรือรวมกันแล้วมากกว่า 4 ชั่วโมงภายในหนึ่งวัน

ขณะนี้บริษัทต่าง ๆ ในญี่ปุ่นกำลังปรับปรุงมาตรการเกี่ยวกับโรคลมแดดอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่นบริษัท Shimizu Corp. ผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ที่มีพนักงานมากกว่า 20,000 คน กำลังดำเนินการตามมาตรการต่าง ๆ เช่น การพักเบรกตามดัชนีความร้อนและการวัดอุณหภูมิร่างกายภายในโดยใช้เครื่องมือสวมใส่ อย่างเคร่งครัด

ขณะที่บริษัท Yamato Transport ผู้ให้บริการจัดส่งพัสดุ มีเตรียมแจกเสื้อกั๊กติดพัดลม 75,000 ตัวให้กับคนงาน รวมถึงผู้ที่ใช้รถเข็นและจักรยานในการส่งพัสดุ อีกทั้งติดตั้งอุปกรณ์สำหรับวัดค่า WBGT จำนวน 3,000 ตัวในสถานที่ประกอบการเพื่อติดตามสภาพการทำงานได้ดีขึ้น 

ยูริ โฮโซกาวะ ผู้ช่วยศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยวาเซดะ กล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้มีศักยภาพอย่างมากในการลดการเสียชีวิตจากโรคลมแดดที่เกิดจากการทำงานและการออกกำลังกาย

นอกจากญี่ปุ่นแล้ว รัฐแคลิฟอร์เนียและวอชิงตันของสหรัฐ ก็มีการออกกฎระเบียบที่คล้ายคลึงกันเพื่อคุ้มครองคนงาน และสำนักงานความปลอดภัยและอาชีวอนามัยของสหรัฐเสนอให้กำหนดมาตรฐานระดับรัฐบาลกลาง เพื่อแก้ปัญหาแรงงานเสียชีวิตจากความร้อน ตามข้อมูลของกระทรวงแรงงานพบว่า ระหว่างปี 2011- 2020 มีผู้เสียชีวิตโดยเฉลี่ย 40 รายต่อปี จากความร้อนในสิ่งแวดล้อม


ที่มา: BloombergBusiness StandardThe Japan Times
Source : กรุงเทพธุรกิจ

เวทีสัมมนา “Siemens Data Center Conference 2025” ภายใต้แนวคิด “Redefining Data Center Infrastructure – นิยามใหม่ของโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซนเตอร์” จัดโดย Siemens (ซีเมนส์) ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีอุตสาหกรรม และ กรุงเทพธุรกิจ สื่อเศรษฐกิจชั้นนำของประเทศไทย

เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ กับเทรนด์การใช้ดาต้าเซนเตอร์ในอนาคต โดยผู้ร่วมรับฟังสัมมนายังได้รับชมการสาธิตแนวทางออกแบบ และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซนเตอร์ให้ทันสมัย ด้วยเทคโนโลยีล่าสุด อาทิ Liquid Cooling สำหรับดาต้าเซนเตอร์, Skid Solutions เร่งการติดตั้งแบบยั่งยืน, ระบบป้องกันอัคคีภัยที่มีแม่นยำสูงด้วยเซนเซอร์ตรวจจับควันแบบสุ่มอากาศชนิด Dual Wavelength, การออกแบบที่ใช้โมดูลาร์ : ระบบจ่ายพลังงานที่สามารถปรับขยายได้ เป็นต้น

ระบบไฟฟ้าคือหัวใจสำคัญ

เกศสุดา เพิ่มผลไพบูลย์ Technical Expert – Power Distribution System, Electrification & Automation จาก Siemens Thailand หนึ่งในวิทยากรบนเวทีสัมมนา “Siemens Data Center Conference 2025” กล่าวในหัวข้อ Accelerating Datacenter Deployment and Sustainability Projects with Skid Solutions ว่า ในยุคที่ Data Center และภาคอุตสาหกรรมขับเคลื่อนด้วยข้อมูล และเทคโนโลยีขั้นสูง ระบบไฟฟ้าคือ หัวใจสำคัญที่ไม่อาจขาดได้

ซีเมนส์ตระหนักถึงความท้าทายนี้ และได้นำเสนอโซลูชัน Power Solution ที่ปฏิวัติวงการอย่าง ‘E-house’ (อี-เฮาส์) ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านพลังงานอย่างรวดเร็ว ประหยัด และยืดหยุ่น

