อบก. จับมือพันธมิตรเปิดตัว “นวัตกรรมการประเมินคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้” ด้วยเทคโนโลยีอวกาศ และ AI ยกระดับความโปร่งใส สร้างความเชื่อมั่นในตลาดคาร์บอน

พามาดูการประเมินคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ของไทย ที่ล้ำสมัยไปอีก เมื่อ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. (TGO) จัดงาน “เปิดตัวนวัตกรรมสำหรับโครงการ T-VER ภาคป่าไม้” ในวันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน 2568 ณ โรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ กรุงเทพ โดยมีเป้าหมายเพื่อประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญในการรับรองแพลตฟอร์มเทคโนโลยีสำรวจระยะไกล (Remote Sensing) ด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) สำหรับใช้ประเมินคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกของประเทศไทยอย่างเต็มรูปแบบ

สำหรับงานครั้งนี้เป็นการผนึกกำลังครั้งสำคัญระหว่าง อบก. กับหน่วยงานชั้นนำด้านเทคโนโลยีของประเทศ ได้แก่ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA และ บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) หรือ THAICOM ร่วมด้วยภาคเอกชนรายใหญ่อย่าง บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน)  และ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เพื่อเปิดตัว “แพลตฟอร์มการประเมินคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ด้วย Remote Sensing และ AI

ล้ำมาก! ใช้ AI-เทคโนโลยีอวกาศ ประเมินคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ไทย

ซึ่งจะช่วยเพิ่มความแม่นยำ ลดระยะเวลาและต้นทุนในการตรวจวัดปริมาณการกักเก็บคาร์บอนของพื้นที่ป่าไม้ เพื่อนำไปสู่การซื้อขายคาร์บอนเครดิตภายใต้โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) ที่มีความโปร่งใสและน่าเชื่อถือในระดับสากล โดยภายในงานเป็นการเปิดตัว 4 แพลตฟอร์มแรกที่ผ่านมาตรฐานตามเกณฑ์การพิจารณาของ อบก. ได้แก่

  • แพลตฟอร์ม Carbon Atlas โดย GISTDA
  • แพลตฟอร์ม CarbonWatch โดย THAICOM
  • แพลตฟอร์ม CERT+ โดย บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน)  
  • แพลตฟอร์ม Smart Forest โดย บริษัท วรุณา (ประเทศไทย) จำกัด ในกลุ่ม บ.ปตท.
ล้ำมาก! ใช้ AI-เทคโนโลยีอวกาศ ประเมินคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ไทย

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผอ.อบก. กล่าวว่า “การนำเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง Remote Sensing และ AI มาใช้ในโครงการ T-VER ภาคป่าไม้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะยกระดับมาตรฐานของตลาดคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย นวัตกรรมนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยให้การประเมินคาร์บอนเครดิตมีความแม่นยำเท่านั้นแต่ยังช่วยลดต้นทุนในการดำเนินโครงการคาร์บอนเครดิต รวมทั้งยังสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้พัฒนาโครงการและผู้ซื้อคาร์บอนเครดิตทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งนับเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emissions)”

ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA เปิดเผยว่า “เทคโนโลยี LiDAR เป็นนวัตกรรมที่ใช้ในการเก็บข้อมูลภาคสนาม เมื่อนำมาบูรณาการร่วมกับข้อมูล Remote sensing และแบบจำลอง Machine learning จะช่วยให้การประเมินคาร์บอนในภาคป่าไม้มีความแม่นยำ น่าเชื่อถือ บนแพลตฟอร์ม Carbon Atlas มีข้อมูลบริการครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 90 % ของพื้นที่ป่าที่ได้รับรองจาก อบก. แล้วคือ ป่าดิบเขา ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าชายเลน และสวนยางพารา สำหรับเกษตรกรรายเล็กที่มีพื้นที่ปลูกไม่มาก สามารถรวมกลุ่มกัน ก็สามารถเข้าร่วมโครงการ T-VER ด้วยการเข้าใช้แพลตฟอร์ม Carbon Atlas ได้เช่นกัน”

ล้ำมาก! ใช้ AI-เทคโนโลยีอวกาศ ประเมินคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ไทย