E-house คืออะไร

E-house คือ สถานีไฟฟ้ารูปแบบใหม่ที่แตกต่างจากสถานีไฟฟ้าแบบเดิมซึ่งมักเป็นอาคารคอนกรีตขนาดใหญ่ ถูกออกแบบมาในลักษณะของตู้คอนเทนเนอร์หรือโครงสร้างสำเร็จรูป โดยอุปกรณ์ไฟฟ้า และระบบต่างๆ ถูกประกอบ และติดตั้งเสร็จสมบูรณ์มาจากโรงงาน ผนัง และโครงสร้างที่เป็นเหล็กทำให้กระบวนการประกอบรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพสูงขึ้นมาก

ภายใน E-house ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่จำเป็นอย่างครบครัน อาทิ UPS (Uninterruptible Power Supply), หม้อแปลงไฟฟ้า (Power Transformer / Distribution Transformer), สวิตช์เกียร์แรงดันปานกลาง (Medium Voltage Switch Gear), Bus Duck หรือ Bus Bar Trunking System, และ สวิตช์เกียร์แรงดันต่ำ (Low Voltage Switch Gear) นอกจากนี้ ยังมีการติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยสำหรับบุคคลและเทคโนโลยีอาคาร (Building Technology / Building Control) เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

3 คุณสมบัติเด่นของ E-house

ซีเมนส์ชู 3 คุณสมบัติหลักที่ทำให้ E-house เหนือกว่าสถานีไฟฟ้าแบบดั้งเดิม ได้แก่

1. ความรวดเร็วในการส่งมอบ และติดตั้ง : E-house สามารถผลิต และทดสอบเสร็จสมบูรณ์จากโรงงาน ทำให้สามารถนำมาวางบนฐานรากที่สร้างเสร็จแล้ว และเชื่อมต่อสายไฟ (plug and play) ได้ทันที ซึ่งช่วยลดระยะเวลาในการส่งมอบ และติดตั้งงานได้เร็วขึ้นถึง 50% ในขณะที่การสร้างสถานีไฟฟ้าแบบเดิมต้องใช้คนทำงานหน้างานจำนวนมาก รวมถึงเครน และการก่อสร้างที่ใช้เวลานาน

2. ความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยน : E-house มีความสามารถในการปรับเปลี่ยนดีไซน์หรือเทคโนโลยีได้สูงถึง 100% ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มกำลังการผลิตของระบบไฟฟ้า หรือการอัปเกรดเทคโนโลยีในอนาคต นี่คือข้อได้เปรียบที่สำคัญเมื่อเทียบกับสถานีไฟฟ้าแบบคอนกรีต

3. ลดค่าใช้จ่ายโดยรวม : โซลูชันนี้ช่วยลดค่าใช้จ่ายรวมของโครงการลงได้ถึง 27% ซึ่งรวมถึงค่าใช้จ่ายในการใช้พื้นที่ (สามารถใช้พื้นที่ที่ไม่เกิดประโยชน์มาสร้างได้), ค่าบริหารจัดการโครงการ, และค่าใช้จ่ายด้านทรัพยากรบุคคล

“นอกจากนี้ E-house ยังเป็นโซลูชันที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืน (Sustainability) โครงสร้างเหล็กทั้งหมดที่ใช้ในการผลิตสามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ อีกทั้งยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการเดินทางของเจ้าหน้าที่ไปยังไซต์งาน เนื่องจากอุปกรณ์ทั้งหมดถูกประกอบ และทดสอบจากโรงงานเรียบร้อยแล้ว”

นวัตกรรมจัดการพลังงานแบบดิจิทัล

เกศสุดา กล่าวด้วยว่า ซีเมนส์ใช้ซอฟต์แวร์เฉพาะทางในการออกแบบและบริหารจัดการ E-house เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด คือ

  • SIMARIS : ซอฟต์แวร์สำหรับการออกแบบอุปกรณ์ไฟฟ้า
  • E-house layout app : แอปพลิเคชันสำหรับการออกแบบ ‘e-house’ ในรูปแบบ 3D ซึ่งสามารถสร้างเอกสาร 2D หรือเอกสารสำหรับงานประมูลได้
  • E-house app : ใช้สำหรับคำนวณปริมาณเครื่องปรับอากาศที่เหมาะสมกับขนาดของอุปกรณ์ไฟฟ้าภายใน E-house

เพื่อการบริหารจัดการพลังงานอย่างชาญฉลาด E-house ยังรองรับการเชื่อมต่อกับระบบ Electrical Power Management System (EPMS) และ IoT Application เพื่อการตรวจสอบ และควบคุมระบบไฟฟ้าได้แบบเรียลไทม์ ซีเมนส์ยังให้ความสำคัญกับ ความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security) โดยเฉพาะในส่วนของ Operational Technology (OT) เพื่อปกป้องระบบจากการโจมตีทางไซเบอร์