คุณปฐมภพ สุวรรณศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ไทยคม กล่าวว่า “ในฐานะผู้นำธุรกิจด้าน Space tech  ไทยคมมีความมุ่งมั่นในการนำเทคโนโลยีด้านอวกาศ มาคิดค้นการบริการที่สามารถตอบโจทย์ด้านการดูแลสิ่งแวดล้อม เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน เรามีความภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้พัฒนาแพลตฟอร์ม CarbonWatch ซึ่งเป็นเครื่องมือในการประเมินการกักเก็บคาร์บอนในภาคป่าไม้ ด้วยเทคโนโลยีดาวเทียม และ AI ที่ได้รับการรับรองจาก อบก. เป็นรายแรกของประเทศไทย เพื่อช่วยให้การประเมินคาร์บอนในพื้นที่ป่าขนาดใหญ่ของประเทศไทยมีประสิทธิภาพ แม่นยำ รวดเร็ว ตรวจสอบได้ และคุ้มค่ากว่าวิธีดั้งเดิม อีกทั้งยังนำมาซึ่งความยั่งยืนและช่วยขับเคลื่อนให้เกิดเป็นสังคมคาร์บอนต่ำในประเทศอีกด้วย”

คุณมีนา ศุภวิวรรธน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารชื่อเสียงองค์กรและกิจการเพื่อสังคม บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ปตท. ให้ความสำคัญกับการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าหมาย PTT Net zero emissions 2050 มีหนึ่งกลไกขับเคลื่อนที่สำคัญคือการฟื้นฟูป่า ซึ่งนอกเหนือจากการร่วมฟื้นฟูป่าเสื่อมโทรมทั่วประเทศแล้ว ยังส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม ผ่านการบูรณาการร่วมกับบริษัทในกลุ่ม โดย ปตท. และวรุณา ได้ร่วมกันพัฒนาโมเดลประเมินการดูดซับ CO2 ของป่าไม้ ซึ่งผ่านการรับรองจาก อบก.แล้ววันนี้จำนวน 3 โมเดล ได้แก่ ป่าดิบแล้ง ป่าผสมผลัดใบ และสวนยางพารา นับเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่จะเพิ่มประสิทธิภาพของคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ภายใต้มาตรฐานของประทศไทย”

ล้ำมาก! ใช้ AI-เทคโนโลยีอวกาศ ประเมินคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ไทย

คุณสุรเชษฐ์ ชโลธร Director of Manufacturing Technology and Digital บมจ.เอสซีจี เคมิคอลส์(SCGC) กล่าวว่า “SCGC มุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนเป้าหมายสังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน โดย ‘CERT+’ ถือเป็น ‘รายแรกของประเทศ’ ที่ริเริ่มนำเทคโนโลยี Remote Sensing และ AI ขั้นสูงมาใช้ในการประเมินคาร์บอนเครดิต  เพื่อยกระดับการประเมินคาร์บอนเครดิตให้แม่นยำ โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยเฉพาะในภาคป่าไม้และเกษตรกรรม ซึ่งได้ที่ริเริ่มใช้กับไม้ยูคาลิปตัสและขยายสู่พืชเศรษฐกิจชนิดอื่นอย่างต่อเนื่อง ระบบดังกล่าวยังสามารถติดตามการเจริญเติบโตของพืช วิเคราะห์ความเสี่ยงในพื้นที่ โดยบูรณาการข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ มารวมไว้ในแพลตฟอร์มเดียว เราเชื่อมั่นว่าเทคโนโลยีคือหัวใจสำคัญที่จะเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำได้อย่างแท้จริง

ล้ำมาก! ใช้ AI-เทคโนโลยีอวกาศ ประเมินคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ไทย

นอกจากนี้ ในงานจะมีการจัดเสวนาเจาะลึกถึงรายละเอียดทางเทคนิคและข้อจำกัดการใช้งานของแต่ละแพลตฟอร์ม รวมถึงการเสวนาในหัวข้อ “การประกันภัยคาร์บอนเครดิต” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมทางการเงินที่จะเข้ามาสนับสนุนตลาดคาร์บอนเครดิต สร้างความน่าเชื่อถือ และลดความเสี่ยงให้กับโครงการคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้

ล้ำมาก! ใช้ AI-เทคโนโลยีอวกาศ ประเมินคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ไทย

Source : Spring News

คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมตินำเงินกองทุนน้ำมันฯ กลับมาชดเชยราคาดีเซล 35 สตางค์ต่อลิตร เป็นครั้งแรกในรอบ 10 เดือน หลังราคาน้ำมันโลกยังพุ่งไม่หยุดจากสงครามอิสราเอล-อิหร่าน หวังตรึงราคาดีเซลไม่เกิน 32 บาทต่อลิตร เป็นรอบที่ 4 ของสัปดาห์

นายพรชัย จิรกุลไพศาล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.)เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติปรับลดอัตราเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของน้ำมันดีเซลลงอีก 65 สตางค์ต่อลิตร โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 21 มิ.ย. 2568 เป็นต้นไป เพื่อช่วยพยุงราคาขายปลีกน้ำมันหน้าสถานีบริการให้กับประชาชน และลดผลกระทบจากราคาน้ำมันตลาดโลกที่ปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง

สำหรับปัจจุบัน ปัจจัยที่กดดันราคาน้ำมันในตลาดโลกมาจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางระหว่างอิสราเอล-อิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ล่าสุดราคาน้ำมันดิบดูไบ ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 76.90 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซล ปรับสูงขึ้นอีกครั้ง อยู่ที่ 97.51 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันเบนซิน อยู่ที่ 88.68 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล 

ทั้งนี้ นับเป็นครั้งที่ 4 ในรอบสัปดาห์ ที่ กบน.มีมติปรับลดอัตราเก็บเงินกองทุนน้ำมันฯ ให้กับประชาชน ตั้งแต่วันที่ 16–17 มิ.ย.2568 และ 19 -20 มิ.ย.2568 โดยใช้เงินช่วยพยุงราคาน้ำมันดีเซล เพื่อรักษาระดับราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้ปรับขึ้น ซึ่งจากมาตรการล่าสุด ส่งผลให้รายรับของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงประเภทน้ำมันดีเซล ปัจจุบันกลับมาติดลบ อยู่ที่วันละ 20.73 ล้านบาท ขณะที่รายรับจากกลุ่มน้ำมันเบนซิน ยังคงอยู่ที่ประมาณวันละ 72.88 ล้านบาทเท่าเดิม 

นายพรชัย กล่าวว่า “แม้กองทุนน้ำมันฯ จะต้องมีสภาพคล่องน้อยลง จนรายรับจากน้ำมันดีเซลกลับมาติดลบ แต่ กบน.ยังคงเดินหน้าพยุงราคาน้ำมันอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านราคา และลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและค่าครองชีพให้กับประชาชนในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกผันผวน โดยใช้อัตราการเก็บเงินของกองทุนน้ำมันฯ เป็นกลไกสำคัญในการดูแลด้านราคาให้กับประชาชน ภายใต้กรอบของพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2562 ทั้งนี้ กบน.ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมปรับมาตรการให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างรอบด้าน”

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center – ENC) รายงานว่า การลดเก็บเงินผู้ใช้ดีเซลในครั้งนี้ส่งผลให้กองทุนฯ ต้องกลับมาชดเชยราคาดีเซล 35 สตางค์ต่อลิตร และเป็นการกลับมาชดเชยราคาดีเซลเป็นครั้งแรกในรอบ 10 เดือน นับตั้งแต่เดือน ส.ค. 2567 ที่ผ่านมา

Source : Energy News Center

กกพ.เร่งชงบอร์ดอนุมัติเกณฑ์โครงข่ายไฟฟ้าบุคคลที่สาม (TPA) 2,000 เมกะวัตต์ ป้อนโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ คาด ต.ค.นี้เริ่มได้ ตีกรอบจ่ายไฟฟ้าตรง ไม่วนกลับมาขายรัฐ พร้อมบรรจุในแผนพีดีพี ขณะที่ บี.กริมเปิดตัวลุยดาต้าเซ็นเตอร์ 24,520 ล้าน ปักธง EEC ใช้ก่อน 100 เมกะวัตต์ เร่งรัฐหาไฟสีเขียวป้อนโดยด่วน

นายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงมาตรการการซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบการทำสัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าได้โดยตรง (Direct PPA) ว่า กกพ.ได้ประชุมร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เพื่อเตรียมการภายใน ทั้งข้อกำหนด กฎเกณฑ์ต่าง ๆ รวมถึงการพิจารณาเรื่องปริมาณความพร้อมของสายส่ง ความต้องการของผู้ที่ต้องการใช้ไฟฟ้าสีเขียวว่าอยู่บริเวณไหนบ้าง อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องมีการหารือเพิ่มเติม เพราะแต่ละรายมีเงื่อนไขเฉพาะที่แตกต่างกัน