แนวคิด Digital Twin (ดิจิทัล ทวิน) ยังช่วยให้สามารถทดลอง และวางแผนการตั้งค่าหรือการอัปเกรดระบบได้เสมือนจริง ลดเวลา และทรัพยากรที่ใช้ในการทดสอบจริง การนำ IoT Application มาใช้ยังตอบโจทย์ด้านธุรกิจ การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม (เช่น ลด Carbon Footprint) และที่สำคัญที่สุดคือ ความปลอดภัยของบุคลากร โดยสามารถมอนิเตอร์สภาพอุปกรณ์เพื่อลดความเสี่ยงจากการระเบิดหรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้

ประเภทของ E-house

E-house มีหลากหลายรูปแบบเพื่อให้เหมาะกับการใช้งานที่แตกต่างกัน ได้แก่

  • S-type E-house : โครงสร้างแบบเปิดที่ไม่มีผนัง เหมาะสำหรับการติดตั้งภายในอาคารขนาดใหญ่ เช่น Data Center
  • E-house substation : สถานีไฟฟ้าที่มีผนัง และโครงสร้างป้องกันแสงแดดและฝน เหมาะสำหรับการติดตั้งภายนอกอาคารหรือสถานีไฟฟ้าย่อย
  • Mobile E-house : ‘e-house’ ที่ติดตั้งอยู่บนล้อ สามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวก เหมาะสำหรับสถานีไฟฟ้าชั่วคราว

E-house ขยายไปทั่วโลก

เกศสุดา บอกว่า ซีเมนส์มีประสบการณ์ในการส่งมอบโซลูชัน E-house ให้กับลูกค้าทั่วโลก ตัวอย่างโครงการขนาดใหญ่ เช่น โครงการในอุตสาหกรรมเคมีที่มี 7 ‘E-house’ (รวม 90 transport modules) ซึ่งถูกส่งมอบอย่างต่อเนื่องทุกๆ 2 เดือน หรือโครงการเหมืองแร่ในตุรกีที่มี 25 ‘E-house’ (26 transport units) ที่ต้องส่งมอบภายใน 2 ปี ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ท้าทาย

ในประเทศไทยเอง ซีเมนส์ก็ประสบความสำเร็จในการส่งมอบโซลูชัน E-house ไปแล้วกว่า 50 transport units ลูกค้าที่สนใจสามารถเยี่ยมชมประสบการณ์เสมือนจริงของ E-house แต่ละประเภทได้ผ่าน VR Application หรือบนเว็บไซต์ของซีเมนส์ เพื่อทำความเข้าใจถึงนวัตกรรม และประโยชน์ที่ได้รับอย่างแท้จริง ความเชี่ยวชาญ และนวัตกรรมเหล่านี้ตอกย้ำบทบาทของซีเมนส์ในการเป็นผู้นำด้าน Power Solution ที่ตอบโจทย์ความท้าทายด้านพลังงานในโลกยุคดิจิทัลได้อย่างครบวงจร และยั่งยืน

Source : กรุงเทพธุรกิจ

พลังงาน เตรียมพิจารณาราคา LPG ระยะยาว ก่อนสิ้นสุดตรึงราคา 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม สิ้นเดือน มิ.ย. 2568 นี้ ชี้มีหลากหลายแนวทางให้คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) พิจารณา เพื่อช่วยลดภาระกองทุนน้ำมันฯ ที่ปัจจุบันติดลบกว่า 4 หมื่นล้านบาท จากการตรึงราคา LPG โดยตรง ระบุในอดีตเคยทยอยปรับขึ้นราคา 1 บาทต่อกิโลกรัมต่อเดือน รวมถึงการช่วยเหลือราคา LPG เฉพาะกลุ่มมาแล้ว  ปัจจุบันกองทุนฯ ใช้เงินตรึงราคา LPG อยู่ 2.5 บาทต่อกิโลกรัม 

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center – ENC) รายงานว่า กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างพิจารณามาตรการดูแลราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) ในประเทศระยะยาว เนื่องจากภาครัฐได้ดูแลราคา LPG มาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานนับตั้งแต่ปี 2565 และเริ่มตรึงราคาที่ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม มาตั้งแต่เดือน มี.ค. 2566 ส่งผลให้ที่ผ่านมาคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ต้องนำเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไปพยุงราคาจนถึงปัจจุบันรวมแล้ว 44,737 ล้านบาท (ภายใต้กรอบวงเงินชดเชยราคาได้ไม่เกิน 50,000 ล้านบาท)  