นอกจากนี้ กกพ.ได้เตรียมนำเสนอบอร์ดเร็ว ๆ นี้เพื่อพิจารณาข้อกำหนดการเปิดใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้แก่บุคคลที่สาม (Third Party Access Code : TPA Code) ต่าง ๆ ด้วย ส่วนหลักเกณฑ์ต้องเป็นไปตามที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) กำหนด ที่ระบุว่าต้องเป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งการเปิดใช้ระบบจำเป็นต้องดูถึงพื้นที่ตั้งและปริมาณสายไฟที่สามารถรองรับได้ รวมถึงต้องดูศักยภาพและความมุ่งมั่นของนักลงทุนที่จะเข้ามา เพื่อให้เกิดความมั่นใจด้วยการผ่านการตรวจสอบกับบีโอไอ ซึ่งทาง กกพ. ยังคงพยายามดำเนินการอย่างเต็มที่ คาดว่าเกณฑ์ทุกอย่างจะแล้วเสร็จได้ภายในปี 2568 นี้

ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้มีมติเห็นชอบข้อเสนอแนวทางการดำเนินการโครงการนำร่องการซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Direct PPA ผ่านการขอใช้บริการระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้แก่บุคคลที่สาม (Third Party Access, TPA) โดยกำหนดเป้าหมายไว้เบื้องต้น ประกอบด้วย

1.กลุ่มเป้าหมายของโครงการนำร่อง จะต้องเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจในด้าน Data Center ที่เป็นการลงทุนขนาดใหญ่ และเป็นการลงทุนใหม่

2.เป็นการดำเนินการในรูปแบบของการขายพลังงานไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าโดยตรงผ่านการขอใช้บริการ TPA และไม่มีการขายพลังงานไฟฟ้ากลับมาให้ภาครัฐ

3.มีกรอบเป้าหมายไม่เกิน 2,000 MW ซึ่งได้ถูกบรรจุลงในร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ PDP2024 (Power Development Plan 2024) และหากการดำเนินการไม่ครบตามเป้าหมาย 2,000 MW ส่วนที่เหลือจะถูกนำไปรวมในร่างแผน PDP2024 ที่จะกำหนดให้มีการรับซื้อไฟฟ้าเข้าระบบของประเทศในรูปแบบปกติต่อไป

4.การจัดทำข้อกำหนดการเปิดใช้ TPA Code และอัตราค่าบริการ TPA จะต้องพิจารณาให้มีความเหมาะสมและเป็นธรรมต่อผู้ใช้ไฟฟ้าในภาพรวมทั้งประเทศ รวมถึงจะต้องสอดรับกับข้อเสนออัตราค่าบริการ UGT ที่อยู่ระหว่างการดำเนินการด้วย

นายนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทยและโซลูชั่นธุรกิจอุตสาหกรรม บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า BGRIM และ Digital Edge ได้มีการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนภายใต้ชื่อ Digital Edge B.Grimm (TH) Holding Pte. Ltd เพื่อพัฒนาศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ไฮเปอร์เกลและรองรับปัญญาประดิษฐ์ มูลค่าโครงการ 24,520 ล้านบาท โดยจะเริ่มด้วยโครงการเรือธงขนาด 100 เมกะวัตต์ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มีเป้าหมายที่จะเป็นศูนย์กลางสำคัญสำหรับผู้ให้บริการ AI และคลาวด์ที่ต้องการขยายธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ซึ่งการลงทุนในครั้งนี้ได้มีส่วนสำคัญในการวางแผนเจรจาหารือร่วมกับภาครัฐ เพื่อให้เกิดความพร้อมการเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าร่วมกันระหว่างรัฐและเอกชน ที่เราพยายามให้เกิด Third Party Access ขึ้นมา รวมถึง Direct PPA ที่ดึงพลังงานนอก Grid ให้เข้ามาสู่ใน Grid มากขึ้น ซึ่งก็เป็นการร่วมมือกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)

นางสาวศิริวงศ์ บวรบุญฤทัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร งานการเงินและบัญชี (CFO) บี.กริม กล่าวว่า ตอนนี้เราซื้อจาก กฟภ.ไปก่อน ถ้า Direct PPA มาเร็ว เราก็จะซื้อพลังงานสะอาดเพิ่มเติม ซึ่งตอนนี้มีการพูดคุยและเร่งรัดรัฐบาล เพราะลูกค้าดาต้าเซ็นเตอร์มีความต้องการพลังงานสีเขียว เราอยากได้มาก่อนสัก 30-40% ถ้าภาครัฐพร้อม เอกชนก็พร้อมเดิน

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า กิจการดาต้าเซ็นเตอร์ถือเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายที่บีโอไอให้ความสำคัญ อย่างไรก็ตาม เป็นกิจการที่ใช้ทรัพยากรสิ้นเปลือง บีโอไอจำเป็นต้องกำหนดเงื่อนไขในการลงทุนที่ค่อนข้างมาก เช่น การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการประหยัดน้ำประหยัดไฟ ระบุแหล่งพลังงาน ซึ่งทุกโครงการบีโอไอได้หารือกับ กฟภ.ทุกครั้ง เพื่อให้มีการรับรองว่าไฟฟ้าเพียงพอ เนื่องจากมีบางรายระบุความต้องการใช้ไฟฟ้าสีเขียว ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากขึ้นไปอีก ดังนั้น จึงเป็นที่มาของ Direct PPA ที่มีการจัดสรร 2,000 เมกะวัตต์แรกให้กับดาต้าเซ็นเตอร์ ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำเกณฑ์ของ กกพ. คาดว่าจะประกาศภายในเดือนตุลาคม 2568 นี้ พร้อมกับหลักเกณฑ์ค่าธรรมเนียมในการใช้สายส่งของการไฟฟ้า

Source : ประชาชาติธุรกิจ

พาส่องมาตรการประหยัดพลังงานของแบรนด์ชั้นนำในศูนย์การค้าเซ็นทรัล รวมพลังลดโลกร้อนไปกับเซ็นทรัลพัฒนา เดินหน้าสู่ Net Zero 2025

ในยุคที่ภาวะโลกร้อนเป็นวิกฤตระดับโลกที่ทุกฝ่ายให้ความสำคัญ การเริ่มต้นเล็กๆ อย่างการประหยัดพลังงานในครัวเรือนหรือห้างร้าน ก็สามารถนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ได้ เพราะการดูแลสิ่งแวดล้อมไม่สามารถอาศัยการเปลี่ยนแปลงจากส่วนใดส่วนหนึ่งได้ แต่ต้องเกิดจากพลังแห่งความร่วมใจของทุกคน

เซ็นทรัลพัฒนา ในฐานะผู้บริหารพื้นที่ศูนย์การค้าซึ่งมีสาขาอยู่ทั่วประเทศ จึงได้จัดโครงการ “Central Pattana Green Partnership รวมพลังพันธมิตรลดโลกร้อน” ซึ่งเป็นการร่วมมือกันเพื่อหาแนวทางในการบริหารจัดการร้านค้าและผู้บริโภค ให้ลดการใช้พลังงาน และคัดแยกขยะ เพื่อเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตลอดทั้งกระบวนการ โดยเริ่มต้นจากการผนึกกำลังกับแบรนด์พันธมิตร รวมถึงคู่ค้าในศูนย์การค้าเซ็นทรัล ซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างดีจากหลากหลายแบรนด์ ร่วมจับมือกันเพื่อขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 ไปด้วยกัน

หลังดำเนินโครงการมาเข้าสู่ปีที่  3  ในปี 2568 เซ็นทรัลพัฒนาขอชวนมาสำรวจมาตรการที่น่าสนใจของแบรนด์ต่างๆ ที่มีผลงานโดดเด่นในด้านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมในปี 2567 ที่ผ่านมา ผ่านรางวัล Green Partnership Reward 2024 โดยแบรนด์ต่างๆ มีแนวทางในการจัดการภายในร้านค้าที่สามารถลดการใช้พลังงานได้จริง และยังสามารถเป็นแนวทางในการประหยัดพลังงานให้กับองค์กร และประชาชนทั่วไปได้อีกด้วย

ส่องแบรนด์ชั้นนำ ออกมาตรการประหยัดพลังงาน รวมพลังลดโลกร้อน

Major Cineplex – มุ่งมั่นเพื่อสิ่งแวดล้อม ผ่านกลยุทธ์ ‘Green Cinema’

เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ไม่ได้แค่เสิร์ฟความบันเทิง แต่ยังเสิร์ฟความยั่งยืนด้วยแนวคิด Green Cinema ที่เปลี่ยนเครื่องฉายภาพยนต์ทุกสาขาเป็น Laser Projector ที่ประหยัดไฟกว่าระบบเดิม แถมยังติดตั้ง ระบบปรับอากาศอัจฉริยะ ที่ควบคุมทั้งอุณหภูมิและการหมุนเวียนของอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