อย่างไรก็ตามคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ได้กำหนดให้ตรึงราคา LPG ไว้ที่  423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ถึงสิ้นเดือน มิ.ย. 2568 นี้ ดังนั้นภายในเดือน มิ.ย. นี้  กบง. ก็จะมีการประชุมเพื่อพิจารณาว่าจะตรึงราคาต่อ หรือจะขยับราคาขึ้นเพื่อช่วยลดภาระเงินกองทุนน้ำมันฯ ลง

สำหรับภาพรวมกองทุนน้ำมันฯ ที่ยังติดลบถึง -40,103 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 1 มิ.ย. 2568) มาจากการนำเงินไปตรึงราคา LPG ทั้งสิ้น 44,737 ล้านบาท ขณะที่กองทุนฯ ได้ยกเลิกการพยุงราคาน้ำมันทุกชนิดไปตั้งแต่ปี 2567 แล้ว ทำให้มีเงินไหลเข้าจากผู้ใช้น้ำมันถึงวันละ 294 ล้านบาท หรือ 8,820 ล้านบาทต่อเดือน เท่ากับปัจจุบันกองทุนฯ มีรายได้มาจากผู้ใช้น้ำมันเท่านั้น เพื่อนำเงินมาพยุงราคา LPG ไว้ ส่งผลให้กระทรวงพลังงานต้องพิจารณาปัจจัยต่างๆ ในการดูแลราคา LPG ในอนาคต

ปัจจุบันกองทุนฯ ชดเชยราคา LPG อยู่ 2.5218 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อให้ราคาจำหน่ายอยู่ที่ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ทั้งนี้ กบง. อาจพิจารณาทั้งข้อดีข้อเสียของการทยอยปรับขึ้นราคา LPG โดยคำนึงถึงภาวะเศรษฐกิจประเทศและประชาชนเป็นหลัก รวมทั้งยังต้องพิจารณาถึงการตรึงราคา LPG ต่อไปอีกด้วย เนื่องจากกองทุนฯ ยังมีรายรับเพียงพอที่จะดูแลราคา LPG ได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับ กบง. ที่จะพิจารณาราคา LPG ในเดือน มิ.ย. 2568 นี้

อย่างไรก็ตามที่ผ่านมามีหลากหลายแนวทางที่กระทรวงพลังงานเคยใช้ดูแลราคา LPG มาแล้ว เช่น การปรับขึ้นราคา LPG ในอัตรา 1 บาทต่อกิโลกรัมต่อเดือน  รวมถึงการช่วยเหลือราคา LPG เฉพาะกลุ่มแทนการช่วยเหลือทั้งประเทศ ซึ่งแนวทางนี้จะส่งผลให้ราคา LPG มีความแตกต่างกันระหว่างภาคอุตสาหกรรม ภาคขนส่งและภาคครัวเรือน ซึ่งต้องระมัดระวังการลักลอบซื้อขาย LPG ข้ามประเภทด้วย  

ส่วนราคา LPG โลกในเดือน มิ.ย. 2568 ปรับลดลงเหลือประมาณ 585 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน จากเดือน พ.ค. 2568 ที่ราคาอยู่ที่ประมาณ 600 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน โดยในอดีตราคา LPG จะอยู่ประมาณ 300-400 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน แต่ได้ปรับฐานราคาขึ้นมาตั้งแต่ปี 2566 โดยบางปีราคาพุ่งไปถึง 800 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน ทั้งนี้ตามปกติราคา LPG จะปรับขึ้นในช่วงปลายปี เนื่องจากเข้าสู่ฤดูหนาวทำให้ทั่วโลกต้องเร่งจัดหา LPG เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงสร้างความอบอุ่น จึงส่งผลให้ราคาพุ่งสูงขึ้น

ทั้งนี้ที่ผ่านมากองทุนฯ ได้เริ่มพยุงราคา LPG ที่ 333 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ในเดือน เม.ย. 2565 และเริ่มทยอยปรับขึ้นราคา 1 บาทต่อกิโลกรัมต่อเดือน รวม 5 ครั้ง จนราคาขึ้นมาอยู่ที่ 408 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม และตรึงราคาที่ 408 บาทไป 6 เดือน จากนั้นขยับราคาขึ้นอีกทีเป็น 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ตั้งแต่ มี.ค. 2566 มาจนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 2 ปีกว่า 

Source : Energy News Center