UNIQLO – ยั่งยืนแบบเรียบง่ายแต่ทรงพลัง

ยูนิโคล่ให้ความสำคัญกับการลดโลกร้อน ด้วยการเปลี่ยนร้านทั้งร้านให้ประหยัดพลังงานอย่างจริงจัง ตั้งแต่ หลอดไฟ LED ไปจนถึงปรับปรุงจุดชำระเงิน ที่ใช้ iPad แทนคอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิม ช่วยลดการใช้พลังงานได้ถึง 10 เท่า นอกจากนี้ยังให้บริการ ซ่อมแซมเสื้อผ้า เพื่อยืดอายุการใช้งานของสินค้า รวมถึงโครงการ RE.UNIQLO ที่ตั้งกล่องรับบริจาคในทุกสาขาทั่วประเทศ เพื่อนำไปส่งต่อให้ผู้ประสบภัยและกลุ่มเปราะบาง ส่งเสริมการหมุนเวียนเสื้อผ้าอย่างยั่งยืน

MK Restaurants – รักษ์พลังงานแบบมืออาชีพ

ด้วยมาตรการรักษ์โลกอย่างเป็นระบบ จึงมีการตรวจสอบการใช้พลังงานทุกจุดอย่างละเอียดภายในร้าน และปรับปรุงอุปกรณ์รวมถึงกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพด้านพลังงานสูงสุด อีกทั้งยังปลูกฝังจิตสำนึกรักษ์โลกให้พนักงานทุกระดับ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการบริการอีกด้วย

JASPAL Group พร้อมด้วยแบรนด์ CC Double O, LYN แบรนด์แฟชั่นที่ใส่ใจโลก

ยัสปาล กรุ๊ป และแบรนด์แฟชั่นในเครืออย่าง CC DOUBLE O และ LYN ดำเนินธุรกิจแบบใส่ใจสิ่งแวดล้อมภายใต้แนวคิด The Power of Sustainability โดยให้ความสำคัญในทุกกระบวนการตั้งแต่ การผลิตเสื้อผ้า Sustainable Collection การใช้ รถ EV Truck สำหรับขนส่งสินค้าทั่วประเทศ ลดการปล่อยมลพิษ ไปจนถึงการบริหารจัดการหน้าร้านให้ใช้พลังงานอย่างประหยัดและลดของเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญยัง รณรงค์การใช้ถุงกระดาษรีไซเคิล ให้ลูกค้าร่วมด้วยช่วยกันเพื่อลดการใช้พลาสติก

Saemaeul – ปิ้งย่างเกาหลีแบบรักษ์โลก

ส่งมอบความอร่อยพร้อมใส่ใจพลังงาน ด้วยการ ติดตั้งระบบ Timer ควบคุมระบบไฟและเครื่องใช้ไฟฟ้า และ ตรวจสอบบำรุงรักษาเครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น และระบบดูดอากาศอย่างสม่ำเสมอ ไปจนถึงการ ปรับกระบวนการทำงาน เช่น การจัดวางวัตถุดิบในตู้เย็นให้เหมาะสม เพื่อลดการเปิด-ปิดที่ไม่จำเป็น

ส่องแบรนด์ชั้นนำ ออกมาตรการประหยัดพลังงาน รวมพลังลดโลกร้อน

โครงการ “Central Pattana Green Partnership รวมพลังพันธมิตรลดโลกร้อน” เป็นยุทธศาสตร์สำคัญของเซ็นทรัลพัฒนา ในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงผ่านพลังของพันธมิตร นอกจากการมอบรางวัลเพื่อส่งเสริมให้พันธมิตรร้านค้าร่วมกันดำเนินธุรกิจอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว เซ็นทรัลพัฒนายังสนับสนุนการสำรวจพลังงานให้แก่ร้านค้านำร่องพร้อมสร้างแผนกลยุทธ์ 3 ปี ในการลดการใช้พลังงานและก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบจากผู้เชี่ยวชาญ ให้กับแบรนด์ วัตสัน บาร์บีคิวพลาซ่า และยัสปาล ที่มีความมุ่งมั่นในเรื่องนี้ เพื่อร่วมกันก้าวเข้าสู่ยุค Energy Transition และพร้อมเดินหน้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

โดยในปี 2567 มีแบรนด์พันธมิตรเข้าร่วมแล้วกว่า 165 แบรนด์ รวม 2,656 สาขาทั่วประเทศ ช่วยลดการใช้ไฟฟ้ารวมกว่า 4.3 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง และลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 217,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO₂e)

ส่องแบรนด์ชั้นนำ ออกมาตรการประหยัดพลังงาน รวมพลังลดโลกร้อน

Source : Spring News

บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ร่วมกับ คณะวิศว กรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (สถานีวิทยุแห่งจุฬาฯ) ภายใต้กำกับดูแลของ สำนักงานวิทยทรัพยากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เดินหน้าสานต่อโครงการ Green Mission by Chula x GULF ภารกิจรักษ์ยั่งยืน ปีที่ 2 ภายใต้แนวคิด “Climate Change Adaptation: โลกเปลี่ยน เราปรับ”

โดยเพื่อเชิญชวนนักเรียนมัธยมปลายจากทั่วประเทศ ร่วมระดมความคิดสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มุ่งเน้นการสร้างแรงบันดาลใจและเปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงศักยภาพในการเป็นนักคิดและนักสร้างสรรค์ รับสมัครตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 กรกฎาคม 2568

\'จุฬาฯ-กัลฟ์\' สานต่อ \'Green Mission ปี 2\' ปั้นนวัตกรรมรับโลกเปลี่ยน

สำหรับงานดังกล่าว จัดขึ้น ณ หอประชุมคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรและแขกรับเชิญพิเศษที่มาร่วมสร้างแรงบันดาลใจและมอบความรู้ที่เป็นประโยชน์ ภายในงาน นางสาวนารีรัตน์ พันธุ์มณี ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้บรรยายพิเศษเพื่อแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย

นับเป็นการปูพื้นฐานความรู้ที่เป็นประโยชน์สำหรับน้อง ๆ ในการคิดค้นนวัตกรรมต่อไป นอกจากนี้ ยังมีแขกรับเชิญพิเศษ คือ น้องไทย-ชญานนท์ ภาคฐิน สมาชิกวง BUS บอยแบนด์ชื่อดัง ที่มาร่วมแบ่งปันเรื่องราวและประสบการณ์เกี่ยวกับการรักษ์โลก และจุดประกายพลังให้กับน้อง ๆ ผู้เข้าร่วมงานอีกด้วย

\'จุฬาฯ-กัลฟ์\' สานต่อ \'Green Mission ปี 2\' ปั้นนวัตกรรมรับโลกเปลี่ยน

สำหรับการแข่งขันรอบ Fast Track ที่จัดขึ้นในงานแถลงข่าว ผลปรากฏว่า นายเจษฎากร นาคดิลกจากโรงเรียนสตรีสมุทรปราการ และนายภูรินท์ อินทุภูติ จากโรงเรียนมหาวชิราวุธ จังหวัดสงขลา เป็น 2 คนที่ได้รับคะแนนสูงสุด คว้าสิทธิ์ในการจัดตั้งทีมเพื่อเข้าร่วม Bootcamp 4 วัน 3 คืน โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ณ ศูนย์เครือข่ายการเรียนรู้เพื่อภูมิภาค จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จังหวัดสระบุรี

โดยในรอบชิงชนะเลิศ ผู้เข้าแข่งขันจะต้องนำเสนอแนวคิดนวัตกรรมสุดสร้างสรรค์ที่สามารถประยุกต์ใช้ได้จริงภายใต้โจทย์ที่กำหนด เพื่อตอบสนองต่อบริบทของโลกที่กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเร่งด่วน ทีมชนะเลิศจะได้รับเงินรางวัล พร้อมใบประกาศเกียรติคุณ และยังมีรางวัลพิเศษ Popular Vote by GULF สำหรับทีมขวัญใจชาวโซเชียล รวมมูลค่ารางวัลทั้งหมดกว่า 100,000 บาท

\'จุฬาฯ-กัลฟ์\' สานต่อ \'Green Mission ปี 2\' ปั้นนวัตกรรมรับโลกเปลี่ยน

นางสาวธีรตีพิศา เตวิชพศุตม์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านปฏิบัติการ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงความร่วมมือครั้งนี้ว่า กลุ่มบริษัทกัลฟ์ยินดีที่ได้ร่วมสานต่อโครงการ Green Mission by Chula x GULF เป็นปีที่ 2 เป็นเวทีที่น้อง ๆ จะได้แสดงออกถึงศักยภาพอย่างเต็มที่ ทางกัลฟ์พร้อมสนับสนุนและผลักดันแนวคิดที่เกิดขึ้นจากโครงการนี้ ที่จะเป็นประโยชน์และสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นให้กับโลก

ทั้งนี้ กัลฟ์เชื่อมั่นในศักยภาพและความสามารถของเยาวชนทุกคนในการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมไปสู่ความยั่งยืนในอนาคต โครงการนี้ยังสอดคล้องกับพันธกิจของกัลฟ์เรื่องการจัดการสภาพภูมิอากาศ เรามุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Decarbonization) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

รวมไปถึงการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และสอดคล้องกับแผนการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับประเทศและระดับโลก

\'จุฬาฯ-กัลฟ์\' สานต่อ \'Green Mission ปี 2\' ปั้นนวัตกรรมรับโลกเปลี่ยน

รองศาสตราจารย์ ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า สถานการณ์ภัยพิบัติในปัจจุบันมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นและเชื่อมโยงโดยตรงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเตรียมพร้อมรับมือจึงต้องเกิดจากความร่วมมือทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการเสริมสร้างศักยภาพให้กับเยาวชนผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ตอบโจทย์ชุมชนและเชื่อมโยงสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

ศาตราจารย์ ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัญหาโลกร้อน (เดือด) ไม่ได้รอให้เราปรับตัว แต่เรียกร้องให้เรานำการเปลี่ยนแปลง — Green Mission คือโครงการที่จะนำพาความรู้และนวัตกรรมออกจากห้องเรียน ไปสู่ชุมชน และกลับเข้าหาหัวใจของการเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีหัวใจเพื่อสังคม

ดร.อมร เพชรสม ผู้อำนวยการสำนักงานวิทยทรัพยากร ผู้อำนวยการสถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ทุกคนที่มาร่วมงานและโครงการนี้จะได้เกิดความตระหนักรู้ถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นำมาสู่แนวคิดในการสร้างนวัตกรรมลดผลกระทบจากภัยพิบัติ ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในพื้นที่ชุมชนของตนเอง และนี่คือวัตถุประสงค์ของการจัดโครงการในการบูรณาการความรู้และการจัดการ เพื่อรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่เกิดจากความร่วมมือของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

\'จุฬาฯ-กัลฟ์\' สานต่อ \'Green Mission ปี 2\' ปั้นนวัตกรรมรับโลกเปลี่ยน

โดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถานีวิทยุจุฬาฯ ภายใต้การบริหารงานของ สำนักงานวิทยทรัพยากร และบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ผสานพลังร่วมกันจัดโครงการและไม่ว่าทุกคนจะอยู่ในบทบาทไหน หน้าที่อะไร ก็สามารถที่จะเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้ได้” 

นายชญานนท์ ภาคฐิน สมาชิกวง BUS กล่าวว่า วันนี้ไทยดีใจมากที่ได้มาร่วมเปิดงานโครงการ Green Mission by Chula x GULF ภารกิจรักษ์ยั่งยืน ปีที่ 2 ต้องขอบคุณ GULF ที่ชวนไทยมางานนี้ และให้โอกาสพี่ได้เจอกับน้องๆ คนรุ่นใหม่ที่เชื่อในพลังของการเปลี่ยนแปลงเพื่อโลกของเรา ทุกการทดลอง ทุกความคิดสร้างสรรค์คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ในวันข้างหน้า

“ขอร่วมส่งพลังแห่งกำลังใจ และอยากบอกอีกว่าดีใจมากๆ ที่ได้เห็นพลังคนรุ่นใหม่ที่มาร่วมกันระดมความคิดไอเดียสุดเจ๋งเพื่อโลกของเรา เพราะทุกคนคือพลังของวันพรุ่งนี้ ขอบคุณทาง GULF และจุฬาฯ ที่จัดโครงการนี้เป็นพื้นที่ Sandbox ให้น้องๆ มีโอกาสได้คิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ”

\'จุฬาฯ-กัลฟ์\' สานต่อ \'Green Mission ปี 2\' ปั้นนวัตกรรมรับโลกเปลี่ยน

สำหรับนักเรียนที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการ Green Mission by Chula x GULF โดยกรอกใบสมัครผ่าน Google Form ได้ที่ https://bit.ly/4kt9j8T ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 กรกฎาคม 2568

ศึกษารายละเอียดโครงการได้ที่เว็บไซต์ https://curadio.chula.ac.th/v2022/activity/detail/?1374 หรือสอบถามที่เบอร์ 091-864-5923 ติดตามภาพกิจกรรมได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ GULF Spark: https://www.facebook.com/GULFSPARK.TH/  และช่องทาง Tiktok https://www.tiktok.com/@GULFspark 

Source : กรุงเทพธุรกิจ